ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์

7
มีนาคม
2565

จากวิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครน นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 โดยรัสเซีย ได้ปฏิบัติการทางทหารและบุกยูเครนจนกระทั่งสู้รบกันและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพกันครั้งแรก ณ ชายแดนเบลารุส ซึ่งก่อนหน้าของเจรจาสันติภาพนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ยื่นเงื่อนไขและเรียกร้องให้ทหารรัสเซียวางอาวุธ ขอให้ยูเครนได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และเรียกร้องให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนในทันที

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นสงครามและการเจรจาสันติภาพร่วมสมัย ที่สำคัญคือการทูตระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างร่วมมือ และค้นหาวิธีเพื่อยุติความรุนแรงที่จะนำไปสู่สงครามให้เร็วที่สุด

ณ ขณะปัจจุบันที่กำลังเกิดสงครามและการเจรจาสันติภาพระลอกล่าสุดจากกรณีวิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครน ดังกล่าว ได้ทำให้เกิดคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า ช่วงสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในไทยเคยมีความคิดสันติภาพและแนวนโยบายไว้หรือไม่ อย่างไร

เมื่อสะท้อนย้อนกลับมายังประวัติศาสตร์ของสยามเกี่ยวกับประสบการณ์สงครามและสันติภาพกับประเทศมหาอำนาจและการต่างประเทศนั้น สยามปรากฏร่องรอยอุดมคติสันติภาพมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 หากในช่วงเวลานี้ มิติความเข้าใจเรื่องสันติภาพยังอยู่ในแวดวงของชนชั้นนำกับการเมืองระหว่างประเทศ[1]

กระทั่งในช่วง พ.ศ. 2480 จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยได้เข้าไปข้องเกี่ยว ได้พบว่าสงครามครั้งนี้ส่งผลต่อการเมืองภายในและประชาชนส่วนหนึ่งด้วย ทั้งยังเป็นช่วงที่มีการประกาศแนวคิดสันติภาพและนโยบายออกไปสู่สังคมไทยให้รับรู้ แม้ท้ายที่สุดเมื่อสงครามสงบลง จะพบว่าตัวเลขของความรุนแรงและความสูญเสียทั้งชีวิตและเศรษฐกิจที่ไทยได้รับจะไม่ได้มากมายเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในช่วงเดียวกัน แต่ผลจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้ส่งผลสำคัญต่อการเมืองการปกครองไทย 2 ประการ

ประการแรก สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา มีผลต่อนโยบายและเกมการเมืองภายในของไทย ทั้งในขณะนั้นและ 10 ปีถัดมาอย่างสูง

ประการที่สอง กำเนิดความคิดสันติภาพไทยที่เชื่อมโยงกับความคิดสันติภาพสากลและชาติ โดยมีนโยบายทั้งวาทกรรมและรูปธรรมเกี่ยวกับสันติภาพจาก ปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

บทความนี้ จึงมีหมุดหมายเสนอให้เห็นความคิดสันติภาพไทยร่วมสมัยเพื่อพิจารณาว่า สังคมไทยมีจุดตั้งต้นความคิดสันติภาพที่สอดรับกับสากลและหลักการ กฎบัตรของสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศอย่างไร โดยผ่านความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์ ในข้อเขียนและเอกสารทางประวัติศาสตร์ 3 ฉบับ ดังนี้

1. เอกสารภาษาฝรั่งเศสชื่อ Le Siam Pacifiste et la Politique Etrangere du Gouvernement Siamois (ประเทศสยามผู้รักความสงบ และนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยาม)  พ.ศ. 2480

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2480 กระทรวงการต่างประเทศไทย ได้พิมพ์เอกสารเล่มภาษาฝรั่งเศสชื่อ ประเทศสยามผู้รักความสงบ และนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยาม (Le Siam Pacifiste et la Politique Etrangere du Gouvernement Siamois) โดยมีคำอธิบายในปกด้านในว่า “ข้อความจากสุนทรพจน์และคําแถลงต่อหนังสือพิมพ์ของ ฯพณฯ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสยาม”

ความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์ ใน พ.ศ. 2480 ยังผูกโยงกับระบอบรัฐธรรมนูญในสมัยคณะราษฎร โดยแสดงให้เห็นจากในคํากล่าวบางตอนของปรีดี เรื่อง สันติภาพ ธรรมะ ศีลธรรม รัฐธรรมนูญ จากในหนังสือ ประเทศสยามผู้รักความสงบ และนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยาม (Le Siam Pacifiste et la Politique Etrangere du Gouvernement Siamois)[2] ดังนี้

