Skip to main content

ข่าวสาร

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ เข้าร่วมงาน “ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519” ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมรำลึกถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้เสียชีวิต พร้อมแสดงความเคารพต่อผู้บาดเจ็บ ผู้ถูกจับกุม ครอบครัว และผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีคุณอังคณา นีละไพจิตร เป็นผู้แทนกล่าวรำลึก ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คำกล่าวชวนพิจารณาคำเตือนของปรีดี พนมยงค์ เรื่องการฟื้นระบอบเผด็จการ และความแตกต่างระหว่างการต่อต้านระบบกับการต่อต้านผู้เผด็จการบางคน ควบคู่กับบทบาทของบันทึกป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในการรักษาข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมตรวจสอบข้อกล่าวหาและการใช้อำนาจ ตลอดจนความหวังของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ให้อนุสรณ์วีรชนเป็นสื่อปลูกสำนึกประชาธิปไตยแก่คนรุ่นหลัง การรำลึกครั้งนี้ยืนยันความสำคัญของการเปิดเผยความจริง การตรวจสอบความรับผิด และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ด้วยหลักการว่า ความเห็นต่างทางการเมืองไม่อาจเป็นเหตุให้ผู้ใดถูกทำร้ายหรือสังหาร และอำนาจรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและความรับผิดชอบต่อประชาชน
วันที่ 16 กันยายน 2569 คุณสุดา พนมยงค์ และคุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในฐานะทายาทปรีดี–พูนศุข พนมยงค์ เข้าร่วมงาน “100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำ และสันติภาพ” ณ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และบุตรของนายพิชัย รัตตกุล ให้การต้อนรับ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมรำลึกอย่างคับคั่ง

