ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรมปรากฏในสารคดีเชิงข่าว ว่าด้วยเรื่องการปราบกบฏของ “นายฉันทนา”

23
พฤษภาคม
2569

คงจะรับทราบกันดีในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้วว่า เหตุที่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี พนมยงค์ มีอันต้องเดินทางออกนอกประเทศเมื่อวันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 เพื่อไปพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสนานหลายเดือนนั้น ก็เพราะผลสืบเนื่องมาจากการที่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2475 (หากนับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2476) นายปรีดี ได้ตัดสินใจเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจในชื่อ "พระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร" หรือคนมักเรียกขานว่า "สมุดปกเหลือง" ต่อรัฐบาลอันมี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้ถูกโจมตีอย่างหนักและถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายลักษณะแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ พอช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนฯ จึงออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ทั้งยังเร่งออก พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ส่งผลให้ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต้องหม่นหมองด้วยข้อครหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ และจำเป็นต้องเนรเทศตนเองออกนอกประเทศ

ครั้นล่วงมาถึงวันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เข้ายึดอำนาจของรัฐบาลพระยามโนฯ แล้วก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนและเปิดสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง นั่นทำให้ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ถูกเรียกตัวกลับมา โดยเดินทางถึงเมืองไทยช่วงปลายเดือนกันยายนปีเดียวกัน พออีกไม่กี่วันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “รัฐมนตรีลอย”

การหวนคืนบ้านเกิดเมืองนอนของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม สร้างความไม่พอใจยิ่งนักในกลุ่มอำนาจเก่า จึงหยิบยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อก่อเหตุ “กบฏบวรเดช” ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 หากท้ายสุด รัฐบาลพระยาพหลฯ สามารถปราบปรามฝ่ายกบฏได้เป็นผลสำเร็จ

ในห้วงยามคับขันขณะที่กำลังมีการรบพุ่งปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายก่อการกบฏ ก็ได้ปรากฏกรณีที่นักหนังสือพิมพ์จากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ หาญกล้าบุกลงพื้นที่ไปสืบหาข่าวในสถานการณ์จริงกลางพื้นที่สมรภูมิ ซึ่งนับเป็นบทบาทสำคัญของประวัติศาสตร์แวดวงสื่อสิ่งพิมพ์เลยทีเดียว อีกทั้งนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งยังนำเหตุการณ์นี้มาเขียนถ่ายทอดเป็นสารคดีเชิงข่าวหรือสกู๊ปข่าวเจาะลึก อันถือเป็นการบุกเบิกการสร้างงานลักษณะดังกล่าวเป็นครั้งแรกของเมืองไทย

นักหนังสือพิมพ์คนนั้นคือ “นายฉันทนา” อันเป็นนามปากกาของ มาลัย ชูพินิจ

การออกไปสืบข่าวเรื่องการปราบปรามกบฏบวรเดชคราวนั้น มาลัย ยังสบโอกาสได้พบเจอและสนทนากับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเพิ่งกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสไม่นานและยังพำนักอยู่ที่วังปารุสกวันด้วย

แม้โดยเจตนาครั้งแรกสุด มาลัย ตั้งใจจะเขียนข่าวว่าด้วยการปราบปรามกบฏที่สมรภูมิทุ่งบางเขนซึ่งตนและเพื่อนนักหนังสือพิมพ์ไปเผชิญมากับตาเพื่อลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 แต่ดูเหมือนจะเกิดข้อขัดข้องจนมิได้เขียนข่าวลงตีพิมพ์ ครั้นกาลเวลาล่วงผ่านมาราว 24 ปี มาลัย จึงหวนระลึกประสบการณ์ของตนในครั้งนั้นแล้วเขียนถ่ายทอดเป็นงานสารคดีเชิงข่าวแล้วนำมาลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยปลายสัปดาห์  ช่วงปี พ.ศ. 2500 นำเสนอผ่านคอลัมน์ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ให้ชื่อเรื่องว่า “ไปแนวหน้า” และใช้นามปากกาว่า “นายฉันทนา” ซึ่งเป็นการเขียนพรรณนาอย่างเห็นภาพราวกับผู้อ่านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในบรรยากาศการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎรและฝ่ายกบฏบวรเดชกลางสมรภูมิทุ่งบางเขนด้วยตนเอง

 

(สารคดีเชิงข่าวเรื่อง “ไปแนวหน้า” โดย “นายฉันทนา”
ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยปลายสัปดาห์  ช่วงปี พ.ศ. 2500)

 

ในสารคดีเชิงข่าวเรื่อง “ไปแนวหน้า” ได้เปิดฉาก ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ อันตั้งอยู่ที่ถนนหลานหลวง ซึ่งกองบรรณาธิการกำลังติดตามข่าวการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏอย่างหน้านิ่วคิ้วขมวด เนื่องจากยังหาข้อเท็จจริงของข่าวไม่ได้เลย สิ่งที่ได้ยินมาก็ล้วนเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ขณะเดียวกันก็ฉายภาพผลกระทบของการปะทะที่สั่นสะเทือนจากย่านดอนเมืองและบางเขนมาจนถึงพระนคร ดังเนื้อความว่า

 

สำนักงานของเราเช้าวันนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เหมือนอากาศรอบกายประจุไปด้วย กระแสร์ไฟฟ้า ตลอดคืนเสียงปืนที่ยิงโต้ตอบกันระหว่างกองหน้าของหน่วยผสมที่บางซื่อ กับกองหน้าทหารขบถ ที่สถานีบางเขน ดังไม่ขาดระยะ อาจจะไม่ถึงขั้นรุนแรงอะไร นอกจากบูม - - บูม- -บูม! เหมือนต่างฝ่ายต่างจะบอกว่า ฉันจะอยู่ที่นี่  มีเสียงปืนกลหนักรัวสลับเป็นครั้งคราว เเล้วก็เงียบไป ไม่มี ใครรู้ว่ากองหน้าฝ่ายขบถจะยกล่วงเข้ามาถึงชานพระนครเมื่อใด ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่า อะไรทำให้ทหารเหล่านั้นหยุดชะงักอยู่ที่นั่น

การรุกของกองทหารพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นไปอย่างกระทันหัน และรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดฝัน เพียงเมื่อวานนี้เอง เราได้ข่าวจากกองบัญชาการทหารผสมของพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ที่วังปารุสกวันว่า รถดีเซลที่พระกล้ากลางสมรกับตำรวจที่ถูกส่งไปสืบข่าวปฏิวัติซ้อนที่นครราชสีมาถูกระดมยิงที่ปากช่องล่าถอยกลับมา พระกล้าฯกวดตาม ตำรวจหลายคนบาดเจ็บและเสียชีวิต พอตกเย็นข่าวก็ติดตามมาว่าทหารสระบุรี และอยุธยาบางส่วนสมทบด้วยทหารนครสวรรค์เข้าร่วมกันกับทหารโคราช  เคลื่อนขบวนเรื่อยลงมาตามทางรถไฟ ภายในวันเดียวกัน ดอนเมืองก็ตกอยู่ในมือของทัพขบถโดยสิ้นเชิง

ในพระนครมีแต่ข่าวลือ รัฐบาลจะยอมจำนน—เจ้าคุณพหลพลพยุหเสนาจะเปิดการเจรจากับพระยาศรีสิทธิ์สงคราม รัฐบาลจะอพยพไปทางใต้-- ทหารเพชรบุรี และราชบุรีเป็นใจกับพวกขบถกำลังยกกระหนาบขึ้นมา- - นายพัน น้อยประไพร่วมกับนายถวัติ ฤทธิเดชชุมนุมกรรมกรขู่ว่ากองหน้าขบถยกเข้าพระนครเมื่อใดเป็นเผาเมืองเมื่อนั้น!

