สมโชติ อ๋องสกุล
สถาบันจักรวาลวิทยา
ช่วงปลาย : ยุคลี้ภัยไปต่างแดนและกลายเป็น “ตำนาน” แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ช่วง พ.ศ. 2490-2495 นายปรีดีและคณะถูกภัยการเมืองคุกคามหนักอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารนอกประจำการ คือ พลโทผิน ชุณหะวัณ นอ.กาจ กาจสงคราม พ.ท. ก้าน จำนงภูมิเวท พอ.สวัสดิ์ สวัสดิ์เกียรติ มอบหมายให้จอมพล ป. เป็นหัวหน้าทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจน 8 เมษายน 2491 ทหารก็ “จี้” นายควงให้ลาออก จอมพล ป. ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน
ขณะที่ในคืน 8 พฤศจิกายน 2490 นายปรีดีต้องหนีออกจากทำเนียบท่าช้างก่อนกองกำลังคณะรัฐประหารเอารถถังบุกค้นโดยได้รับความคุ้มครองจากทหารเรือและทูตอังกฤษ ทูตอเมริกันเดินทางออกนอกประเทศโดยเรือน้ำมันเอ็มวีของบริษัทเชลล์มุ่งสู่ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และถึงเซี่ยงไฮ้ เมื่อ 3 กรกฎาคม 2491 ขณะที่ในเมืองไทยคณะรัฐประหารได้เริ่มต้นทำลายฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของนายปรีดีและคณะเช่นการจับกุมนักการเมืองฝ่ายนายปรีดี และการปิดธนาคารแห่งเอเชียฯ ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา
10 กุมภาพันธ์ 2492 นายปรีดีกลับถึงเมืองไทยโดยเรือรบอเมริกัน รวมกำลังผู้สนับสนุนจากทหารเรือและเสรีไทยเตรียมยึดอำนาจในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 โดยใช้ มธก. เป็นฐาน สามารถยึดพระบรมมหาราชวังเป็นกองบัญชาการในเวลา 20.30 น. ยึดวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการประกาศล้มรัฐบาลจอมพล ป. เมื่อ 21.15 น. แต่ภายใน 1 คืน ทหารบกภายใต้การนำของพลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ตำรวจภายใต้การนำของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ ก็สามารถคุมสถานการณ์เป็นความพ่ายแพ้ของเหตุการณ์ที่เรียกว่า “กบฏวังหลวง” ส่งผลกระทบต่อนายปรีดีและคณะพร้อมผลงานทั้งหลายมหาศาล นายปรีดีในวัย 49 ปีต้องหนีไปลี้ภัยต่างแดนอย่างไม่มีโอกาสได้กลับ ตั้งแต่นั้นจนอสัญกรรมในวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (ดู ประทีป สายเสน กบฏวังหลวงกับสถานะของปรีดี พนมยงค์ วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตศิลปากร, กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อักษรสาส์น และสถาบันสันติประชาธรรม, 2532, หน้า146)
ขณะที่ฐานกำลังทางทหารในกองทัพเรือถูกทำลายหนักอีกครั้งในกรณีกบฏแมนฮัตตันใน 29 มิถุนายน 2494 โดยฐานกำลังฝ่ายพลเรือนที่เป็นนักการเมืองฝ่ายนายปรีดีถูกปราบหนักต่อเนื่องจาก 8 พฤศจิกายน 2490 จนแทบราบคาบ และปราบหนักอีกครั้งในข้อหากบฏสันติภาพ พ.ศ. 2495 ทั้งได้ยึดครองฐานทางเศรษฐกิจของ “คณะราษฎร” เป็นสมบัติของกลุ่มตนซึ่งขณะนั้นมี 2 สาย คือสายซอยราชครูของกลุ่มผิน-เผ่า และสายสี่เสาเทเวศร์ ของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งแย่งกันยึดครองเช่น ธนาคารแห่งเอเชียตกเป็นของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ และธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยาตกเป็นของกลุ่มซอยราชครูและร่วมกันยึดครองธนาคารมณฑล เป็นต้น (ดู สังศิต พิริยะรังสรรค์ ทุนนิยมขุนนางไทย (พ.ศ. 2475 - 2503) กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์, 2526, บทที่ 3-4)
