การจะกล่าวถึงคุณงามความดีหรือคุณูปการของบุคคลใด ส่วนมากเราจะนำประสบการณ์และผลงานของท่านผู้นั้นในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติมากล่าวถึง แต่สำหรับท่านผู้ประศาสน์การ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ก็จะแตกต่างออกไป คือสามารถจะกล่าวถึงท่านได้ในหลายสถานะ เช่น เป็นนักอภิวัฒน์ผู้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยโดยแท้จริง เป็นผู้ได้รับผลสำเร็จในฐานะเป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์ เป็นข้าราชการ เป็นนักกฎหมาย เป็นนักปกครอง เป็นนักเศรษฐศาสตร์และการคลัง เป็นนักการทูต เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์และเสียสละ ฯลฯ ทั้งนี้ถ้าหากเราพิจารณาผลงานและคุณูปการของท่านด้วยใจเป็นธรรมแล้วต้องยอมรับว่าท่านได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติไว้อย่างมหาศาลในทุกตำแหน่งและหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ
คุณูปการในด้านอื่น ๆ หลายท่านได้กล่าวและเขียนไว้ในหลายโอกาส แต่ในทางการทูต เราเห็นว่าอนุชนรุ่นหลัง แม้นักศึกษาทางการทูตหรือผู้สนใจในการต่างประเทศ ยังไม่ทราบในทางลึกและรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ในวันปรีดีนี้เราจึงเห็นสมควรที่จะนำเรื่องนี้มาลงในจุลสารฉบับนี้
ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลซึ่งมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๙ ถึง ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๑ ต่อมาเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรี ก็มีส่วนสำคัญในการปฏิบัติงานด้านการต่างประเทศ แม้จะอยู่ในตำแหน่งในระยะสั้น ๆ แต่ได้สร้างผลงานไว้มากมายและผลงานนี้ยังประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างมหาศาล และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในบทความนี้ เราจะนำผลงานสำคัญเพียง ๓ เรื่อง มากล่าวไว้คือ
๑. การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศจักรวรรดินิยมและประเทศอื่นรวม ๑๓ ประเทศ
๒. การกู้ชาติในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และ
๓. วิสัยทัศน์ในการจัดตั้งองค์การส่วนภูมิภาค
๑. การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับมหาอำนาจและประเทศอื่นรวม ๑๓ ประเทศ
ประวัติศาสตร์สังเขปเกี่ยวกับอำนาจพิเศษของจักรวรรดินิยมเหนือประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๘ (ค.ศ. 1855) ถึงต้นสงครามโลกครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๕๗ (ค.ศ. 1914) นั้น ประเทศจักรวรรดินิยมหลายประเทศบีบบังคับรัฐบาลไทยทั้งโดยตรงและโดยปริยาย ให้จำต้องทำสัญญาไม่เสมอภาคที่ยอมให้ประเทศจักรวรรดินิยมเหล่านั้นมีอำนาจเหนือไทยในทางการเมือง การเศรษฐกิจ การศาล คนในบังคับต่างประเทศเหล่านั้นทำผิดในดินแดนไทยแต่ศาลไทยไม่มีอำนาจตัดสิน หากรัฐบาลไทยต้องส่งตัวคนต่างประเทศที่ทำผิดนั้นไปให้ศาลกงสุลของต่างประเทศชำระคดี แม้ต่อมาบางประเทศ อาทิ อังกฤษและฝรั่งเศสยอมผ่อนผันให้ไทยตั้งศาลต่างประเทศและศาลคดีต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาไทยและที่ปรึกษากฎหมายชาวยุโรปร่วมกันพิจารณาพิพากษาคดีคนในบังคับอังกฤษและฝรั่งเศสก็ตาม แต่ในสนธิสัญญาก็ได้กำหนดไว้อีกว่า ถ้าความเห็นของผู้พิพากษาไทยขัดแย้งกับที่ปรึกษาฯ ชาวยุโรป ก็ให้ถือเอาความเห็นของที่ปรึกษาชาวยุโรปนั้นเป็นใหญ่กว่าความเห็นของผู้พิพากษาไทย โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้พิพากษาไทยมีจำนวนมากกว่าที่ปรึกษาชาวยุโรป แม้กระนั้นในสนธิสัญญาก็ยังได้กำหนดไว้อีกว่า คดีที่อยู่ในศาลต่างประเทศนั้น กงสุลของประเทศดังกล่าวก็ยังมีอำนาจที่จะถอนคดีไปชำระที่ศาลกงสุลของตนได้ สถานกงสุลของหลายประเทศมีศาลและมีคุกสำหรับคนในบังคับของตนโดยเฉพาะ และมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ ที่เรียกตามศัพท์กฎหมายระหว่างประเทศว่า “สภาพนอกอาณาเขต” (Extraterritoriality)
