ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

อนุสาวรีย์ความดี: เมื่อเชลยศึกสงครามสร้างอุทิศให้คนอุบลฯ

21
สิงหาคม
2564
อนุสาวรีย์ความดี: เมื่อเชลยศึกสงครามสร้างอุทิศให้คนอุบลฯ

จากตอนที่แล้ว ความขัดแย้งระหว่างไทยกับอินโดจีนเดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถลงรอยกันได้ ทำให้ความตึงเครียดที่ไทยได้รับจากการยั่วยุของอินโดจีน เปลี่ยนเป็นกระแสชาตินิยมในไทย หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเริ่มเปลี่ยนท่าทีไปตามกระแสมวลชนและตัดสินใจรบกับฝรั่งเศส ถัดจากนั้นเมื่อไทยรุกคืบเข้าไปในดินแดนอินโดจีนในเดือนพฤศจิกายน 2483 จนถึงเดือนมกราคม 2484 ในช่วงเวลานี้ไทยได้จับเชลยศึกไว้กว่า 200 คน

จากการค้นคว้าของ พีระ เจริญวัฒนนุกูล พบว่าวิธีการที่ทางการไทยปฏิบัติกับเชลยศึกสะท้อนให้เห็นจิตสำนึกของความต่ำต้อยกว่าตะวันตกของฝ่ายไทย ที่แม้รัฐบาลจะประกาศว่าได้ปฏิบัติการเชลยศึกด้วยความเป็นอารยะก็ตาม แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ 

 

ชาตินิยม อารมณ์มวลชน และ ปฏิบัติการต่อเชลยศึก 

รัฐบาลไทยจับเชลยศึกมานั่งออกแสดงบริเวณสวนอัมพร ซึ่งเป็นแหล่งที่พลุกพล่านในช่วงสมัยนั้น นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ออกเชิญชวนคนไทยทุกหมู่เหล่าให้มาเที่ยวชมภาพของเชลยศึกที่ถูกจับไว้โดยทหารไทยด้วย โดยภาครัฐเปิดให้เข้าชมตลอดเวลา แนวทางการจัดการเชลยศึกของไทยนั้นถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงรุกต่อชาวตะวันตก 

พีระตั้งข้อสังเกตว่า แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมดังกล่าวของรัฐบาลไทยได้โดยปราศจากการพิจารณาบริบทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกกังวลต่อสถานะของไทยระหว่างชาติตะวันตก ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดขึ้นจากบันทึกของทูตทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง อธิบายไว้ว่า “ขณะเกิดเหตุพิพาทจนเป็นสงครามระหว่างไทยกับอินโดจีน-ฝรั่งเศส รัฐบาลไทยได้นำเอาเชลยศึกฝรั่งเศสที่หนุ่มๆ มาใส่ไว้ในกรงเหล็ก เพื่อให้คนไทยชมอันจะเป็นการขจัดความรู้สึกที่เป็นปมด้อยของไทยออกไป… ในสงครามประเทศหนึ่ง (ญี่ปุ่น-รัสเซีย) ก็ได้ทำลักษณะที่คล้ายทำนองที่ไทยทำเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปฏิบัติการของรัฐบาลไทยในช่วงเวลานี้ จำเป็นจะต้องเข้าใจมากกว่าคำอธิบายว่าเป็นกระแสชาตินิยมและการพยายามแสวงหาฐานะทางการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย 

สิ่งที่สำคัญคือ การประกาศสงครามและปฏิบัติการของรัฐไทย มิได้เป็นฉันทามติร่วมกัน ทั้งในกลุ่มผู้นำรัฐบาลเอง เช่น กรณีปรีดี พนมยงค์ ที่พยายามยืนหลักการรักษาความเป็นกลาง รวมไปถึงมวลชนชาวบ้านท้องถิ่นเอง ก็มีความคิดที่แตกต่างจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เดินขบวนเรียกร้องการทวงคืนดินแดนอินโดจีนด้วยการทำสงคราม 