มธก. ฐานทางการศึกษา คือเป้าหมายหนึ่งของการทำลายล้างฐานอำนาจทางการเมืองของนายปรีดีและคณะเริ่มต้นด้วยการจับกุมผู้บริหารระดับสูงที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับกบฏคือนายเดือน บุนนาค (รักษาการผู้ประศาสน์การ) นายวิจิตร ลุลิตานนท์ (เลขาธิการ) นายอุโฆษ พินทุโยธิน (อาจารย์) แต่ต่อมาก็ต้องปล่อยตัวเพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ
กลางปี พ.ศ. 2492 นายวิจิตรลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ นายอุโฆษลาออกจากทุกตำแหน่ง ขุนประเสริฐศุภมาตรารักษาการเลขาธิการแทน จนกลางปี พ.ศ. 2493 จอมพล ป. มีบันทึกถึงนายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยให้นายเดือน บุนนาค พ้นตำแหน่งรักษาการผู้ประศาสน์การและให้พ้นจากทุกตำแหน่งในมีนาคม 2494 พร้อมส่งหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง) ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนผู้ประศาสน์การ (เมษายน 2493 - มีนาคม 2494) ต่อด้วยพลโทสวัสดิ์ ส.สวัสดิเกียรติ (รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490) ดำเนินการร่างและออกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2495 ตั้งแต่ 18 มีนาคม 2495 มีผลเปลี่ยนชื่อ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. เป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยตัดคำว่า “วิชา” และคำว่า “และการเมือง” ออกไป
ยุบเลิกตำแหน่งผู้ประศาสน์การแต่งตั้งอธิการบดีให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี ซึ่งที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมีพลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นนายกสภาฯ ได้เชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเป็นอธิการบดีคนแรก มีนายฉัตร ศรียานนท์ น้องชายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเป็นเลขาธิการ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2496 กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กลายเป็นบุคคลที่มาจากคณะรัฐประหาร และคณะรัฐบาลเหลือผู้บริหารสมัยมธก. เพียงคนเดียวคือขุนประเสริฐศุภมาตรา (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 153-162)
ขณะที่ฐานเศรษฐกิจใหญ่ของ มธก. คือธนาคารแห่งเอเชียถูกกลุ่มอำนาจใหม่ยึดครอง การบริหารมหาวิทยาลัยก็ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักตั้งแต่บัดนั้นมา
นอกจากนั้นตั้งแต่ 14 มีนาคม 2492 คณะกรรมการมหาวิทยาลัยได้ประกาศยกเลิกการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต โดยปรับโครงสร้างวิชาการให้แยกเป็น 4 คณะ คือ คณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะรัฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ ให้นักศึกษาที่เข้าก่อนปี พ.ศ. 2492 ที่ไม่ปรารถนาย้ายไปคณะอื่นเรียนหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิตต่อไปได้ถึงปี 2496 โดยใน พ.ศ. 2493 ไม่มีการบรรยายวิชาชีพปีที่ 1 ของหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต และค่อย ๆ ลดลงไปทีละชั้นจนครบ 4 ปี เป็นการล้มเลิกสภาพ “ตลาดวิชา” และเปลี่ยนปรัชญาการศึกษาใหม่จากเดิมที่เน้นการรอบรู้อย่างกว้างขวางเป็นการเน้นให้นำความรู้ไปใช้ในวิชาชีพนั้น ๆ และเป็นฐานในการศึกษาต่อต่างประเทศ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 167) ลักษณะเด่นของ มธก. ทั้งสามประการดังกล่าวข้างต้นจึงหมดสิ้นไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 พร้อมกับการหมดอำนาจทางการเมืองของนายปรีดี โดยได้ ค่อย ๆ เปลี่ยน “รูปแบบ” เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ประกอบด้วยทุกสาขาวิชาตามหลักสากล และพึ่งพาเงินจากรัฐที่ “ดูด” ภาษีอากรจากราษฎรเป็นหลัก รวมทั้งเป็น “ส่วนราชการ” อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนมหาวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศไทย ตามลำดับ
