ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บทสัมภาษณ์, เกร็ดประวัติศาสตร์

PRIDI Interview: พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์ “79 ปี รัฐประหาร 2490 : จุดเปลี่ยนกองทัพ จุดหักเหประชาธิปไตยไทย”

8
พฤศจิกายน
2569

วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะทหารซึ่งมีพลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้า ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ที่ใช้มาได้เพียงราว 18 เดือน (10 พฤษภาคม 2489 - 8 พฤศจิกายน 2490) รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นพัฒนาการสำคัญที่สืบเนื่องจากการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ทั้งการรับรองสิทธิเสรีภาพ การให้สมาชิกทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้ง และการแยกข้าราชการประจำออกจากตำแหน่งทางการเมือง ในวาระครบรอบ 79 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชวนย้อนพิจารณาเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านการสนทนากับพลเอกบัญชร ชวาลศิลป์ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ทหารและการเมืองไทย และผู้เขียนหนังสือ “ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร” ดำเนินรายการโดยประวิตร โรจนพฤกษ์ ว่าพัฒนาการนี้ถูกตัดขาดได้อย่างไร อะไรทำให้ฝ่ายทหารและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ร่วมมือกันยึดอำนาจ และระเบียบอำนาจที่เกิดขึ้นภายหลังส่งผลต่อกองทัพและการเมืองไทยอย่างไร

 

รัฐธรรมนูญ 2489 กับคำถามว่า “เมื่อไหร่จะพร้อม”

พลเอกบัญชรเริ่มจากเหตุผลที่ปรีดี พนมยงค์ ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญที่ใช้มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2475 ยังให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง และใช้มากว่า 10 ปีแล้ว บ้านเมืองจึงควรยกระดับขึ้นอีกขั้น เขาประเมินรัฐธรรมนูญ 2489 ไว้ว่า

“เป็นรัฐธรรมนูญในอุดมคติ ว่าอย่างนี้แล้วกันนะครับ ค่อนข้างสมบูรณ์ ข้าราชการประจำไปเป็น สส. ไปเป็นนักการเมืองไม่ได้... ซึ่งที่ไหนในโลกที่บ้านเมืองเขาพัฒนาแล้ว เขาก็แยกออกจากกันนะครับ”

เขาเชื่อมเรื่องนี้กับข้อวิจารณ์ที่ยังได้ยินจนปัจจุบันว่าคณะราษฎร “ชิงสุกก่อนห่าม” และราษฎรยังไม่พร้อมจะเป็นเจ้าของอำนาจ

“ผมเป็นคนขี้สงสัย ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่า แล้วเมื่อไหร่จะพร้อมล่ะ ที่บอกไม่พร้อม แล้วเมื่อรู้ว่าราษฎรไม่พร้อม ทำอะไรบ้างเพื่อให้ราษฎรพร้อม”

ในมุมมองของพลเอกบัญชร การที่สภาสูงตามรัฐธรรมนูญ 2489 ยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง สะท้อนว่าปรีดีเองก็เห็นว่าราษฎรยังไม่พร้อมเต็มที่เช่นกัน ความต่างอยู่ที่ปรีดีเห็นว่าเมื่อผ่านมากว่าทศวรรษ การศึกษาขยายตัวและประชาชนคุ้นเคยกับระบอบใหม่มากขึ้น จึงควรขยับไปอีกขั้นหนึ่ง

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ตามรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล ส่วนพฤฒสภาตามรัฐธรรมนูญ 2489 มีสมาชิก 80 คน มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม และผู้สมัครต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ)

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ 9 พฤษภาคม 2489  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

สมมุติฐานสำคัญ: รัฐประหารที่ไม่ใช่ “ทหารล้วน ๆ”

ความเข้าใจทั่วไปมักมองว่ารัฐประหาร 2490 เกิดจากความไม่พอใจของนายทหารนอกราชการต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ แต่พลเอกบัญชรเสนอสมมุติฐานที่เขาใช้มองเหตุการณ์ทั้งหมดว่า การยึดอำนาจครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างนายทหารนอกราชการกับกลุ่มอำนาจเดิม

“กลุ่มอำนาจเดิมมีทรัพยากร มีเงิน มีอำนาจแฝง ในคนที่ยังศรัทธากับระบอบเก่า แต่กลุ่มทหารนอกราชการ ไม่มีอะไรเลยนะ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องพึ่ง”

เขาชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายอนุรักษนิยมมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 และปะทุเป็นการใช้กำลังในกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เมื่อถึง พ.ศ. 2490 ฝ่ายอนุรักษนิยมจึงได้จังหวะร่วมมือกับกลุ่มของพลโทผิน

“สมมุติฐานสำคัญที่เราต้องยึด... คณะรัฐประหารไม่ใช่ทหารล้วน ๆ นะครับ พลังสำคัญ ซึ่งอาจจะเหนือกว่าฝ่ายทหารด้วยซ้ำไปก็คือฝ่ายอนุรักษ์นิยม”

ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่ากองทัพประจำการส่วนใหญ่ในเวลานั้นไม่ได้ยุ่งกับการเมือง ผู้ก่อการเป็นนายทหารนอกราชการไม่เกิน 10 คน และกำลังหลักในคืนยึดอำนาจคือกรมทหารราบที่ 1 ของพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: รายงานข่าวของรอยเตอร์ที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศตีพิมพ์ในเวลานั้นระบุว่า กองทัพเรือไม่สนับสนุนรัฐประหาร และมีเพียงหน่วยทหารบกในกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนอย่างชัดเจน ขณะที่แหล่งข้อมูลอื่นระบุว่ามีนายทหารประจำการอีกหลายนายและมีรถถังร่วมในการยึดอำนาจ)

 

ทหารนอกราชการ กับกองทัพที่ต้อง “หดตัว” หลังสงคราม

ความไม่พอใจของนายทหารนอกราชการมีที่มาจากการลดกำลังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายทหารที่เคยไปรบและลำบากในเชียงตุงรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเมื่อสงครามจบ

“อยู่ดี ๆ ก็ให้... สำนวนผมยังทันที่เรียกว่าเดินนับไม้หมอนรถไฟ คือปลดกันกลางอากาศเลย”

พลเอกบัญชรแยกผลกระทบเป็นสองกลุ่ม ทหารเกณฑ์กลับบ้านโดยไม่เดือดร้อนนัก แต่ทหารอาชีพที่ถูกปลดเดือดร้อนจริง อย่างไรก็ดี เขามองว่าการลดขนาดกองทัพหลังสงครามเป็นเรื่องปกติ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลเพื่อหาเหตุผลในการรัฐประหาร

“กองทัพปกติก็มีขนาดที่เหมาะสม แต่พอสงครามก็จะขยาย พอหมดสงครามก็กลับไปทำมาหากินตามอาชีพเดิม... กองทัพก็หดตัว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ”

 

การทุจริตหลังสงคราม: ปัญหาจริงที่ถูกใช้เป็นเงื่อนไข

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2489 บ้านเมืองมีเสรีภาพในการแสดงออกค่อนข้างมาก และเสรีภาพนี้เองที่เปิดทางให้สื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น จากงานค้นคว้าของพลเอกบัญชร “คอร์รัปชั่นหนักจริง ๆ อาจารย์ปรีดีเอาไม่อยู่” เขาอธิบายว่าหลังสงคราม ทุนนิยมเสรีเริ่มมีบทบาท ผู้คนหาเงินได้ง่ายขึ้น และนักการเมืองบางส่วนก็แสวงประโยชน์ด้วย

“คนเริ่มหาเงินกันง่ายขึ้น สส. ก็หาเงินกับเขาด้วย มีการทุจริต แล้วสื่อหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นก็จับได้ ก็เกิดการเปิดโปง ก็กลายเป็นเงื่อนไขให้คณะรัฐประหารก่อรัฐประหารได้”

เขายกตัวอย่างคำกล่าวของพลโทผินในช่วงหาเหตุผลก่อนยึดอำนาจ ว่าเห็นรถหรูของนักการเมืองวิ่งบนถนนแล้วรู้สึกเหมือนรถมาทับหน้าอก รวมถึงข่าวที่ติดปากว่านักการเมือง “กินจอบกินเสียม” เมื่อจอบเสียมที่รัฐบาลจัดซื้อให้ สส. นำไปแจกราษฎรถูกนำไปขายต่อ และการแสวงประโยชน์ในองค์การสรรพาหาร ซึ่งรัฐตั้งขึ้นเพื่อขายสินค้าราคาถูกแก่ประชาชน โดยเขาระบุว่าเรื่องเหล่านี้มีหลักฐานลงหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น

