ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ไทยรบฝรั่งเศส: การทูตไผ่ลู่ลม หรือ การแสวงหาฐานะบนเวทีสากล

3
สิงหาคม
2564
ไทยรบฝรั่งเศส: การทูตไผ่ลู่ลม หรือ การแสวงหาฐานะบนเวทีสากล

 

 

 

เป็นเรื่องเหมาะสมที่เดือนสิงหาคม สังคมไทยจะได้เฉลิมฉลองมรดกดีงามบางประการ ที่การตัดสินใจในอดีตส่งผลต่อคนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงกลับไปพิจารณาการตัดสินใจครั้งหนึ่งในทางประวัติศาสตร์

กล่าวได้ว่าการสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2484 ด้วยการไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้ไทยได้ดินแดน จากกรณีพิพาท 4 จังหวัด คือ ล้านช้าง จัมปาศักดิ์ พระตะบอง เสียมราฐ

บทความของของ ‘พีระ เจริญวัฒนกุล’ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 ชิ้น คือ เรื่อง การแสวงหาสถานะและการยอมรับของไทย: เหตุแห่งการทวงคืนดินแดนจากอินโดจีนฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ และ เรื่อง Beyond Bamboo Diplomacy: the Factor of Status Anxiety and Thai Foreign Policy Behaviours ช่วยทำให้เห็นภาพที่ละเอียดละออและกว้างไกลมากกว่าแค่คำอธิบายจากแนวคิดชาตินิยมหรือคำอธิบายว่าประเทศไทยดำเนินนโยบายการทูตแบบไผ่ลู่ลม

บทความของพีระ ทั้ง 2 ชิ้น ชี้ให้เห็นว่า การที่จะเข้าใจนโยบายทางการทูตของไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน อาจจะไม่จำเป็นต้องเดินตามกรอบความคิดแบบนโยบายการทูตแบบไผ่ลู่ลม หรือ แนวทางสัจนิยมใหม่เสมอไป ซึ่งขอบเขตการศึกษาการระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ขยายกว้างไกลไปกว่าสมมติฐานที่ยืนอยู่บนการเอาตัวรอดของแต่ละประเทศ

ในแง่นี้ อาจจะตีความพฤติกรรมทางการทูตของไทยในมุมมองใหม่ โดยในทุกกรณีที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า รัฐขนาดเล็กหรือรัฐขนาดกลาง เช่น ประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังชาติมหาอำนาจหรือเป็นฝ่ายตั้งรับเสมอไป หากแต่ยังสามารถเข้าไปเป็นผู้เล่นการเมืองในการแสวงหาสถานภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติได้เช่นเดียวกัน ซึ่งกรอบคิดเช่นนี้ช่วยให้ผู้สนใจมีเครื่องมือที่หลากหลายมาทำความเข้าใจนโยบายทางการทูตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เนื่องจากผ่านมามีคำอธิบายทางวิชาการที่ครอบงำความรู้ความเข้าใจการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามครั้งนั้นอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

หนึ่ง ประเทศไทยดำเนินนโยบายแบบไผ่ลู่ลมเพราะมองเห็นโอกาสที่จะได้ดินแดนอินโดจีนจากเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส

สอง เน้นไปที่ปรัชญาการเมืองส่วนตัวของผู้นำอย่างหลวงพิบูลสงคราม และ

สาม เน้นไปที่ปัจจัยด้านชาตินิยมและประวัติศาสตร์การเสียดินแดน

ทว่า บทความของพีระนำเสนอสมมติฐานใหม่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ไม่ได้ตั้งใจจะก่อสงครามตั้งแต่แรก และไม่ได้ฉวยโอกาสที่ฝรั่งเศสอ่อนแอลงแล้วชิงเอาดินแดนคืนมา โดยอาศัยการค้นคว้าจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นต้นจำนวนมากเป็นต้นทุนในการอธิบาย

 

ความพยายามในการสร้างเอกราชของคณะราษฎร

เป็นที่เข้าใจว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรเผชิญปัญหาหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือความกังวลต่อสถานะของชาติในสายตานานาชาติ แสดงออกผ่านเงื่อนไขผูกพันต่างๆ เช่น หนี้สินที่ผูกพันกับชาติมหาอำนาจ การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สนธิสัญญาไม่เสมอภาคต่างๆ ฯลฯ นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งมีข้อแรกคือ “หลักเอกราช”

