ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

พลังประชาชน: หัวใจสำคัญการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ

18
พฤษภาคม
2569

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

พออาจารย์ต้นพูดแบบนี้ คำว่า Job Expo (มหกรรมหางาน) เป็นความหมายที่ง่ายที่สุดในความเข้าใจเชิง Career Path (เส้นทางอาชีพ) ผมไปพูดกับนักศึกษามหาวิทยาลัยหนึ่งครับอาจารย์สิริพรรณ เขาอยากเป็นปลัดอำเภอ จะรีบเป็นผู้ว่าฯ ให้ได้ เพราะหลังเกษียณมีตำแหน่งองค์กรอิสระรอเขาอยู่ อาจารย์ต้นพูดวันนี้เลยเห็นภาพชัด เด็กรุ่นใหม่ เจนซีทุกวันนี้เขามองแบบนั้นแล้ว ในแง่มุมของการเป็นผู้สื่อข่าว เรารับรู้และมองเห็นมาตลอด หลาย ๆ ท่านที่เข้าสู่กลไกอำนาจมอง Career Path ของตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าพอมาอยู่ในตำแหน่งนี้ จะไปอย่างนี้ต่อ แล้วมองเห็นด้วยว่าองค์กรอิสระที่จะเป็น Career Path ต่อหลังจากนี้คืออะไร เพราะฉะนั้นอาจารย์สิริพรรณเคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตรงนี้แล้ว ขออนุญาตใช้คำนี้ครับ อาจารย์ไปเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนที่อาจารย์โคทมได้เล่าไปก่อนหน้าว่าสุดท้ายแล้ว สว.ก็ลงมติไม่ได้เห็นชอบด้วย แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผล เป็นคำถามหนึ่งที่อาจจะถามเรื่องเกี่ยวกับระบบการสรรหา หรือว่าระบบที่เกิดขึ้นหลังจากที่อาจารย์เข้าไปอยู่ตรงนั้น แต่คำถามสำคัญที่ถามต่อเนื่องจากอาจารย์ต้น อยากถามอาจารย์ว่ากลไกที่เห็นในบ้างเรา ในต่างประเทศถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว มันมีโมเดลหรือวิธีคิดแบบนี้ แล้วเขาเป็นแบบไหน เขาเป็นประชาธิปไตยกว่าเราไหม หรือที่จริงแล้วไม่ได้ต่างกัน หรือยังไงครับอาจารย์ ช่วยฉายภาพตรงนี้หน่อยครับ

 

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

พูดถึง Career Path กับ Job Expo นิดนึง คือนิสิตนักศึกษาตอนนี้ รัฐศาสตร์ก็อยากเข้ากระทรวงมหาดไทย อย่างที่บอก เร่งเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้ว่า แต่ต้องเป็นผู้ว่าจังหวัดที่ถูกด้วยนะคะ ทีนี้ขอต่อจากที่อาจารย์ต้น (วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร) พูดไว้ มุมมองจากเศรษฐศาสตร์ ถ้ามองจากมุมรัฐศาสตร์จะเป็นอย่างไรบ้าง จริง ๆ ฟังแล้วอยากจะต่อของทุกประเด็น ขออนุญาตเริ่มตรงนี้ก่อน ต่อในประเด็นเรื่องประชามติ เพราะว่านี่คือหัวข้อหลัก และประชามติที่อาจารย์ปริญญา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล) และหลาย ๆ ท่านพูดไว้ คือว่า 21.6 ล้านหรือ 65% ถามว่าตอนนี้มันหายไปไหนหรือยัง คือถ้าเราทราบแล้วล่ะ ว่าวันนี้สัญญาณของการที่คณะรัฐมนตรีจะนำประเด็นเรื่องประชาติมาสู่กระบวนการให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ ตอนนี้น่าจะได้ริบหรี่เต็มที เพราะว่าพรุ่งนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เป็นวันสุดท้าย ดังนั้นคิดว่า (รัฐธรรมนูญใหม่) คงไม่ได้เกิดขึ้นนะคะ