ส่วนคำถามว่าเหตุใดผู้ก่อการจึงไม่ใช้กลไกของรัฐสภา พลเอกบัญชรตอบว่าเป็นมุมมองที่ยังอยู่ในสังคมไทย บางคนเห็นว่าการอภิปรายในสภาก็เพียงพอ แต่บางคนเห็นว่าต้องใช้วิธีอื่น และมุมมองแบบหลังมีมาตั้งแต่ยุคนั้น

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: รัฐบาลหลังสงครามยังต้องรับภาระจาก “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” ที่ไทยลงนามกับอังกฤษและอินเดียเมื่อ 1 มกราคม 2489 ซึ่งรวมถึงการส่งมอบข้าวให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนองค์การสรรพาหารตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2489 และยุบเลิกในเดือนพฤษภาคม 2490)

 

กรณีสวรรคตในฐานะเครื่องมือทางการเมือง

เมื่อถามถึงการนำกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองก่อนรัฐประหาร พลเอกบัญชรตอบว่า

“เป็นเรื่องจริงที่ฝ่ายอนุรักษ์เนี่ย ใช้กรณีสวรรคตเป็นเครื่องมือในการทำลายคณะราษฎร รวมทั้งโดยเฉพาะอาจารย์ปรีดี”

เขาอ้างถึงหลักฐานในชั้นศาลว่ามีการว่าจ้างบุคคลให้ไปตะโกนกล่าวหาปรีดีในโรงภาพยนตร์ โดยขอไม่เอ่ยชื่อผู้เกี่ยวข้อง และตั้งข้อสังเกตว่าในชั้นต้นฝ่ายทหารไม่ได้ใช้ประเด็นนี้โดยตรง ประเด็นเดียวที่คณะรัฐประหารกล่าวถึงคือความล้มเหลวของรัฐบาลหลวงธำรงฯ ในการทำความจริงให้ปรากฏ ในช่วงท้ายของการสนทนา เขายังกล่าวว่าสังคมไทยปัจจุบันเชื่อแล้วว่าปรีดีไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ศาลไม่เคยพิจารณาคดีสวรรคตโดยมีปรีดี พนมยงค์ เป็นจำเลย และปรีดีชนะคดีหมิ่นประมาททุกคดีที่ฟ้องผู้กล่าวหาว่าเขาเกี่ยวข้อง)

 

จากมิตรของเสรีไทย สู่ “หางเลข” ของโฮจิมินห์

ปัจจัยระหว่างประเทศที่พลเอกบัญชรให้น้ำหนักคือท่าทีของสหรัฐอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรีดีในนามขบวนการเสรีไทยเป็นที่ชื่นชอบของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับโฮจิมินห์ที่ต่อต้านญี่ปุ่น ขณะที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ สนับสนุนการปลดปล่อยอาณานิคม แต่รูสเวลต์ถึงแก่อสัญกรรมก่อนสงครามสิ้นสุด และเมื่อสงครามเย็นเข้ามาแทนที่ ทิศทางก็เปลี่ยนไป

“ประธานาธิบดีทรูแมนรวมทั้งฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เปลี่ยนความคิดว่าประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน เสรีภาพหรืออิสรภาพของอาณานิคมเอาไว้ก่อน คอมมิวนิสต์น่ากลัวกว่า”

เมื่อโฮจิมินห์ประกาศเอกราชเวียดนามในวันที่ 2 กันยายน 2488 โดยยกถ้อยคำจากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ มาเปิด สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็นกลับสรุปว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ปรีดีซึ่งสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม ถึงขั้นส่งมอบอาวุธให้หลังสงคราม จึงได้รับผลไปด้วย

“เมื่อโฮเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อนโฮ มันก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย อาจารย์ปรีดีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกพลิกสถานการณ์”

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ในจดหมายถึงปรีดีที่ศุขปรีดา พนมยงค์ นำมาเผยแพร่ โฮจิมินห์ระบุว่าอาวุธที่ได้รับ “สามารถประกอบให้กับทหารได้สองกองพัน” และขอตั้งชื่อว่า “กองทัพแห่งสยาม”)

พลเอกบัญชรเล่าว่า เมื่อปรีดีลี้ภัยไปสิงคโปร์ครั้งแรกหลังรัฐประหาร ทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ ยังให้ความช่วยเหลืออย่างดี แต่ต่อมาท่าทีกลับตรงกันข้าม เขาสรุปสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไว้ว่า

