ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ข้อบังคับ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์

ม.น.๔

ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด/การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ/การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

ใบสำคัญฉบับนี้ออกให้เพื่อแสดงว่า มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕/๑ ซอยสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ดังต่อไปนี้

แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ทั้งฉบับ ตามข้อบังคับมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ แนบท้ายใบสำคัญนี้

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓

(นายพิริยะ ฉันทดิลก)
รองอธิบดี รักษาการแทน
อธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติราชการแทน
ปลัดกระทรวงมหาไทย
นายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร

 

ข้อบังคับ
มูลนิธิปรีดี พนมยงค์

พ.ศ. ๒๕๖๓

 

หมวด ๑

ชื่อ เครื่องหมาย และที่ตั้งสํานักงาน

ข้อ ๑. มูลนิธินี้ชื่อ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "PRIDI BANOMYONG FOUNDATION"

ข้อ ๒. เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ ป.พ. อยู่ในวงกลม และมีตัวเลขไทย ๒๔๔๓-๒๕๒๖ ที่ฐานล่างของวงกลม

ข้อ ๓. สํานักงานของมูลนิธิ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕/๑ ซอยสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

หมวด ๒
วัตถุประสงค์

ข้อ ๔. วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ

๑. เผยแพร่อุดมการณ์ การส่งเสริมประชาธิปไตยสมบูรณ์ และคุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ แก่สาธารณะ

๒. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดําเนินงานของสถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ค้นคว้า การวิจัยเพื่อเผยแพร่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และจริยธรรม

๓. ส่งเสริมสาธารณกุศล งานสาธารณประโยชน์ การศึกษา การศาสนาและสังคม

๔. ส่งเสริมการศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๕. ร่วมมือกับองค์กรอื่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับมูลนิธิ เพื่อดําเนินการตามข้อ ๑ ถึง ข้อ ๔

หมวด ๓
ทุน ทรัพย์สิน การได้มาและจําหน่ายซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕. ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรกคือเงินสดจํานวน ๑๐๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

ข้อ ๖. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธี ดังต่อไปนี้

๑. เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรม หรือนิติกรรมอื่น โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบหนี้สิน หรือมีภาระติดพันอย่างอื่น

๒. เงิน หรือทรัพย์สิน ซึ่งมีผู้บริจาคให้

๓. ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ

๔. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับอุดหนุนจากรัฐบาล

๕. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับอุดหนุนจากองค์กรเอกชนในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้ง องค์กรระหว่างประเทศ

๖. เงินหรือทรัพย์สินได้จากการหารายได้หรือจากการระดมทุนของมูลนิธิ

๗. เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของมูลนิธิ

๘. ดําเนินการหารายได้เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดําเนินงานและกิจกรรมของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยการให้เอกชนเช่าพื้นที่มูลนิธิฯ ระยะยาวเพื่อหารายได้ หรือดําเนินกิจกรรมอื่นตามที่มูลนิธิเห็นสมควร

ข้อ ๖. ทวิ เพื่อความเหมาะสมในการดําเนินกิจกรรมของมูลนิธิ และโดยความเห็นชอบของที่ประชุม คณะกรรมการกลาง มูลนิธิจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของมูลนิธิหรือมอบการดําเนินการในกิจกรรมใด ให้แก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลอื่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับมูลนิธิก็ได้

มติของคณะกรรมการกลางในการให้ความเห็นชอบตามวรรคแรก จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนคณะกรรมการที่มาประชุม

ข้อ ๗. มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินเพื่อหารายได้ให้กับมูลนิธิฯ โดยสามารถนําทรัพย์สินไประดมทุน รวมถึงการนําทรัพย์สินไปจดทะเบียนการเช่าระยะยาวที่สํานักงานที่ดิน โดยที่ทรัพย์สินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิฯ หรือทํานิติกรรมเกี่ยวกับการให้เช่า การซื้อหรือการจําหน่ายทรัพย์สิน

หมวด ๔
คณะกรรมการกลาง

ข้อ ๘. คณะกรรมการกลางของมูลนิธิ ประกอบด้วยบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๘ จํานวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคน คณะกรรมการของมูลนิธิตามข้อบังคับเดิม เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางชุดแรก

ข้อ ๙. บุคคลที่จะเป็นกรรมการกลางต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

๑. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์

๒. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

๓. ไม่เป็นบุคคลต้องคําพิพากษาของศาลให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษในความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ

ข้อ ๑๐. คณะกรรมการกลางพ้นตําแหน่งเมื่อ

๑. ตาย หรือลาออก

๒. ดํารงตําแหน่งมาครบ ๓ ปี

๓. ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๘

๔. ทําความเสื่อมเสียให้แก่มูลนิธิ และคณะกรรมการกลางมีมติให้พ้นจากตําแหน่ง โดยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่า ๒ ใน ๓ ของกรรมการกลางที่เข้าร่วมประชุม

ข้อ ๑๑. ในกรณีที่ตําแหน่งกรรมการว่างลงก่อนครบวาระการดํารงตําแหน่ง ให้คณะกรรมการกลางประชุมแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง แต่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนจะอยู่ในตําแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ที่ตนแทน

คณะกรรมการกลางมีอํานาจแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ก่อนครบวาระของคณะกรรมการกลาง แล้วให้นําความในวรรคก่อนในเรื่องระยะเวลาที่กรรมการใหม่จะอยู่ในตําแหน่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๑๒. ให้คณะกรรมการเลือกตั้งกันเอง เป็นประธานหนึ่งคน รองประธานสองคน และตําแหน่งอื่นตามความจําเป็นและที่เห็นสมควร

ข้อ ๑๓. ในการประชุมของคณะกรรมการกลาง ต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ในกรณีตามข้อ ๑๑ วรรค ๑ มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ และให้ทําบันทึกรายงานการประชุมไว้เป็นหลักฐาน

ประธานกรรมการกลางเป็นประธานที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการกลางไม่ได้มาประชุม ให้รองประธานคนใดคนหนึ่งทําหน้าที่แทน แต่ถ้าทั้งประธานและรองประธานไม่ได้มาร่วมประชุม ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการกลางคนใดคนหนึ่งทําหน้าที่ประธานที่ประชุม

ข้อ ๑๔. เมื่อประธานกรรมการกลางไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการกลางคนใดคนหนึ่ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ทําหน้าที่แทน

ข้อ ๑๕. คณะกรรมการกลางมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

๑. กําหนดนโยบายดําเนินงานเพื่อให้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิบรรลุผล

๒. ตราระเบียบเกี่ยวกับการดําเนินงานของมูลนิธิ

๓. แต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการเฉพาะกิจของมูลนิธิ

๔. อํานาจหน้าที่อื่นตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับนี้

ข้อ ๑๖. คณะกรรมการกลางของมูลนิธิมีอํานาจเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ ที่ปรึกษา และผู้อุปถัมภ์ของมูลนิธิ

ข้อ ๑๗. ภายในเดือนเมษายนของทุกปี ให้มีการประชุมประจําปีของคณะกรรมการกลางเพื่อพิจารณากิจการ ต่อไปนี้

๑. พิจารณารายงานกิจการของคณะกรรมการจัดการและสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ดําเนินไปในปีที่ผ่านมา

๒. พิจารณาอนุมัติงบดุลและบัญชีรายได้รายจ่ายประจําปีของมูลนิธิ

๓. แต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกําหนดค่าตอบแทน

๔. เลือกตั้งกรรมการกลางและกรรมการผู้จัดการแทนตําแหน่งที่ครบวาระและที่ว่าง

๕. พิจารณากําหนดนโยบายและปรึกษากิจการอื่นๆ ของมูลนิธิในแต่ละปี

ข้อ ๑๘. ในกรณีที่เห็นความจําเป็น ประธานกรรมการกลางจะเรียกประชุมคณะกรรมการกลางก็ได้

ข้อ ๑๙. ให้ประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทําการแทน เป็นผู้แทนของ มูลนิธิในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก และในการทํานิติกรรมต่างๆ แทนมูลนิธิ รวมทั้งลงชื่อในเอกสารหรือข้อบังคับใดๆ ในนามของมูลนิธิ

หมวด ๕
กรรมการผู้จัดการ

ข้อ ๒๐. ให้กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้จัดการของมูลนิธิ และมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑. ดําเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกลาง และกรรมการบริหารสถาบันปรีดีกําหนดไว้