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะพาไปทำความรู้จักสิ่งสร้างทางวัตถุเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นความคิดที่แตกต่างข้างต้น เมื่อเหล่าเชลยศึกผู้รอดชีวิตจากสงครามมหาเอเชียบูรพาและสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สร้างอุทิศแก่ชาวอุบลราชธานี ซึ่งได้ช่วยชีวิตพวกเขาเหล่านั้นเอาไว้ระหว่างที่ถูกจองจำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเอง ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่เคลื่อนไหวสำคัญของขบวนการเสรีไทย อันมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม 

 

อะไรคือ “อนุสาวรีย์แห่งความดี” ที่อุบลราชธานี     

อนุสาวรีย์แห่งความดี” (The Monument of Merit)

ที่มา: ศิลปวัฒนธรรม

 

อนุสาวรีย์แห่งความดี” (The Monument of Merit) มีลักษณะเป็นแท่งหินรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ 1.20×2.50 เมตร สูง 1 เมตร บนแท่นหินจะมีเสาหินสูงประมาณ 3 เมตร กว้างด้านละ 0.50 เมตร คล้ายปล่องโรงสีไฟ ด้านตะวันออกของเสาจะมีอักษรย่อ EX.P.O.W. (EX. PRISONER OF WAR หรือ “นักโทษนอกประจำการ”) ทำจากโลหะติดอยู่ มีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุว่า

“เมื่อครั้งมหาสงครามเอเชียบูรพาในปี ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นได้ส่งกองทหารเข้าสู่ประเทศไทยและจับทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นเชลยศึกจำนวนมาก จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ที่ทหารญี่ปุ่นได้ใช้เป็นสถานที่กักกันเชลยศึก ทหารเชลยศึกซึ่งประกอบด้วย ชาวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เหล่านี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เป็นที่น่าเวทนาต่อชาวอุบลราชธานีที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาสงสารจึงได้พากันนำอาหารเครื่องนุ่งห่มมาให้เชลยศึกเหล่านี้เพื่อเป็นทาน แต่ก็ได้รับการขัดขวางจากทหารญี่ปุ่น และถึงขั้นทำร้ายเอา แต่ชาวอุบลราชธานีก็ยังแอบนำอาหารและเครื่องใช้ให้แก่ทหารเชลยศึกเหล่านี้ด้วยความเมตตา อย่างไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น”

อนุสาวรีย์นี้ เกิดขึ้นมาหลังจากที่ รัฐบาลไทยได้ต่อสู้กับพันธมิตรตะวันตกที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ในปี 1945 (2488) และท้ายสุดก็ให้อิสรภาพแก่นักโทษชาวต่างชาติในท้องถิ่นมารวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ความดี ในวันที่ 11 พฤศจิกายน เป็น วันรำลึกความดี  

เชลยศึกหรือนักโทษประจำการเหล่านี้ ถูกทหารญี่ปุ่นนำตัวมาที่ประเทศไทย ซึ่งเดิมทีจะมีเชลยศึกจำนวนมากถูกนำไปสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำแคว กาญจนบุรี เพื่อเปิดทางให้กองทัพญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศพม่าซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของอังกฤษ โดยมีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนจากการก่อสร้างทางรถไฟครังนั้น แต่ทว่าการเสียชีวิตส่วนใหญ่มิได้มาจากอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง หากแต่มาจากการขาดอาหารที่เพียงพอและการรักษาโรค 

เข่นเดียวกับกรณี ทหารญี่ปุ่นได้นำเชลยศึกชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งมาไว้ที่อุบลราชธานี ในบันทึกของ Tom Porter ผู้ประสานงานชาวอังกฤษที่ริเริ่มการจัดงานรำลึกอนุสาวรีย์นี้ ระบุว่า “ทหารรักษาการคุกคามประชาชนท้องถิ่นของอุบลฯ แต่คนไทยผู้กล้าหาญพยายามช่วยเหลือพวกเขาเมื่อสามารถทำได้” ผู้รอดชีวิตกล่าวว่า “อุบลเป็นแม่อีกคน เธอและลูกสาวของเธอมาเพื่อให้ผลไม้แก่ผู้อดอาหารหลายครั้ง นี่แสดงให้เห็นความกล้าหาญและความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ทั้งที่นักโทษเหล่านี้เป็นคนแปลกหน้า”