“รัฐบาลทหารดี ๆ ประชาธิปไตย ไม่ประชาธิปไตย เอาไว้ก่อน ขอให้สั่งได้แล้วกัน”

อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่าในช่วงรัฐประหาร 2490 ปัจจัยภายนอกยังไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เหตุการณ์เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่ร่วมมือกับทหารนอกราชการ และสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ยังไม่รับรองรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง อิทธิพลของสหรัฐฯ เข้มข้นขึ้นหลังรัฐบาลจอมพล ป. เลือกอยู่ฝ่ายโลกเสรีใน พ.ศ. 2493 และเมื่อสหรัฐฯ ใช้แผนสงครามจิตวิทยาต่อประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ในช่วงที่พลตรีวิลเลียม เจ. โดโนแวน อดีตผู้อำนวยการ OSS ซึ่งเคยสัมพันธ์อันดีกับปรีดี มาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: รูสเวลต์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 12 เมษายน 2488 ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2493 รัฐบาลจอมพล ป. ตัดสินใจรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนาม รวมทั้งกัมพูชาและลาว จนพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออกเพื่อคัดค้าน ส่วนแผนที่กล่าวถึงคือ PSB D-23 “U.S. Psychological Strategy Based on Thailand” ซึ่งที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ รับทราบสาระสรุปเมื่อ 9 กันยายน 2496 ขณะที่โดโนแวนดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตระหว่างกันยายน 2496 ถึงสิงหาคม 2497)

เอกสาร CIA เรื่องการประสานงานแผน PSB D-23 ยุทธศาสตร์จิตวิทยาของสหรัฐฯ ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน  
จาก COORDINATION OF PSB D-23 ‘U.S. PSYCHOLOGICAL STRATEGY BASED ON THAILAND’  
(เอกสารรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เป็นสาธารณสมบัติแล้ว)

 

ยึดประเทศด้วยกรมทหารเดียว

“การยึดอำนาจในยุคนั้น มองในยุคผมน่ะ หมูมากเลย ใช้ทหารแค่กรมเดียว”

พลเอกบัญชรประเมินว่ากำลังของกรมทหารราบที่ 1 ในเวลานั้นมีราว 1,500 นาย ไม่เกิน 2,000 นาย และอธิบายว่ากรมทหารราบที่ 1 ในยุคนั้นไม่ได้เป็นหน่วยที่คัดเลือกผู้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวดเช่นปัจจุบัน เขาเรียกพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในเวลานั้นว่า “โนเนม” และอ้างประวัติที่จัดทำขึ้นหลังสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ว่าก่อนตัดสินใจเข้าร่วม สฤษดิ์เคยบอกลูกน้องว่า

“อยากจะมีที่เล็ก ๆ ท่านชอบเลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย เท่านั้นเอง ไม่มีความใฝ่ฝัน ไม่มีจุดหมายทางการเมือง จนกระทั่งเมื่อถูกโน้มน้าว ถูกชักชวน”

ผู้ชักชวนคือพันเอกเผ่า ศรียานนท์ บุตรเขยของพลโทผิน ซึ่งต่อมาสนิทกับสฤษดิ์มาก ส่วนเรื่องคำทำนายของหมอดูซึ่งเป็นนายทหารใต้บังคับบัญชา พลเอกบัญชรเห็นว่าน่าจะมีจริง แต่ไม่แน่ใจว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเพียงใด

สำหรับเหตุที่รัฐบาลป้องกันการยึดอำนาจไม่ได้ เขาอธิบายว่ากองทัพบกกับกองทัพเรือในยุคนั้นมีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยง เพราะเรือรบสามารถแล่นเข้ามายิงปืนใหญ่ได้ตลอดลำน้ำเจ้าพระยา แต่หลัง พ.ศ. 2475 ผู้นำกองทัพเรือวางตัวไม่ยุ่งการเมือง หลวงธำรงฯ ซึ่งเป็นทหารเรือจึงเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ากองทัพเรือจะอยู่ข้างรัฐบาล และเขาเห็นว่าแม้แต่ปรีดีในเหตุการณ์ พ.ศ. 2492 ก็เข้าใจเช่นเดียวกันว่าทหารเรือจะสนับสนุน

“ทหารเรือไม่ได้หักหลังนะครับ แต่ทหารเรือเขามีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ตอนนั้นว่าไม่ยุ่งกับการเมือง เขาจะเป็นทหารอาชีพอย่างเดียว”