ส่วนในทางเศรษฐกิจนั้น ประเทศจักรวรรดินิยมดังกล่าวมีสิทธิพิเศษตามสัญญาไม่เสมอภาค คือ ประเทศไทยถูกบังคับให้เก็บภาษีขาเข้าได้เท่าที่สนธิสัญญากำหนดไว้ คือเดิมเก็บภาษีขาเข้าได้เพียงร้อยละ ๓ ของราคาสินค้าขาเข้า แม้รัฐบาลสมบูรณาฯ ได้แก้ไขสนธิสัญญาให้ไทยมีสิทธิมากขึ้นบ้าง แต่ก็ยังมีข้อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรไว้อีกหลายประการ อีกทั้งจักรวรรดินิยมหลายประเทศได้มีสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีก อาทิ ได้สัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ การเดินเรือ ฯลฯ และมีอำนาจกับอิทธิพลในทางการเมืองเหนือประเทศไทย
นอกจากสิทธิพิเศษดังกล่าวแล้ว จักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศสมีอำนาจเศรษฐกิจและทางการเมืองเหนือประเทศไทยโดยตรงบ้างและโดยทางปริยายบ้าง ไทยเคยถูกอังกฤษและฝรั่งเศสบังคับให้จำต้องโอนดินแดนหลายส่วนไปเป็นอาณานิคมของจักรวรรดินิยมดังกล่าว อีกทั้งยังถูกคุกคามจากอังกฤษและฝรั่งเศสที่จะพร้อมใจกันยึดเอาไทยไปเป็นอาณานิคมของ ๒ ประเทศนั้นในแหลมอินโดจีน ปรากฏตามข้อตกลงระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ. 1896 (พ.ศ. ๒๔๓๘) ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสรับรองความเป็นเอกราชของไทยเพื่อเป็นประเทศกันชน (Buffer State) ระหว่างอาณานิคมของประเทศทั้งสองในแหลมอินโดจีน โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าข้อตกลงนั้นไม่ตัดสิทธิของประเทศทั้งสองที่จะยกกำลังมายึดเอาไทยและแบ่งไปเป็นอาณานิคมของแต่ละประเทศนั้นได้
นอกจากนี้แม้ดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยก็ดี แต่ไทยก็ไม่มีอธิปไตยที่จะตั้งด่านศุลกากรในท้องที่ภายในเขต ๒๕ กิโลเมตร จากฝั่งขวาของแม่น้ำโขงบริเวณนั้น จึงมีสินค้าจากอินโดจีนฝรั่งเศสเข้ามาขายได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ทั้งนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่ไทยจำต้องทำไว้กับฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖)
สามจักรวรรดิ (Empire) หมดอำนาจพิเศษเหนือประเทศไทยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น ๓ จักรวรรดิ (Empire) หมดอำนาจพิเศษเหนือไทยดังต่อไปนี้
๑. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917) ไทยประกาศสงครามต่อจักรวรรดิเยอรมันและต่อจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ฉะนั้นสนธิสัญญาและข้อตกลงทุกฉบับระหว่างไทยกับประเทศทั้ง ๒ นั้น จึงสิ้นสุดลงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
๒. ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ นั้นเอง จักรวรรดิรุสเซียที่เคยมีอำนาจพิเศษเหนือไทยนั้น ได้มีการอภิวัฒน์ ๒ ครั้ง คือครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์เป็นการอภิวัฒน์ “ประชาธิปไตยเจ้าสมบัติ” (Bourgeois Democratic Revolution) ซึ่งพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ต้องสละราชสมบัติแต่ยังไม่ทันที่รัฐบาลไทยจะตกลงใจรับรองรัฐบาลใหม่หรือไม่ ก็เกิดการอภิวัฒน์ใหญ่แห่งเดือนตุลาคม (October Revolution ตามปฏิทินแห่งรุสเซียซึ่งตรงกับวันที่ ๗ พฤศจิกายน แห่งปฏิทิน “เกรโกเรียน” ที่ใช้ในหลายประเทศปัจจุบัน) ที่เปลี่ยนระบบเก่าโดยสิ้นเชิงโดยสถาปนาระบบโซเวียตขึ้นมาแทนที่ ซึ่งพัฒนาเป็นสหภาพโซเวียต รัฐบาลไทยไม่รับรอง “รัฐ” (State) และ “รัฐบาล” (Government) ใหม่ของรุสเซีย ฉะนั้นสนธิสัญญาและข้อตกลงใด ๆ ที่ไทยทำไว้กับจักรวรรดิรุสเซียจึงสิ้นสุดไป