ข่าว-ข่าว-ข่าว! ล้วนเเต่ลือไม่มีการยืนยัน ทางราชการไม่สามารถจะให้ข้อเท็จจริงอะไรได้สักอย่างเดียว ทั่วพระนครเสียวสันหลังไปตามกัน ๆ เมื่อวาดภาพถึงการต่อสู้กันกลางเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เสียงเครื่องบินซึ่งขณะนี้ตกอยู่ในมือกองทัพขบถโดยสิ้นเชิง หึ่ง ๆ อยู่เหนือพระนครและศีร์ษะเรา ทำให้ประสาทซึ่งเคร่งเครียดอยู่เเล้วเคร่งเครียดหนักเข้า เราได้เเต่มองดูตากัน - - คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ คุณสนิท เจริญรัฐ คุณเฉวียง เศวตทัต คุณบุญทอง เลขะกุล  คุณมาโนช วุธาทิตย์ ต่วน บุญชูช่วย และข้าพเจ้า - - เราไม่รู้ว่าชั่วโมงต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น?,

เสียงปืนใหญ่บูมมาอีกนัดหนึ่ง กังวานของมันบอกว่าไกล แม้กระนั้นช่างเรียงข้างล่างก็พากันออกมายืนอยู่หน้าตึกสำนักงาน ซุบซิบกันด้วยเรื่องอะไรทุกคนรู้ดี เครื่องบินลำนั้นวกกลับมาอีกที คราวนี้ร่อนต่ำ แลเห็นลำถนัด ไม่มีการยิงต่อต้าน แต่มันก็ไม่ทิ้งอะไรนอกจากใบปลิวแถลงการณ์ของฝ่ายขบถ แม้กระนั้นทันใดที่มันผ่านหลังคาไป กระเบื้องแผ่นหนึ่งซึ่งคงจะได้รับความกระเทือนจากอากาศพลัดตกลงมาบนเพดานดังโครม เฉวียง เศวตทัต เผ่นลงไปหมอบใต้โต๊ะทันที ขณะนั้นเอง ทองอิน บุณยเสนาก็กลับจากกองการโฆษณาในพระบรมมหาราชวัง ก้าวเข้าประตูมา

" นั่นเล่นซ่อนหากะใคร?" เขาถาม

เฉวียงคลานออกมาจากใต้โต๊ะ  มองดูหน้าทองอิน พลางสบถอยู่ในคอ –

"คนผี! เล่นบ้า ๆ”

"เฮ้ย, อั๊วเปล่า เมื่อกี้มันกะเบื้องหลังคา" ทองอินบอก แล้วก็ทำหน้าหลอก ทั้ง ๆ ที่เป็นกลางวัน

"ได้ความว่าอย่างไร?" ข้าพเจ้าถาม

"หลวงราชา ไม่ให้อะไรจนอย่างเดียว" เขาตอบ

"แล้วตั้งกองโฆษณาไว้หาออกอะไร" กุหลาบบ่น

"เห็นลือกันว่า-" ทองอินเอ่ย แต่ข้าพเจ้าขัดขึ้น

"ลือ-ลือ-ลือ กันมาตลอดคืน ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร?"

"ในวังปารุสก์ล่ะ?"

"โทรศัพท์ไปทูลถามท่าน (วรรณ) แล้ว รับสั่งว่าบอกไม่ได้ ให้ไปพบหลวงพิบูลเอง" กุหลาบบอก

"ใครไป?"

"คุณ"

“ผมเพิ่งมา!"

"งั้น เฉวียงไป”

"อั๊วไม่สบายว่ะ"

"ผมเอง" ข้าพเจ้าบอก

 

ถ้อยคำบรรยายข้างต้นเผยให้ทราบว่ากองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ที่ประจำการอยู่สำนักงานขณะนั้นมีใครบ้าง ซึ่งก็ได้แก่ กุหลาบ สายประดิษฐ์, สนิท เจริญรัฐ, เฉวียง เศวตทัต, บุญทอง เลขะกุล, มาโนช วุธาทิตย์, ต่วน บุญชูช่วย และมาลัย ชูพินิจ รวมถึงแต่ละคนกำลังปฏิบัติหน้าที่ในการตามหาข่าวการปราบกบฏอย่างไรบ้าง

แน่นอนว่า ผู้ที่อาสาไปตามข่าวต่อที่วังปารุสกวันอันเป็นฐานบัญชาการของรัฐบาลคณะราษฎร ก็คือ มาลัย ชูพินิจ หรือเจ้าของนามปากกา “นายฉันทนา”นั่นเอง

ในสารคดีเชิงข่าวยังเอ่ยพาดพิงถึงบทบาทของกรรมกร ดังที่เอ่ยนามของ นายถวัติ ฤทธิเดช ซึ่งเป็นนายกสมาคมกรรมกรรถรางแห่งสยาม สอดคล้องกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชนั้น กลุ่มของกรรมกรที่นำโดย นายถวัติ ได้ร้องขอที่จะอาสาสมัครไปประจำการในแนวหน้าเพื่อรบประจัญบานกับฝ่ายก่อกบฏถึงสองครั้ง แต่รัฐบาลตอบกลับว่ายังคงมีกำลังทหารเพียงพอในการรับมือกับฝ่ายก่อกบฏ ไม่จำเป็นต้องให้กรรมกรไปช่วยรบ กระนั้นก็ขอบคุณและชื่นชมในความกล้าหาญ ถึงจะไม่ได้ไปร่วมรบในแนวหน้า หาก นายถวัติ ก็มอบหมายภารกิจให้เหล่ากรรมกรอาสาสมัครช่วยสืบหาข่าวและดูแลความสงบเรียบร้อยในพระนครแทน “นายฉันทนา” กล่าวอีกว่าพวกกรรมกรที่นำโดย นายถวัติ  และ นายพัน น้อยประไพ ถึงกับประกาศขู่ทำนอง “ถ้ากองหน้าขบถยกเข้าพระนครเมื่อใดเป็นเผาเมืองเมื่อนั้น”

สำหรับบทบาทของกรรมกรอาสาสมัครนั้น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ก็เคยกล่าวถึงวีรกรรมไว้เช่นกันว่า “เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ดีหรือกรณีกบฏบวรเดชก็ดี กรรมกรรถรางก็ได้เข้าช่วยไม่น้อย กรรมกรรถรางตื่นตัวดี” 

อยู่วังปารุสก์สักพักใหญ่จนทำให้พอจะทราบข่าวคราวแล้ว “นายฉันทนา” ก็ย้อนกลับมาสำนักงานหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ดังเสียงเล่าที่ว่า

 

อีกชั่วโมงต่อมา ข้าพเจ้าก็กลับสำนักงาน เป็นอันว่าเราได้คำตอบว่าทำไมทหารของฝ่ายขบถส่วนใหญ่จึงยับยั้งอยู่แค่ดอนเมือง และเหตุใดกองหน้าจึงยุติอยู่ที่หน้าสถานีบางเขน? การเจรจาต่อรองกำลังดำเนินอยู่ระหว่างฝ่ายขบถ ซึ่งเรียกร้องมาหลายข้อ และรัฐบาลซึ่งต้องการเวลาปรึกษาหารือกันจากผู้บัญชาการทหารผสม

 