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ในเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ 2492 มีทหารเรือส่วนหนึ่งร่วมกับฝ่ายปรีดีและปะทะกับทหารบกบริเวณราชประสงค์)

รัฐบาลยังวางใจผู้บัญชาการทหารบก คือหลวงอดุลเดชจรัส ซึ่งตามที่พลเอกบัญชรอธิบาย ออกจากกองทัพบกไปรับราชการตำรวจตั้งแต่ยศพันตรี และเพิ่งกลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกใน พ.ศ. 2489 จึงเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่มีฐานลูกน้องในหน่วย หรือที่ภาษาทหารเรียกว่า “ตีนลอย”

“คืนวันที่ 8 เนี่ย ผู้บัญชาการทหารบกเนี่ย ออกมาไล่ทหารที่ยกกำลังออกมาของพันเอกสฤษดิ์เนี่ย ด้วยตัวเองนะครับ เกือบปะทะกัน แต่ทหารก็ไม่เชื่อ เขาไม่ฟัง”

ภาพเหตุการณ์รัฐประหาร 2490  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

คืนที่ทำเนียบท่าช้าง

ในคืนรัฐประหาร รถถังและกำลังทหารบุกทำเนียบท่าช้างเพื่อจับกุมปรีดี ซึ่งออกจากทำเนียบไปก่อนแล้ว ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ บันทึกว่ามีการยิงเข้ามาในบ้านขณะที่มีผู้หญิงและเด็กอยู่ภายใน พลเอกบัญชรเห็นว่าคำบอกเล่าของท่านผู้หญิง “คงเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” แต่ตั้งข้อสังเกตในฐานะนายทหารว่า ยังต้องค้นคว้าต่อว่ายานพาหนะที่ใช้เป็นรถถังหรือรถหุ้มเกราะ และใช้อาวุธรุนแรงเพียงใด อย่างไรก็ดี แม้เป็นเพียงอาวุธขนาดเล็ก ผู้ที่อยู่ในบ้านย่อมตื่นตกใจ

“ถ้าผมเป็นคุณหญิง หรือผมอยู่ในบ้านนั้นน่ะ ผมตกใจน่ะ ต่อให้เป็นปืนเล็กยิงก็เถอะ”

ท่านผู้หญิงพูนศุขที่ทำเนียบท่าช้าง

 

บันไดทำเนียบท่าช้าง จุดที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ โต้ตอบทหารของคณะรัฐประหาร 2490  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม: ใครกำหนดกติกาหลังการยึดอำนาจ

พลเอกบัญชรเห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 มีปัญหาการลงนามของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่ปรีดีโต้แย้ง และเทียบกับกรณีประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ ใน พ.ศ. 2485 ที่ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ได้ลงนามเช่นกัน

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 มีกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงพระนามเพียงพระองค์เดียว โดยพระยามานวราชเสวีไม่ได้ลงนาม และจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ปรีดีเสนอข้อโต้แย้งเรื่องนี้ไว้ในบทความ “ความเป็นโมฆะของรัฐธรรมนูญฉบับ 2490”)

แต่ประเด็นที่เขาสนใจมากกว่าคือผู้ร่าง ซึ่งคณะรัฐประหารบอกว่าหลวงกาจสงครามร่างเตรียมไว้และซ่อนไว้ใต้ตุ่ม

“ประเด็นสำคัญที่ผมมาเจอตอนหลัง ว่ารัฐธรรมนูญนี้ คนที่ร่างคือฝ่ายอนุรักษ์นิยม มีรายชื่อชัดเจน... คณะรัฐประหารเนี่ย อาจจะบอกว่าจับเสือมือเปล่า คนมีอำนาจตัวจริงคือฝ่ายอนุรักษ์”

เขาเห็นว่าคณะรัฐประหารแทบไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ เมื่อประกาศใช้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับกันทหารออกจากอำนาจ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ และรายชื่อเกือบร้อยคนที่พลโทผินเสนอเป็นวุฒิสมาชิก ไม่ได้รับแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การที่คณะรัฐประหาร “จี้” ให้นายควงลาออกในเดือนเมษายน 2491

