ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• แนวคิด-ปรัชญา

สวัสดิการธิปไตย ตอนที่ 1 : ปณิธานที่ค้างอยู่ จาก 2475 ถึง 11 ตุลาคม 2569

6
พฤศจิกายน
2569

เช้าวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้ประกันตนจำนวนมากเดินเข้าคูหาโดยรู้ว่าบัตรเลือกตั้งในมือกำลังตัดสินเรื่องที่ใหญ่กว่ารายชื่อบนกระดาษ มันตัดสินว่าเงินสมทบที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนจะวนกลับมาเป็นบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยยามตกงานมากน้อยเพียงใด เมื่อนับคะแนนเสร็จ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 900,000 คะแนน และชนะเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายในคณะกรรมการ ทั้งฝั่งตัวแทนลูกจ้าง และตัวแทนนายจ้าง ได้ 14 ที่นั่ง

ตัวเลขนี้มีความหมายเกินกว่าการส่งตัวแทนเข้าคณะกรรมการชุดหนึ่ง เสียงเหล่านั้นมาจากคนที่ต้องการให้กองทุนที่ตนจ่ายเงินเข้าไปเองอยู่ในมือของตนจริง ๆ ความต้องการแบบนี้มีรากย้อนไปถึงคำสัญญาที่คณะราษฎรประกาศไว้เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ว่ารัฐใหม่จะไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก คำสัญญานั้นรอการทำให้เป็นจริงมากว่า 94 ปี

บทความชุด "สวัสดิการธิปไตย" 3 ตอนนี้ตั้งต้นจากความเชื่อว่าสวัสดิการกับประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน ตอนแรกวางเจตนาของการปฏิรูปสวัสดิการสองช่วงเวลาไว้เคียงกัน ตอนที่สองดูว่าการสนับสนุนจากประชาชนกว้างขวางเพียงใด ตอนที่สามถอดบทเรียนจากแรงต้านของฝ่ายอนุรักษนิยม

คนที่จ่ายมามากกว่า 20 ปี ลองนึกถึงพนักงานโรงงานคนหนึ่งซึ่งส่งเงินสมทบมาตรา 33 ตั้งแต่อายุ 25 ปี ค่าจ้างของเขาขยับขึ้นตามอายุงานจนถึงเพดานที่ใช้คิดเงินสมทบ เมื่ออายุ 50 ปี โรงงานปิดกิจการ เขาหางานประจำใหม่ไม่ได้ จึงสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เพื่อรักษาสิทธิไว้ และส่งเงินสมทบจากฐานค่าจ้าง 4,800 บาทต่อเดือนอีก 5 ปีจนถึงวัยรับบำนาญ สูตรเดิมคิดบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งในกรณีของเขาคือ 4,800 บาททุกเดือน 25 ปีที่เขาจ่ายตามค่าจ้างจริงถูกเฉลี่ยทิ้งทั้งหมด เมื่อส่งสมทบครบ 30 ปี สูตรให้ร้อยละ 42.5 ของค่าจ้างเฉลี่ย บำนาญของเขาจึงอยู่ที่เดือนละ 2,040 บาท ทั้งที่ประวัติการจ่ายตลอดชีวิตทำงานควรให้มากกว่านั้นอย่างมาก ผลลัพธ์นี้มาจากกลไกของสูตรโดยไม่ต้องมีใครทำผิด และคนที่ประสบชะตาแบบนี้มีอยู่ในทุกโรงงาน บำนาญเป็นสัญญาประเภทที่คนทำงานรู้ผลตอนอายุ 55 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ไม่มีโอกาสกลับไปทำงานชดเชยอีกแล้ว คนที่ส่งเงินสมทบเดือนละหลายร้อยบาทตลอด 30 ปีเชื่อว่ากองทุนจะดูแลตนในวันที่แรงกายหมด เมื่อสูตรคำนวณเปลี่ยนความเชื่อนั้นให้กลายเป็นความผิดหวัง สิ่งที่ล้มเหลวคือหลักประกันที่ระบบสัญญาไว้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่มีส่วนในความล้มเหลวนั้นเลย