ประเด็นเรื่องทำประชามติแล้วผ่านไป 21.6 ล้าน มันคืออะไร หลายท่านพูดถึงคำว่า “โมงยามของรัฐธรรมนูญ” หรือ “ห้วงเวลารัฐธรรมนูญ” ที่แปลงมาจากคำว่า Constitutional Moment การทำประชามติประชาชนได้แสดงออกถึงความต้องการมันจะแก้รัฐธรรมนูญเกินครึ่ง แต่ประเด็นหลักก็คือว่าสิ่งที่มันขาดหายไปจากกระบวนการทำประชามติและนำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญ เวลาเราพูดถึงคำว่า โมเมนต์ (Moment) คนก็แปลเป็น โมงยามหรือห้วงเวลา แต่จริง ๆ แล้วคำว่า โมเมนต์ คำนี้มาจากนักนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล ชื่อ บรูซ แอคเคอร์แมน (Bruce Ackerman) พูดไว้ในปี 1991 โมเมนต์ตรงนี้เขาไม่ได้หมายความว่า ห้วงเวลาหรือโมงยาม หรือในแง่ของเวลา แต่หมายถึง “พลังของประชาชน” ว่าพลังที่แสดงออก ส่งสัญญาณว่าเราต้องการแก้รัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามต่อไป ว่าถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ได้นำประเด็นนี้มาสานต่อ ในแง่หนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าสำหรับบางท่านอันนี้อาจจะเป็นความโล่งอกเหมือนกัน เพราะว่าถ้าหยิบมาสานต่อ มาตรา 256 ที่ตกไป คือว่ามาตรา 256 ที่เถียงกันในสภา วุฒิสภายังยืนยันคะแนนที่จะรับรองถ้าได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 1 ใน 3 ดังนั้นถ้าเกิดร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปสู่กระบวนการแก้มาตรา 256 ทำประชามติครั้งที่ 2 แล้ววุฒิสภา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งยังมีอำนาจ 1 ใน 3 หรือใช้ 67 เสียงเป็น Veto Power (อำนาจยับยั้ง) ได้ รัฐธรรมนูญก็อาจจะไม่ผ่านอยู่ดี

 

 

ดังนั้นในแง่นี้ เขาต้องมอง 2 ด้าน คือด้านหนึ่งการที่รัฐมนตรีไม่หยิบมาก็อาจจะทำให้ในที่สุดกระบวนการเนี่ยมันช้า แต่ว่าพลังของประชาชนที่จะทำให้เกิด Constitutional Moment คือการส่งสัญญาณการรวมตัวกันว่าเราต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริง ๆ เนี่ย มันยังทำได้ ซึ่งทำได้ก็คือ จริง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ สภาก็ยังใช้ 1 ใน 5 ของ สส. หรือ 1 ใน 5 ของ สว. ยื่นแก้กลับเข้าไป ประชาชน 50,000 ชื่อ อันนี้เป็นจุดที่มันจะทดสอบว่าพลังในการต้องการแก้รัฐธรรมนูญ มันมีอยู่จริงหรือเปล่านอกเหนือจากกระบวนการของการทำประชามติ

มันก็เชื่อมโยงกันว่า ถ้าเราจะทำประชามติที่จะแก้รัฐธรรมนูญผ่านไปแล้ว เราจะแก้เรื่องอะไรบ้าง เรื่องที่พูดกันมากเลย หลายท่านพูด คือที่มาของ สว. แน่ ๆ นะคะ คำถามที่อยากจะมีตรงนี้ก็คือว่าถ้าสมมุติในที่สุดแล้วแค่ที่มา สว. ไม่ได้ เขาไม่ยอมให้แก้ ครั้งหน้าน่าจะประมาณปี 2572 เพราะว่า สว. ชุดนี้เลือกมาจากปี 2567 5 ปีก็คือปี 2572 มันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีการสรรหาเลือกกันเองของ สว. แบบเดิม อันนั้นก็คืออันที่หนึ่ง สูตรของการได้มาซึ่ง สว. ตอนนี้หลายคนก็แกะออกมา น่าจะพอรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่จะทำได้เหมือนกับบางกลุ่มการเมืองหรือเปล่า นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง เพราะที่สำคัญที่สุดคือการเกาะกุมยึดกุมกับกลไกของระบบราชการ

ถ้าให้เดาใจของคนมีอำนาจตอนนี้ เขาจะเลือกทางที่ 2 คือเลือกที่จะยอมให้แก้รัฐธรรมนูญในบางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง สว. โดยอาจจะชะลอการแก้ให้เริ่มประมาณปี 2570-2571 ซึ่งคงใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่เขาแก้ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเขาจะได้ สว. ด้วยวิธีที่เขาชนะเหมือนกับการชนะเลือกตั้ง สส. ก็คือการยึดกุมกลไกระบบราชการอย่างครั้งที่ผ่านมา เดี๋ยวเราก็ทราบว่าแม้ว่า กกต. (คณะกรรมการเลือกตั้ง) จะเป็นคนจัดการเลือกตั้ง แต่ว่าอำนาจเบื้องต้นตั้งแต่เรื่องของการรับสมัคร การพิสูจน์คุณสมบัติว่า สว. กลุ่มตามกลุ่มอาชีพหรือเปล่า เป็นเรื่องของนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอันนี้มันจะทำให้เขาสามารถชนะเลือก สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนกับที่เขาใช้กลไกระบบราชการที่ชนะ สส. มา อันนี้คือเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เมื่อโยงประเด็นตรงนี้เข้ากับองค์กรอิสระ คำถามก็คือว่าองค์กรอิสระถ้าจะแก้ ในที่สุดแล้วก็ต้องทำประชามติเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเรามองประเด็นว่า หัวข้อวันนี้คือ “ต้นธารของของการแก้ปฏิรูปองค์กรอิสระ” ต้นธารที่มาจากการแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นหลักก็คือว่าเรามององค์กรอิสระอย่างไร ต่อมาจากที่อาจารย์ต้นพูดว่า แล้วในต่างประเทศมองอย่างไร ถ้าเรามององค์กรอิสระของไทย มันมี 2 อย่างที่ต่างมาจากต่างประเทศ 