เมื่อเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ 2489 กับฉบับ 2490 และ 2492 พลเอกบัญชรเห็นว่าความสูญเสียของประชาชนวัดได้ยาก แต่หลักการประชาธิปไตยมาถึงทางสองแพร่งอีกครั้ง คือการกำหนดว่าบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ควรอยู่ตรงจุดใด เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับมีลักษณะฟื้นฟูพระราชอำนาจ เช่น การแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งเขาไม่ขอชี้ว่าถูกหรือผิด และในที่สุดจอมพล ป. ก็ “ตัดเชือกปมนี้” ด้วยการรัฐประหารทางวิทยุใน พ.ศ. 2494

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: มาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ส่วนวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง และตามรัฐธรรมนูญ 2492 มีวุฒิสมาชิก 100 คนที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งเช่นกัน นิตยสารศิลปวัฒนธรรมรวบรวมรายชื่อคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 ไว้ เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

หัวเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ซึ่งระบุตำแหน่งผู้ลงนามในพระปรมาภิไธย  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

“อำนาจนั้นดี ใช้หาเงินได้”

พลเอกบัญชรเห็นว่าผลระยะยาวที่สำคัญของรัฐประหาร 2490 คือความคิดใหม่ในกองทัพ

“สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร 2490 ก็คือวัฒนธรรมใหม่ ความรู้สึกใหม่ของทหารว่าเป็นสิทธิ เป็นอำนาจ เป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะต้องเข้าไปดูแลบ้านเมือง ถ้าหากนักการเมืองเหลวไหล... ก่อนการรัฐประหาร ทหารไม่มีความคิดอันนี้นะครับ”

เมื่อสฤษดิ์และเผ่าเติบโตขึ้นและแข่งกันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การต่อสู้ไม่ได้อยู่แค่ในหน่วยทหารและตำรวจ แต่ต้องเล่นการเมืองในรัฐสภาซึ่งต้องใช้เงิน พลเอกบัญชรระบุว่าแหล่งทุนหลักของสฤษดิ์มาจากกองสลาก ขณะที่เผ่ามาทางธุรกิจ ประกอบกับนักธุรกิจชาวจีนที่ถูกกดดันในยุคนั้นต้องการผู้มีอำนาจเป็น “ไม้กันหมา” จนเกิดภาพนายทหารนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในเครื่องแบบเต็มยศประดับตามห้างร้าน และกลายเป็นที่มาของวลีที่เขามักใช้ว่า “อำนาจนั้นดี ใช้หาเงินได้” ซึ่งสืบทอดในกองทัพต่อมา

“ทหารเขาจะพูดกันอย่างภาคภูมิใจว่า... ทหาร นายเลี้ยงลูกน้อง ภูมิใจนะ แต่คำถามแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยง เงินเดือนพี่ก็เท่าผม ที่เหลือคงไม่ต้องอธิบาย”

เขายังชี้ว่าผู้ครองอำนาจชุดใหม่เรียนรู้จากการที่สื่อมีส่วนสำคัญในการโค่นรัฐบาลหลวงธำรงฯ จึงต้องปิดปากหนังสือพิมพ์ จนนักหนังสือพิมพ์หลายคนต้องเสียชีวิต

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์มรดกของสฤษดิ์ราว 604 ล้านบาทใน พ.ศ. 2507)

 

การกวาดล้าง และการ “สูญพันธุ์” ของคณะราษฎร

พลเอกบัญชรเห็นว่าวิธีเดียวกับที่ใช้กับสื่อถูกนำมาใช้กับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ที่ฝ่ายรัฐบาลเรียกว่า “กบฏวังหลวง” ซึ่งเขาเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าปรีดีต้องการนำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่ใช่เพียงแย่งชิงอำนาจ หลังจากนั้นการปราบปรามรุนแรงขึ้น ทั้งการสังหารอดีตรัฐมนตรีทั้งสี่แทบทันทีหลังเหตุการณ์สงบ และการสังหารเตียง ศิริขันธ์ ในอีกไม่กี่ปีต่อมา คณะราษฎรและขบวนการเสรีไทยก็แทบหายไปจากการเมืองไทย

เขาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าคณะราษฎรไม่มีองค์กรนำในรูปพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนกลางการเคลื่อนไหว ขณะที่ฝ่ายอำนาจเก่าแม้ไม่มีพรรคการเมืองเช่นกัน แต่มีเจตนารมณ์ที่เข้มข้น และเมื่อถามถึงผลของการลดพื้นที่แข่งขันและการตรวจสอบอำนาจ เขาตอบสั้น ๆ ว่า