บทความ

14
Oct
2569
การสานต่อเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม ยังเป็นภารกิจของสังคมไทย เมื่อการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญไม่อาจป้องกันการยึดอำนาจได้อย่างมั่นคง ขณะที่อำนาจที่สืบเนื่องจากรัฐประหารดำรงอยู่ผ่านกติกาและกลไกของรัฐ บทเรียนเรื่อง “ชัยชนะก้าวแรก” จึงนำมาสู่การพิจารณาว่า จะสร้างหลักประกันให้อำนาจเป็นของประชาชนได้อย่างไร บทความตอนที่สองนำแนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ของปรีดี พนมยงค์ มาพิจารณาการเมืองร่วมสมัย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปหกด้าน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กองทัพ กระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการพิทักษ์ความจริงทางประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมที่เคารพชีวิต โดยเชื่อมสิทธิทางการเมืองเข้ากับความเป็นธรรมและหลักประกันในการดำรงชีวิต ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งให้การรำลึกวีรชนเกิดผลเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งการกำกับตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ โอกาสสร้างชีวิตที่ดี และเสรีภาพในการร่วมกำหนดอนาคต เพื่อให้ประชาธิปไตยหยั่งรากอยู่ในสถาบันและชีวิตประจำวันของราษฎร
14
Oct
2569
ในวาระครบรอบ 53 ปี 14 ตุลาคม 2516 สันติสุข โสภณสิริ ผู้เคยร่วมขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญบนถนนราชดำเนิน ทบทวนเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ถูกรัฐประหารฉุดรั้งมาตั้งแต่ปี 2490 และตั้งคำถามว่าเจตนารมณ์ของวีรชนได้รับการสานต่อหรือไม่ ผู้เขียนอ้างงานเขียนของปรีดี พนมยงค์ ที่ชี้ว่าการพิทักษ์เจตนารมณ์ของวีรชนต้องอาศัย "รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์" ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และทรรศนะ และเตือนให้ระวังอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่อาจผูกขาดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกของราษฎร ผู้เขียนเห็นว่าครึ่งศตวรรษต่อมา อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยยังกระจุกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยตามที่ปรีดีเตือนไว้ โดยยกข้อกล่าวหาฮั้วการเลือก สว. เป็นตัวอย่าง แต่ยังฝากความหวังไว้กับนักสู้ประชาธิปไตยรุ่นใหม่ ดังบทกวี "พลังประชาชน" ของกุหลาบ สายประดิษ
14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนผู้นำเผด็จการต้องพ้นจากอำนาจ ชัยชนะครั้งนั้นมีทั้งความหวังของสังคมและความสูญเสียจากการปราบปราม ปรีดี พนมยงค์ เรียกความสำเร็จนี้ว่า “ชัยชนะก้าวแรก” พร้อมเตือนว่าพลังและทัศนะที่ค้ำจุนเผด็จการอาจยังคงดำรงอยู่ แม้ผู้ครองอำนาจเดิมจะพ่ายแพ้ไปแล้ว บทความตอนแรกย้อนพิจารณารากเหง้าของเหตุการณ์ การก่อตัวของขบวนการประชาชน และความหมายของ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ในความคิดปรีดี ซึ่งเชื่อมสิทธิทางการเมืองเข้ากับความเป็นอยู่ของราษฎรและทัศนะของสังคม ตลอดจนข้อเสนอที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงและควบคุมอำนาจได้จริง จากเสรีภาพที่ขยายตัวหลัง 14 ตุลาคม สู่การสังหารและรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 บทเรียนช่วงนี้เผยให้เห็นความยากลำบากในการรักษาชัยชนะ และภารกิจที่ยังต้องสานต่อ เพื่อให้ความเสียสละของวีรชนเกิดผลเป็นสิทธิ ศักดิ์ศรี และความผาสุกที่มั่นคงในชีวิตราษฎร
บทความตอนแรกจากชุด 3 ตอนนี้ย้อนไปที่คำมั่นในหลัก 6 ประการของคณะราษฎรว่าจะไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก และเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ที่เสนอให้รัฐดูแลราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย เอกสารฉบับนั้นถูกโจมตีจนตกไป และไทยต้องรอเกือบ 60 ปีกว่าจะมีกฎหมายประกันสังคมที่ใช้ได้จริง ปัจจุบันสวัสดิการไทยยังเป็นโมเสกที่ปะต่อจากหลายระบบจนมีรอยต่อที่คนตกหล่น ผู้เขียนระบุช่องว่างใหญ่ 5 ด้าน ได้แก่ การดูแลระยะยาว การลาเลี้ยงดูบุตร การดูแลเด็กเล็ก รายได้ยามตกงานของคนทำงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม และการฟื้นฟูผู้ทุพพลภาพ ผู้เขียนเสนอว่าก่อนถามว่าเงินพอหรือไม่ ต้องดูก่อนว่าเงินที่มีอยู่ถูกใช้ดีที่สุดแล้วหรือยัง และการตั้งชื่อความเสี่ยงของชีวิตให้ครบคือจุดเริ่มของสิทธิที่ประชาชนตรวจสอบและทวงถามได้
กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เป็นวิกฤตสำคัญของระบอบประชาธิปไตยหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 กองทหารหัวเมืองเคลื่อนกำลังเข้าประชิดพระนคร เพื่อบังคับให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออก ฝ่ายกบฏอ้างความจงรักภักดีและกล่าวหาปรีดี พนมยงค์ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์สะท้อนความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจ การจัดสรรอำนาจ และพระราชอำนาจ รัฐบาลและราษฎรส่วนหนึ่งร่วมต่อต้านกบฏ เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย แม้ฝ่ายกบฏพ่ายแพ้ แต่กระแสโต้อภิวัฒน์และความเป็นปฏิปักษ์ต่อปรีดียังคงดำเนินต่อไป จนถึงรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ที่โค่นรัฐบาลฝ่ายปรีดีและยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่ออำนาจของราษฎรยังไม่สิ้นสุด