ฉะนั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ มีประเทศที่ยังมีอำนาจเหนือไทยอีก ๑๒ ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ค สวีเดน นอรเว สเปน และปอร์ตุเกส
สัญญาสันติภาพไม่มีผลต่อเอกราชสมบูรณ์ของไทย
สัญญาสันติภาพเลิกสงครามโลกครั้งที่ ๑ มี ๓ ฉบับคือ ฉบับแวร์ไซส์ 1919 (พ.ศ. ๒๔๖๒) เกี่ยวกับสถานะสงครามระหว่างสัมพันธมิตรกับเยอรมนี ส่วนสัญญาสันติภาพกับจักรวรรดิ ออสเตรีย-ฮังการี นั้นแยกออกเป็น ๒ ฉบับ คือฉบับ แซงต์-แยร์แมง อองเลย์ (Saint-Germain-En Lays) สำหรับออสเตรีย และฉบับตรีอานอง (Trianon) สำหรับฮังการี เพราะเมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ ๑ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ได้สลายลงและแยกเป็นสองรัฐ
รัฐบาลไทยได้พยายามทาบทามขอให้มหาประเทศที่เป็นฝ่ายสัมพันธ์มิตรด้วยกันกับไทยนั้น เติมข้อความในสัญญาแวร์ไซส์และสัญญาแซงต์-แยร์แมงฯ ที่ให้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์แก่บรรดาประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรซึ่งรวมทั้งไทยด้วย แต่มหาประเทศไม่เห็นด้วยโดยอ้างว่า สัญญาแวร์ไซส์และสัญญาแซงต์-แยร์แมงฯ เป็นเรื่องสัญญาสันติภาพระหว่างสัมพันธมิตรกับฝ่ายศัตรู ฉะนั้นการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างสัมพันธมิตรด้วยกันจึงต้องทำต่างหาก
อย่างไรก็ดีไทยต้องใช้เวลาประมาณ ๗ ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้สัญญาสันติภาพ จนกว่าจะลงนามกับทุก ๆ ประเทศได้ครบถ้วนใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ตามลำดับดังต่อไปนี้
(๑) สนธิสัญญากับ ส.ร.อ. ใน พ.ศ. ๒๔๖๓
(๒) สนธิสัญญากับญี่ปุ่น ใน พ.ศ. ๒๔๖๖
(๓) สนธิสัญญากับฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๖๗
(๔) สนธิสัญญากับเดนมาร์ค ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๕) สนธิสัญญากับอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๖) สนธิสัญญากับสเปญ (เขียนชื่อตามสมัยนั้น) ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๗) สนธิสัญญากับโปรตุเกส ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๘) สนธิสัญญากับเนเธอร์แลนด์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๙) สนธิสัญญากับสเวเดน (เขียนชื่อตามสมัยนั้น) ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๑๐) สนธิสัญญากับนอรเวย์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
(๑๑) สนธิสัญญากับเบลเยี่ยม-ลุกซัมบูร์ก ใน พ.ศ. ๒๔๖๙
อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว อำนาจและสิทธิพิเศษที่ตกค้างมายังมีอีกหลายประการคือ
๑. ในเรื่องอำนาจศาลต่างประเทศ ส่วนมากยังมีสิทธิถอนคดีที่คนชาติของเขาเป็นจำเลยไปจากศาลฝ่ายไทย นอกจากศาลฎีกา เพื่อเอาไปพิจารณาพิพากษาในศาลกงสุลได้ ทั้งนี้จนกว่าจะได้ประกาศเป็นประมวลกฎหมายครบถ้วนไปแล้วเป็นเวลา ๕ ปี และในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรก็มีข้อจำกัดการเก็บอากรสินค้าขาเข้าบางอย่าง เช่นฝ้ายและกับวัตถุทำด้วยฝ้าย เหล็กกับวัตถุทำด้วยเหล็ก รถยนต์ เครื่องจักร หมวก นมข้นและเหล้า ทั้งนี้มีกำหนด ๑๐ ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงใน พ.ศ. ๒๔๗๙ (ค.ศ. 1936)
๒. ไทยถูกผูกมัดฝ่ายเดียวในเรื่อง
(ก) การคืนอากรกระสอบป่าน