“ทุกคนเชื่อถือเราเพราะทุกคนทราบว่า ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นระบอบที่อาจนําสันติภาพมาให้มนุษยชาติได้ ทุกคนรู้ว่าเราฟังเสียงของประชาชนแทนที่จะกระทําในลักษณะอําเภอใจ เขารู้ว่าประชาชนปรารถนาความสุขและรู้ว่าเราเป็นผู้นํา ความสุขในรูปอุดมคติคือ สันติภาพ (สันติสุข) มาให้ประชาชน”[3]

และ

“รัฐธรรมนูญเป็นธรรมะอันสูงสุดแห่งการที่ประชาชนชาวสยามจะดํารงคงอยู่ได้เป็นประเทศเอกราชท่านที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือ ท่านที่ปฏิบัติตามธรรมะ ผลานิสงส์พึงบังเกิดแก่ท่านเอง”

2. ประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2487)

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้เสนอถึงการประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ว่าเป็น โมฆสงคราม ในประกาศนี้ได้เสนอความคิดสันติภาพในทางสากล และเชื่อมโยงประชาชน[4] ไว้ว่า

“เหตุการณ์อันปรากฏเป็นสักขีพยานนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า การประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2485 ต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา[5] ตลอดทั้งการกระทำทั้งหลายซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสหประชาชาตินั้น เป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือสนับสนุนสหประชาชาติผู้รักที่จะให้มีสันติภาพในโลกนี้ ได้กระทำการทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือสหประชาชาติ ดังที่สหประชาชาติส่วนมากย่อมทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยต่อการประกาศสงคราม และการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสหประชาชาติดังกล่าวมาแล้ว”

 

 

3. คำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ ต่อผู้แทนพลพรรคที่ธรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ณ วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2488

คำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ ฉบับนี้ สะท้อนแนวคิดสันติภาพอันถาวร แนวคิดสนองคุณชาติบ้านเมืองของปรีดี และขบวนการเสรีไทย รวมทั้งมีความประนีประนอมอย่างสูงและเสนอว่าชัยชนะครั้งนี้อันเนื่องมาจากประชาชนชาวไทยด้วย ที่สำคัญคือได้แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อผู้ที่จากไปในช่วงปฏิบัติการเสรีไทยสมัยสงคราม ไว้ว่า

“วัตถุประสงค์ของเราที่ทำงานคราวนี้มีจำกัดดังกล่าวแล้ว และมีเงื่อนเวลาสุดสิ้นกล่าวคือ เมื่อสภาพการณ์เรียบร้อยลงแล้วองค์การเหล่านี้ก็จะเลิก และสิ่งซึ่งจะเหลืออยู่ในความทรงจำของเราทั้งหลาย  ก็คือมิตรภาพอันดีในทางส่วนตัวที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติด้วยกันมา โดยปราศจากความคิดที่จะเปลี่ยนสภาพองค์การเหล่านี้ให้เป็นคณะหรือพรรคการเมือง…และเพราะเหตุที่การกระทำคราวนี้เป็นการสนองคุณชาติ ผู้ใดจะรับราชการในตำแหน่งใดหรือไม่นั้น จึงต้องเป็นไปตามความสามารถตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนเหมือนดังคนไทยอื่นทั้งหลาย เราพึงพอใจด้วยความระลึกและด้วยความภูมิใจว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดมาเป็นคนไทย”

และ

“ข้าพเจ้าจึงกล่าวได้ในนามของสหายทั้งหลายว่า ราษฎรทั้งปวงประมาณ ๑๗ ล้านคน ที่เป็นไทยทั้งโดยทางนิตินัยและพฤตินัยนั้นเอง เป็นผู้กู้ชาติไทย ฉะนั้น ผู้ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องขอขอบคุณอย่างสูงยิ่งก่อนอื่น ก็คือคนไทยทั้งปวงนี้

ในส่วนผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในการรับใช้ชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช  และขอบใจคนไทยในสหรัฐอเมริกา คนไทยในอังกฤษ คนไทยในจักรภพของอังกฤษ และคนไทยในประเทศจีน ผู้ที่ได้ช่วยเหลือกิจการอยู่ในต่างประเทศ ส่วนภายในประเทศ ข้าพเจ้าขอขอบใจหัวหน้าผู้ใหญ่ในกองบัญชาการ คือ นายทวี บุณยเกตุ  นายพลตำรวจเอก อดุล  อดุลเดชจรัล  พลเรือตรี สังวร  สุวรรณชีพ  นายดิเรก  ชัยนาม  พลโท สินาด โยธารักษ์  นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย ซึ่งได้เป็นหัวหน้าบัญชาการในการต่อต้านให้ดำเนินไปด้วยดี