ขณะสืบหาข่าวที่วังปารุสก์ “นายฉันทนา” ได้สนทนากับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเพิ่งกลับจากประเทศฝรั่งเศสได้มิทันถึงเดือน และยังคงพำนักอยู่ที่นั่น โดยมิได้กลับไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านตนเอง จึงทำให้รับรู้ถึงผลการตัดสินใจของฝ่ายรัฐบาลพระยาพหลฯคือ

 

ข้าพเจ้าได้ทราบต่อหน้าหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเพิ่งกลับจากเนรเทศตนเองไปฝรั่งเศส และกำลังพักอยู่ที่วังปารุสกวันว่า รัฐบาลจะไม่ยอมตามคำเรียกร้องเหล่านั้น เมื่อเช่นนี้ก็เป็นอันแน่นอนว่า การสู้รบการแตกหัก จะต้องกระทำกันต่อไป

 

ด้วยจิตวิญญาณอันเข้มข้นของนักหนังสือพิมพ์ พอได้เบาะแสของสถานการณ์ที่กำลังคุกรุ่นแล้ว ก็จำเป็นจะต้องตื่นตัวและปรารถนาการสืบหาข่าวแบบลึกซึ้งเพิ่มเติมให้กระจ่างชัด และนั่นจึงเป็นที่มาของภารกิจเสี่ยงภัย ดังที่ “นายฉันทนา” รายงานว่า

 

ครั้นทราบเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เป็นอย่างไรฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายขบถก็ต้องรบกันแน่ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลนั้นผู้นำการรบที่สำคัญคือ หลวงพิบูลสงคราม ในฐานะที่หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ได้รู้ข่าวก่อน จึงได้ตัดสินใจที่จะไปหาข่าวในพื้นที่แนวหน้าด้วย

จากรายละเอียดของข่าวที่เราได้รับเหมือนกัน เป็นที่เห็นได้ว่า การรอรับคำตอบจากรัฐบาลอยู่ที่ดอนเมืองนั้น ฝ่ายขบถได้เสียโอกาสสำคัญ หรือนาทีทองของชัยชนะไปอย่างไม่มีวันจะเรียกกลับมาได้ เพราะในขณะที่รอเวลาพร้อมด้วยความหวังว่า ฝ่ายรัฐบาลจะยอมจำนนนั่นเอง บุคคลสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลอยู่ในสมัยนั้น พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งได้แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารผสมก็กำลังรวบรวมกำลังทหารทั้งบกและเรือ ซึ่งไม่เสียขวัญขึ้นเป็นกองทหารอันแข็งแกร่งเต็มที่สำหรับตีโต้ต่อไป

นั่นคือข่าวใหญ่ที่เราคอยมาตลอดเวลา ๓๖ ชั่วโมง ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ข่าวใหญ่ที่เราทราบก่อนหนังสือพิมพ์ฉะบับอื่น ฉะนั้นก็เป็นธรรมดาที่เราจะไม่ปล่อยโอกาสให้เสียไป เมื่อเราหาข่าวในพระนครไม่ได้ เราก็จะต้องไปแนวหน้า - - !

 

เมื่อพิจารณาตามสถานการณ์ดังที่บรรยายมาแล้ว ทำให้คิดว่าวันที่ “นายฉันทนา” ไปสืบข่าวที่วังปารุสก์นั้นย่อมจะตรงกับวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม  พ.ศ. 2476

เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ ผมควรอธิบายด้วยว่า เหตุการณ์กบฏบวรเดชนั้นเปิดฉากขึ้นเมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 กล่าวคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำกองกำลังทหารจำนวนมากซึ่งรวบรวมมาจากหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งนครราชสีมา สระบุรี อยุธยา นครสวรรค์ ปราจีนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรีหมายจะเข้าบุกยึดกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มต้นรุกมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ที่บริเวณรังสิต ครั้นช่วงบ่ายก็บุกยึดมาจนถึงดอนเมืองได้สำเร็จและตั้งกองบัญชาการหรือฐานที่มั่นบริเวณสถานีรถไฟดอนเมือง ก่อนจะส่งสารไปยังรัฐบาลพระยาพหลฯให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ดังที่เครื่องบินของฝ่ายก่อกบฏบินแล้วโปรยกระดาษที่มีข้อความแจ้งว่าดอนเมืองตกอยู่ในความควบคุมของฝ่ายตนแล้วตั้งแต่เย็นวันนั้น ทว่าการเจรจาไม่เป็นผล อีกทั้งฝ่ายรัฐบาลได้ประกาศจะต่อสู้อย่างเต็มที่ พร้อมแต่งตั้งให้ หลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับกองกำลังผสมเพื่อนำกองทหารฝ่ายรัฐบาลออกปราบปรามฝ่ายกบฏ ส่งผลให้มีการปะทะของทหารทั้งสองฝ่ายกันต่อเนื่องนับแต่วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม เป็นต้นมา โดยฝ่ายรัฐบาลทยอยได้ออกคำแถลงการณ์รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ทุกชั่วโมง ขณะเดียวกันก็มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและพระนครศรีอยุธยา

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ให้ความสนใจและคอยเกาะติดสถานการณ์สู้รบดังกล่าวเป็นอย่างมาก ทุกคนในกองบรรณาธิการจึงต้องช่วยกันสืบหาข่าวเพื่อมารายงาน

หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ เริ่มนำเสนอข่าวว่าด้วยเรื่องกบฏบวรเดชในฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2476 โดยพาดหัวตัวโตว่า “ยิงพวกก่อจลาจลที่เข้ามาถึงบางเขน น.ร.กฎหมาย กรรมกรขอปราบจลาจล ในหลวงว่าห้ามท่านบวรแล้วแต่ไม่ฟัง” จากนั้นก็ลงพิมพ์ทั้งคำแถลงการณ์และคำประกาศของรัฐบาลคณะราษฎรอย่างต่อเนื่อง

ค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม มีการปะทะกันอย่างหนัก โดยทหารจากสระบุรีได้นำปืนกลมากระหน่ำยิงต่อต้านการรุกเข้าไปปราบของทหารฝ่ายรัฐบาล

พอช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลจึงตัดสินใจใช้กองกําลังทหารราบกองพันที่ 8 ในบังคับบัญชาของ หลวงอํานวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) ยกพลจากสถานีรถไฟบางซื่อบุกเข้าไปปะทะกับฝ่ายก่อการกบฏ ซึ่งได้เกิดรบพุ่งกันอย่างหนักที่ทุ่งบางเขนซึ่งน้ำกำลังเจิ่งนอง ทหารฝ่ายรัฐบาลนํารถถังขึ้นบรรทุกรถ ข.ต. แล้วใช้รถจักรดันหลังให้เคลื่อนที่ตามรางรถไฟเพื่อพุ่งเข้าหาฝ่ายกบฏ โดยพวกทหารราบประจำการอยู่ในรถคันหลัง

สำหรับทหารฝ่ายกบฏนั้น ยึดเอาพื้นที่ของวัดเทวสุนทรเป็นฐานที่มั่น โดยประทับปืนกลตรงบริเวณช่องหน้าต่างของโบสถ์ แล้วรัวยิงต้านทานอย่างหนัก