แต่ของไทย เรามีสถานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอิสระ แถมมีอำนาจใช้ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ แล้วก็กึ่งตุลาการในองค์กรของเราเองด้วย เราจะเห็นว่าอย่าง กกต. ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ทั้งหลายมีอำนาจในการบริหารจัดการภายใต้ภารกิจตัวเอง มีอำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎกติกาของตัวเองได้ ทั้งคำสั่ง เงินเดือนก็เคยขึ้นของตัวเองได้ รวมถึงมีอำนาจกึ่งตุลาการ อ อำนาจที่สามารถวินิจฉัย ให้ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม หรือวินิจฉัยข้อพิพาทและก็ส่งยื่นฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ อันนี้คือสถานะที่ต่างไปจากองค์กรอิสระของต่างประเทศที่มีความมุ่งหมายเพียงเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ช่วยฝ่ายบริหารให้มันรวดเร็วขึ้น จุดที่มันน่าสนใจก็คือถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 จริง ๆ อาจารย์โคทมพูดไว้ชัดเจน มาก ว่าองค์กรเราที่เรียกว่าองค์กรอิสระ ณ วันนี้ที่อาจารย์ต้นบอกว่าอยากจะเรียกแค่เป็น “องค์กรแต่งตั้ง”

เดิมรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ ถ้าไปดูอย่างเช่น กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน อยู่ภายใต้หมวดไหนรู้ไหมคะ อยู่ภายใต้หมวดรัฐสภา เพราะว่าอะไร เพราะว่าองค์กรอิสระทำหน้าที่ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จัดไปไว้อยู่ในหมวดรัฐสภา ไม่ได้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระในความหมายเทียบเท่ากับนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่มาเสริมหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรในรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา เพื่ออะไรคะ เพื่อจะชี้ว่าประเด็นขององค์กรอิสระทั้งไทยและต่างประเทศในความหมายเดิม ก็คือให้มีผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างมีความเป็นมืออาชีพ คือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ คือถ้าเกิดให้ กกต. เดิมมหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้ง มหาดไทยไม่ได้มีความชำนาญในเรื่องของการจัดการเลือกตั้ง หวังว่า กกต. เข้ามาแล้วจะทำหน้าที่ได้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น แล้วก็มีความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นคือในความหมายนั้นในอดีต

ทีนี้ในประเด็นที่ 2 ซึ่งองค์กรอิสระของไทยต่างไปจากของต่างประเทศก็คือเรื่องของ “อำนาจหน้าที่” เรามีองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นเกลื่อนมาก แล้วก็เป็นอำนาจที่ไม่มีองค์กรอื่นตรวจสอบได้ประเด็นตรงนี้มันก็เลยนำมาสู่คำถามที่ว่า หลังจากนี้เราจะมีมุมมองอย่างไร เพื่อตอบคำถามของเอก (ธนกร วงษ์ปัญญา) ที่ถามว่า ในฐานะที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการ ก็คิดว่ามันมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งจริง ๆ แล้วหลายท่านก็ได้แตะไปแล้วบ้าง คือประเด็นแรกเนี่ยถ้าเรามององค์กรอิสระมีปัญหาประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง

 

 