เหตุผลเพราะเอกราชที่ประเทศไทยมีอยู่ในเวลานั้น ไม่ถือว่าเป็นเอกราชสมบูรณ์ เนื่องจากยังคงตกอยู่ภายใต้บังคับของสนธิสัญญาระหว่างประเทศอันไม่เป็นธรรม ทั้งในทางการเมือง ทางศาล ทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำคนหนึ่งที่ตระหนักถึงความยากลำบากในเรื่องนี้ สิ่งแรกๆ ที่ปรีดีทำจึงเป็นการดำเนินนโยบายการเจรจากับชาติมหาอำนาจ

เมื่อปรีดีได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ปรีดีใช้ยุทธวิธีบอกเลิกสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศจักรวรรดินิยมต่างๆ และยื่นร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่สยามได้เอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์นั้นแก่ประเทศจักรวรรดินิยมพิจารณา โดยอาศัยหลัก “ดุลยภาพแห่งอำนาจ”

เช่นเดียวกันเมื่อรัฐบาลคณะราษฎรมาถึงยุคของรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือการสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ ในบทความของพีระแสดงผ่านคำปรารถในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ของหลวงพิบูลสงคราม ความว่า

“มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากเรียนให้ทราบ คือ ทางการต่างประเทศกับกระทรวงกลาโหมทุกประเทศไม่ถูกกัน คือตรงกันข้าม ทางกระทรวงการต่างประเทศขอสมานไว้ ฉะนั้นในทางทหารมีอะไรบ้างพลาดพลั้งไปบ้าง ขออย่าถือ อีกประการหนึ่ง theory ของทหารอยู่ที่ bluff (ทำทีว่าถือไพ่เหนือกว่า-คำของพีระ) กัน

ความจริงที่ทหารทำนั้น ก็เป็นการช่วยกระทรวงการต่างประเทศอยู่บ้าง ความจริงอย่างที่ข้าพเจ้าทำไปก็ได้ให้หลวงสินธุสงครามชัยดู บางคนเข้าใจว่ากระทรวงการต่างประเทศจะแก้สัญญา กระทรวงกลาโหมคอยขัดไว้ เพื่อให้สัญญาสำเร็จด้วยดี เราจึงต้อง bluff ว่าเรามีกำลัง เช่น ฮิตเลอร์ เป็นต้น ความจริงไม่ใช่เอาอย่างฮิตเลอร์ เพราะได้ทำมาก่อนฮิตเลอร์คราวเชกโกสโลวาเกีย แต่เราไม่ถึงเพียง...ต้องการให้ฉลองสัญญาที่เราทำสำเร็จคราวนี้เสียบ้าง”

หลักฐานของความสำเร็จอย่างหนึ่งที่สานต่อมาตั้งแต่รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาจนถึงรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม คือ "งานฉลองวันชาติ" และ "สนธิสัญญา" โดยเลือกวันที่ 24 มิถุนายน 2482 เป็นจุดเริ่มต้นในการเฉลิมฉลอง ตรงจุดนี้เอง พีระเสนอว่าการฉลองวันชาติในวันที่ 24 มิถุนายน ของคณะราษฎรนอกจากจะแสดงให้เห็นจุดแตกต่างกับระบอบเก่าแล้ว ยังให้นัยยะด้านการต่างประเทศไว้ด้วยเช่นกัน

มากกว่านั้น หลวงพิบูลสงครามยังได้มีการยกระดับด้านวัฒนธรรม หรือ ที่เรียกกันว่า นโยบาย “รัฐนิยม” เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นอารยะที่มิได้จำกัดเพียงมิติด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แต่ยังมีมิติด้านวัฒนธรรม ในช่วงเวลานี้สยามในทัศนะของหลวงพิบูลสงครามต้องมี “วัฒนธรรมสูง” ในสายตาประชาคมโลกด้วย

 

ไทยมิได้กระโจนเข้าสู่สงครามในทันที

ในต้นทศวรรษ 2480 กล่าวได้ว่าไฟสงครามโลกได้ก่อตัวขึ้นแล้วในยุโรปและส่อแววจะลุกลามมาถึงภูมิภาคเอเชีย แต่ไทยก็มิได้กระโจนเข้าสู่สงครามทันที หากแต่ยึดนโยบายความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าไทยจะยืนอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดเพราะโดยภูมิศาสตร์ของไทยนั้นแวดล้อมไปด้วยพื้นที่อาณานิคมที่ประเทศเจ้าอาณานิคมเองกำลังเผชิญการสู้รบกันอย่างหนัก

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อฝรั่งเศสมีความกังวลว่าไทยอาจจะฉวยโอกาสเข้าครอบครองดินแดนอาณานิคม จึงเสนอให้ไทยลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ไทยเองก็ได้ลงนามด้วยเหตุผลด้านการได้รับเกียรติและได้รับการยอมรับในเชิงสัญลักษณ์ รวมถึงเหตุผลเรื่องยุทธศาสตร์ทางการทหาร ซึ่งในสนธิสัญญาฉบับนี้ไทยยังได้ประโยชน์อีกหลายประการ 

