ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ท่านผู้ประศาสน์การกับการต่างประเทศ อยู่ระยะสั้น - ผลงานระยะยาว ตอนจบ

25
พฤษภาคม
2569

เมื่อ มร.ยอร์ช ปิโกต์ อุปทูตฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสในการเจรจาสนธิสัญญาฉบับใหม่ทราบเรื่องดังกล่าว ได้รายงานรัฐบาลฝรั่งเศสโดยด่วน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงอนุมัติให้อุปทูตฝรั่งเศสลงนามในข้อตกลงขอสละอำนาจถอนคดีจากศาลไทยก่อนมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสนธิสัญญาฉบับใหม่

ต่อจากนั้นประเทศจักรวรรดินิยมอื่น ๆ ก็ปฏิบัติทำนองเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศส

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ รัฐบาลได้นำสนธิสัญญาที่ได้ลงนามแล้วกับ ๑๓ ประเทศ เสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบที่จะให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญาใหม่ฯ ซึ่งไทยได้เป็นเอกราชสมบูรณ์ทุกประการนั้น

สภาฯ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๑๑ นายเพื่อพิจารณาสนธิสัญญาฯ เหล่านั้น แล้วรายงานต่อสภาฯ จนถึง วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ สภาฯ จึงได้พิจารณาสนธิสัญญาฯ เหล่านั้น แล้วลงมติเห็นชอบในสนธิสัญญาฯ เหล่านั้นทุกฉบับ

 

๒. การกู้ชาติในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

ในสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยซึ่งเดิมไม่ได้อยู่กับฝ่ายใด และเตรียมป้องกันตัวไว้โดยมีพระบรมราชโองการให้ปฏิบัติตามความเป็นกลาง เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๔๘๒ แต่แล้วก็ผันแปรไปสู่การเลือกข้างจนได้ เริ่มด้วยเมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกรุกดินแดนไทยเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ โดยอ้างว่าขอผ่านประเทศไทยเพื่อไปโจมตีดินแดนของอังกฤษและสหรัฐ ในที่สุดรัฐบาลไทยภายใต้พลตรีหลวงพิบูลสงครามก็ต้องยินยอมตามคำบีบบังคับของญี่ปุ่น ต่อมาอีก ๑๐ วัน รัฐบาลไทยก็ทำสัญญาร่วมวงศ์ไพบูลย์ในสงครามมหาเอเชียบูรพากับญี่ปุ่น จนในที่สุดก็ไปไกลถึงกับประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕

ในอีกด้านหนึ่งก็มีบุคคลจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของรัฐบาล หนึ่งในนั้น คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีคลังสมัยนั้น และในวันเดียวกันที่เราประกาศยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เมื่อท่านปรีดี พนมยงค์ กลับถึงบ้าน ก็ปรากฏว่ามีบุคคลที่เป็นเพื่อนของท่านหลายคนรออยู่แล้ว อาทิ หลวงบรรณกรโกวิท นายสงวน ตุลารักษ์ นายจำกัด พลางกูร นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายเตียง ศิริขันต์ นายถวิล อุดล และ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ และได้ร่วมปรึกษาหารือกันจัดตั้ง “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ขบวนการเสรีไทย” ข้อเท็จจริงนี้เท่ากับขบวนการเสรีไทยได้กำเนิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ โดยผู้ร่วมก่อตั้งได้มอบให้ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยเด็ดขาด แผนต่าง ๆ ก็เริ่มตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยมีภารกิจ ๒ ด้าน คือการต่อสู้ผู้รุกรานโดยพลังคนไทยผู้รักชาติ และปฏิบัติการติดต่อกับสัมพันธมิตรเพื่อให้รับรองว่าเจตนาแท้จริงของคนไทยไม่เป็นศัตรูกับสัมพันธมิตร