อย่างไรก็ดี เมื่อกองกำลังของทหารฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนมาทางรางรถไฟจนใกล้อาณาบริเวณของวัดเทวสุนทร ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อ หลวงอํานวยสงคราม ถูกกระสุนปืนกลของฝ่ายกบฏที่ยิงเฉียงเข้ามาจากโบสถ์วัดเทวสุนทรจนสูญสิ้นชีวิต ร้อยตรีเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งประจำอยู่ในรถบังคับการ จึงเร่งกลับไปรายงานให้ หลวงพิบูลสงคราม รับทราบ ภายหลังจากการเก็บกู้ศพของ หลวงอํานวยสงคราม ได้แล้ว โดยผู้บังคับกองกำลังผสมกําชับให้ปิดข่าวเรื่องนี้ไว้ก่อน

ด้วยสถานการณ์ที่มิได้คาดนี้ ทำให้ หลวงพิบูลสงคราม ตระหนักถึงแสนยานุภาพของปืนกลที่ฝ่ายกบฏใช้การได้อย่างสัมฤทธิผล ดังนั้น ผู้บังคับกองกำลังผสมจึงตัดสินใจเผด็จศึกด้วยการใช้อาวุธใหม่ที่รัฐบาลเพิ่งสั่งเข้ามานั่นคือปืนใหญ่หรือปืน ป.ต.อ. โดยบัญชาให้ทหารฝ่ายรัฐบาลนำปืนใหญ่ขึ้นบรรทุกบนรถ ข.ต. ซึ่งมีเกราะกำบังแล้วเคลื่อนไปตามทางรถไฟโดยมีรถจักรดันหลัง พอใกล้กับวัดเทวสุนทรอันเป็นฐานที่มั่นของทหารฝ่ายกบฏก็ยิงปืน ป.ต.อ. เข้าไป อาศัยกระสุนเพียงเก้านัด ในที่สุดก็ทำลายฐานที่มั่นของทหารฝ่ายกบฏได้อย่างราบคาบ

การตัดสินใจบุกไปถึงแนวหน้าเพื่อสืบหาข่าวการปราบกบฏนั้น “นายฉันทนา” ได้สะท้อนบรรยากาศผ่านสารคดีเชิงข่าวไว้อย่างชวนระทึก ดังความว่า

 

ถ้าท่านคิดว่าการออกไปสืบข่าวในแนวรบ เมื่อ ๒๔ ปีมาแล้ว เป็นของเต็มไปด้วยอันตราย อย่างที่พวกนักข่าวสงครามพากันไปตายเป็นเบือในยุทธภูมิต่าง ๆ ครั้งสงครามโลกที่ ๒ และในสงครามเกาหลีต่อมา หรือว่าง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และไปค็อกเท็ลปาร์ตี้ ท่านก็เข้าใจผิดถนัด เพราะสมัยนั้น ในประวัติศาสตร์โลกหนังสือพิมพ์เมืองไทยเรายังไม่เคยปรากฏว่ามีนักข่าวคนใดออกไปถึงยุทธภูมิสงครามโลก หรือแนวรบไหน ทางราชการไม่เคยให้การรับรองเรา ใครอยากจะไปก็เสี่ยงอันตรายของตัวเอาเอง

ข้อสำคัญ นักข่าว - - - ไม่ว่าจะในยามปกติธรรมดา หรือยามสงคราม-- ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้า แต่เมื่อการทำหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ” ของเราอยู่ที่ว่า ถึงคราวจำเป็นเราแทนกันได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เอง ตอนบ่ายวันเดียวกันขณะที่กองหน้าของหน่วยผสม พร้อมด้วยรถไฟหุ้มเกราะเคลื่อนขบวนออกจากบางซื่อไป  เรือจ้างของเรา เรา - - ม.จ. หัชชากร วรวรรณ ต่วน บุญชูช่วย และข้าพเจ้า - - ก็ออกจากสะพานแดง

ทุกหนทุกแห่งตามลำคลองที่เราผ่านไป ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลจ้างกองลาดตระเวนไว้ทุกจุดที่สำคัญ เราไม่มีใบผ่าน ไม่มีบัตร์ประจำตัวอะไรทั้งนั้น นอกจากหน้าของตัวเอง  และชื่อหนังสือพิมพ์ ก็นับว่าเป็นคราวเคราะห์ดีที่ทั้งหน้าของเราและชื่อประชาชาติ เป็นที่รู้จักแก่นายทหารหนุ่ม ๆ และนักเรียนนายร้อยเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่  การเดินทางจึงเป็นไปโดยปราศจากอุปสัค นอกจากหนวกหูเสียงปืนใหญ่ที่ยังโต้ตอบกันอยู่ทางฝั่งขวา เสียงปืนกลที่รัวสนั่นอยู่ข้างหน้า และ ป.ต.อ. บนรถไฟซึ่งยังกระหน่ำเครื่องบินที่วนไปเวียนมา ไม่รู้จักตกสักที

เช้าวันนั้นรถไฟบรรทุกรถถังที่หลวงอำนวยสงครามควบคุมไปเพื่อเจรจากับฝ่ายหัวหน้ากบฏที่ดอนเมืองถูกรถจักรซึ่งฝ่ายตรงกันข้ามปล่อยมาสะกัดไว้ตกราง หลวงอำนวยสงครามถึงเเก่ความตาย นายและพลทหารอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บระหว่างสถานีบางเขนกับหลักสี่ และเราก็สั่งฝีแเจวของเรา ซึ่งไม่หนุ่มแล้วแต่พ่วงพี เเละใจดีนักให้มุ่งตรงไปที่นั่น ประมาณอีก ๒ ชั่วโมงต่อมาเรือก็เลี้ยวเข้าคลองขนานไปกับทางรถไฟ เราผ่านสถานีบางเขนซึ่งยังมีปืนใหญ่สนามตั้งอยู่ ๔-๕ กระบอก พร้อมด้วยพลประจำปืน บ้างนั่งบ้างนอน

"ถอยไปตั้งอยู่ที่หลักสี่เมื่อตอนเช้านี่เอง" เป็นรายงานของทหารคนหนึ่งซึ่งร้องตอบคำถามของเรา 

 

มีนักหนังสือพิมพ์จากสำนัก ประชาชาติ จำนวนสามคนที่ออกไปหาข่าวในสมรภูมิทุ่งบางเขน อันได้แก่  หม่อมเจ้าหัชชากร วรวรรณ, ต่วน บุญชูช่วย และ มาลัย ชูพินิจ

 

(สามนักหนังสือพิมพ์จาก ประชาชาติ ที่ออกไปสืบหาข่าวในสมรภูมิทุ่งบางเขน)

 

หม่อมเจ้าหัชชากร เป็นโอรสใน กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และเป็นอนุชาต่างมารดาของ หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ผู้สถาปนาหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ  มีนามเรียกขานกันว่า ท่านชายติ๊ด   

หม่อมเจ้าหัชชากร เคยเป็นนักเรียนมหาดเล็กรับใช้รุ่นแรกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยไปศึกษาชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อหวนคืนกลับมาเมืองไทยก็เข้ารับราชการที่กรมรถไฟ ก่อนที่จะย้ายไปประจำแผนกเซนเซอร์ภาพยนตร์ของกรมตำรวจ

ขณะที่ ต่วน คือนักหนังสือพิมพ์และช่างภาพฝีมือฉมังเป็นชาวท่าฉาง สุราษฎร์ธานี ก่อนที่จะเข้ากรุงเทพฯ แล้วมายึดอาชีพนักหนังสือพิมพ์

ทั้งสามนักหนังสือพิมพ์ต้องออกเดินทางโดยอาศัยเรือแจวล่องไปตามคลอง ครั้นเดินทางมาถึงแถววัดเทวสุนทร พวกเขาก็เผชิญเข้ากับสถานการณ์น่าตื่นเต้นจนถึงกับต้องขึ้นจากเรือแจวแบบทันควัน