ความใฝ่ฝันสร้างสถาบันการศึกษาเพื่อระบอบประชาธิปไตยและเพื่อประชาชนที่นายปรีดีได้แนวคิดจากประเทศฝรั่งเศสก็แปรผันไปเหลือเป็น “ตำนาน” ให้เล่าขานและรอการสืบทอดเจตนารมย์
นอกจาก มธก. ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่นายปรีดีใฝ่ฝันสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไปแล้ว โรงเรียนเทศบาลก็คืออนุสรณ์ของนายปรีดีที่สถาปนาไว้ในกระทรวงมหาดไทยที่หวังกระจายโอกาสในระดับล่างให้เด็กในเขตเทศบาลได้เรียนรู้อย่างทั่วถึง โดยการบริหารของกลุ่มคนที่ราษฎรในเขตเทศบาลเลือกตั้ง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่กว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมาโรงเรียนเทศบาลซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยได้รับการพัฒนาในด้านคุณภาพค่อนข้างน้อยมาก ราษฎรผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในการศึกษาของเทศบาล ไม่มีโอกาสควบคุมตรวจสอบผลงานของ “เทศมนตรีฝ่ายการศึกษา” ในทุกเทศบาลได้เลย ขนาดโรงเรียนเทศบาลในเขตกรุงเทพฯ-ธนบุรี ซึ่งถูกโอนไปอยู่ในสังกัดเทศบาลกรุงเทพ-ธนบุรีตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ก็เพิ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนามากขึ้นในช่วงเป็นกรุงเทพมหานคร ยุคที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารกรุงเทพมหานครระยะหลัง ๆ เท่านั้น
ส่วน “การศึกษาผู้ใหญ่” ที่ได้รับการวางรากฐานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2480 สมัยนายปรีดีมีบทบาททางการเมือง ถูกจัดตั้งเป็นกองการศึกษาผู้ใหญ่กระทรวงศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ. 2483 เริ่มจากงานรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ได้รู้หนังสือ ขยายเป็นให้การศึกษาระดับมัธยมและอาชีวะทั้งแบบประจำที่และเคลื่อนที่ จัดห้องสมุดประชาชน ฉายภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ของรัฐ จนถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ใน พ.ศ. 2502 ได้โอนไปสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ครั้นสมัยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้โอนมารวมในกองการศึกษานอกโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. 2522 มีบทบาทในการจัดการศึกษา “นอกระบบ” ตามแบบที่ “ทางราชการ” ต้องการ ซึ่งเป็นไปในรูปรวมศูนย์แบบราชการ เป้าหมายใหญ่ของการเรียน “นอกระบบ” คือการศึกษาระบบโรงเรียนที่ส่วนหนึ่งใช้เป็นทางผ่านมุ่งสู่มหาวิทยาลัยเป็นหลัก
แนวคิดในการพัฒนาประเทศของไทย ขณะที่นายปรีดีหมดอำนาจทางการเมืองต้องลี้ภัยในประเทศจีน (พ.ศ. 2492-2513) ประเทศฝรั่งเศส (พ.ศ. 2513-2526) นั้นเป็นอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่ผู้นำรัฐบาลตั้งแต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผูกพันแนบแน่นในบริบทของ “สงครามเย็น” เรื่อยมา กองทัพบกและระบบราชการได้เติบใหญ่และทรงอิทธิพลยิ่งจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ช่วงดังกล่าวอำนาจรวมศูนย์ของระบบราชการได้แผ่คลุมทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น พร้อม ๆ กับการเติบใหญ่ของภาคธุรกิจทั้งในและนอกระบบ