ต่อมาอีก ๒ วัน คือในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๔ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาได้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรกที่เมืองซานฟรานซิสโก ไม่ยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และประกาศต่อต้านญี่ปุ่น และต่อมาเมื่อ ๔ มี.ค. ๒๔๘๕ ก็ได้ออกหนังสือเวียนของสถานทูตเรื่องการแบ่งงานของ “คณะไทยอิสระ”

ส่วนคนไทยในอังกฤษก็เริ่มก่อตัวกันเพื่อต่อต้านรัฐบาล เริ่มโดย ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ ได้มีจดหมายในเดือนธันวาคม ๒๔๘๔ ถึง มร.เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เพื่อขอรับอาสาเข้าช่วยร่วมมือทำการสู้รบกับญี่ปุ่น ต่อจากนั้นก็ชักชวนคนไทยในอังกฤษเข้าร่วมโดยมอบให้ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นศูนย์กลาง

สำหรับคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ซึ่งเป็นขบวนการที่ทั้งคนไทยในเมืองไทยและในต่างประเทศมาร่วมกันทำงานภายใต้การนำของท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วและท่านจะหาอ่านรายละเอียดในเอกสารเรื่องขบวนการเสรีไทยโดยเฉพาะ

สิ่งที่ผู้เขียนจะเน้นในบทความนี้ก็คือจะเปิดเผยข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่ทราบแพร่หลายหรืออาจจะทราบมาโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความคิดและปฏิบัติการของท่านผู้ประศาสน์การคือ

๑. วิสัยทัศน์ของท่านผู้ประศาสน์การ ท่านได้คาดการณ์ได้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเป็นฝ่ายชนะสงคราม

๒. จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ท่านก็ทำทุกอย่างเพื่อกอบกู้ความผิดพลาดที่เราถลำเข้ากับญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดจากการก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ซึ่งได้ดำเนินการทันทีในวันที่เราประกาศยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย และเป้าหมายคือต่อต้านญี่ปุ่น และขอความร่วมมือจากสัมพันธมิตร และได้บัญชาการงานที่ยากยิ่งจนเป็นผลให้มีการประกาศสันติภาพเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ และเป็นผลให้ประเทศไทยพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

๓. ท่านปรีดี พนมยงค์ ตั้งใจจะให้การประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕ เป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มแรก โดยท่านทราบดีว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องการประกาศในวันนั้นให้ได้ จึงมอบประกาศให้คณะผู้สำเร็จราชการเพื่อลงนาม แต่ในคณะผู้สำเร็จราชการซึ่งมีจำนวน ๓ ท่าน มี ๒ ท่าน เท่านั้นที่ลงพระนามและลงนาม ส่วนท่านปรีดีฯ ได้หลบไปต่างจังหวัดและไม่ได้ลงนามด้วย (กฎหมายและประกาศใด ๆ ที่ทำในพระปรมาภิไธย ผู้สำเร็จราชการทั้งคณะจะต้องลงนามครบถ้วนทุกคน) ฉะนั้น ตามกฎหมาย การประกาศสงครามจึงเป็นโมฆะตั้งแต่วันประกาศ

๔. จากวิสัยทัศน์ข้อ ๑ ท่านปรีดี ในฐานะผู้ประศาสน์การ ม.ธ.ก. จึงขอรับชนชาติที่เป็นศัตรู (เชลยอังกฤษและอเมริกัน) มากักไว้ที่บริเวณมหาวิทยาลัย วัตถุประสงค์ก็เพื่อมิให้ถูกทารุณจากญี่ปุ่น และยังจะเป็นบุญคุณแก่ประเทศอังกฤษและสหรัฐ เพราะคนของเขาได้รับการดูแลอย่างดีจากฝ่ายเรา นอกจากนี้ยังป้องกันมิให้มหาวิทยาลัยถูกบอมบ์จากฝ่ายสัมพันธมิตร คงจำกันได้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรได้บอมบ์สถานีรถไฟบางกอกน้อย แต่ได้ระมัดระวังโดยความตั้งใจจะไม่ให้พลาดมายัง ม.ธ.ก.