 

ที่ ๆ รถปืนฝ่ายรัฐบาล และรถจักรซึ่งฝ่ายกบฏปล่อยมาปะทะกันอยู่เลยหน้าวัดเทวสุนทรไปหน่อย เราบอกให้เรือตรงไปที่นั่น แต่พอจะผ่านหน้าวัดเทวสุนทร ต่วนก็ยกมือชี้ขึ้นไปที่ตัวโบสถ์ซึ่งถูกกระสุนปืนใหญ่พังที่รังปืนกลในป่าช้า และบนกุฏิพระที่เงียบเชียบ

“ทำไม?” ท่านหัชชากรรับสั่งถาม

"ดูทหาร เขากำลังทำอะไรกันอยู่ที่ประตูหลังโบสถ์นั่น" ต่วนบอก

ทหารหมวดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนนายร้อย เพิ่งยกขึ้นจากเรือทางท่าน้ำด้านเหนือ ตรงมาที่ประตูโบสถ์ดังกล่าว เมื่อเห็นปิดอยู่ก็เคาะเรียก ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีใครเปิดออกมา แต่ในขณะเดียวกันได้ยินอะไรเคลื่อนไหวแสกสากอยู่ภายใน เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องสงสัยว่าเป็นข้าศึกหรือฝ่ายตรงกันข้ามไว้ก่อน เราแลเห็นทหารหมวดนั้นขยายแถว หัวหน้าโดดเข้าไปทางหนึ่งของประตูให้พ้นวิถีกระสุนปืน  แล้วร้องด้วยเสียงอันดัง

"ใครอยู่ข้างในออกมาเดี๋ยวนี้!”

จมูกข่าวของต่วนเป็นเหตุให้เขากระโดดขึ้นไปบนฝั่งทันที ตั้งแต่เรือจ้างยังไม่ทันหยุด เรา ๒ คนก็วิ่งตามไป ไม่มีใครหันมาเอาใจใส่กับเราเลย ขณะที่พากันวิ่งไปอยู่ข้างหลังเขา ต่วนตั้งกล้องและเตรียมถ่าย

“ออกมา! ๑!---ถึง ๓ เป็นตาย!"

ประตูโบสถ์เขยื้อนนิดหนึ่งแล้วก็นิ่งไป

“๒” ผู้บังคับหมวดหนุ่มร้อง

แต่เพียง ๒ เท่านั้น ประตูโบสถ์บานหนึ่งก็เปิดออก มือเหี่ยว ๆ และศีรษะขาว ๆ ค่อย ๆ โผล่ออกมา บรรดานักเรียนนายร้อยที่ประทับปืนอยู่กับบ่าต่างชุดตัวลงนั่ง ถอนใจเฮือกด้วยความเหน็ดเหนื่อย เหมือนวิ่งมาแต่ทางไกล

"เกือบ ซิบหาย!" ผู้บังคับหมวดยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อ "เข้าไปปิดประตูหน้าต่างทำไมอยู่ในโบสถ์ จ๋า คุณยาย”

“พ่อเล่นยิงกันอย่างไม่รู้จักบาปกรรมว่าวัดวาอารามงิ้ จะให้อิฉันอยู่ที่ไหน?" คุณยายคนนั้นว่า “พระสงฆ์องค์เจ้าตายกันเต็มวัดวา ขืนอยู่ข้างนอกอิฉันก็เสร็จอีกคน”

"เสียท่า!" ต่วนบ่นอย่างเสียดาย "ไม่งั้นก็ได้รูปชนะประวัติการณ์ ! "

 

ภายหลังเจอสิ่งที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน สามนักหนังสือพิมพ์จึงได้เข้าไปพูดคุยกับพวกนายทหารฝ่ายรัฐบาลซึ่งเข้ามายึดฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏในวัดเทวสุนทร เพื่อจะยึดเอาเป็นแหล่งข่าวสำคัญ

 

เราสนทนาอยู่กับนักเรียนนายร้อยเหล่านั้นสักครู่ ก็ผละขึ้นไปตรวจดูบนกุฏิพระสงฆ์รูปหนึ่งนอนคว่ำอยู่ที่ระเบียงพร้อมด้วยรูกระสุนปืนที่ท้ายทอย ต่อมาก็ทหารม้าโคราชอีกศพหนึ่งในป่าช้าหลังรังปืนกลที่ขุดดินขึ้นกั้นเปนคันกำบังไว้ ๑ นัดที่หน้าผากจากปืนกลและอีกหลายนัดที่อกจากปืนเล็กยาว ทหารผู้นั้นคงไม่ทันรู้ตัวเลยว่าอะไรโดนเขาก่อนที่จะสิ้นใจ

เท่านั้นเองเป็นอย่างมากของจำนวนคนตามที่เราพบ! เท่านั้นเองคือ "พระสงฆ์องคเจ้าตายกันเต็มวัดเต็มวา"  อย่างคุณยายว่า! ๒ ศพเท่านั้น สำหรับผลของการสู้รบกันตลอดคืนในยุทธภูมิหนึ่ง ขณะที่ปราบการปฏิวัติเกือบและกว่า ๒๐ ปีต่อมา ประชาชนต้องใช้ชีวิตและร่างกายสังเวยนับจำนวนร้อย จำนวนพัน

 

วัดเทวสุนทรอันเป็นพื้นที่สมรภูมิหลัก ๆ ในการปราบกบฏเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ซึ่ง “นายฉันทนา” และเพื่อนนักหนังสือพิมพ์ได้ไปเยือนจนพบเข้ากับความน่าสะเทือนใจนั้น เป็นวัดเก่าที่ตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เดิมที ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “วัดสี่แยก” เพราะตั้งอยู่ตรงสี่แยกบริเวณที่คลองเปรมประชากรตัดกับคลองบางเขน การปะทะกันอย่างหนักหน่วงระหว่างฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎรและฝ่ายกบฏบวรเดชส่งผลให้วัดเทวสุนทรได้รับความเสียหายมาก ทั้งยังมีพระภิกษุถูกกระสุนปืนมรณภาพหนึ่งรูป รวมถึงในวัดก็มีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางกระทรวงกลาโหมจึงได้เข้ามาปฏิสังขรณ์วัด

ครั้นแล้วสามนักหนังสือพิมพ์ก็อำลาจากวัดเทวสุนทร เดินทางต่อไปที่ย่านตลาดบางเขนซึ่งอวลคลุ้งด้วยกลิ่นอายสงครามหมาด ๆ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับคณะที่มาจากโรงพยาบาลกลางซึ่งนำโดย นายแพทย์โนรี มีสุวรรณ

 

จากที่นั้นเราแวะไปที่ตลาดบางเขนซึ่งร้างมาตั้งแต่วันแรกที่กำลังทั้งสองฝ่ายปะทะกัน หน้าถังของทุกร้านปิดสนิทนอกจากร้านทองแห่งหนึ่งซึ่งถูกพังทะลาย ทหารยาม ๒ นายผู้รักษาการอยู่ที่นั้นบอกว่าเป็นจากฝีมือปล้นของฝ่ายตรงกันข้าม เราผ่านยามทั้งสองขึ้นไปที่ หน่วย ป.ต.อ. ซึ่งตั้งอยู่บนรถ ข.ต. ที่สพานพบหมอโนรี มีสุวรรณและคณะซึ่งมาจากโรงพยาบาลกลางที่นั่น

อ๋อ, ศพของหลวงอำนวยสงครามและบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บลำเลียงเข้ากรุงเทพ ฯ ไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่ทรากรถไฟที่หมอโนรีและคณะก็อยากจะได้เห็นเป็นขวัญตาเหมือนกัน นายทหารหนุ่มผู้คุมรถ ป.ต.อ.อยู่ที่นั่น เตือนเราว่า

"ระวังหน่อย นะครับ รังปืนกลอยู่สองฟากทางรถไฟ กะในทุ่งนา"

ข้าพเจ้าหันไปปรึกษาหมอโนรีและคณะ หมอบอกว่า

"เฮ่ย, เราไม่ใช่ทหาร เขาจะมาทำอะไรเรา เมื่อกี้อั๊วพบขาบ (ม.ล. ขาบ กุญชร) เห็นบอกว่าพวกนั้นถอยจากดอนเมืองแล้วละ!"