สูตร CARE ที่ทีมผลักดันและคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 แก้ปัญหานี้ด้วยการคิดจากค่าจ้างตลอดอายุการทำงานที่ปรับค่าให้ทันเวลา ผู้รับบำนาญปัจจุบันราว 570,000 ถึง 600,000 คน จากประมาณ 800,000 ถึง 900,000 คน จะได้ประโยชน์จากสูตรใหม่ กฎที่ไม่เป็นธรรมแก้ได้เมื่อคนที่ได้รับผลกระทบมีเสียงในที่ซึ่งเขียนกฎ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนจึงมีน้ำหนักทางศีลธรรมมากกว่าการเลือกตั้งภายในองค์กรทั่วไป

คำสัญญาของคณะราษฎร

ประกาศคณะราษฎรที่อ่านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 วางหลัก 6 ประการ ได้แก่ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักข้อเศรษฐกิจกำหนดให้รัฐบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร หางานให้ทุกคนทำ และวางโครงการเศรษฐกิจของชาติโดยไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก ผมให้น้ำหนักกับถ้อยคำนี้เพราะมันวางหน้าที่ไว้ที่รัฐ ราษฎรไม่ต้องรอความเมตตาจากใคร ความมั่นคงของปากท้องยังเป็นเงื่อนไขของหลักความเสมอภาคและเสรีภาพที่ตามมา คนที่ต้องกังวลทุกวันว่ามื้อต่อไปจะมาจากไหนมีเสรีภาพจำกัดทั้งในการเลือกตัวแทนและในการเรียกร้องสิ่งใดจากใคร ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวที่ประกาศใช้ในเวลาไล่เลี่ยกันวางหลักว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร เมื่ออ่านสองเรื่องคู่กัน จะเห็นว่าคณะราษฎรผูกอำนาจทางการเมืองเข้ากับหลักประกันทางเศรษฐกิจตั้งแต่วันแรก ราษฎรเป็นเจ้าของอำนาจ รัฐมีหน้าที่ดูแลปากท้อง และเมื่อทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกัน ประชาธิปไตยจึงมีเนื้อหา นี่คือความหมายของคำว่าสวัสดิการธิปไตยที่ผมใช้เป็นชื่อบทความชุดนี้

ปีต่อมา ปรีดี พนมยงค์ ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจที่รู้จักกันในชื่อสมุดปกเหลือง เสนอให้รัฐเป็นผู้ประกันความมั่นคงในชีวิตของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ครอบคลุมยามเจ็บป่วย พิการ และชรา ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธและกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งตอนที่สามจะเล่าอย่างละเอียด เวลาผ่านไปเกือบ 6 ทศวรรษ ระบบประกันสังคมสำหรับลูกจ้างภาคเอกชนจึงใช้งานได้จริงเมื่อ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีผลบังคับใช้ ผมจึงเรียกปณิธาน 2475 ว่าปณิธานที่ค้างอยู่ ราษฎรได้ยินคำสัญญามาตั้งแต่ปีแรกของระบอบใหม่ การมีกฎหมายยังไม่รับประกันว่าคนที่จ่ายเงินจะมีเสียงในการบริหาร ชัยชนะของผู้ประกันตนในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 อ่านได้ว่าเป็นการทวงส่วนที่ยังค้างของคำสัญญาเดิมในมิติของอำนาจตัดสินใจ

เจตนาของทีมประกันสังคมก้าวหน้า

กองทุนประกันสังคมมีเสาหลัก 3 ต้นที่ผูกกันเป็นโครงสร้างเดียว ได้แก่ สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน ปี 2567 กองทุนจ่ายสิทธิประโยชน์ 7 กรณีให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 รวม 135,586.68 ล้านบาท จากการใช้สิทธิ 46.9 ล้านครั้ง คิดเป็นร้อยละ 58.02 ของเงินสมทบ ส่วนที่เหลือไปเป็นค่าบริหารและเงินสะสมของกองทุนซึ่งถูกนำไปลงทุน ตัวเลขนี้บอกว่าทุกบาทที่รั่วไหลในการบริหารหรือสูญเสียไปกับการลงทุนที่ไม่โปร่งใส คือบาทที่ควรเป็นบำนาญหรือค่ารักษาของผู้ประกันตน