ประเด็นแรก คือ “คุณสมบัติ” คุณสมบัติขององค์กรอิสระทั้งหลายที่เรามี อย่างที่อาจารย์ต้นจะใช้ว่าเป็น Job Expo แล้วก็เป็น Career Path คือสิ่งที่เราเห็นก็คือคุณสมบัติของคนที่มาทำหน้าที่ไม่ได้สะท้อนความเชี่ยวชาญที่องค์กรนั้นต้องการ อยากจะใช้คำว่าในที่สุดแล้วมันกลายเป็นบ้านพักคนชราหลังเกษียณของระบบราชการ เพราะว่าถ้ายังไม่ 60 ก็ไม่มีใครอยากไป พอ 60 แล้วมันเล็งแล้วว่าเราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร เงินเกษียณอาจจะไม่พอ อันนี้จากงานวิจัยที่ตัวเองทำพบเลยว่าประมาณ 60-70% ของคนที่อยู่ในองค์กรอิสระมาจากระบบราชการเดิม ซึ่งถ้ายกตัวอย่าง อย่าง กกต. คำถามคือทำไมเราต้องการ ขออภัยนะคะ จริง ๆ แล้วหลายท่านก็มีความสามารถ ทำไมเราต้องการคนจากกระทรวงต่างประเทศ ทำไมต้องการทูต ทำไมต้องการมหาดไทย ทำไมต้องการอธิบดีกรมต่าง ๆ หรือผู้พิพากษา

คำถามคือคนที่จะทำหน้าที่ในการจัดการกับการเลือกตั้งที่ดีทุกวันนี้เราต้องการอะไร ตัวอย่างที่เราต้องการเช่นเราต้องการคนที่จัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นข้อมูลเปิดที่มีสาระ มีระบบสารสนเทศ ที่รู้ว่าจะต้องจัดการกับระบบข้อมูลยังไง มีความรู้ด้านไอที เทคโนโลยี ที่จะเอามาใช้ในการจัดการข้อมูลหรือตรวจสอบทำให้กระบวนการมันโปร่งใส เราอาจจะยังต้องการมีผู้พิพากษาเพราะว่า กกต. อาจจะยังต้องทำหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบความทุจริตโปร่งใส ซึ่งถ้าเราดูตัวอย่างโมเดลต่างประเทศ อย่างอินเดีย ซึ่งอาจารย์ธงทองก็พูดว่าตอนนั้น สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ก็มองดู อินเดียมี กกต. แค่ 3 ท่าน แต่เรามี 7 ท่าน จำเป็นไหมที่ต้องมีเยอะขนาดนี้ อันนี้คือในแง่ของคุณสมบัติ ในแง่ของ “กระบวนการสรรหา” ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับกระบวนการที่ตัวเองเจอมา อยากจะบอกว่าที่อาจารย์โคทมพูดไว้ ตอนรัฐธรรมนูญปี 2540 คณะกรรมการสรรหาต้องเสนอเป็น 2 เท่า เพื่อให้กระบวนการเลือก ยังไงก็ต้องเลือกมาครึ่งหนึ่ง คือปฏิเสธไม่ได้ แล้วกระบวนการถ้าจะไม่รับรองก็ต้องเปิดเผยด้วย

กระบวนการที่มันเกิดขึ้นในตอนรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกระบวนการที่อยากจะเรียกว่าเป็น Passive Process (ทำงานเชิงตั้งรับ) คือใครสนใจก็มาสมัคร ซึ่งคนที่สนใจเนี่ยก็อาจจะรู้อยู่บ้างแล้ว พูดง่าย ๆ ว่ามีสัญญาณบางอย่างนะคะ ทีนี้สิ่งที่คิดว่าควรจะทำซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 จริง ๆ ก็เปิดช่องเอาไว้ก็คือให้เป็น Active process (ทำงานเชิงรุก) ด้วย คือกรรมการสรรหาอาจจะไปเชิญ ไปสรรหามาว่า คนนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุดแล้วกระบวนการที่ถ้าจะโยงกับท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่พูดไว้ว่า ระบบการเมืองประชาธิปไตยเนี่ยควรจะมีอิสระแล้วก็ตรวจสอบได้ โปร่งใส ในกระบวนการนี้มันควรจะต้องเชื่อมโยงกับประชาชน นั่นหมายความว่ากระบวนการรับรอง หรือคณะกรรมการรับรองมันจะต้องเป็นกระบวนการที่เชื่อมกับประชาชน หรือหน่วยงานที่เชื่อมกับประชาชน ซึ่งก็คือรัฐบาลหรือรัฐสภา ถ้าจะให้ สว. รับรอง สว. ก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เป็นประเด็นที่ในแง่ของความเชื่อมโยง

ประเด็นต่อมา โดยกระชับก็คือว่า เวลาที่เราพูดถึงการที่องค์กรอิสระถูกแทรกแซง ขาดความโปร่งใส ทั้งหลายเพราะอะไร เพราะ “ภารกิจ” ที่องค์กรอิสระมีตอนนี้มันเกินเลยจากขอบเขตที่ควรจะเป็น ความหมายก็คือว่าถ้า กกต. มีหน้าที่แค่จัดการเลือกตั้ง ไม่ได้ให้ใบเหลืองใบแดง ไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมืองไม่ได้ ถามว่ากลุ่มการเมืองใดจะอยากแทรกแซงไหม เพราะไม่ได้มีอำนาจอะไรก็จัดการเลือกตั้งไปอย่างเดียว ตอนนี้องค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช. ทั้ง กกต. ทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหรือภารกิจที่ล้นเกิน เป็นอำนาจและภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องมีและไม่ควรมี ดังนั้นถ้ามองในแง่ ถ้าใช้คำของอาจารย์ต้น เศรษฐศาสตร์การเมืองหรือตรรกะของการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มันก็คือการทำให้องค์กรอิสระมีอำนาจกำหนดทิศทาง ชี้เป็นชี้ตายนักการเมืองและพรรคการเมือง ดังนั้นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่อยากถูกชี้เป็นชี้ตายโดยองค์กรอิสระย่อมต้องการเข้ามาแทรกแซงเพื่อที่ตัวเองจะได้รอด เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ตัวเองกำจัดคู่แข่งทางการเมืองได้ ดังนั้นในประเด็นของอำนาจหน้าที่จึงสำคัญ

นอกจากนั้นมันมีอำนาจหน้าที่หนึ่ง ที่จริง ๆ รัฐธรรมนูญเขียนไว้กว้าง ๆ มากอย่างเช่น กกต. บอกว่า จะต้องส่งเสริมความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย แต่องค์กรอิสระมาตีความว่าเราจะจัดอบรมหลักสูตร มันได้กลายเป็นที่อบรมหลักสูตรให้นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารบริษัทธุรกิจทั้งหลายเนี่ยมาเจอกัน แล้วก็คือการสร้างสายสัมพันธ์ของชนชั้นนำ จริง ๆ แล้วมันก็คือการเตรียมการนำไปสู่ Job Expo แบบหนึ่ง ก็คือเพื่อทำให้อาชีพของตัวเองอยู่รอดก้าวหน้า มี Career Path ที่เติบโตมากขึ้น เราเห็นได้เลยว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรโดยองค์กรอิสระ กกต. ศาล หรือ วปอ. (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) ซึ่งเป็นต้นแบบ กลายเป็นที่บ่มเพาะสายสัมพันธ์ของนักการเมืองทุกวันนี้อย่างไร ตำแหน่งที่ได้มาของรัฐมนตรีจำนวนมากก็มาจากหลักสูตรอบรมเหล่านี้

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะขมวดปม คือถ้ามองในมุมรัฐศาสตร์ องค์กรอิสระที่ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มีเจตนานี้ แต่หลังรัฐประหาร 2550 องค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือของสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “อำนาจนิยมที่ยอมให้มีการแข่งขัน” (Competitive Authoritarianism)  หมายความว่าอะไร รัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ในที่สุดแล้วคณะรัฐประหารไทยอาจจะค่อนข้างหน้าบางในมุมหนึ่ง คือพอรัฐประหารไปสักระยะหนึ่ง ก็จะยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งที่เรายังมั่นใจว่าเขาจะยังอยู่ในอำนาจ จะยังอยู่ในอำนาจได้อย่างไร เพราะว่าเลือกตั้งแล้วไม่ค่อยชนะ ดังนั้นการใช้องค์กรอิสระก็คือเพื่อใช้ทำให้พื้นที่ของการแข่งขันนั้นมันไม่เท่ากัน ลองนึกภาพพื้นที่ของการแข่งขันที่มันเอียงและก็องค์กรอิสระก็ทำหน้าที่เป็นกรรมการ แต่กรรมการอิสระไทยไม่ได้ทำหน้าที่อยู่ข้างสนามคอยเป่านกหวีดเท่านั้น แต่บางทีลงไปเล่นด้วย หรือเวลาเป่านกหวีดก็เป่าให้ใบเหลือง ใบแดงของอีกฝ่ายหนึ่งนะคะ

สิ่งที่มันชัดมากขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้นมา ที่บอกว่าต้องแบ่งตอนรัฐธรรมนูญ 2540 องค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แบบ 1 แต่พอมารัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 องค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือของการรักษาอำนาจ บอกได้เลยว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นองค์กรอิสระ 3 องค์กรที่กำหนดทิศทาง และความเป็นความตายของนักการเมือง ดังนั้นเราก็จะเห็นการยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่อำนาจยังถูกเกาะกุมและยึดกุมโดยชนชั้นนำกลุ่มเดิม ๆ กลับมาประเด็นที่เสนอเอาไว้ว่า ระวังให้ดีเขาอาจจะยอมให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเรื่อง สว. แต่แก้แล้ว หลังจากที่เขามั่นใจว่าการได้มาซึ่ง สว. ครั้งหน้าเขายังสามารถจัดการและกำหนดทิศทางได้

 

 

ฟังมาทั้งหมดขอฉายภาพรวมภาพใหญ่แบบนี้ ตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งในขณะนั้นก็คือผลผลิตของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ใช่ไหมคะ ทีนี้รัฐธรรมนูญ 2540 ในส่วนที่มองก็คือว่าวัตถุประสงค์หลักของรัฐธรรมนูญ 2540 คืออะไร คือต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เราถึงจะเห็นได้ว่าการนำเสนอระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่มี สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ก็เพื่อให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง จะเห็นว่าตอนที่รัฐธรรมนูญ 2540 การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องใช้เสียง 2 ใน 5 จนบางพรรคการเมืองต้องรณรงค์ว่าให้เลือกให้เราได้เกิน 200 แต่ก็เลือกไม่ได้

พอภาพบรรยากาศแบบนั้นมันสอดคล้องกับที่อาจารย์ต้นได้พูดมาว่า พอถึงจุดหนึ่งนักการเมืองเข้มแข็ง พรรคการเมืองเข้มแข็ง ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง แต่สังคมไทยชุดหนึ่ง นักการเมืองชุดหนึ่งบอกว่าเข้มแข็งเกินไป นั่นก็คือสิ่งที่เริ่มกังวลใจว่าความไม่ไว้วางใจนักการเมือง และก็เลยต้องการ Depoliticize คือทำให้ทุกอย่างมันลดความเป็นการเมืองลง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 2560 และเข้มข้นที่สุดในรัฐธรรมนูญ 2560 อันนั้นก็คือการพยายามลดทอนอย่างแรกเลยก็คือรัฐบาลที่เข้มแข็ง พรรคการเมืองทำอย่างไรให้อ่อนแอลง แล้วก็เพิ่มบทบาทขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแล

ภายใต้โครงสร้างแบบนี้ต้องบอกว่า ณ วันนี้ชนชั้นนำที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รวดเร็วเกินไปนัก ด้วยความไม่ไว้วางใจ ด้วยความไม่สบายใจถ้าการเมืองเปลี่ยนแปลงเร็ว เขาพบสูตรที่จะเรียกว่าสำเร็จมาอย่างน้อยก็คือ 9 ปีแล้ว ก็คือตัวรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชะลอการเปลี่ยนแปลง เป็นเครื่องมือที่มาตรวจสอบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และใส่ผู้แสดงสำคัญที่สุดก็คือในองค์กรอิสระที่เราพูดกันมา ดังนั้น ณ วันนี้ภาพใหญ่ที่สุดก็คือสิ่งที่ชนชั้นนำทำสำเร็จแล้ว ก็คือการมีรัฐธรรมนูญที่พยุงองคาพยพและอำนาจของตัวเองผ่านองค์กรอิสระ ซึ่งอันนี้เป็นหัวข้อที่เราพูดกันวันนี้นะคะ

ดังนั้นถ้าเราพูดกันแบบนี้ คำถามซึ่งอาจารย์ปริญญา และคุณจาตุรนต์ (จาตุรนต์ ฉายแสง) เน้นก็คือว่า เราจะต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญจากคะแนนเสียง 21.6 ล้าน ถามว่าจริง ๆ แล้ว อันนี้กำลังมองแบบประเมินแบบความเป็นจริง ว่าชนชั้นนำจะยอมหรือไม่ ถ้าเกิดฟังที่คุณจาตุรนต์พูดชัดเจนมาก คือตอนนี้เสียงในสภาฝ่ายรัฐบาล ถ้าไม่รวมเพื่อไทย อย่างไรก็เกิน 200 คะแนนใน สว. ประมาณ 167-170 แค่ตรงนี้การจะแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต จริง ๆ แล้ว ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ไหม มันยากมาก ดังนั้นสิ่งที่พูดไว้ตั้งแต่ต้น คือสิ่งที่เราพูดกันว่า Constitutional Moment  คือพลังในการเปลี่ยนแก้รัฐธรรมนูญ ถามว่า ณ วันนี้มันอยู่ตรงไหน คือถ้าย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ 2540 ทำไมเราถึงได้รัฐธรรมนูญ 2540 วันนั้นไม่ได้มีการทำประชามติด้วย แต่สังคมมีพลังใช่ไหมคะ ถามว่า ณ วันนี้เราทำประจำมติ 21.6 ล้านเสียง แต่พลังของสังคมที่จะไปอยู่ที่แสดงออกถึงสัญญาณของความต้องการที่จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีจริงหรือ

จริง ๆ สัญญาณนึงที่เห็นจากการทำประชามติครั้งนี้ถ้าดูจากแผนที่นะคะทั้งประเทศ คือเขียว แดงคือจุดที่ไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ คือจะเป็นภาคใต้ กับจังหวัดหนึ่งอีก 2 เขตของจังหวัดบุรีรัมย์ มีจุดแดงอยู่จุดหนึ่งก็คือ 2 เขตของจังหวัดบุรีรัมย์ ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่จริง ๆ ที่เราพูดกันนะว่า 21.6 ล้านเสียงรัฐบาลดูจะไม่หยิบร่าง 256 เข้าสู่สภา เราจะทำอะไรได้บ้าง คือในหลายประเทศที่คุณเอก (ธนกร วงษ์ปัญญา) ถามตั้งแต่ต้นว่าในต่างประเทศต้องทำยังไง หลายเรื่อง เช่นตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ตอนที่เขาจะเรียกร้องให้คนดำซึ่งตั้งแต่หลังสงครามกลางเมืองตามรัฐธรรมนูญบอกว่ามีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่สิทธิ์เลือกตั้งจริง ๆ ไม่เคยเกิดขึ้นเลยจน 1965 ไม่กี่ปีมาแล้วนี่เอง คนดำถึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้งจริง ๆ ที่มี Voting Rights Act คำถามคือถามว่า ลินดอน จอห์นสัน Lyndon Baines Johnson) ตอนนั้นเป็นประธานาธิบดี อยากจะแก้ พ.ร.บ. ให้มีการเลือกตั้งไหม ก็ไม่ได้อยากแก้ แต่สังคมมันมีพลัง

พลังของสังคมตรงนี้คือสิ่งที่เราจะต้องประมวลมันให้ได้ และอ่านสัญญาณของชนชั้นนำให้ออกว่าเขาจะยอมให้แก้หรือเปล่า นี่คือพูดแบบไม่ใช่แบบวิชาการ แล้วก็ไม่ใช่โลกสวย กำลังมองบนความเป็นจริง ทีนี้ถ้าเกิดคะแนนในสภาไม่พอที่จะแก้ เพราะว่าอย่างน้อยจริง ๆ แล้วเสนอได้นะคะ เพราะใช้ 1 ใน 5 100 คะแนนเสียงของ สส. ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องพรรคใดภาคหนึ่งแต่รวมกันก็ได้ หรือ สว. สส. ร่วมกันเกิน 140 ก็คือ 1 ใน 5 แต่พอเสนอไปแล้ว มาตรา 256 มันจะไปถึงไหนต่อ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะพูด ณ วันนี้คือพลังของสังคมต้องแสดงออกให้ชัดเจนกว่านี้ แล้วในระหว่างนี้ล่ะ คุณจาตุรนต์อาจจะไม่เห็นด้วยที่จะให้แก้รายมาตรา แต่สิ่งหนึ่งที่พูดมาตลอดก็คือว่าจริง ๆ การแก้รายมาตรามันเป็นจุดที่อาจจะสร้าง Constitutional Moment ได้ คือประมวลพลังของสังคมได้ แต่ว่าอย่าไปตกหลุมพรางว่าแก้รายมาตราแล้วเราจะไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนะคะ

ประเด็นที่เห็นด้วยกับอาจารย์ปริญญา ก็คือว่าในระหว่างนี้เราสามารถแก้อย่างอื่นไปพลาง ๆ ก่อนได้ เช่นตัว พ.ร.ป.ทั้งหลาย กฎหมายประกอบ เพราะว่าการแก้กฎหมายประกอบอย่างน้อยมันคือการสนทนากับสังคมและประชาชน ว่าเรากำลังจะมีการแก้กติกาที่สำคัญ ที่มันกระทบกับการใช้สิทธิ์ของเรา ที่มันกระทบกับการตรวจสอบ มันคือการส่งสัญญาณเพราะว่าตอนนี้คือที่มอง  อาจจะมองในแง่ลบว่า 21.6 ล้านที่ออกลงประชามติไปเนี่ย มันยังเงียบ เราจะปลุกตรงนี้ขึ้นมาได้อย่างไร การแก้พระราชบัญญัติประกอบก็เป็นตัวหนึ่ง ตัวอย่างที่อาจารย์ปริญญาพูดมาตลอดแล้วเห็นตรงกันเลยก็คือว่าบัตรเลือกตั้ง ซึ่งควรจะบัญชีรายชื่อ สส.เขตตรงกัน มีรายละเอียดของผู้สมัครในบัตร อันนี้คือแก้ พ.ร.ป. ประกอบ สส. ได้ หรือ พ.ร.ป.ของ กกต. เองให้ทำหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง

 

 

ทั้งหมดถ้าจะให้สรุปในแง่ของประชาธิปไตยที่เราอยากเห็น รวมกับสิ่งที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้พูดเอาไว้ มันก็คือมี 3 หลักที่พูดกันไว้ ประการแรกก็คือทำอย่างไรให้องค์กรอิสระ เป็นองค์กรอิสระที่ความหมายคือไม่อยู่ภายใต้การกำกับ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายบริหาร เพราะ ณ วันนี้องค์กรอิสระไทย เอาเข้าจริง ๆ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับฝ่ายบริหารแต่อยู่ภายใต้การกำกับของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายบริหารด้วย ดังนั้นคือความเป็นอิสระตรงนี้มีได้แต่ต้องรับผิดชอบ ก็คือคำที่เราใช้กัน “Accountability” ทีนี้ Accountability หรือความรับผิดและรับชอบ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะเกิดขึ้นได้ก็คือประชาชนต้องมีโอกาสที่จะตรวจสอบ อันนี้โยงไปกับที่อาจารย์โคทมพูดก็คือว่า วันนี้มันไม่มีองค์กรตรวจสอบองค์กรอิสระ แล้วสิ่งที่เราเคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ถูกถอนไปก็คืออำนาจในการถอดถอน โดยประชาชนเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ แต่ต้องบอกเลยว่าตอนรัฐธรรมนูญปี 2540 ต่อให้ประชาชนเข้าชื่อไป ก็ต้องไปอยู่ที่วุฒิสภา ประธานวุฒิสภาเป็นคนพิจารณา ซึ่ง ณ วันนี้ต่อให้ยื่นไปประธานวุฒิสภาก็คงไม่เก็บมาพิจารณา ดังนั้นถ้าจะแก้ประเด็นนี้ก็คือว่ายื่นไปก็คือให้เป็นรัฐสภา ให้เป็นรัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ  หรือถ้าจะมองในอีกบางประเทศนะเขาทำแบบนี้ เขาเรียกว่าเลือกตั้งถอดถอน คือให้ประชาชนไปลงชื่อถอดถอนกันในคูหาเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งซึ่งเราก็คิดได้นะคะ

แล้วประการสุดท้าย ที่พูดไปแล้วแต่อยากจะย้ำ ก็คือว่าเวลาเราพูดถึงว่าทำยังไงจะให้องค์กรอิสระ อันนี้พูดในความเป็นจริงเลย ถ้าตราบใดที่องค์กรอิสระมีอำนาจขอบเขตมากมายแบบนี้ ชี้เป็นชี้ตายนักการเมืองและพรรคการเมืองได้ เขาย่อมอยากเข้ามายึดกุมองค์กรอิสระแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ต้องพูดกันมาก ๆ เลยคือขอบเขตอำนาจที่จะลดลง ให้องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์กรส่งเสริมฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะขององค์กร และลดขอบเขตอำนาจลง ถ้า กกต. ไม่มีอำนาจเสนอยุบพรรค ไม่มีอำนาจให้ใบดำใบแดง นักการเมืองก็คงไม่อยากเข้ามาแทรกแซงถ้า ป.ป.ช. ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน แล้วก็ตรวจสอบกลไกระบบราชการในหลาย ๆ ประเทศก็ไม่มีใครเข้าใครอยากยึดกุม ป.ป.ช. นะคะ

ดังนั้น สิ่งสุดท้ายอยากจะฝากความหวังไว้เหมือนกันว่า กระบวนการที่มาในกรณีของสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์แต่งตั้งศาลสูงสุด 9 คนที่มีอยู่ 3 คนมาจากการเลือกของโดนัลด์ ทรัมป์เอง แต่ศาลสูงสุด 2 ใน 3 นั้นก็วินิจฉัยคดีภาษีทารีฟของทรัมป์ (Trump Tariff) ต่อต้านทรัมป์ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นนอกเหนือจากกระบวนการแล้ว เราก็คงต้องมีศรัทธาในตัวบุคคล ดังนั้นสิ่งที่มันสำคัญที่เราจะได้บุคคลที่เราจะมีศรัทธา คือต้องถามตัวเองว่า ณ วันนี้จุดยืนและอุดมการณ์ของสังคมไทยมันไปในทิศทางไหน ตรงนี้คือพลังที่อยากจะบอกว่าเวลาเราพูดถึงโมเมนต์ของสังคมเนี่ย พลังของสังคมมันอยู่ตรงไหน และต้องแสดงออกเพื่อส่งสัญญาณไปยังกระบวนการและคนที่เข้าไปอยู่ในองค์กรเหล่านี้ด้วยค่ะ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ขอบพระคุณอาจารย์ครับ พูดง่าย ๆ คือองค์กรอิสระตรวจสอบท่าน ใครตรวจสอบองค์กรอีกนะครับ ก็ฝากความหวังครับ