 

นายแพทย์โนรี นั้น รับราชการอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ขณะนั้นด้านการแพทย์และการพยาบาลยังสังกัดในกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากยังไม่มีการตั้งกระทรวงสาธารณสุข) พอช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลกลาง ด้วยความที่ นายแพทย์โนรี ก็ช่วยรักษาพวกนายทหารในกองทัพบกอยู่เสมอ ๆ ต่อมาจึงได้ยศทางทหารด้วย ดังที่ นายแพทย์โนรี ได้เข้าร่วมประจำการในกองทัพอีสานและติดยศนายร้อยตรีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอินโดจีนจนได้รับเหรียญชัยสมรภูมิจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเมื่อปี พ.ศ. 2484 ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2503 เมื่อมีการก่อตั้งโรงพยาบาลบำราศนราดูรขึ้นและมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปีนั้น นายแพทย์โนรี ซึ่งขณะนั้นมียศเป็นพันตรีก็ได้เป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้

ในเมื่อทุกคนตกลงใจจะไปดูพื้นที่จริงของสมรภูมิสงครามซึ่งดูเหมือนยังไม่เสื่อมคลายความเป็นแนวรบ ก็ย่อมมิแคล้วมีเรื่องให้ตกใจและต้องหลบภัยพัลวัน อย่างที่ “นายฉันทนา” ส่งเสียงเล่าว่า

 

ข้าพเจ้าเองไม่ขัดข้องอะไร เมื่อทุกคนเห็นสอดคล้องต้องกันว่าปลอดภัยก็ปลอดภัย ความจริงในเวลานั้นไม่มีสัญญาณอันตรายจนอย่างเดียวจะเหลืออยู่ นอกจากทรากของสิ่งสลักปรักพังซึ่งเป็นผลของการรบเมื่อคืน ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความสงบ แสงแดดยามเย็นฉายจับยอดข้าวในนาสองฟากทางรถไฟเหลืองอร่าม ตามทางรถไฟก็ไม่ปรากฏวี่แววอะไรโล่งโถงสุดสายตา

แต่ทันใดที่ห่างจาก รถ ข.ต. บรรทุก ป.ต.อ. ได้ไม่ถึง ๑๐๐ หลานั่นเอง เสียงเควี้ยวก็เฉียดหูข้าพเจ้าไป ชั่วอึดใจหนึ่ง ท่านหัชชากรหันมามองหน้าข้าพเจ้า ยังไม่ทันที่เราจะได้พูดอะไรกัน เสียงนั้นก็ผ่านหูท่านไปอีก ท่านหัชชากรยกมือขึ้นปัดหู ขณะนั้นเองหินก้อนหนึ่งที่เท้าต่วนก็กระเด็นไป เสียงรางรถไฟดังแก๋งหลายครั้ง หมอโนรีเผ่นลงไปข้างล่างตะโกนว่า

"เปิดโว้ย! ปืนกล!"

ข้าพเจ้าคว้ามือท่านหัชชาโจนลงไปข้างล่างจากทางรถไฟ ในขณะที่กระสุนอีกหลายนัดลอดไประหว่างเท้าอีกนัดหนึ่ง เฉี่ยวขอบหมวกที่สวมอยู่จนเผล่ไปทางหนึ่ง เรากลิ้งเป็นลูกขนุนลงไปที่ปลาย สะพานซึ่งทอดข้ามคูระหว่างทางรถไฟกับนาหน้าสถานีตำรวจบางเขน ต่วนเผ่นขึ้นไปก่อนเหยียบกระดานพลาดเลื่อนพลัดลงไปในน้ำ คุณหมอโนรีตามไปติด ๆ กัน เสียงกระสุนเควี้ยวคว้าวว่อนไปหมด เหนือศีรษะ ขณะเดียวกันก็มีเสียงปืนกลยิงตอบจากข้างหลังเรา เพียงแต่วิถีโค้งโด่งขึ้นไปเหนือศีรษะจึงไม่เป็นอันตราย

ทันใดที่พ้นจากสพานนั้น เราวิ่งอย่างไม่เคยวิ่ง ผ่านรั้วมะขามเทศและสนามเล็ก พอถึงหลังบันไดก็ทิ้งตัวโครมลงนอนหมอบกระแตติดพื้น ทุกคนตื่นเต้น แต่ทุกคนก็น่าเป็นหวัวเราะไปตาม ๆ กัน

"อ้ายหะ - - ไม่ใช่ทหารซักหน่อย ยิงเอาได้" หมอโนรีบ่น

"กระสุนมันหลงมาน่ะ" ใครคนหนึ่งบอก "เราอยากเซ่อซ่าออกไปหาเรื่องเองต่างหากล่ะ!"

ข้าพเจ้าก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น แต่เสียงกระสุนปืนที่ยังบินมากระทบหลังบันไดคอนกรีดที่เราแอบอยู่ ทำให้เกิดสงสัยว่า ถ้าเป็นการยิงโต้กันระหว่างทหารกับทหาร  วิถีของมันก็ไม่ควรจะแหกคอกออกมาถึงที่นี่ บางทีพลประจำปืนกลคนนั้นอาจจะหมั่นไส้ที่เห็นเราขึ้นไปเดินอกผายไหล่ผึ่งอยู่บนทางรถไฟในยุทธภูมิที่เขารบกัน และบางทีมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องแต่งกายของเราขาวโพลน เป็นเป้าดีหนักหนาจึงลองซ้อมเล่น ไม่มีใครทราบได้ แต่ผู้ใดก็ตามที่อยู่หลังปืนกลกระบอกนั้นได้รับการสรรเสริญจากพวกเราทุกคน ในฝีมือยิงปืนของเขา! 