…ในงานปฏิบัติหน้าที่คราวนี้ ได้มีสหายของเราเสียชีวิตไปหลายคน อาทิ พระองค์เจ้า จีระศักดิ์  นายจำกัด  พลางกูร  นายสมพงศ์  ศัลยพงศ์  นายการะเวก ศรีวิจารณ์  และพลพรรคอื่นอีกหลายคน ซึ่งหัวหน้าพลพรรคกำลังสำรวจรายนาม ขอให้สหายทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ตั้งจิตอธิษฐานให้วิญญาณของผู้ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วในงานนี้จงอยู่โดยผาสุกในสัมปรายภพ”

 

ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เอกสารคำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ แก่ผู้แทนพลพรรคที่ธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2488)
ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี
เอกสารคำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ แก่ผู้แทนพลพรรคที่ธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2488)

 

จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้ง 3 ฉบับ แสดงถึงความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์ ที่ค้นคว้าได้ในเบื้องต้น คือ ความคิดสันติภาพในช่วง พ.ศ. 2480  ได้ผูกโยงกับระบอบรัฐธรรมนูญ ศีลธรรม และธรรมะ ซึ่งสันติภาพหมายความถึงต้องเคารพหลักการของรัฐธรรมนูญ ส่วนความคิดสันติภาพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ปรีดีได้เชื่อมโยงความคิดเข้ากับหลักการสันติภาพสากลและสหประชาชาติ

 

เอกสารชั้นต้น:

  • ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ กระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาสันติภาพที่ได้เซ็นกัน ณ แวร์ไซล์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2462. ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม 2462 เล่มที่ 36, หน้า 205-206.
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. มท 0201.2.1/46 กล่อง 2 กรมโฆษณาการส่งคำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ แก่ผู้แทนพลพรรคที่ธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2488)

หนังสือภาษาอังกฤษ:

  • Santaputra, Charivat, Thai Foreign Policy 1932-1946, (ฺBangkok: Suksit Siam, 2000)

หนังสือภาษาไทย:

  • กษิดิศ อนันทนาธร บรรณาธิการ, 76 ปี วันสันติภาพไทย: 8 ทศวรรษ “พระเจ้าช้างเผือก” สารสันติภาพเหนือกาลเวลา”, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2563)
  • ปรีดี พนมยงค์, โมฆสงคราม บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558)
  • ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2526)
  • ภูริ ฟูวงศ์เจริญ,70 ปี วันสันติภาพไทย, (กรุงเทพฯ: หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2558)
  • วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ตำนานเสรีไทย, (กรุงเทพฯ: สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2546)
  • สมจิตต์ อินสิงห์, ท่านปรีดี พนมยงค์ กับความสำคัญของศีลธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใน วัน “ปรีดี พนมยงค์” 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536)

สื่ออิเล็กทรอนิกส์:

 

[1] ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ กระแสพระบรมราชโองการ ให้ใช้สัญญาสันติภาพที่ได้เซ็นกัน ณ แวร์ไซล์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2462. ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม 2462 เล่มที่ 36, หน้า 205-206.

[2] สมจิตต์ อินสิงห์, ท่านปรีดี พนมยงค์ กับความสำคัญของศีลธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใน วัน “ปรีดี พนมยงค์” 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2536, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536), น. 68.

[3] On croit en nous parce qu'on sait un régime constitutionnel est un régime capable d'apporter la Paix à l'humanité, parce qu'on sait que nous écoutons la voix du peuple au lieu d'agir de façon arbitraire, que le peuple désire le bonheur et que nous lui apportons ce bonheur sous sa forme idéale qui est la paix., อ้างแล้ว, หน้าเดียวกัน.

[4] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. มท 0201.2.1/46 กล่อง 2 กรมโฆษณาการส่งคำปราศรัยของนายปรีดี พนมยงค์ แก่ผู้แทนพลพรรคที่ธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2488) และอนุสรณ์ ธรรมใจ. (7 พฤษภาคม 2563). ภารกิจเพื่อสันติภาพและเอกราชของขบวนการเสรีไทย. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2020/05/243

[5] มุมมองหนึ่งต่อประกาศสันติภาพ ฉบับนี้ ใน พีระ เจริญวัฒนนุกูล. (6 กันยายน 2564). หลัง 16 สิงหา: ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชกับโชคชะตาแห่งการรอดพ้นจากบริเตน. สืบค้นจาก https://djrctu.com/หลัง-16-สิงหาม-ร-ว-เสนีย์-ปรา/