ต่อเรื่องนี้ จากหลักฐานของพีระแสดงให้เห็นว่า ไทยมีแรงกดดันภายในประเทศอยู่บ้าง เมื่อบางคนมองเห็นว่าฝรั่งเศสกำลังเพลี่ยงพล้ำในสงครามภาคพื้นยุโรป ส.ส.บางคนถึงกับเสนอให้ไทยใช้โอกาสนี้ยกเลิกสัญญา แต่ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจาก 'ดิเรก ชัยนาม' รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เช่นเดียวกับท่าทีของหลวงพิบูลสงครามที่ไม่ไหลไปตามกระแสเรียกร้อง แต่เลือกวางจุดยืนให้รัฐบาลไทยยืนอยู่บนหลักว่าการจะได้ดินแดนจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ฝรั่งเศสไม่สามารถรักษาอธิปไตยไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาปัญหาของการให้เกียรติและการยอมรับของฝรั่งเศสต่อไทยเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นที่ไทยสัมผัสความจริงใจได้มากกว่า

กระนั้นไทยเองก็ไม่ได้เข้าเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในทันที ต้องทอดเวลาจนกระทั่งฝรั่งเศสเริ่มปฏิเสธข้อเสนอ 3 ข้อของไทยอย่างแข็งกร้าว  ได้แก่ 1. ขอใช้ร่องน้ำลึก 2. ให้ใช่แม่น้ำโขงเป็นเขตไทย-อินโดจีนตลอดแนว และ 3. ถ้าฝรั่งเศสสูญเสียอธิปไตยให้ยกลาวและกัมพูชาแก่ไทย

ข้อเสนอทั้งสามประการนี้ พีระชี้ว่ามาจากการแสวงหาฐานะของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองโดดๆ อันเนื่องมาจากความไม่มั่นคงในด้านอัตลักษณ์ของชาติไทยที่สืบมาจากอดีต

สถานการณ์ที่จุดชนวนความตึงเครียดมาเกิดขึ้นเมื่อมีคนไทยเสียชีวิตด้วยมือทหารอาณานิคมอินโดจีน รวมถึงการที่ฝรั่งเศสส่งทหารมาประชิดชายแดน และส่งเครื่องบินมายั่วยุไทย

แม้เริ่มต้นหลวงพิบูลจะไม่ปรารถนาสงคราม ดังที่ยึดมั่นมาตลอด แต่เหตุการณ์ที่เครื่องบินอินโดจีนเข้ามาทิ้งระเบิดชายแดนไทย ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ก็ทำให้มองว่า ไทยกำลังสูญเสียอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการรบ ที่กินเวลายาวนานหลายเดือน จนกระทั่งสิ้้นสุดลงโดยการไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่น โดยเสนอให้ไทยได้ดินแดนในจัมปาศักดิ์ ล้านช้าง  พระตะบอง และเสียมราฐ ถึงตรงนี้แม้ไทยจะโอนอ่อนตามญี่ปุ่น แต่ผู้นำไทยก็มิได้มีความต้องการที่จะให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ญี่ปุ่นในอนาคต

ดังปรากฏในความเห็นของ ‘หลวงประดิษฐ์มนูธรรม’ ระบุไว้ว่า

“เขา (ญี่ปุ่น-คำของพีระ)” บอกว่า คราวนี้ ถ้าทำการสำเร็จเราจะต้องร่วมมือกับญี่ปุ่น ข้าพเจ้าบอกว่า ยินดีจะร่วมมือ แต่การจะร่วมมือนี้ ขอให้เข้าใจดีในเรื่องระยะเวลาสักหน่อย คือ อาจจะเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้าก็ได้ คือเราจะร่วมมือด้วย ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้รับความเสียหาย การร่วมมือไม่ใช่ฝ่ายเราเป็นผู้แสดง”

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางความคิดในการเข้าร่วมสงครามระหว่างหลวงพิบูลสงคราม กับปรีดี พนมยงค์ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นและจะส่งผลต่อการตัดสินใจในเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป เมื่อไทยเข้าร่วมสงครามในเวลาต่อมา