๕. เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองใกล้จะยุติ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ประกาศนโยบายที่จะเอาตัวอาชญากรสงครามมาลงโทษ และได้จัดตั้งศาลทหารระหว่างประเทศขึ้นที่เมืองนูเรมเบอร์กในเยอรมันนี และที่กรุงโตเกียว ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ลอบส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยและสืบสวนเกี่ยวกับอาชญากรสงครามในประเทศไทยถึงขั้นได้เตรียมทำบัญชีรายชื่ออาชญากรสงครามไทยไว้แล้ว ดังนั้นในการเจรจาเพื่อยุติสถานะสงครามกับคณะผู้แทนไทยจึงมีข้อเรียกร้องข้อหนึ่งของฝ่ายสัมพันธมิตรให้รัฐบาลไทยร่วมมือในการจับตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามเพื่อนำตัวขึ้นสู่การพิจารณาของศาล

 

เสรีไทย

 

ท่านปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เกรงว่าฝ่ายสหประชาชาติหรือสัมพันธมิตร จะบังคับเอาตัวคนไทยที่เขาถือว่าเป็นอาชญากรสงครามไปขึ้นศาลทหารระหว่างประเทศที่กรุงโตเกียว เพราะหน่วยทหารอเมริกันได้ทำการจับกุมตัวเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว คือหลวงวิจิตรวาทการ ไปควบคุมตัวไว้แล้วในกรุงโตเกียว ท่านปรีดีจึงแนะให้รัฐบาลไทยรีบออกกฎหมาย คือพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจัดการกับอาชญากรสงครามคนไทยเอง และรัฐบาลก็ได้ทำการจับกุมตัวผู้ที่เราทราบว่าฝ่ายสัมพันธมิตรถือเป็นอาชญากรสงคราม ซึ่งรวมทั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกเพื่อดำเนินคดี เป็นการช่วงชิงทำเสียก่อนที่ฝ่ายสหประชาชาติจะยื่นมือเข้ามาเรียกร้องให้ส่งตัวไปพิจารณาที่ศาลทหารระหว่างประเทศในกรุงโตเกียว หน่วยทหารอเมริกันที่ญี่ปุ่นได้ส่งตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ที่ถูกจับและควบคุมตัวไว้กลับมาให้ฝ่ายไทยด้วย

น่าสังเกตที่ในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงและกว้างขวางว่าเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังอันขัดต่อหลักกฎหมายและหลักรัฐธรรมนูญในขณะนั้น แต่ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติอนุมัติให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ฉะนั้นเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาโดยศาลพิเศษซึ่งได้แก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาได้ตัดสินยกฟ้อง ทั้งนี้โดยมีเหตุผลสำคัญคือ การกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำก่อนวันที่ใช้บังคับพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งศาลเห็นว่าในคดีอาญา ศาลไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยย้อนหลัง จึงพร้อมกันพิพากษายกฟ้องและให้ปล่อยจำเลยคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพวก รวมทั้งหลวงวิจิตรวาทการ พ้นข้อหาไป

ข้อเท็จจริงนี้พิสูจน์อย่างแจ้งชัดว่าท่านปรีดี ไม่เคยมีความอาฆาตพยาบาทแก่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม กลับใช้หลักเมตตาธรรมช่วยชีวิตท่านเหล่านั้นไว้

การรับรองคุณความดีของท่านผู้ประศาสน์การในเรื่องการกู้ชาติโปรดดูเอกสารประกอบชื่อ “คำเปิดเผยของลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน” ที่แนบท้ายบทความนี้

 

๓. การก่อตั้งองค์การความร่วมมือส่วนภูมิภาค

ท่านผู้ประศาสน์การได้เล็งเห็นว่า การร่วมมือของประเทศในภูมิภาคมีความจำเป็นและความชอบธรรมที่ประเทศเล็ก ๆ จะมีอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจและประเทศนอกภูมิภาค

ในราวเดือนกรกฎาคม ๒๔๙๐ (ค.ศ. 1947) ท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนให้มีการประชุมขึ้นที่กรุงเทพฯ ได้มีผู้นำทางการเมืองในภูมิภาคนี้ เช่น ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย ฯลฯ มาร่วมประชุม และเมื่อเสร็จการประชุมแล้ว ก็ได้ออกปฏิญญากรุงเทพฯ 1947 สาระสำคัญของการตกลงกันก็คือ จะผนึกกำลังเพื่อต่อสู้การกลับคืนมาของประเทศอาณานิคม และต่อมาเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน ผู้นำทางการเมืองของประเทศเหล่านั้นก็ได้มาประชุมกันที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง และได้ก่อตั้งสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia League) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะร่วมมือประสานงานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในระหว่างประเทศภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคนี้ สันติบาตมีคำขวัญว่า Unity In Southeast Asia ซึ่งวัตถุประสงค์อันแท้จริงก็คือ การผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านการฟื้นตัวกลับมาของลัทธิอาณานิคม นับว่าเป็นครั้งแรกของการพยายามรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยได้มีบทบาทนำร่วมอยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากต่อมาอีกเป็นเวลาเพียงเล็กน้อย ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในประเทศ เกิดรัฐประหารขึ้นในปลายปี ๒๔๙๐ รัฐบาลภายใต้รัฐประหารจึงได้สั่งยุตินโยบายที่ท่านปรีดีฯ ได้เริ่มกระทำเพื่อความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาคโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ดี แนวความคิดของท่านปรีดีไม่เสียเปล่า เพราะอีกหลายปีต่อมา ความคิดนี้ได้เป็นต้นแบบของการก่อตั้งองค์การร่วมมือส่วนภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งองค์การอาสาและอาเซียน ฯลฯ ถึงแม้ผู้ริเริ่มก่อตั้งองค์การเหล่านี้ในภายหลังจะไม่ได้ให้เครดิตในการริเริ่มของท่านปรีดีฯ ก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ย่อมจารึกความริเริ่มของท่านปรีดี ที่ไม่อาจปิดบังความจริงในเรื่องนี้ ซึ่งได้รับรู้โดยองค์การยูเนสโก ที่ได้ยกย่องท่านปรีดีให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของท่านรัฐบุรุษอาวุโสผู้นี้

 

บทสรุป

โดยสรุปแล้วหัวข้อที่ผู้เขียนตั้งชื่อจึงไม่ผิดจากความจริง เพราะถึงแม้ท่านผู้ประศาสน์การจะอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งตำแหน่งอื่นที่ได้ปฏิบัติงานด้านการต่างประเทศเพียงระยะสั้น ๆ แต่ได้มีผลงานอันยังประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว สมควรจารึกในประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้อนุชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจ และกระตุ้นให้มีการสืบสานอุดมการณ์และความเสียสละที่แท้จริงให้แก่แผ่นดินที่รักยิ่งของเรา

 

คำเปิดเผยของลอร์ดหลุยส์ เมานท์แบทเตน

Times 18/12/1946

A VISITOR FROM SIAM

Campaign of Luang Pradit Lord Mountbatten' Disclosures

Lord Mountbatten of Burma, lately Supreme Allied Commander, South-East Asia, who was entertained at luncheon by the City Livery Club yesterday at Sion College, described in his speech the great part played by Luang Pradit, Senior Statesman of Siam, in the overthrow of the Japanese army of occupation there. He elaborated in detail the account published in the Times on December 22, almost a year ago, and announced that Pradit, 'one of the romantic figures of the war in South-East Asia', is due to arrive in England by the Queen Elizabeth tomorrow morning.