การศึกษาในระบบทุกระดับก็ตกในกระแสดังกล่าว ต่างถูกครอบงำโดยภาคราชการและภาคธุรกิจโดยแทบไม่มีความจริงใจใดต่อ “ภาคประชาชน” เมื่อส่วนราชการกล่าวถึง “ภาคประชาชน” ก็เพียงเป็นเหตุผลประกอบในการขยายกิจการและขอเพิ่มงบประมาณเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 สื่อสารมวลชนได้มีบทบาทสูงขึ้นเป็น “แหล่งการศึกษา” ที่สำคัญนอกระบบโรงเรียน และเป็นหน่วยตรวจสอบในสังคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ สะท้อนภาพความจริงที่ด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการให้ปรากฏมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ขณะที่ขบวนการของ “ภาคประชาชน” ได้เรียนรู้และเติบใหญ่มากขึ้น ประสานเข้ากับการเมืองเมือง ก่อตัวเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” ในทุกด้านมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเมือง-การศึกษาได้มีการประนีประนอมนำสู่ผลที่เป็นรูปธรรมในรูปของรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่เป็น “กฎหมายแม่” รอรัฐสภาทำการ “คลอด” กฎหมายลูกที่จะมีผลในทางกฎหมายและทางปฏิบัติมากขึ้นตามลำดับ

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
กระบวนการและแนวคิดโดยทั่วไปใน “กฎหมายลูก” โดยเฉพาะร่าง พรบ.การศึกษา จึงคำนึงถึง “ภาคประชาชน” มากขึ้น มีความพยายามที่จะคืนบทบาททางการศึกษาของบ้าน ของวัด ของชุมชน ให้เป็นการศึกษาตามอัธยาศัยและการศึกษานอกระบบและให้องค์กรในชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการศึกษาและควบคุมการศึกษาในระบบ แต่ด้วยมาตรการเน้นคุณภาพผู้จัดการศึกษาทั้งแบบตามอัธยาศัย แบบนอกระบบ และแบบในระบบ ล้วนต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรการต่าง ๆ จากหน่วยงานใหม่ของรัฐที่เน้นมาตรฐาน ISO ตามระบบอุตสาหกรรม แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจที่จะดำรงต่อไปจึงยังเห็นชัดยิ่ง โอกาสที่จะมีการสืบค้น “ความจริง” เกี่ยวกับข้อกล่าวหานายปรีดีเพื่อให้ปรากฏในแบบเรียน หรือสื่อสารมวลชนอย่างมีหลักฐานชัดเจนนั้นแทบไม่มีอีกต่อไปเพราะล้วนเป็นเรื่อง “เหนือมาตรฐาน”
ไม่ว่า พ.ร.บ.การศึกษา จะออกมาเป็นแบบใดก็ตามปัจจุบันสังคมไทยมี “การศึกษาทางเลือก” ให้เลือกมากขึ้นกว่าการศึกษาระบบโรงเรียนดังที่ผ่านมามากมายแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับนายปรีดีแม้ไม่ถูกกล่าวถึงในแบบเรียนมากมายนักเมื่อเทียบกับบุคคลสำคัญอื่น แต่สื่อนอกระบบโรงเรียนมีหลากหลายมากพอที่จะทำให้ “ยุคสัจจะคืนเมือง” เกี่ยวกับนายปรีดีเป็นที่รับรู้ของผู้คนที่สนใจและนำไปสู่การปฏิบัติโดยหลายเรื่องที่นายปรีดีเคยเสนอไว้ได้รับการสานต่ออย่างดีในปัจจุบันเช่น การก่อตัวของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลปกครอง สภาตำบล การประกันสังคม (Social Assurance) ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “ปรีดีศึกษา” ผลงานที่ล้ำลึกและก้าวหน้ายิ่งของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส
ขยายความ
- การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่างประเทศนั้นรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2414นักเรียนชุดแรกคือ ม.จ.ปฤษฎางค์ ม.จ.เจ๊ก และ ม.ร.ว.เทวะหนึ่ง รุ่นต่อ ๆ มามีการคัดเลือกหลายวิธี สรุปได้เป็น 5 แบบคือ
(1) วิธีสอบแข่งขัน เช่น นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง และนักเรียนกรมรถไฟ
(2) พิจารณาคุณความดีความชอบของบิดามารดาของนักเรียนเอง เช่น ข้าราชการที่ส่งไปเรียนเพิ่มเติม หรือเนติบัณฑิตที่กระทรวงยุติธรรมส่งไปศึกษาต่อ