เธอและลูกสาวของเธอในที่นี้ หมายถึง คุณยายไหล สิริโสตร์ ชาวอุบลฯ ซึ่งในปี 2551 ได้มีการจัดพิธีมอบโล่เกียรติคุณให้แก่คุณยายและลูกสาวของคุณยาย เรื่องที่น่าสนใจคือ กิจกรรมรำลึกนี้เพิ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 นี้เอง ทั้งที่ผ่านมา มีอดีตเชลยศึกและลูกหลานเชลยศึกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทำพิธีรำลึกด้วยตนเอง อยู่ตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่ปี 1992-2006 มีกิจกรรมรำลึกทุกปี  

ก่อนที่ปี 2550 จะเริ่มมีพิธีรำลึกเรียบง่ายโดยการรับรู้ของทางการ คือ ผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่ง ผู้แทนชาวต่างชาติที่รอดชีวิตกล่าวรำลึกถึงบรรพชนอุบลราชธานีที่ได้ให้ความช่วยเหลือเชลยศึก ถัดจากนั้นจึงมีหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้าร่วมกิจกรรมทรงเกียรตินี้ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การสงคราะห์หารผ่านศึกฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น 

กล่าวได้ว่า บันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเชลยศึกในสงครามในพื้นที่อุบลฯ ยังพบว่ามีไม่มาก ต้องรอให้มีการเปิดเผยเอกสารอื่นๆ ตามมา แต่ก็ยังพบว่ามีการเปิดเผยแง่มุมอื่นๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่บ้าง เช่น บันทึกพ่อของยุวชนทหาร ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา 2484-2488 ทำให้พบว่ามีการสร้างสนามบินลับที่อุบลราชธานี ซึ่งทหารญี่ปุ่นได้ให้เชลยศึกสร้างขึ้น โดยเชลยศึกมีหลากหลายเชื้อชาติ อาทิ  สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ โดยตอนหนึ่งระบุว่า 

“ข้าพเจ้าและเหล่ายุวชนทหาร ได้เข้าไปช่วยเหลือเชลยสัมพันธมิตร ในการเร่งก่อสร้างสนามบินอุบลราชธานี โดยทหารญี่ปุ่นได้ใช้ให้เชลยศึกไปขุดหินจากลำห้วยแม่น้ำมูล เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง และหากมีการขัดขืนก็จะมีการลงโทษเฆี่ยนตีลงโบยเป็นที่น่าเวทนามาก ส่วนข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ก็ได้ไปช่วยกันขุดหินจากแม่น้ำมูลโดยใช้มือขุดขึ้นมากองๆ ไว้แล้วทหารญี่ปุ่นก็เอาหินไปให้เชลยศึกก่อสร้าง”

“อนุสาวรีย์ความดี” จึงนับเป็นสิ่งสร้างทางวัตถุที่มีความสำคัญ ทั้งในแง่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ท่ามกลางไฟสงคราม ปุถุชนคนธรรมดาได้ตระหนักถึงมนุษยธรรม การให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ข้ามเผ่าพันธุ์ เชิญชาติ หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ทางการเมือง กรณีนี้เล็กๆ นี้ยังให้ภาพของสงครามที่กว้างไกลกว่านั้นว่า มีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างชนชั้นนำในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด 

ในตอนหน้า เราจะมาพิจารณา ขบวนการเสรีไทยสายอีสาน ซึ่งอุบลราชธานีคือหนึ่งในพื้นที่เคลื่อนไหวสำคัญ โดยมี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกำลังสำคัญ ร่วมกับ ส.ส.อีสาน ที่ใกล้ชิดปรีดี พนมยงค์ อาทิ เตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร จำลอง ดาวเรือง ส.ส. มหาสารคาม และ ถวิล อุดล ส.ส. ร้อยเอ็ด  

 

อ้างอิง