“ไม่มีการตรวจสอบ ประชาธิปไตยไม่เกิด”

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: เหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ 2492 เป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492” ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถวิล อุดล จำลอง ดาวเรือง และทองเปลว ชลภูมิ ถูกสังหารในเดือนมีนาคม 2492 ส่วนเตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหารใน พ.ศ. 2495)

(จากซ้ายไปขวา) ดร. ทองเปลว ชลภูมิ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถวิล อุดล และจำลอง ดาวเรือง อดีตรัฐมนตรีทั้งสี่

 

เตียง ศิริขันธ์ สมัยเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

จอมพล ป. ชวนปรีดีกลับบ้าน กับรัฐประหาร 2500

ประเด็นที่พลเอกบัญชรเรียกว่าไฮไลต์ของงานค้นคว้าล่าสุด คือความพยายามของจอมพล ป. ที่จะเชิญปรีดีกลับประเทศ ในมุมมองของเขา จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีฐานกำลังของตนเอง ขณะที่สฤษดิ์คุมกองทัพบกและเผ่าคุมกรมตำรวจ และสหรัฐฯ หนุนทั้งสองทาง ฝ่ายกองทัพผ่านความช่วยเหลือทางทหาร และ CIA ผ่านกรมตำรวจ ซึ่งเขาเรียกว่า “แยกกันเดิน รวมกันตี”

เขาเล่าว่าเมื่อกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสด็จกลับจากการประชุมที่บันดุงและได้พบโจวเอินไหล บรรยากาศที่ทรงถ่ายทอดทำให้จอมพล ป. เกิดความคิดใหม่ ประกอบกับเสียงวิจารณ์ว่าไทยเดินตามสหรัฐฯ มากเกินไป ซึ่งพลเอกบัญชรย้ำว่าส่วนนี้เป็นการคาดเดาของเขา สิ่งที่จอมพล ป. หนักใจคือการต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษนิยม เขาอ้างบันทึกว่าจอมพล ป. ฝากความถึงปรีดีผ่านบุตรชาย ซึ่งเขาจำได้ว่าคือปาล พนมยงค์ ให้ปรีดีกลับมาช่วยต่อสู้ เพราะ “ลุงคนเดียวไม่ไหวแล้ว”

พลเอกบัญชรตีความว่าจอมพล ป. ต้องการรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนปรีดีต้องการเพียงยืนยันว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต ตามบันทึกที่เขาค้นพบ เรื่องนี้ดำเนินไปถึงขั้นที่ใน พ.ศ. 2500 รอเพียงวันประกาศ โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของทั้งปรีดี เผ่า และจอมพล ป. รวมทั้งหนังสือ “อำนาจ 2” ของรุ่งมณี เมฆโสภณ ซึ่งรวบรวมข้อเขียนและคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ เขายังระบุว่าพบหลักฐานว่าจอมพล ป. ต้องการรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่

ในมุมมองของพลเอกบัญชร หากปรีดีกลับมาและคำชี้แจงของเขาฟังขึ้น เรื่องเล่าที่เริ่มจากการตะโกนกล่าวหาในโรงภาพยนตร์ก็จะล้มลงทั้งหมด แต่ปัจจัยชี้ขาดคือสหรัฐฯ ซึ่งเขาอ้างว่ามีบันทึกของ CIA ว่าหากปรีดีกลับมา ความพยายามต่อสู้คอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ จะล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

“อเมริกาต้องเลือก แล้วอเมริกาก็เลือกจอมพลสฤษดิ์”

อย่างไรก็ดี เมื่อให้ชั่งน้ำหนักปัจจัยทั้งหมด เขาสรุปว่า

“การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างสฤษดิ์กับเผ่า ก็เป็นปัจจัยหลัก เรื่องอื่นคงเป็นเครื่องมือสำหรับคำว่าสู้กันเท่านั้นเอง”

(หมายเหตุกองบรรณาธิการ: การประชุมเอเชีย–แอฟริกาที่บันดุงจัดขึ้นในเดือนเมษายน 2498 ปาล พนมยงค์ ได้รับนิรโทษกรรมเนื่องในวาระ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2500 ซึ่งสถานทูตสหรัฐฯ มองว่าการนิรโทษกรรมครั้งนั้นเป็นสัญญาณความเสื่อมถอยของแนวทางต่อต้านคอมมิวนิสต์ และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. เมื่อ 16 กันยายน 2500)