(3) พิจารณาจากความดีความชอบของบิดามารดา ญาติพี่น้อง เช่น ผู้ที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรหลานขุนนางผู้ใหญ่
(4) ได้ออกไปด้วยความเกื้อกูลจากผู้ใหญ่ เพราะความชอบพอรักใคร่เป็นส่วนตัว
(5) ออกไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วขอโอนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลภายหลัง (ดู ละออทอง อัมรินทร์รัตน์ การส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2411-2475 วิทยานิพนธ์ อม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2522 หน้า 68 และ 132)
- (1) ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุนเคยเป็นผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กของ ร.6 (2) ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ สำเร็จวิชาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสยามมาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ (3) ร.ท.ทัศนัย มิตรภักดี นายทหารกองหนุน เคยเป็นผู้บังคับหมวดกรมการทหารม้าที่ 5 นครราชสีมา มาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส (4) นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิสเซอร์แลนด์ (5) หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส เคยเป็นนักเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม (6) นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ
- แผนตั้งองค์กรยึดอำนาจรัฐแบ่งบุคคลเป็น 3 ระดับคือ
ดี 1 ได้แก่ บุคคลที่สมควรได้รับคำชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรก่อนวันลงมือยึดอำนาจรัฐ แต่บุคคลประเภทนี้ต้องแยกแยะออกไปอีกว่าผู้ใดควรได้รับคำชักชวนไว้แต่เนิ่น ๆ หรือชวนต่อเมื่อใกล้เวลาที่จะลงมือทำการยึดอำนาจ มิให้ถือเพียงว่าบุคคลใดเป็นเพื่อนเที่ยวด้วยกัน กินด้วยกัน แล้วจะช่วยเข้าเป็นสมาชิกในคณะราษฎรได้ทุกคนในทันทีทันใด ถ้าเพื่อนคนนั้นชอบพูดตลกเกินไปก็ย่อมเอาเรื่องที่จริงบ้างไม่จริงบ้างมาพูดเพียงแต่จะให้ผู้ฟังขบขันเป็นการตลก และอาจเอาเรื่องลับของคณะไปแย้มพรายเพื่อการตลก เพื่อนบางคนมีลักษณะดีหลายอย่าง แต่เวลาติดเหล้าเข้าไปแล้วคุมสติไม่อยู่แล้วพูดเลอะเทอะก็อาจพลั้งพลาด เอาเรื่องของคณะราษฎรไปพูดในเวลาเมา จึงมิได้ชวนเข้าร่วมในคณะราษฎรก่อนลงมือยึดอำนาจ แต่เมื่อยึดอำนาจได้ในวันที่ 24 มิถุนายนแล้ว ไม่มีอะไรที่จะปิดบัง จึงชวนให้ร่วมมือได้
ดี 2 ได้แก่ บุคคลที่จะได้รับคำชักชวนต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติในการยึดอำนาจแล้ว ซึ่งเขาย่อมมีบทบาทเป็นกำลังให้คณะราษฎรได้
ดี 3 ได้แก่ บุคคลที่จะได้รับคำชักชวนในวันลงมือปฏิบัติ การยึดอำนาจนั้นเอง แต่ภายหลังที่การยึดอำนาจได้มีท่าแสดงว่าจะเป็นผลสำเร็จมากกว่าความไม่สำเร็จ (ดู คณะราษฎรในประวัติศาสตร์ไทย. สำนักวิจัยและพัฒนาร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยเกริก. 2528. หน้า 25)
(4) สาระสำคัญของแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475 ที่ประกาศใช้เมื่อ 28 มีนาคม ปลายปี 2475 มีดังนี้
- จะประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นทั้งกรุงเทพมหานครและหัวเมือง
- จัดตั้งฝึกหัดครูทุกประเภททุกชั้นจนพอ
- จัดตั้งโรงเรียนวิสามัญศึกษาทั้งแผนกกสิกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม
- จัดมหาวิทยาลัยให้สอนชั้นปริญญาได้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ทั้งกรุงเทพและหัวเมือง
- จัดเครื่องอุปกรณ์การศึกษาให้แพร่หลาย