Pridi Panomyong, Senior Statesman of Siam [Lord Mountbatten said], is better known to the world as Luang Pradit, and to many of us in S.E.A.C. by the code name of 'Ruth'. He is paying a short good will visit to this country as the guest of the Government, and I hope we shall use the occasion to give him a very warm welcome. For Pradit is one of the most romantic figures of the war in South-East Asia. During the war, of course, his name could only be mentioned in whispers and the whole story was 'top secret' even now the British public may be largely unaware of lus exploits.

When the Japanese overran Siam, Pradit was a member of the Government, but refused to put his signature to the declaration of war on us. Pibul, knew he was one of the most powerful and popular personalities in the country, and hopes to make a figurehead of him by promoting him to the Council of Regency. He accepted. Little did Pibul or the Japanese realize that from the moment Pradit took on the job he began to organize and direct the Siamese resistance movement.

Vanished Missions

We knew from various sources that Pibul was not having it all his own way in Siam, but contact was very difficult, and it was hard to find out what was really going on. Two missions from Pradit got lost on the hazardous journey to China and were never seen again. At last a rendezvous was made. It coincided almost to the day with my own appointment as Supreme Commander. From that time on we were in constant touch. It was a unique relationship, because a Supreme Allied Commandeer was exchanging vital military plans with the head of a State technically at war with us.

A force of Free Siamese trained in this country and operating with detachments of British V Force and Force 136 as well as with American O.S.S. Detachments, were parachuted in to help him. Some were caught by Pibul's men and imprisoned. In order to allay Japanese suspicious they remained norminally in prison, but had secret meeting with Pradit and established wireless contact with my Command.

In January, 1945, he sent a body of his key resistance leaders under the command of the present Foreign Minister of Siam for consulations with me in Kandy. We got them out and back again by seaplane, or by flying-boats. During our talks we laid concrete plans for future action in conjunction with main forces of my theatre. I had constantly under review the need for Pradit himself to be flown out in an emergency. By the end of the war he had organized sabotage and guerrilla forces comprising some 60,000 fighting men and numerous passive supporters, who were in positions at all the key strategic points in Siam and poised to strike.

'Never Failed Us'

I realized the difficulty he had to hold these forces in leash, but I had also to keep in mind the tremendous danger of a premature move which would bring down crushing Japanese counter action and disturb my strategic plans for the theatre as a whole. The strain imposed on Pradit and the risks he ran for over three years were very formidable, but his own discipline and that which he inspired in his followers won out. He never failed us.

There are, I know, many who were prisoners of war in Siam who have good reason to be grateful for Pradit's good will to us. So let us honour a man who has rendered high service to the allied cause and to his own country, and who from my personal knowledge of him is a firm advocate of Anglo-Siamese friendship. The chain of local resistance to Japanese oppression in the occupied lands of South-East Asia had very few gaps in it, and one of the strongest links was forged by Pradit in Siam. [Loud and prolonged cheers.]

 

หมายเหตุ: คงอักขระ การเว้นวรรค และวิธีสะกดตามต้นฉบับ


ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ:ต.ม.ธ.ก. รุ่น ๗ ธ.บ.ท.ม. Docteur en droit มหาวิทยาลัยกรุงปารีส อดีต รมว. กระทรวงยุติธรรม รมช. การต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา เอกอัครราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่นและประเทศฝรั่งเศส

นายสุโข สุวรรณศิริ: ต.ม.ธ.ก. รุ่น ๖ ธ.บ.น.ม. อดีตอธิบดีกรมพิธีการทูต อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐเมกซิโกและประเทศนิวซีแลนด์


ที่มา: วิเชียร วัฒนคุณ, สุโข สุวรรณศิริ. ท่านผู้ประศาสน์การกับการต่างประเทศอยู่ระยะสั้น – ผลงานระยะยาว. จุลสารธรรมศาสตร์. 2549;39(5):10-18.