ปาล พนมยงค์ (12 ธันวาคม 2474 – 9 กันยายน 2524) บุตรชายคนโตของปรีดี พนมยงค์  
ที่มาภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์ และอนุสรณ์ นายปาล พนมยงค์

 

15 ปีของคณะราษฎร กับความรับผิดชอบของผู้ครองอำนาจหลัง 2490

เมื่อถามว่าควรแบ่งความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ระหว่างยุคคณะราษฎรกับผู้ครองอำนาจหลัง พ.ศ. 2490 อย่างไร พลเอกบัญชรเริ่มจากหลักที่เขายึดถือ

“เวลาเราศึกษาประวัติศาสตร์ อย่าได้กำหนดพระเอกผู้ร้ายเป็นอันขาด ประวัติศาสตร์ไม่มีพระเอก ไม่มีผู้ร้าย”

เขาย้อนไปถึงกบฏ ร.ศ. 130 ที่มีความคิดต่างกันว่าจะเปลี่ยนแปลงแบบแตกหักหรือแบบปฏิรูป และเห็นว่าคณะราษฎรคิดถูกที่เลือกเส้นทางปฏิรูป แต่การปฏิรูปย่อมต้องใช้เวลา และสังคมไทยทุกวันนี้ก็ยังอยู่บนเส้นทางปฏิรูป ส่วนผู้ครองอำนาจหลัง พ.ศ. 2490 เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าคือทหาร และใช้การเปรียบเทียบจากมุมมองของนายทหาร

“ทหารนี่ก็เหมือนหมอผ่าตัดนั่นแหละ ถ้าจำเป็นต้องลงมีดก็ต้องลงมีด แต่ลงมีดคนไข้ไปตลอดชีวิตไม่ได้นะ เมื่อบาดแผลสมานกันแล้วเนี่ย หมอต้องกลับบ้าน... แต่ถ้าหมอยังเอามีดคาอยู่ในแผลคนไข้เนี่ย คนไข้เสียชีวิตแน่นอน”

 

บทเรียนถึงกองทัพและสังคมไทย

พลเอกบัญชรเห็นว่าสถานการณ์ปี 2490 ต่างจากปัจจุบันมาก สิ่งที่เป็นประโยชน์คือบทเรียน และเชื่อว่าทหารได้เรียนรู้แล้ว

“ทหารถูกปลูกฝังมาให้สละชีพเพื่อชาติ แล้วเราก็ทำอย่างนั้น เราตายไปเยอะนะครับ ทั้งรุ่นผม รุ่นพี่ รุ่นน้อง แล้วเวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาเนี่ย บางเหตุการณ์โดยเฉพาะจากการยึดอำนาจเนี่ย เรากลับถูกประณามจากสังคม มันเจ็บปวดนะ... นักการเมืองเราไม่พอใจ 4 ปีแล้วเราก็เลือกใหม่ ก็แค่นั้น”

เขาฝากถึงทั้งนายทหารและประชาชนรุ่นใหม่ให้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ โดยไม่กำหนดพระเอกผู้ร้ายไว้ล่วงหน้า

“ตอนเราเด็ก ๆ เนี่ย อ่านนิทานอีสป ปิดท้ายเขาจะบอกว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... แต่กับเรื่องของบ้านเมืองเนี่ย เราต้องรู้ด้วยตัวเองนะ อย่าให้ใครเขามาบอกว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาประวัติศาสตร์”

การย้อนมองรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ทำให้เห็นทั้งพัฒนาการประชาธิปไตยที่ถูกตัดขาด และการจัดตั้งระเบียบอำนาจที่ส่งผลต่อการเมืองไทยในเวลาต่อมา การศึกษาประวัติศาสตร์จึงต้องตรวจสอบทั้งเหตุผลที่ผู้ก่อการกล่าวอ้าง การกระทำของผู้ครองอำนาจ และผลที่ประชาชนได้รับ ความรับผิดชอบในแต่ละยุคต้องพิจารณาจากผู้ตัดสินใจและผู้ใช้อำนาจในเวลานั้น การทำความเข้าใจอดีตอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยให้สังคมถกเถียงถึงอนาคตบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และรักษาโอกาสในการแก้ปัญหาของประเทศด้วยวิถีประชาธิปไตย