 

นั่นคือภารกิจเสี่ยงตายครั้งแรก ๆ ในชีวิตนักหนังสือพิมพ์ของ “นายฉันทนา” หรือ มาลัย ชูพินิจ ซึ่งเมื่อกาลเวลาล่วงผ่านไปเกินสองทศวรรษ เขาจึงรำพึงรำพันว่า

 

จนกระทั่งบัดนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบว่า อะไรทำให้พวกเราทั้ง ๕-๖ คนรอดพ้นจากห่ากระสุนเหล่านั้นมาได้ ดู ๆ ก็เป็นของธรรมดา แต่ดู ๆ ก็เหมือนปาฏิหาริย์ สิ่งหนึ่งซึ่งพลประจำปืนกลคนนั้นให้แก่ข้าพเจ้าก็คือ ความทรงจำที่ว่า ตลอดชีวิตข้าพเจ้าอาจจะได้เคยผจญภัยมายิ่งกว่านั้น ในการช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสุโขทัยยิงจับโจรที่วังตะแบก นอกอำเภอพรานกระต่าย ข้าพเจ้าอาจจะได้เคยเผชิญกับเสือทั้งที่เป็นสัตว์และเป็นคนมาหลายครั้งเผชิญกับการโจมตีทางอากาศในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเสี่ยงชีวิตอย่างโง่ ๆ เหมือนคราวนั้น และไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการรู้ล่วงหน้า ไม่รู้จนกระทั่งว่าภัยนั้นมีอยู่จนกระทั่งมันเกิดขึ้น

เราคงหมอบกระแตอยู่กับพื้นดินเช่นนั้นเกือบ ๒๐ นาฑีเต็ม ๆ เสียงปืนกลจึงหยุด เงยหน้าขึ้นก็เจอกับตากล้องของต่วนเข้าพอดี ปรากฏว่าตลอดเวลาที่ทุกคนต่างแอบกระได แอบเสา และอะไรต่ออะไร อยู่ที่ใต้ถุนสถานีตำรวจบางเขน เพื่อหลบหากระสุนเหล่านั้น ต่วนของเราก็ง่วนอยู่กับการถ่ายภาพพวกเดียวกันเองอยู่หลังเสาคอนกรีตต้นหนึ่งอย่างสบายใจ

 

(หม่อมเจ้าหัชชากร วรวรรณ และ มาลัย ชูพินิจ นักหนังสือพิมพ์จาก ประชาชาติ
รวมถึงนายแพทย์โนรี มีสุวรรณ จากโรงพยาบาลกลาง กำลังหลบกระสุนปืนกล
ภาพถ่ายโดย ต่วน บุญชูช่วย)

 

การต้องไปร่วมเสี่ยงตายในพื้นที่สมรภูมิทุ่งบางเขนเพื่อหาข่าวของ มาลัย ชูพินิจ ในครั้งนั้น แม้ท้ายสุดจะไม่ได้นำข้อมูลต่าง ๆ กลับมาเขียนข่าวให้เป็นผลสำเร็จ แต่ความสะทกสะเทือนใจที่ได้พบเห็นหลายชีวิตท่ามกลางควันสงคราม ย่อมมีผลยิ่งยวดทางความรู้สึก ดังที่ “นายฉันทนา” กล่าวทิ้งท้ายสารคดีเชิงข่าวไว้อย่างเปิดอกว่า

 

เราไม่ได้ข่าวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมารายงานทางสำนักงานเลย แต่ทุกภาพของต่วนมีค่าทั้งนั้น ภาพของทรากรถไฟชนกัน ภาพ ป.ต.อ. ภาพรถ ข.ต. กำลังยิงเครื่องบินที่วนอยู่รอบ ๆ โดยไม่เคยว่ากระสุนไประเบิดใกล้สักครั้ง ภาพของแม่เฒ่าที่โผล่หน้าอันขาวซีดออกมาจากประตูโบสถ์ และแถวนักเรียนนายร้อยที่กำลังประทับปืนอยู่กับบ่า ภาพของพระที่มรณะภาพอยู่บนกุฏิ และภาพของทหารม้าโคราชซึ่งนอนตายคารังปืนกล

ผลที่ได้รับ ไม่เพียงแต่ "ประชาชาติ" จะเป็นหนังสือพิมพ์ฉะบับแรกที่นำเสนอข่าวและภาพปราบกบฏบวรเดชเด่นกว่าเพื่อนหนังสือพิมพ์ด้วยกันอย่างเดียว หากนำมาซึ่งการเซ็นเซ่อร์ภาพปราบกบฏ นับแต่เราเสนอพระวัดเทวสุนทรและทหารม้าโคราชคนนั้นนอนตายลงไป เหตุผลที่กองเซ็นเซ่อร์ในขณะนั้นให้ก็คือ

"จะทำให้ฝ่ายกบฏรู้ว่าพระและทหารถูกยิงตาย!"

ซึ่งข้าพเจ้าไม่เข้าใจความหมายจนบัดนี้ ท่านผู้มีสติปัญญาคนใดอธิบายให้แจ่มแจ้งได้จะเป็นที่ขอบคุณ!

 

อาจเป็นเพราะ มาลัย ชูพินิจ ยังคงค้างคาใจที่ไม่ได้เขียนข่าวจากการที่ตนและเพื่อนนักหนังสือพิมพ์เคยไปบุกบั่นไปตามติดสถานการณ์ในพื้นที่สมรภูมิช่วงการปราบกบฏบวรเดชเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ทั้ง ๆ ที่อยากจะนำเสนอลงในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ เหลือเกิน แต่เนื่องจากมีคำสั่งให้เซ็นเซอร์การนำเสนอข่าวนี้ ครั้นกาลเวลาล่วงเลยผ่านมา 24 ปี คือในปี พ.ศ. 2500 เขาจึงหวนคำนึงถึงความทรงจำครั้งนั้นอีกหนแล้วจนเขียนเป็นสารคดีเชิงข่าวอย่างเต็มที่ แล้วนำลงตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยปลายสัปดาห์

ก่อนหน้านั้น มาลัย ก็เคยใช้นามปากกา “นายฉันทนา” เขียนสารคดีเชิงข่าวจนสร้างชื่อเสียงลือลั่นและกลายเป็นต้นแบบให้นักหนังสือพิมพ์คนอื่น ๆ ยึดถือเป็นแนวทาง โดยเฉพาะจากผลงานที่เขาลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับ เสือฝ้าย ขุนโจรแห่งเมืองสุพรรณบุรีผู้ครองอิทธิพลในหลายจังหวัดภาคกลาง

สืบเนื่องจากช่วงต้นปี พ.ศ. 2489  ชื่อของ เสือฝ้าย เป็นที่โจษขานดาษดื่นหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บางฉบับพาดหัวข่าวเรียกขานขุนโจรเมืองสุพรรณว่า “จอมพลฝ้าย” ด้วยเหตุนี้ มาลัย จึงออกเดินทางจากเมืองหลวงสู่ดงเสือฝ้ายที่เมืองสุพรรณบุรีพร้อมกับ สมบุญ ณ ฤกษ์ ช่างภาพยอดฝีมือ ทั้งสองเสี่ยงภัยไปจนพบและสัมผัสเสือฝ้ายตัวจริง แล้วนำประสบการณ์ครั้งนั้นมาเขียนเป็นสารคดีเรื่อง “‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต” ลงพิมพ์เผยแพร่ใน  ประชามิตรรายสัปดาห์ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 โดยใช้นามปากกา “นายฉันทนา”

มาลัย แจกแจงเหตุผลของการบุกไปพบเสือฝ้ายครั้งนั้นว่า

 

“ข้าพเจ้าขึ้นไปพบกับนายฝ้าย เพ็ชนะ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอเดิมบาง แขวงจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปลายเดือนมกราคมศกนี้ ในฐานะของนักเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ผู้พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนคนหนึ่ง  ด้วยการเข้าให้ถึงต้นตอของแหล่งข่าวที่กำลังอื้อฉาวเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่ในเวลานั้น เพื่อนำข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏแก่สายตาและการสอบสวนของเขามาเสนอแก่สาธารณชนคนอ่านหนังสือที่เขาทำงานประจำอยู่  ตามความเป็นจริง หรือใกล้ชิดกับความเป็นจริงเท่าที่จะสามารถทำได้ เมื่อพบกับ “เสือ” ฝ้าย และได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขาแล้ว ประวัติและบุคลิกภาพอันแปลกประหลาดของเขา ทำให้ข้าพเจ้าอดอยู่ไม่ได้ที่จะบันทึกเรื่องราวเหล่านั้น ลงไปในฐานะที่ถือว่าเป็นชีวิตอันน่าสนใจศึกษาของคนคนหนึ่ง นอกเหนือไปจากการสัมภาษณ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้เสนอเป็นข่าวในหนังสือ “ประชามิตร-สุภาพบุรุษ” แล้ว”