ย้อนรำลึกถึงหลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) ผู้ก่อการคณะราษฎรสายทหารบกและผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 8 ซึ่งเสียชีวิตที่ทุ่งบางเขนระหว่างการปราบกบฏบวรเดชเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เรื่องเล่าผ่านบันทึกของ ร.ต. เผ่า ศรียานนท์ นายทหารคนสนิทผู้อยู่เคียงข้างเขาจนวาระสุดท้าย และต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจผู้ทรงอำนาจ บันทึกนี้ทำให้ชื่อแรกในบัญชีวีรชน 17 นายกลับมามีใบหน้าและน้ำเสียงอีกครั้ง บทความยังเล่าต่อไปถึงพิธีพระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง และอนุสาวรีย์ที่หลักสี่ซึ่งบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตทั้ง 17 นาย อนุสาวรีย์นี้หายไปเมื่อปลายปี 2561 แต่บันทึกยังเป็นหนทางให้คนรุ่นหลังกลับไปจดจำได้
ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ละครเวทีเป็นอาวุธสำคัญของฝ่ายศิลปวัฒนธรรม เพราะช่วยขยายประเด็นที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และเปิดให้ผู้ชมตีความได้หลายแบบ แม้ละครการเมืองในไทยจะเป็นงานที่ "อยู่ยาก" แต่ยังมีคนละครหลายรุ่นทำงานด้านนี้ต่อ บทความนี้สำรวจผลงานสี่เรื่อง ได้แก่ ละครไตรภาคแนวสืบสวน "แฟ้มคดีกิเลนแดง" ของนินาท บุญโพธิ์ทอง ที่นำคดีในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาเล่าใหม่ ละครเสียดสี "แลบหอน 101" ของ Base Theatre Chiang Mai : BT งาน "ไกลบ้าน x Untold Story" ที่วสุ วรรลยางกูร ใช้ละครหุ่นคู่กับภาพยนตร์สารคดีเล่าชีวิตผู้ลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร ผู้เป็นพ่อ และละครเพลง "เมืองนิมิตร" จากนวนิยายของมาลัย ชูพินิจ ซึ่งกลับมาแสดงในวาระ 120 ปีชาตกาลของผู้ประพันธ์ พร้อมบทเรียนจากขบวนการเสรีไทยเรื่องความบาดหมางระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อจุดหมายเดียวกัน
ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นี้ ตรงกับวันคล้ายวันเกิด 115 ปี ชาตกาล นายจำลอง ดาวเรือง อดีตผู้แทนราษฎรนักสู้ฝีปากกล้า และหัวหน้าเสรีไทยจังหวัดมหาสารคาม ผู้เขียนได้เคยเดินทางไปตามรอยตามรอยสนามบินลับนาคู ที่ตั้งค่ายเสรีไทยมหาสารคาม ภายใต้นายจำลอง ดาวเรือง เมื่อช่วงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2567 สองปีที่แล้ว ในบทความนี้จึงจะเขียนเล่านำเสนอ การตามรอยสนามบินนาคู ค่ายเสรีไทยมหาสารคาม - กาฬสินธุ์ในอดีตยามสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นความรับรู้ ให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ได้รับการฟื้นฟู และเป็นการฉายมุมสำคัญในการต่อสู้ของนายจำลอง ดาวเรือง
9 ตุลาคม รำลึกชาตกาล จำลอง ดาวเรือง ลูกชาวนาผู้ก้าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร นำความเดือดร้อนของคนอีสานมาสู่การพิจารณาของบ้านเมือง และร่วมภารกิจเสรีไทยภายใต้การนำของปรีดี พนมยงค์ ชีวิตของเขาสะท้อนโอกาสที่ระบอบประชาธิปไตยเปิดให้สามัญชนมีส่วนกำหนดอนาคตของประเทศ ด้วยความสามารถและความไว้วางใจจากราษฎร เส้นทางการเมืองของจำลองสิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกสังหารขณะอยู่ในความควบคุมของตำรวจในคดี “สี่อดีตรัฐมนตรี” เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2492 ด้วยวัยเพียง 38 ปี คำพิพากษาในเวลาต่อมาหักล้างข้ออ้างของตำรวจและนำผู้กระทำผิดบางคนมารับโทษ แต่ไม่อาจคืนชีวิตให้ผู้ตายหรือชดเชยความสูญเสียที่ครอบครัวต้องเผชิญ
เมื่อปรีดี พนมยงค์ ชักชวนให้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) มีทั้งบรรดาศักดิ์และหน้าที่การงานในสถานทูตสยาม ณ กรุงปารีสแล้ว อะไรทำให้ข้าราชการผู้นี้เลือกนำอนาคตของตนเข้าเสี่ยง และร่วมเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้ก่อตั้งคณะราษฎร จากทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสู่ผู้ร่วมก่อการ นักการทูต และราชเลขานุการในพระองค์รัชกาลที่ 8 บทความนี้ย้อนเส้นทางชีวิตของหลวงสิริราชไมตรี พร้อมเรื่องราวมิตรภาพกับปรีดีที่ผูกพันถึงสองครอบครัว ผ่านจดหมาย ความทรงจำ และข้อถกเถียงเรื่องการก่อตั้งคณะราษฎร ในวาระ 128 ปีชาตกาล ร่วมรู้จักชีวิตเบื้องหลังชื่อ “หลวงสิริราชไมตรี” และความมุ่งหมายเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ที่เขาฝากไว้ในบทกวี “คณะราษฎร์รำพึง” ท่ามกลางความอาลัยต่อเพื่อนและความหวังต่อบ้านเมือง
6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ก่อนเกิดรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน ความรุนแรงครั้งนั้นทำลายชีวิตผู้คนและสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนร่วมกันเรียกร้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 การบิดเบือนข้อเท็จจริงและการปลุกระดมความเกลียดชังทำให้ผู้เห็นต่างถูกมองเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด ในวาระครบรอบ 50 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์ชวนทบทวนเหตุการณ์ผ่านบันทึกของป๋วย อึ๊งภากรณ์และข้อคิดของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งชี้ว่า การขับผู้นำเผด็จการออกจากอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบที่เอื้อให้เผด็จการกลับมายังคงอยู่แนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” เชื่อมโยงสิทธิเสรีภาพกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการยึดหลักประชาธิปไตยในการอยู่ร่วมกัน การรำลึกถึงผู้สูญเสียจึงหมายถึงการรักษาสัจจะทางประวัติศาสตร์ ตรวจสอบความรับผิด และยุติการลอยนวลพ้นผิด เพื่อยืนยันว่าความเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่เหตุให้ใครถูกทำร้ายหรือสังหาร

หนังสือขายดี

ผู้เขียน : ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
พิมพ์ครั้งที่่ 1 : มิถุนายน 2564

สันติสุข โสภณสิริ บรรณาธิการ
240 หน้า
ราคา 195 บาท

เนื่องในวาระ 81 ปี พระเจ้าช้างเผือก
ชุด พระเจ้าช้างเผือก 200 บาท
+ DVD พระเจ้าช้างเผือก

หนังสือแนะนำ

หนังสือหายาก

ความเป็นอนิจจังของสังคม
เหลือ 12 เล่ม

แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์
เหลือ 5 เล่ม

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดย ปรีดี พนมยงค์
เหลือ 10 เล่ม