- จะอุปถัมภ์ศาสนาอันเป็นปัจจัยสำคัญในการอบรมมนุษยธรรม (100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ 2535 หน้า 132)
(5) การเลือกตั้งทางอ้อมในวันที่ 14 มิถุนายน 2476 รัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งผู้แทนตำบลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนตำบลลงชื่อสมัครที่กรมการอำเภอ ซึ่งคำขอนั้นตั้งอยู่ในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 15 กันยายน 2476 ให้กรมการอำเภอกำหนดวันเลือกตั้งระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2476 สำหรับผู้แทนราษฎรนั้นกำหนดวันสมัครที่ศาลากลางจังหวัดก่อนเดือนตุลาคม 2476 หลังจากทางการได้ดำเนินการเลือกผู้แทนตำบลเสร็จสิ้นแล้ว ผู้แทนตำบลก็เป็นผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ครั้งนั้นมี 78 คนเท่ากับจำนวนสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งได้จากการแต่งตั้งตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (ดู คนใช้ประชาชน สำนักพิมพ์มติชน 2526 หน้า 11-15)
(6) พ.ศ.2483 ดอกเบี้ย 9,012.50 บาท พ.ศ. 2484 ดอกเบี้ย 31,543.75 บาท พ.ศ. 2485 ดอกเบี้ย 50,700.00 บาท พ.ศ. 2486 ดอกเบี้ย 57,962.50 บาท พ.ศ. 2487 ดอกเบี้ย 56,587.50 บาท พ.ศ. 2488 ดอกเบี้ย 58,895.00 บาท พ.ศ. 2489 ดอกเบี้ย 47,700.00 บาท พ.ศ. 2490 ดอกเบี้ย 63,600.00 บาท พ.ศ. 2491 ดอกเบี้ย 95,400.00 บาท พ.ศ. 2492 ดอกเบี้ย 124,200.00 บาท พ.ศ. 2493 ดอกเบี้ย 62,100.00 บาท ต้นทศวรรษ 2490 มธก. มีหุ้นใน ธนาคารแห่งเอเชียฯ 6,360 หุ้น
ในนามของนายวิจิตร ลุลิตานนท์ มธก. จึงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในทางปฏิบัติ ธนาคารแห่งเอเชียมีลักษณะเป็นธนาคารของ มธก. ไปโดยปริยาย ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มธก. มีโครงการบูรณะ มธก. จึงดำริจะขอซื้อเงินตราต่างประเทศทั้งหมดของธนาคารแห่งเอเชียเพื่อนำไปสั่งสินค้ามาจำหน่ายเอากำไรมาบูรณะ มธก. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ธนาคารขายเงินตราต่างประเทศให้ มธก. มธก. ได้ซื้อเงินตราต่างประเทศครั้งนั้น 2,191,023.24 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2490 นำไปลงทุนในกิจการค้ากระดาษโดยมอบให้ บ.ยูไนเต็ดเวอธ์ค ซึ่งมีนายทวี ตะเวทิกุล เป็นผู้จัดการดำเนินการ แต่บริษัทดังกล่าวประสบปัญหาต้องเลิกกิจการเมื่อนายทวีถูกลอบสังหาร ภาระหนี้สินจึงตกแก่ มธก. ซึ่งขณะนั้นเป็นหนี้ธนาคาร 561,475.09 บาท นายเดือน บุนนาค รักษาการผู้ประศาสน์การ มธก. เสนอให้ขายหุ้นแก่องค์การทหารผ่านศึก ซึ่งเคยทาบทามขอซื้อ
แต่ที่ประชุมคณะกรรมการมหาวิทยาลัยเห็นว่าควรรอนายปรีดีกลับมา ซึ่งช่วงตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2490 นายเดือน บุนนาค ถูกคุกคามให้ขายหุ้นเพื่อกำจัดฐานของนายปรีดีตลอดมา โดยถูกบังคับด้วยอาวุธปืนให้โอนหุ้นให้องค์การทหารผ่านศึก ประกอบกับนายเดือนต้องรับภาระหนี้จากการค้ำประกัน ส.ส.ที่สนับสนุนปรีดีที่กู้เงินธนาคารใช้ในการเลือกตั้งปี 2489 ในที่สุดนายเดือนต้องตัดสินใจขายหุ้นธนาคารแห่งเอเชียให้องค์การทหารผ่านศึกจ่าย 3 งวด รวม 621,000 บาท แต่ก็ไม่พอใช้หนี้ธนาคารแห่งเอเชีย ฐานะการเงินของ มธก. ขณะนั้นจึงย่ำแย่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 61 และ 176-177) ต่อมาหุ้นที่ มธก. โอนให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนี้ตกเป็นของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะถือไว้ในนามส่วนตัว และในนามบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ดู สังศิต พิริยะรังสรรค์ เรื่องเดียวกัน หน้า 96-97)
(7) ในระยะแรกเริ่ม มธก.มีรายจ่ายที่น่าสนใจ ดังนี้
- ค่าซื้อที่ดินบริเวณโรงทหาร กองพันทหารราบ ร.พัน 4 ร.พัน 5 ที่ตำบลท่าพระจันทร์ ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประมาณราคา 749,518 บาท ต่อมาคณะรัฐมนตรีซึ่งนายปรีดีร่วมอยู่ด้วย ได้มีมติให้ลดราคาเหลือ 5 แสนบาทถ้วน ต้องจ่ายให้กระทรวงกลาโหมในปี พ.ศ. 2477 เป็นเงิน 2 แสนบาทถ้วน ที่เหลือค่อยทยอยจ่ายให้กระทรวงการคลังทดรองจ่ายไปก่อน มธก. ใช้คืนกระทรวงการคลัง 1 แสนบาท หนี้ที่เหลือกะทรวงการคลังยกเลิกให้ มธก. (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 62) ต่อมาได้ที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 7 ไร่ 1 งาน เป็นที่ดินสาธารณสมบัติ ซึ่งกระทรวงกลาโหมให้เป็นคลังเก็บอาวุธ
- อาคารตึกโดม ออกแบบและคุมการสร้างโดยนายหมิว อภัยวงศ์ (พ.ศ. 2448-2506) บุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์น้องชายนายควง อภัยวงศ์ ในราคา 18,200 บาท (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ เรื่องเดียวกัน หน้า 51 และ 62)
- เงินเดือน ใน พ.ศ. 2478 เงินเดือนเลขาธิการมหาวิทยาลัยเดือนละ 150 บาท เงินเดือนคณบดีคือนายแอลดูปลาตร์ 300 บาท และเงินเดือนผู้ช่วยทำตำราอีก 4 คน ซึ่งปีต่อมา ๆ มีเพิ่มอีกมากขึ้นตามลำดับ
- เงินค่าบรรยายในการเชิญผู้บรรยายพิเศษชั่วโมงละ 6 บาท รวมปีละประมาณ 13,130 บาท ผู้บรรยายสมัยแรกตั้ง มธก. แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1) ข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงยุติธรรม เช่น พระมนูเวทย์วิมลนาถ (เบี่ยน สุมาวงศ์) พระยาอรรถการีนิพนธ์ (สิทธิ จุณณานนท์) กระทรวงอื่น เช่น มจ.สกลวรรณากร วรวรรณ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภช อัศวนนท์) หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นต้น (2) ชาวต่างประเทศซึ่งมีสัญญาจ้างกับกระทรวงยุติธรรม เช่น เอกูต์ บรรยายวิชาธรรมศาสตร์ (กฎหมายทั่วไป) ช่วง 2478-2479 แลงกาด์ บรรยายวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายปริญญาตรี ช่วง 2483 ปริญญาโท 2478-2484 ฮัตเจสสันชาวอังกฤษสอนวิชาลัทธิเศรษฐกิจในปี 2477 นายโซจิอิโต ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเกษตรมาอยู่ มธก. ช่วง 2478-2479 เป็นต้น (3) ผู้ดำรงตำแหน่งใน มธก. เช่น นายเดือน บุนนาค นายวิจิตร ลุลิตานนท์ ขุนประเสริฐศุภมาตรา (ประเสริฐ จันทรสมบูรณ์) นายทวี ตะเวทิกุล เป็นต้น (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 62 และ 88-92)
(8) ในปี พ.ศ. 2469 ต้นรัชกาลที่ 7 นั้นเก็บเงินศึกษาพลีได้ถึง 2,233,796.69 บาท คิดเป็นร้อยละ 67.98 ของจำนวนที่คาดว่าจะเก็บได้ทั้งหมด คือ 2,849,795.50 บาท กระทรวงศึกษาธิการซึ่งขณะนั้นเรียกกระทรวงธรรมการพยายามเร่งรัดในการเก็บอย่างเอาใจใส่ ทำให้ได้เงินศึกษาพลีเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ปี 2470 เก็บได้ร้อยละ 71.37 และปี 2471 เก็บได้เพิ่มปีละ 78.58 เพื่อนำใช้เป็นเงินเดือนครูประชาบาล และใช้บำรุงโรงเรียน แต่เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร ใน พ.ศ. 2473 รัชกาลที่ 7 จึงโปรดเกล้าฯให้ยกเลิกการเก็บเงินศึกษาพลีให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจ่ายเงินทดแทนปีละ 3 ล้านบาท (ระลึก ธานี นโยบายและการจัดการศึกษาภาคบังคับของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475-2503. ปริญญานิพนธ์ มศว.ประสานมิตร. 2522, หน้า 83-85)
(9) หลังประกาศใช้ พรบ.ประถมศึกษา 2478 แล้ว ในพ.ศ. 2480 ได้มีการประกาศลดอายุการเกณฑ์เด็กเข้าเรียนจากย่างเข้าปีที่ 8 เป็นย่างเข้าปีที่ 10 ในหลายจังหวัด เช่น ธนบุรี ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด น่าน กำแพงเพชร ภูเก็ต พังงา ราชบุรี นนทบุรี สมุทรสาคร
(10) พระยาพหลพลพยุหเสนาได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อมาเป็นสมเด็จกรมพระยา) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่พระองค์ทรงตอบปฏิเสธอ้างมีพระชันษา 73 ปีแล้ว รัฐบาลจึงเสนอพระนามและนามต่อไปนี้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อสภาผู้แทนราษฎร (1) พันเอกพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ อดีตราชองครักษ์ประจำรัชกาลที่ 7 (2) นาวาตรีพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา อดีตราชเลขานุการในรัชกาลที่ 7 (3) มหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ตั้งแต่มีนาคม 2477 ครั้นกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์สิ้นพระชนม์เมื่อ 12 สิงหาคม 2478 พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน อดีตสมุหราชองครักษ์ใน ร.7 ได้เข้ารับตำแหน่งแทน ต่อมาใน 30 ธันวาคม 2481 เจ้าพระยายมราชถึงแก่อสัญญกรรม ครั้น พ.ศ. 2485 ได้แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ ต่อมาเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินถึงแก่อสัญญกรรม และใน 31 กรกฎาคม 2487 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงลาออกจากตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อ 1 สิงหาคม 2487 แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว จนกระทั่ง รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตสู่พระนครในเดือนธันวาคม 2488 (ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 3 พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน 2525 หน้า 11-16)
(11) หลังการเรียกร้องดินแดนคืนทำให้ไทยได้ดินแดนหลวงพระบาง ฝั่งขวาแม่น้ำโขง นครจำปาศักดิ์เสียมเรียบ พระตะบอง ทำให้ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามได้รับพระราชทานยศจากพันเอกเป็นจอมพลเมื่อ 28 กรกฎาคม 2484
(12) จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วง 2 ช่วงแรก 16 ธันวาคม 2481 - 6 มีนาคม 2485 / 7 มีนาคม 2485 - 1 สิงหาคม 2487 ช่วงที่สองคือ 8 เมษายน 2491 - 23 มีนาคม 2492 / 25 มิถุนายน 2492 - 29 พฤศจิกายน 2494 / 29 พฤศจิกายน 2494 - 6 ธันวาคม 2494 / 6 ธันวาคม 2494 - 23 มีนาคม 2495 / 24 มีนาคม 2495 - 26 กุมภาพันธ์ 2500 / 21 มีนาคม - 16 กุมภาพันธ์ 2500 กรณีการเปลี่ยนฐานะของครูประชาบาลเป็นข้าราชการ ตั้งแต่ 2491 แต่เมื่อถึง 2520 คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 7 ที่ใช้เพิ่มค่าครองชีพแก่ข้าราชการและลูกจ้างของทางราชการ กลับไม่ครอบคลุมถึงครูประชาบาลเพราะถือเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดการชุมนุมครูประชาบาลทั่วประเทศในช่วง 2521-2523 ทวนกระแสเผด็จการหลัง 6 ตุลาคม 2519 จนทำให้เกิดองค์กรใหม่ของครูประชาบาลเรียกว่าสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)
วันเด็ก 2542 เขียน
วันสตรี 2542 ปรับปรุง
หมายเหตุ :
- จากตอนหนึ่งใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542
- คงอักษระตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