 

สำหรับบรรยากาศของการพบกันครั้งแรกระหว่าง มาลัย กับ เสือฝ้าย ก็เป็นไปตามเสียงเล่าของ “นายฉันทนา” ที่ว่า

 

“ข้าพเจ้ามองดูชายผู้นั้นอีกครั้ง สังเกตได้ว่า ถึงจะเป็นคนรูปร่างล่ำสันค่อนข้างใหญ่ ส่วนสูงก็ไล่เลี่ยกับข้าพเจ้า เสื้อโปโลสีขาวค่อนข้างใหม่ที่เขาสวมและกางเกงสีกากีที่เขานุ่ง ดูลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากมัคนายกวัดหรือพ่อบ้านผู้ยืนถือกระจ่าอยู่หน้าเตาไฟอย่างเมื่อแต่กี้ เพียงแต่นัยน์ตาอันแลลอดออกมาจากหนังตาที่หนัก ใต้คิ้วซึ่งข้างซ้ายเชิดชี้สูงกว่าข้างขวานิด ๆ เท่านั้นที่บอกให้คนเราระแคะระคายว่า อาจจะน่ากลัวได้เพียงใดในเวลาโกรธ มันค่อนข้างเล็กและใสเหมือนสีเพทาย แต่คมและแหลมเหมือนปลายเข็มทั้งคู่ นัยน์ตานั้นมองตอบข้าพเจ้า ชั้นแรกอย่างพิศวงสงสัย ในการที่จู่ ๆ ก็มีนักเขียนข่าวหนังสือพิมพ์คนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยคิดว่ามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ต้องการจะพบด้วย แล้วต่อมานัยน์ตาคู่นั้นก็เป็นประกายแจ่มใสขึ้น เมื่อได้สนทนากันนานไป และเข้ารู้ในฐานะและความประสงค์อันแท้จริงของเราแจ้งชัดขึ้น”

 

จากการพูดคุยกัน “นายฉันทนา” ล้วงเอาข้อมูลผ่านปากคำของ เสือฝ้าย มาได้หลายต่อหลายเรื่อง ทั้งมูลเหตุทำให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านท่าใหญ่ที่ถูกคนของทางการรังแกจนเปลี่ยนวิถีชาวบ้านปกติมาเป็นขุนโจร เหตุการณ์สะเทือนหัวใจที่เร่งเร้าให้ต้องลุกขึ้นต่อสู้แบบศาลเตี้ย รายละเอียดและกลวิธีในการปล้นครั้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะปล้นคหบดี ปล้นโรงสี ปล้นเรือโยง แม้แต่ปล้นกองทัพญี่ปุ่น การถูกโจรอื่น ๆ อ้างชื่อไปปล้นสะดมแบบไร้ศักดิ์ศรี (ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการปล้นของขุนโจรเมืองสุพรรณ) กำลังคนและอาวุธ ระเบียบวินัยในชุมโจร รวมถึงกรณีที่ เสือฝ้าย คิดจะกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกหน ในสายตาของ มาลัย แล้ว เสือฝ้าย เต็มเปี่ยมความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความดีและความชั่วคละเคล้า กระนั้น  มาลัย ก็ไม่เพียงเชื่อถือน้ำคำขุนโจรสิบทิศแห่งภาคกลางฝ่ายเดียว แต่กลับพยายามสืบความจากน้ำเสียงของชาวบ้าน จากน้ำเสียงผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี และจากน้ำเสียงนายตำรวจผู้มีหน้าที่ปราบปรามชุมโจรอดีตผู้ใหญ่ฝ้าย งานสารคดีเชิงข่าวของ มาลัย จึงไม่เอียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเสนอข้อมูลอย่างเป็นธรรมและเข้าอกเข้าใจทุกฝ่าย

นี่แหละ คือเสน่ห์ในการเขียนสารคดีเชิงข่าวแบบ มาลัย ชูพินิจ หรือ “นายฉันทนา” ซึ่งในผลงานเขียนด้วยการปราบกบฏในสมรภูมิทุ่งบางเขนก็ปรากฏลักษณะแบบนี้อยู่ด้วยเช่นกัน

ยากจะปฏิเสธว่าสารคดีเชิงข่าวเรื่อง “ไปแนวหน้า” ที่ถ่ายทอดโดย “นายฉันทนา” นับเป็นเอกสารบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเผยให้เห็นชะตาชีวิตของคนซึ่งตกอยู่ในสมรภูมิของการสู้รบเมื่อครั้งที่มีการปราบปรามกบฏบวรเดชในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ขณะเดียวกันในงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นภาพของ  หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ในช่วงที่พำนักอยู่ที่วังปารุสกวัน ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดภายหลังเดินทางกลับมาจากการลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส

 

เอกสารอ้างอิง:

  • ขวัญชาย ดำรงขวัญ. เอดส์...ปฐมบทแห่งการเรียนรู้ จากโรงพยาบาลบำราศในอดีต. นนทบุรี : สถาบันวิจัยการจัดการความรู้และมาตรฐานการควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2561.
  • “แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 58 (9 ธันวาคม 2484). หน้า 4526-4896.
  • นายฉันทนา. “ไปแนวหน้า.”พิมพ์ไทยปลายสัปดาห์ (2500)
  • นายฉันทนา.“‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต.”ประชามิตรรายสัปดาห์ (10 กุมภาพันธ์ 2489).
  • นายฉันทนา.“‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต.”ประชามิตรรายสัปดาห์ (17 กุมภาพันธ์ 2489).
  • นายฉันทนา.“‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต.”ประชามิตรรายสัปดาห์ (24 กุมภาพันธ์ 2489).
  • นายฉันทนา.“‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต.”ประชามิตรรายสัปดาห์ (3 มีนาคม 2489).
  • นายฉันทนา.“‘เสือฝ้าย’ ๑๐ เมือง เล่าการผจญภัยครั้งใหญ่ในชีวิต.”ประชามิตรรายสัปดาห์ (10 มีนาคม 2489).
  • บุศรินทร์ ภักดีกุล. บันทึกพิเศษของราชองครักษ์พระราชอาคันตุกะ. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2532. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อรุณการพิมพ์, 2532.
  • “พระราชทานยศพลเรือน.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 48 (8 พฤศจิกายน 2474). หน้า 2869-2919.
  • มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พวกยิวแห่งบูรพทิศ และเมืองไทยจงตื่นเถิด พร้อมด้วยลายพระราชหัตถ์คำแปลภาษาอังกฤษ. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.ท. หม่อมเจ้า หัชชากร วรวรรณ 30 มีนาคม 2528. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2528
  • ลาวัณย์ โชตามระ. อุบัติการณ์หนังสือพิมพ์. กรุงเทพฯ: พาสิโก, 2522.
  • สมประสงค์ ทรัพย์พาลี. วงศ์แห่งมงกุฎ เล่ม 4. กรุงเทพฯ : 2325, 2567.
  • อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายต่วน บุญชูช่วย ณ เมรุวัดธาตุทอง วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2525. กรุงเทพฯ: หจก. เกษมการพิมพ์, 2525.