(ข) สิทธิการเก็บภาษีอากรในเขต ๒๕ กิโลเมตร ทางชายแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
(ค) การให้ผลปฏิบัติอย่างคนชาติพื้นเมืองในเรื่องอสังหาริมทรัพย์
(ง) การยอมรับสัญชาติต่างประเทศของคนบางประเทศซึ่งเกิดในประเทศไทย
๓. ไทยตั้งการผูกขาดหรือเรียกเกณฑ์คนในบังคับต่างประเทศเพื่อแรงงานไม่ได้
๔. นอกจากนี้ตามโปรโตคลต่อท้ายสัญญากับ ๓ มหาอำนาจยังจำกัดสิทธิต่างๆ คือ
๔.๑ โปรโตคลว่าด้วยอำนาจศาลสำหรับใช้แก่คนอเมริกันและคนอื่น ๆ ที่สมควรอยู่ในป้องกันอเมริกันในกรุงสยาม
อำนาจพิเศษทางศาลอเมริกันมิได้สิ้นสุดลงโดยเด็ดขาดในวันที่แลกเปลี่ยนสัตยาบันสนธิสัญญานั้น แม้จะกล่าวว่าฝ่ายอเมริกันจะไม่ถอนคดีจากศาลไทยไปชำระที่ศาลกงสุล ภายหลังที่ไทยประกาศใช้กฎหมายครบถ้วนแล้ว ภายใน ๕ ปี ก็ตาม แต่ถ้าสหรัฐอเมริกาคิดเห็นภายในเวลาอันสมควรตั้งแต่วันประกาศใช้ประมวลกฎหมายทั้งหลายที่กล่าวแล้ว ว่ามีข้อรังเกียจอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายกระบวนพิจารณา และพระธรรมนูญศาลทั้งหลายนี้แล้ว รัฐบาลไทยจะพยายามที่จะแก้ไขข้อรังเกียจเช่นนี้ด้วย
สรุปแล้วฝ่ายไทยต้องเสียอธิปไตยให้แก่อเมริกันคือ จำต้องแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้มีอยู่แล้วนั้นให้เป็นไปตามที่ฝ่ายอเมริกันเสนอ ส่วนในทางปฏิบัติ ไทยก็ได้ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของอเมริกันและประเทศจักรวรรดินิยมดังกล่าวนั้น คือเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๖ ไทยได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๑ และ ๒ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๗ แต่รัฐบาลของประเทศจักรวรรดินิยมได้ตั้งข้อรังเกียจบทบัญญัติหลายมาตรา ไทยจึงต้องทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑-๒ ขึ้นใหม่ โดยประกาศเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๗ และให้ใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๘ ก็ต้องยกเลิกและจัดทำขึ้นใหม่ และประกาศเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๗๑ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๗๒ ซึ่งแสดงถึงว่า ไทยเสียอธิปไตยสมบูรณ์ที่จำต้องทำประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์บรรพ ๑-๒ และ ๓ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายอเมริกันและประเทศจักรวรรดินิยมอื่น ๆ
๔.๒ โปรโตคลว่าด้วยอำนาจศาลอันจะพึงใช้แก่คนสังกัดชาติฝรั่งเศส (พลเมืองและคนในบังคับและคนในอารักขา) ในพระราชอาณาจักรสยามต่อท้ายหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขาย และการเดินเรือ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925
ตามตัวบทโปรโตคลกับฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ. 1925 อำนาจและสิทธิพิเศษของฝรั่งเศสมีหลายอย่างที่แปลกกว่าโปรโตคลที่ไทยได้ตกลงกับฝ่ายอเมริกัน คือฝรั่งเศสเรียกร้องผลประโยชน์พิเศษที่เขามีอยู่เหนือไทยโดยเฉพาะอีกมากมายจึงมีหลายข้อที่ยังคงอำนาจอธิปไตยเหนือไทย
๔.๓ ข้อความต่อท้ายโปรโตคลว่าด้วยอำนาจศาลสำหรับใช้แก่คนในบังคับอังกฤษ และคนอื่น ๆ ที่สมควรอยู่ในอารักขาอังกฤษในกรุงสยาม
มีข้อความคล้ายคลึงกับโปรโตคลซึ่งเท่ากับ ส.ร.อ. โดยเฉพาะเขาอาจตั้งข้อรังเกียจ จากประมวลกฎหมายที่ไทยประกาศใช้ และเราต้องพยายามแก้ไขข้อรังเกียจดังกล่าว
สรุปแล้วทั้งเอกราชทางการศาลและทางเศรษฐกิจ ประเทศจักรวรรดินิยมยังมีอำนาจเหนือไทยอีกมากมาย