คณะกรรมการประกันสังคมเป็นระบบไตรภาคี มีตัวแทนรัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตนฝ่ายละ 7 คน ตัวแทนผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้งโดยผู้จ่ายเงินสมทบโดยตรง การตัดสินใจเรื่องสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนทุกเรื่องผ่านห้องประชุมนี้ ผู้ประกันตนจึงต้องมีเสียงที่แข็งแรงในห้องนั้น เสียงข้างน้อยถูกชะลอและถูกลดทอนได้ง่าย ตอนที่สองจะกลับมาที่ข้อนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าทำงานบนความเข้าใจนี้ตั้งแต่วาระที่ผ่านมา หลังชนะ 6 จาก 7 ที่นั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ทีมผลักดันให้ขยายสิทธิทันตกรรมครอบคลุมฟันคุด เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ลดสัดส่วนการจัดซื้อที่มีความเสี่ยงสูงจากประมาณร้อยละ 11 เหลือร้อยละ 1.59 และขวางดีลนอกตลาดที่ไม่โปร่งใสด้านการลงทุน จากนั้นจึงผลักดันสูตรบำนาญ CARE จนผ่านมติคณะรัฐมนตรี และปีนี้ก็มีข้อเสนอที่ชัดเจนเรื่องการปฏิรูปการบริหารและทางเลือกบำนาญ

ตัวเลขเหล่านี้สัมผัสได้ในชีวิตจริง เงินสงเคราะห์บุตรที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 200 บาท เท่ากับเงินเพิ่มปีละ 2,400 บาทต่อเด็กหนึ่งคน สำหรับครอบครัวผู้ใช้แรงงานที่ต้องคิดงบรายเดือนกันทุกบาท ส่วนต่างนี้รู้สึกได้ และมันเกิดจากมติของคณะกรรมการที่ผู้ประกันตนมีตัวแทนนั่งอยู่

เจตนาที่ร้อยเรียงงานเหล่านี้ตรงกับหลักที่ประกาศ 2475 วางไว้ว่ารัฐมีหน้าที่ประกันความเป็นอยู่ของราษฎร ผู้ประกันตนมองกองทุนเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิตตน เงินสมทบทุกเดือนจึงต้องกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ และผู้ที่จ่ายเงินต้องมีอำนาจตัดสินใจว่าเงินก้อนนั้นถูกบริหารและลงทุนอย่างไร

เมื่อวางสองช่วงเวลาเคียงกัน จะเห็นเจตนาร่วม 4 ข้อ ข้อแรก เจ้าของสิทธิคือราษฎรและผู้ประกันตน ธรรมนูญ 2475 ประกาศว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร และผู้ประกันตนในปี 2569 ใช้บัตรเลือกตั้งยืนยันว่ากองทุนเป็นของผู้จ่ายเงิน ข้อสอง ผู้มีหน้าที่ประกันความมั่นคงคือรัฐ และกองทุนที่ราษฎรร่วมจ่าย ปี 2475 สัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้อดอยาก ปี 2569 แปลงคำสัญญาเป็นบำนาญที่คิดตามประวัติการจ่ายจริง ข้อสาม สิทธิเกิดจากความเป็นพลเมืองและเงินสมทบที่จ่ายจริง เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทเป็นสิทธิตามกฎหมาย ผู้รับไม่ต้องรอใครสงเคราะห์ ข้อสี่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นฐานของเสียงทางการเมือง คนที่ปากท้องมั่นคงกล้าลงคะแนนและกล้าเรียกร้อง

ตอนที่สองจะตอบคำถามหลัง โดยดูว่าคะแนนเก้าแสนกว่าเสียงมาจากใคร และอะไรทำให้พวกเขาเลือก ตอนที่สามจะย้อนดูว่าครั้งก่อนแรงต้านมาในรูปแบบใด เส้นทางสู่วันที่ 11 ตุลาคมเองก็ต้องผ่านการต่อสู้ในศาลปกครองเรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง และบทเรียนจากเรื่องนั้นจะกลับมาในตอนสุดท้าย สวัสดิการที่ผู้จ่ายเงินเป็นเจ้าของคือประชาธิปไตยที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน