ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ประชาธิปไตยสมบูรณ์กับโจทย์ปฏิรูปองค์กรอิสระไทย

15
พฤษภาคม
2569

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

พออาจารย์ทั้ง 2 ท่านก่อนหน้าพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งด้วย ผมคิดว่าหนีไม่พ้นคนข้าง ๆ ผม อาจารย์เป็นชุดแรกนะครับที่อยู่ภายใต้โครงสร้างของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่อาจารย์เป็นอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนั้น แล้วก็ได้รับคำชื่นชมนะครับ เพราะฉะนั้นให้อาจารย์แลกเปลี่ยนในประเด็นองค์กรอิสระอำนาจสูงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มดูไกลจากประชาชนไปเรื่อย อาจารย์ครับเราจะทำยังไงให้องค์กรอิสระที่อาจารย์เคยร่วมตั้งต้น กลับมาอยู่ในร่องในรอย ไม่ให้ดูสูงและไกลจากประชาชนเกินไป ไม่ให้อาจารย์ธงทองต้องถอนหายใจในเวลานี้ครับ

 

โคทม อารียา

ผมเตรียมบทความบทหนึ่งนะครับยาวประมาณ 11 หน้า แต่ไม่มาอ่านให้ฟังเดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง คือ ผมตั้งหัวข้อว่าองค์กรตรวจสอบต้องเป็นอิสระจากรัฐราชการ สรุปความคิดของผมมาพูดเรื่ององค์กรอิสระ ไม่ใช่เฉพาะ กกต. (สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง)

ประเด็นที่ 2 ผมโปรยว่าสถานการณ์ตอนนี้ ใช้คำว่า “ในยามที่ฟ้าหม่น มืดหม่น เราทำได้มากกว่ากอดอกหรือชกลม อย่าหมดความหวัง เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้องค์กรอิสระพ้นจากการครอบงำของรัฐราชการ” โปรยแล้วก็สรุปเลย

 

 

ก่อนอื่นก็ขอเท้าความสักนิดนึงว่าก่อนจะยุบสภา ก็ทะเลาะกันเรื่องมาตรา 256 คุณนิกร (นิกร จำนง) ก็ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือเปล่า ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์ คุณนิกรบอกว่าร่างครั้งที่แล้วเป็นร่างของฝ่ายค้าน ก็จริง ตอนนั้นฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่าฝ่ายรัฐบาล ถูกไหมครับ เพราะว่าฝ่ายค้านประกอบด้วยเพื่อไทยกับพรรคประชาชนก็ร่างแก้ไขมาตรา 256 กับตั้ง สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ผมเองส่วนตัววิตก ตั้ง สสร.ในส่วนที่เป็นกับกรรมาธิการยกร่าง 20 หยิบ 1 ฟังดูแล้วก็เหมือนกับกรรมาธิการชุดหนึ่งของรัฐสภา แล้วเสียงข้างมากโดยรัฐสภาเป็นยังไง เราจะได้รัฐธรรมนูญที่สะท้อนความเห็นที่หลากหลาย มีความสมดุลทางอำนาจ ได้รับความเห็นพร้อมกันอย่างกว้างขวาง หรือเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ผู้มีอำนาจปัจจุบันจะเสกสรรขึ้นมา เราก็จะวนเวียนอยู่ที่เก่า

ฝากท่านรองหัวหน้าพรรควีระยุทธ (ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร) ว่าอย่าวนเวียนอยู่ที่เก่า ทำยังไงจึงจะได้รัฐธรรมนูญที่ผมไม่ต้องการบอกว่าพิเศษหรือสมบูรณ์เสียทีเดียว แต่อย่างน้อยอยากให้มีความสมดุลพอสมควร ไม่ได้เป็นตัวแทนความคิดเห็นของรัฐสภาชุดนี้ ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้คืออะไร เดินต่อไปนะครับ

ผมคิดว่าเรามาพูดถึงองค์กรอิสระ องค์กรอิสระผมอยากจะให้ดูว่าประกอบด้วย ใครเป็นกรรมการ ยกเว้น กสม. (กรรมการสิทธิมนุษยชน) ใครเป็นกรรมการผมก็อยากแจกแจง ให้นักวิชาการไปคิดดู ส่วนใหญ่ก็คือ อดีตข้าราชการชั้นสูง บางทีก็เขียนไว้ในคุณสมบัติเลย แล้วทำยังไงจะให้พ้นจากชุดความคิดของราชการ ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญ เพราะว่าถ้าไม่พ้นจากชุดความคิดของราชการ เขาก็ไม่สนใจที่จะรายงานเหตุผล ไม่สนใจที่จะรายการต่อประชาชน อาจารย์สอบตก สว. (สมาชิกวุฒิสภา) เขาเคยรายงานไหมว่า เพราะเหตุใดไม่ได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มี เขาบอกว่าไม่ได้รับเลือกก็คือไม่ได้รับเลือก ไม่ Answerable (ไม่สามารถตอบได้) อันนี้ภาษาฝรั่งหน่อย ต่อประชาชนที่อยากจะรู้เหตุผลบางอย่างของการกระทำของผู้มีอำนาจในองค์กรอิสระ มันยังไม่เป็นอิสระจากการครอบงำของแนวคิดราชการ

ผมบอกว่าวันนี้เป็นวันปรีดี พนมยงค์ ท่านมีบทความฉบับหนึ่งชื่อว่า จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม เขียนตอนนั้นแนะนำนิสิตนักศึกษา ว่าถ้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ทำอย่างไร อาจารย์ปรีดีแนะนำว่า สมานความต้องการทางเศรษฐกิจของมวลราษฎร เพื่อให้ทุกชนชาติ ตรงนี้สำคัญขีดเส้นใต้ ทุกชนชาติร่วมกันเป็นเอกภาพ เป็นเอกภาพนะ ไม่ใช่เอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจในปัจจุบันไปเนรมิตรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คงจะเหมือน ๆ เดิมในด้านใดด้านหนึ่ง และในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ละเว้นวิธีการร่างที่ตั้งอคติและเอาประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชนเป็นแบบฉบับ ท่านเขียนมาเมื่อปี 2516 ความจริงท่านยังเขียนอื่น ๆ อีกเยอะ ก็น้อมรับความเห็นของท่านมาอ้างอิงในวันนี้ คือวันปรีดีนะครับ

คือตัวอย่างที่ท่านทำเอง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ท่านอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ยังไม่สมบูรณ์เพราะมี สส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) ประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง ขยายบทเฉพาะการไป 10 ปี เพราะช่วงนั้นครบ 10 ปีแรกถึงปี 2524 แต่ถ้าอยู่กลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ขอขยายไป 10 ปี แต่ถึงปี 2489 ผ่านไปอีก 4 ปี ท่านบอกไม่เอาแล้วมันไม่สมบูรณ์ ต้องมีพฤฒสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ใช้คำว่าโดยทางอ้อม คงจะเป็นแบบอย่างที่ยืนมาจากของฝรั่งเศสก็เป็นได้นะครับ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ต้องให้นิติบัญญัติอำนาจนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างสมบูรณ์

ที่ผ่านมาคนประมาณ 40,000 คนจัดตั้งรัฐบาลเลือกจะเป็น สว.ที่มาจากประชาชน แถมอ้างว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม ขอประธานโทษด้วยความเคารพ สว.ที่มาฟัง คุณอังคณา มันยาก มันไม่เป็นจริง แล้วมันไม่ใช่ สว.ที่เป็นไปตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ปรีดีเมื่อ 53 ปีก่อน ผมก็ข้ามไป ผมเห็นว่าเราไม่ควรมีคำว่า องค์กรอิสระ ไม่ควรมีคำนี้เลย เพราะหมายถึงอำนาจที่ 4 คืออำนาจที่อยู่เหนืออำนาจประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

ผมอยากให้อำนาจตรวจสอบขึ้นอยู่กับ 3 อำนาจแรกในทางหรือทางใดหรือขึ้นอยู่กับประชาชนหรือสามารถถอดถอนบุคคลเหล่านี้ได้โดยกลไกที่ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม เป็นต้น มืดมนอย่างที่ผมว่า ฟ้าหม่น มืดมน แต่อย่าท้อถอย ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ปริญญาที่ยกตัวอย่าง 26.6 ล้านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ 11.24 ล้านไม่เห็นชอบ สัดส่วนต่างกันกว่าเท่าตัว ตอนนี้เรามุ่งหน้าสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

 

ประการแรก ความเห็นของอาจารย์ปรีดีอีกข้อหนึ่ง ข้อแรกบอกว่าวุฒิต้องมาจากการเลือกตั้ง ข้อ 2 ท่านเขียนไว้เมื่อ 53 ปีก่อนว่าไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญ มีตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อคิดเห็นของท่านตอนนั้นเสนอให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนประกอบเป็นที่ประชุมใหญ่แห่งตุลาการรัฐธรรมนูญ จะได้ตีความรัฐธรรมนูญตามที่มวลประชาราษฎรพึงได้รับประกันถึงความยุติธรรมเขียนไว้แล้วนะ ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 53 ปีก่อน แต่ต้องมีคนตีความรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เรามีอำนาจที่ 4 คือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน มันคืออะไร ไม่เอาครับศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอำนาจที่ 4 ที่อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน สามอำนาจหลักซึ่งเนรมิตขึ้นมา เพราะรังเกียจนักการเมืองแล้วก็คิดว่านักการเมืองนี่คือปัญหาของสังคม

เพราะฉะนั้นก็ทราบใช่ไหม ยุบพรรคเอย ตัดสิทธิ์เอย ศาลรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อการนี้เหรอครับ ผมว่าไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าใครทำตามรัฐธรรมนูญ โอเคทำต่อ ใครไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ให้ยุติการกระทำ ส่วนจะไปฟ้องศาลอื่นก็ฟ้อง จะลงโทษอะไรก็ลงโทษไปตามเรื่องตามราว หลักศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ให้ราษฎรพึ่งรัฐธรรมนูญได้ ว่าทุกคนจะปฏิบัติตามรัฐโดยมีตุลาการเป็นผู้ตัดสินว่าทำหรือไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ก็ง่ายแค่นั้น ไม่จำเป็นต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ หรืออะไรให้มันวุ่นวายอยู่ในขณะนี้

ในองค์กรอิสระผมก็คงไม่มีเวลาไปพูดถึงหลายองค์กร ก็จะพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ต่อไปก็พูดถึงกกต. สักนิดนึง ท่านพูดถึงเรื่องจัดการให้เรียบร้อย ผมว่าเขาก็จัดการเรียบร้อยระดับหนึ่งแต่ได้น้อยก็ไม่เรียบร้อย 100% เป็นหลักสำคัญของ กกต. คำว่าสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ชุดแรกตีความว่าไม่มีการซื้อเสียงหรือมีน้อยที่สุด ใครซื้อเสียงกลับได้เราเรียกว่าให้ใบเหลืองใบแดงปัจจุบันก็เขียนไว้นะครับ เขียนไว้ชัดเจนมากในกฎหมายว่า มีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม สามารถตัดสิทธิ์การลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครคนนั้นไม่เกิน 1 ปี พูดง่าย ๆ คือ คุณพ้นจากเลือกตั้งครั้งนั้นไปเลย จะเรียกว่าใบแดงก็ว่าได้ แล้วเคยทำไหม ผมก็อยากจะอ้างว่าเคย แต่เมื่อสมัยโน้นนะ สมัยหลัง ๆ ผมไม่เคยเห็นความเอาจริงเอาจังในเรื่องการซื้อสิทธิ ขายสิทธิ 

คุณลงไปที่ไหนก็ได้ กกต. มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุก ๆ จังหวัด มีหูมีตาอยู่แล้ว ไม่ได้ยินไม่ได้เห็นอะไรเลยเหรอ ว่ามีการซื้อสิทธิกันหรือไม่ แล้วก็หลักฐานเนี่ยประชาชนร่วมมือเอามาให้ท่านหรือเปล่า ท่านได้รับความไว้วางใจจริงไหม ไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องเอาหลักฐาน เอาโจทย์ เอาอะไรต่าง ๆ มายื่นต่อ กกต.ไว้ใจว่า กกต.จะดำเนินการต่อไป ไม่มีครับ เงียบกันหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้คือจุดอ่อน ถ้าจะเอาเฉพาะการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ด้วยความเคารพ ผมว่ากระทรวงมหาดไทยก็ทำได้พอสมควร ทุกวันนี้ กกต.ก็พึ่งมหาดไทยเยอะ โจทย์ใหญ่ก็คือความเที่ยงธรรม คือการปลอดพ้นจากอำนาจอิทธิพลของเงิน ซึ่งไม่ต้องพูดว่าบ้านเล็กบ้านใหญ่ทุกบ้านก็พยายามจะแจกกันอยู่พอสมควร อันนี้คือจุดบกพร่องของ กกต.

มาถึงเรื่องประเด็น ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ไม่พูดถึง อาจารย์ธงทองท่านพูดแล้ว รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดวิธีการออกเสียง เสนอมา 1 คนต้องการ 1 คน เสนอมาเท่าจำนวนที่ต้องการ สามารถปฏิเสธไม่เอาสักคนก็ยังได้ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญปี 40 เขากำหนดให้คุณเสนอมาเป็น 2 เท่า ต้องการกรรมการ 1 คนต้องเสนอมา 2 คน ต้องการกรรมการ 3 คนเสนอมา 6 คน แล้วก็เลือกให้เหลือเท่าจำนวนที่ต้องการ บังคับให้ต้องเลือก ไม่ใช่ปฏิเสธไปเลย ผมคิดว่าอาจจะช่วยบรรเทาทุกข์ยากในขณะนี้ลงไป เพราะว่าเขาไม่เอาเขาก็ไม่ต้องให้เหตุผล แต่คราวนี้เขาต้องเอาจากบรรดาบุคคลที่ได้รับการสรรหามาแล้ว เป็นการปฏิรูปเล็กน้อย

จุดอ่อนของ กกต.ชุดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือก สว.เหมือนกับซื้อสิทธิ์ขายเสียง คุณไม่ต้องไปที่ไหนเลย ไปอยู่บ้านคุณ ไปคุยกับผู้สมัครบางคนก็ทราบดี ว่ามีการจัดตั้ง มีการฮั้วตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และส่วนกลาง ถ้าจะสืบสวน สอบสวน ไต่สวนเรื่องนี้ไม่เกินความสามารถของ กกต. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาย คุณใช้คำว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้นะครับ เหมือนกับหลับนอนสนิท ไม่ทันได้ตื่นขึ้นมาดู เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปีแล้วใช่ไหมอาจารย์ปริญญาทุกสิ่งก็เหมือนกับคลื่นกระทบฝั่ง ก็ไม่รู้จักเข้าข่ายต้องถามนักกฎหมายนะว่าละเว้นการกระทำหรือเปล่า

ผมจะเสนอแนะว่ารัฐธรรมนูญควรจะมีเฉพาะบางหมวด ตัดบางหมวดออกไป หมวดศาลรัฐธรรมนูญไม่เอา หมวดองค์กรอิสระไม่ดี หมวดปฏิรูปประเทศไม่จำเป็น หมวดองค์กรอัยการอาจจะไปไว้กับหมวดศาล เป็นต้น ถามว่าทำไมไม่มีหมวดองค์กรอิสระปี 2540 ก็ไม่มีหมวดองค์กรอิสระ แต่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญไปอยู่ในหมวดรัฐสภา แล้วไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ คือไม่ได้โจ่งแจ้งว่ามีอำนาจที่ 4 ที่เรียกกันว่าองค์กรอิสระ ไม่เอานะครับ

 

 

ประการที่ 2 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คนร่างก็คิดว่าดี แต่กรุณาทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่เอามาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งไปตีความได้ตามสบาย เหนือกฎหมายทั้งหลาย เซาะกร่อนบ่อนทำลาย อ้างว่าคนงาน เปิดพจนานุกรมแล้วแปลว่าอย่างนี้ ไม่ได้ดูข้อกฎหมาย คนงานก็คือ คุณสมัคร (อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช) เป็นคนงานของใครก็ไม่ทราบนะครับ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ลูกจ้างครับอาจารย์

 

โคทม อารียา

โทษทีครับผมความจำไม่ค่อยดี พูดถึงอนาคตที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะนี้การถอดถอนกรรมการขององค์กรแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งคล้าย ๆ กัน ถอดถอนยาก คราวนี้เราก็น่าจะเอาวิธีการถอดถอน ป.ป.ช.มาใช้จะดีไหม วิธีการถอดถอน ป.ป.ช. ก็คือให้ สส. สว.จำนวนหนึ่ง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง มีสิทธิเข้าชื่อการกล่าวหาไม่ต้องมีหลักฐานมากมาย ในกรณีนี้ประธานศาลฎีกาจะต้องตั้งคณะสืบสวนอิสระ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง หากคดีมีมูลก็ให้คณะไต่สวนอิสระเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาวินิจฉัย อันนี้ใช้กับ ป.ป.ช.อยู่ ใช้กับองค์กรอื่นได้ไหม

 

ผู้ร่วมฟังเสวนา

ควรจะ

 

โคทม อารียา

ควรจะนะครับ โอเคขอบคุณครับ ผมก็ยังเน้นว่า กกต.ไม่ควรมีอำนาจเฉพาะจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ผมตีความสุจริตและเที่ยงธรรมก็ 2 อย่าง ไม่ซื้อสิทธิขายเสียงกับไม่ได้ใช้อำนาจรัฐโดยอ้อม ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากถึงต้องมี กกต. และจัดให้เรียบร้อยก็ให้ข้าราชการทำไปก็ว่ากันไปเพราะฉะนั้นผมยังเสียดาย เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.สามารถแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชน แต่งตั้งที่ไหนล่ะ เขาไม่ตั้ง ชุดปัจจุบันไม่ตั้งนะ แต่ก่อนชุดแรกตั้งแล้วเป็นประโยชน์มาก เคยมีการตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำกับดูแล กกต. สำนักงานกกต. จังหวัด ซึ่งมีผลมีประโยชน์ก็คือว่ากระจายอำนาจการตรวจสอบดูแล ตอนนี้เป็นระบบราชการรวมศูนย์อยู่ที่เลขาธิการคนเดียว เสร็จแล้วต้องพึ่งองค์กรเอกชน เพราะว่าธรรมดาปัจเจกบุคคลบางทีไม่ได้มีพลังพอที่จะหาหลักฐานบางอย่างไปฟ้องหรือส่งให้ กกต. ทีนี้ กกต.ต้องทำงานเชิงรุกในการรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะป้องปรามการซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจังในกระบวนการเลือกตั้ง อันนี้ก็ขาดหายไปอย่างมาก

สำหรับ ป.ป.ช.ผมก็แกล้งเสนอ คือว่าในการไต่สวนเอาองค์กรอัยการเข้าไปร่วมได้ไหม เพราะองค์กรอัยการมีความสามารถในการไต่สวนพอสมควร ให้เป็นอำนาจร่วมของ ป.ป.ช.และองค์กรอัยการ แต่รายละเอียดยังไม่ค่อยคิดถึงชัดเจน อีกอันนึงผมคิดว่ามันเป็นการคล้าย ๆ กับฟอกขาวองค์กรของรัฐหรือเปล่า หน่วยงานราชการไปนั่งบอกกรมโน้น กรมนี้ได้รับการประเมินแล้ว โดยเครื่องมือที่เรียกว่า การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ชื่อย่อ ITA (Integrity and Transparency Assessment) ปรากฏว่าหลายหน่วยงานได้คะแนนเกือบร้อย ประชาชนร้องยี้ มันก็เหมือนกับฟอกขาวองค์กรนั้น ว่าผ่าน กกต.ไป กกต.บอกว่าองค์กรนี้โปร่งใส ไม่คอร์รัปชัน แต่ว่าปรากฏผลเป็นยังไงครับ CPI (Corruption Perception Index) คือ ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันของไทยที่เขียนไว้ชัดเจนในยุทธศาสตร์ชาติว่าในอีก 10 กว่าปีเราจะอยู่ในอันดับที่ 1 ถึง 20 แต่เราก็อยู่ในระดับที่ 100 มานานแล้วไม่ไปไหนผมว่า ป.ป.ช.ต้องรับผิดชอบ ความจริงเรามีนายกฯ ที่รับผิดชอบมากเลย รับผิดชอบทุกเรื่องเลยแต่ดูผลลัพธ์ (Consequence) แต่ไม่มีผล รับผิดชอบก็แค่นั้น ถ้า ป.ป.ช.ทำให้ CPI กระเตื้องขึ้นไม่ได้ ผมว่า ป.ป.ช.ต้องมีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่นะครับ

 

 

ผมก็มาคิดถึงข้อที่จะต้องคิดอย่างเร่งด่วน เราจะคิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง กระบวนการนี้ยังคิดไม่ชัดสำหรับภาคประชาชน ภาคบัญชาการ ภาค สส. หรือผู้มีอำนาจทั้งหลาย แต่อย่างน้อยมันมีเส้นตาย ผมคิดว่า ด้วยใจผม พอครบวาระ สว.ชุดนี้ ถ้าเราไม่แก้ที่มาของ สว.ก็เหมือนกับเราต่ออายุระบบที่ย่ำแย่อยู่ขณะนี้ต่อไปอีก 5 ปี ฝันร้ายนะครับ

สอง อาจารย์ปริญญาเน้นว่าตัวปัญหาอย่างน้อย 3 องค์กร ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. ทำงานไม่โปร่งใส ไม่ทราบจริงหรือเปล่า มันมีข้อบกพร่อง นักวิชาการถ้ากฎหมายอะไรต่าง ๆ ทำไมไม่ช่วยกันชี้ว่าจะไปแก้ พ.ร.ป. หรืออะไรก็ออกมาเป็นแต่ละองค์กรให้ชัดเจน ว่าควรจะแก้ในประเด็นใดอย่างไร แล้วก็ให้เกิดการจะเรียกว่า ดีเบตหรือการถกแถลงพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ด้วยความรีบตรวจพอสมควร แต่กระบวนวิธีการทำงานให้โปร่งใสได้ชัดเจนมากขึ้น ทำอย่างไร

ถ้าสื่อมวลชนจะช่วย ก็ช่วยจี้ในเรื่องนี้ เพราะสามารถทำได้ตามสมควรเพื่อไม่ให้องค์กรเหล่านี้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนให้มากไปกว่านี้ ฝาก สส.ด้วย ถ้าช่วยได้จะทำให้กระบวนการทำงานมันเหมือนกับเป็นแดนสนธยา ที่ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว คุณวีระยุทธพูด กระบวนการคิดที่ทำให้องค์กรเหล่านี้มีกำแพงกั้น อบอุ่น มีคอมฟอร์ตโซน แล้วก็ไม่เห็นจะถูกต่อว่าต่อขาน เพราะว่าคุณก็ไม่รู้ว่าเขาทำงานแบบไหนอย่างไร

สรุปความคิดของผมนะครับว่าปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เราจะทำได้ยาก ให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ครับ ความหวังของอาจารย์ปรีดี แต่เราก็ยังต้องทำ เราจะต้องพยายาม อุปสรรคคือชุดความคิด คุณวีระยุทธบอกชุดความคิดมันเป็นชุดที่เรียกว่า Neoliberalism หรือชุดความคิด เสรีนิยมใหม่ ผมก็รับฟังแล้วคล้อยตามไปด้วย แต่ว่าเราจะมีชุดความคิดอะไรที่ไม่ใช่ชุดความคิดของระบบราชการ ซึ่งเป็นอนุรักษนิยมกับชุดความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่จริง ๆ แล้วสำหรับประเทศเรายก็มาเซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางตอบโต้อุดมการณ์หรือชุดความคิดทางการเมืองให้หนักแน่นกว่านี้ ฝากทางรัฐศาสตร์ด้วยนะ ทางนิติศาสตร์ไม่พูดถึง เมื่อกี้มอบหมายงานไปแล้วให้งานมีกระบวนการโปร่งใส แล้วก็ขอให้ทุกท่านที่รับทราบเรื่องนี้ในเวทีนี้ กรุณาช่วยคิดช่วยทำต่อไปด้วย ขอบคุณครับ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ขอบพระคุณอาจารย์ครับ