อย่างไรก็ดี ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ถวายพระเกียรติแด่อดีตเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ๒ พระองค์ คือสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๙ ในรัชกาลที่ ๕ และต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นประวัติการณ์ที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศเป็นเวลาถึง ๓๗ ปี ทรงรอบรู้ในวิชาการระหว่างประเทศ และทรงชำนาญการระหว่างประเทศเป็นเวลาช้านาน ส่วนกรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย (พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์) ก็ได้ทรงมีความรู้ในวิชารัฐศาสตร์ทางการทูต และเคยเป็นอัครราชทูต อีกทั้งดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ แล้วทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศสืบต่อจากสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ทั้งสองพระองค์ทรงอำนวยการแก้สนธิสัญญากับจักรวรรดินิยมให้ดีขึ้นมาเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ขณะนั้น
การเจรจาทำสนธิสัญญาใหม่กับมหาอำนาจในสมัยท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อท่านปรีดี พนมยงค์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหน้าที่ให้ท่านปรีดีเป็นผู้ปฏิบัติการเพื่อเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศจักรวรรดินิยมต่าง ๆ นั้น และได้ยื่นร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ไทยได้เสนอข้อแก้ไขแก่ประเทศจักรวรรดินิยมพิจารณา ท่านปรีดีได้ใช้ความอุตสาหะพยายามเจรจาโดยอาศัยหลักดุลยภาคแห่งอำนาจ ซึ่งทำให้จักรวรรดินิยมแต่ละประเทศนั้น ๆ ยอมทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ไทยได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ทั้งเอกราชในทางการเมือง ในทางศาลและในทางเศรษฐกิจ
สนธิสัญญาที่ทำกันใหม่นั้น มีดังต่อไปนี้
๑. สนธิสัญญาทางไมตรี และพาณิชย์กับสวิส พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๒. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับสหภาพเศรษฐกิจ เบลโก-ลุกเซมเบอร์ก
พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๓. อนุสัญญาการตั้งถิ่นฐานกับประเทศเบลเยี่ยม พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๔. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศเดนมาร์ก พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๕. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศสวีเดน พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๖. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๗. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศนอรเวย์ พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๘. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศอังกฤษ พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๙. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศอิตาลี พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๑๐. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๑๑. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๑๒. ข้อตกลงพาณิชย์และศุลกากรกับประเทศฝรั่งเศสเกี่ยวกับอินโดจีน พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ.. 1937)
๑๓. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศเยอรมัน พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๑๔. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศเนเธอร์แลนด์ พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
๑๕. สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับประเทศโปรตุเกส พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937)