๒. วางแผนการดําเนินงาน กําหนดกลยุทธ์ และบริหารจัดการการดําเนินงานของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์

๓. ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ

๔. อํานาจหน้าที่อื่นตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับนี้

หมวด ๕ ทวิ
สถาบันปรีดี พนมยงค์

ข้อ ๒๑. ทวิ ให้สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมูลนิธิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการวิจัยและเผยแพร่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ เป็นหน่วยงานของมูลนิธิ

การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ ตลอดจนอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อบังคับการดําเนินงานของสถาบันปรีดี พนมยงค์

หมวด ๖
การเงิน และการบัญชี

ข้อ ๒๒. มูลนิธิจะต้องจัดให้มีบัญชี รับ-จ่าย บัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ตลอดจนบัญชี และเอกสารอื่นที่จําเป็น เพื่อแสดงฐานะของมูลนิธิได้โดยถูกต้อง

ข้อ ๒๓. ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์ หรือผู้ทําการแทน มีอํานาจสั่งจ่ายเงินได้ คราวละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเกินกว่าจํานวนดังกล่าว การสั่งจ่ายต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกลาง เว้นแต่ในกรณีจําเป็นเร่งด่วนหรือในกรณีที่ต้องจ่ายเงินตามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งคณะกรรมการกลางอนุมัติแล้ว ให้ผู้มีอํานาจสั่งจ่ายเงินจํานวนนั้นได้ แต่ต้องรายงานให้คณะกรรมการกลางทราบ

ข้อ ๒๔. เหรัญญิกมีอํานาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกินสองหมื่นบาท

ข้อ ๒๕. เงินสดของมูลนิธิจะต้องนําฝากไว้กับธนาคาร การนําเงินไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ ให้คณะกรรมการจัดการเป็นผู้พิจารณาอนุมัติเป็นรายๆ ไป

ข้อ ๒๖. ประธานกรรมการกลางมูลนิธิ หรือ กรรมการกลางและเหรัญญิก หรือ กรรมการกลางและเลขานุการ หรือ กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้มีอํานาจลงนาม 2 ใน 4 คน ลงลายมือชื่อร่วมกัน โดยไม่ประทับตราของมูลนิธิ ในการการสั่งจ่ายเงินโดยเช็ค การทําธุรกรรมทางการเงิน และการเบิกถอน หรือเปิดปิดบัญชีของมูลนิธิ

ข้อ ๒๗. ให้คณะกรรมการกลางวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกําหนดอํานาจหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรับ และการจ่ายเงินของมูลนิธิ

หมวด ๗
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ ๒๘. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทําได้เฉพาะในที่ประชุมคณะกรรมการกลาง โดยต้องมีกรรมการ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมด และมติให้แก้ไขเพิ่มเติมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจํานวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวด ๘
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๒๙. นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว มูลนิธิเป็นอันต้องเลิกไป เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางมีมติให้เลิกด้วยเสียงสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมด และหลังจากที่ได้มีมติดังกล่าวแล้ว เป็นเวลาเก้าสิบวัน ให้มีการประชุมอีกครั้งหนึ่ง ถ้าที่ประชุมยังมีมติยืนยันให้เลิกจึงเป็นอันให้เลิกมูลนิธิได้

ข้อ ๓๐. ถ้ามูลนิธิต้องเลิกไป ทรัพย์สินของมูลนิธิทั้งหมดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หมวด ๙
เบ็ดเตล็ด

ข้อ ๓๑. การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ ให้ถือมติสองในสามของที่ประชุมคณะกรรมการกลาง

ข้อ ๓๒. ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กําหนด หรือระบุความไว้

 

ลงชื่อ ………………. ผู้จัดทําข้อบังคับ
(นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ)
ประธานกรรมการมูลนิธิ

 

* ข้อบังคับฉบับนี้ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ ๑๐ พ.ย. ๒๕๖๓
(ลงชื่อ) (นางสาวอนงค์รัตน์ อยู่เป็นสุข)
เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ

 

ดาวน์โหลดเอกสาร "ข้อบังคับ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์" ฉบับเต็ม (PDF)