เมื่อกระแสชาตินิยมพุ่งขึ้นสูงในหมู่ประชาชน มีการเดินขบวนเรียกร้องให้มีการทวงคืนดินแดนในหมู่นักศึกษาวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 8 ตุลาคม 2483 และกระจายไปทั่วประเทศ ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ หลวงพิบูลสงครามจึงเปลี่ยนท่าทีไปตามมวลชน โดยยอมรับว่า “หากฝรั่งเศส ไม่ตกลงกันผมก็ฟังเสียงประชาชน เมื่อไม่แลกกัน สัญญาไม่รุกรานก็เป็นอันเลิกไป เขาจะรุกเรา เราอาจจะรุกเขาก็ได้”

ก่อนที่จะมีการปลุกระดมผ่านวิทยุกระจายเสียงอีกหลายครั้ง เพื่อตอบโต้การยั่วยุของฝรั่งเศส จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2484 ไทยก็สามารถส่งทหารเข้าไปยึดพื้นที่บางส่วนของอินโดจีนได้ กระแสชาตินิยมถึงขีดสุดถึงขนาดที่ว่ามีการป่าวประกาศถึงความเหนือกว่าของกองทัพไทยที่มีต่อฝรั่งเศส

ในขณะที่ปรีดี พนมยงค์เอง กลับมีความเห็นที่แตกต่างต่อกระแสชาตินิยม ปรีดีมองว่าต้องยืนบนหลักการรักษาความเป็นกลางเอาไว้ บันทึกของ ‘พูนศุข พนมยงค์’ ภรรยาของปรีดี ระบุว่า

“ในขณะที่รัฐบาลปลุกระดมประชาชนให้มีการเรียกร้องดินแดน ปรีดีเห็นควรให้แก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา มิควรมีการพิพาทอย่างรุนแรง ในฐานะที่เป็นผู้ประศาน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ได้กล่าวเตือนนักศึกษาว่าไม่ควรร่วมเดินขบวน อีกสองเดือนต่อมาญี่ปุ่นถือโอกาสเป็นอนุญาโตตุลาการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทนี้ อันเป็นการสร้างอิทธิพลในประเทศไทย นายปรีดีติดตามเหตุการณ์นี้ด้วยความห่วงใย”

สอดคล้องกับบันทึกของนักศึกษามธก. ในเวลานั้นอย่าง ‘อัสนี พลจันทร’ ระบุว่าปรีดีไม่เห็นด้วยกับกระแสเรียกร้องให้ใช้กำลังในการทวงคืนดินแดน ดังที่ระบุว่า

“ผู้ประศาสน์การไม่รู้ไม่เห็นต่อการกระทำทางการเมืองใหญ่ๆ ของนักศึกษามาก่อน. นี่เป็นความสัจจริงที่ชาว มธก. ทุกคนรับรอง. แต่ผู้ประศาสน์การก็เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจบรรดานักศึกษาและบรรดาการเคลื่อนไหวนั้นๆ ทุกครั้ง. มีเพียงครั้งเดียวที่ผู้ประศาสน์การไม่เห็นด้วย, คือการเตรียมเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งหลวงพิบูลฯ ได้ยุให้เกิดขึ้นเพื่อเตรียมเปิดทางให้จักรพรรดินิยมญี่ปุ่นเข้ายึดประเทศไทยสะดวกจากทางด้านอินโดจีน. และครั้งนั้นนักศึกษา มธก. ก็ได้ทำผิดพลาดไป, ไม่ฟังคำเตือนด้วยหวังดีของผู้ประศาสน์การของตนเอง เพราะอำนาจลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิไทยมหาอำนาจที่หลวงพิบูลฯ ยุขึ้นมาบดบังทรรศนะทางการเมืองที่ตนได้ศึกษามา”

ความแตกต่างทางความคิดในแง่จุดยืนด้านการเมืองระหว่างประเทศของ 2 ผู้นำคณะราษฎรเช่นนี้เอง ได้ส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองไทยในระดับพลิกหน้ามือ เมื่อประเทศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่หลวงพิบูลสงครามตัดสินใจประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ปรีดีเริ่มก่อการตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในประเทศอย่างลับๆ
 

เอกสารอ้างอิง

  • ผู้ประศาสน์การมีคนเดียว
  • พระเจ้าช้างเผือก (หน้า 98-102)
  • พีระ เจริญวัฒนนุกูล, “การแสวงหาสถานะและการยอมรับของไทย: เหตุแห่งการทวงคืนดินแดนจากอินโดจีนฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๘๓”, ศิลปวัฒนธรรม (กันยายน 2562) 
  • Peera Charoenvattananukul, “Beyond Bamboo Diplomacy: the Factor of Status Anxiety and Thai Foreign Policy Behaviours”, Routledge Handbook of Contemporary Thailand, edited by Pavin Chachavalpongpun (Oxon: Routledge 2019)