โดยสนธิสัญญาเหล่านี้ ประเทศไทยได้อิสรภาพในเรื่องอำนาจศาลและการภาษีอากรกลับคืนมาโดยเต็มที่ ศาลยุติธรรมของไทยชำระชาวต่างประเทศได้เหมือนกับคนไทย ส่วนศุลกากรและภาษีอากรอย่างอื่น ก็เก็บได้ตามที่เห็นสมควร อนึ่ง จะเรียกเกณฑ์เพื่อการทหารและตั้งการผูกขาดก็ได้ จะเอาบุคคลทั้งปวงที่เกิดในประเทศไทยไว้เป็นคนชาติไทยก็ได้ และจะสงวนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ยังไม่มีเจ้าของไว้ให้แก่คนชาติไทยก็ได้ ประเทศไทยกลับเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์แล้ว

เซ็นสัญญามิตรภาพกับสหรัฐอเมริกา 10 ตุลาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)

เซ็นสัญญามิตรภาพกับสหราชอาณาจักร 23 ตุลาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)

เซ็นสัญญามิตรภาพกับญี่ปุ่น 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)

เซ็นสัญญามิตรภาพกับอิตาลี 3 ธันวาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)

เซ็นสัญญามิตรภาพกับฝรั่งเศส 8 ธันวาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)

เซ็นสัญญามิตรภาพกับสหพันธ์รัฐเยอรมนี 30 ธันวาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. ๒๔๘๐)
(๒) ประวัติการณ์ที่อังกฤษนำสละอำนาจถอนคดีจากศาลไทยก่อนมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน (Exchange of ratifications) สนธิสัญญาฉบับใหม่
ตามปกตินั้นสนธิสัญญาจะใช้บังคับได้ก็เมื่อได้แลกเปลี่ยนสัตยาบัน (exchange of ratifications) ระหว่างประเทศคู่สัญญาแล้ว
แต่เกิดประวัติการณ์ขึ้นในประเทศไทยที่ก่อนจะได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสนธิสัญญาใหม่กับอังกฤษนั้น เซอร์โจไซ ครอสบี้ (Josiah Crosby) อัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ได้ไปพบท่านปรีดีที่กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอังกฤษให้เสนอท่านปรีดีว่า รัฐบาลอังกฤษคำนึงถึงมิตรภาพอันดีระหว่างอังกฤษกับไทย และโดยเฉพาะรัฐบาลสยามประชาธิปไตยซึ่งท่านปรีดีในฐานะ ร.ม.ต.การต่างประเทศเป็นตัวแทน ได้ส่งเสริมมิตรภาพระหว่าง ๒ ประเทศ ให้พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น รัฐบาลอังกฤษจึงให้อัครราชทูตนำของขวัญที่ท่านปรีดีอาจคิดไม่ถึง (Surprise) มามอบให้ไทย ของขวัญนั้นคืออังกฤษสละอำนาจถอนคดีจากศาลไทยไปชำระที่ศาลกงสุลนั้นตั้งแต่วันที่อัครราชทูตฯ ไปพบท่านปรีดีที่กระทรวงฯ แจ้งเรื่องนั้นเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๐ โดยไม่ต้องรอคอยการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสนธิสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพราะจะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ๒ ประเทศ อัครราชทูตอังกฤษกับท่านปรีดีจึงลงนามในข้อตกลงที่อังกฤษสละอำนาจถอนคดีจากศาลไทยทันใดในวันนั้น
หมายเหตุ: คงอักขระ การเว้นวรรค และวิธีสะกดตามต้นฉบับ
ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ:ต.ม.ธ.ก. รุ่น ๗ ธ.บ.ท.ม. Docteur en droit มหาวิทยาลัยกรุงปารีส อดีต รมว. กระทรวงยุติธรรม รมช. การต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา เอกอัครราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่นและประเทศฝรั่งเศส
นายสุโข สุวรรณศิริ: ต.ม.ธ.ก. รุ่น ๖ ธ.บ.น.ม. อดีตอธิบดีกรมพิธีการทูต อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐเมกซิโกและประเทศนิวซีแลนด์
ที่มา: วิเชียร วัฒนคุณ, สุโข สุวรรณศิริ. ท่านผู้ประศาสน์การกับการต่างประเทศอยู่ระยะสั้น – ผลงานระยะยาว. จุลสารธรรมศาสตร์. 2549;39(5):10-18.