ธนกร วงษ์ปัญญา
องค์กรอิสระ รวมถึงตัวรัฐธรรมนูญเองด้วย ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ ความจำเป็นหรือต้นตอที่เราพูดกันเมื่อสักครู่ ยังดำรงอยู่ต่อไปไหม หรือว่าในแง่มุมของพรรคการเมืองที่เจอกับหลายปัญหามองเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ
จาตุรนต์ ฉายแสง
สวัสดีครับ อาจารย์ปริญญาพูดถึงที่มาขององค์กรอิสระ วัตถุประสงค์ของการที่ให้มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ต่อมาเรียกว่าองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญปี 2540 ต้องการสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง รัฐบาลก่อนหน้านั้น ปีนึงก็ยุบ ครึ่งปีก็ยุบ เขาเลยสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ยาก ซึ่งจะใช้ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นไป เขาเลยมีองค์กร ที่ต่อมาเรีกยว่าองค์กรอิสระ เพื่อถ่วงดุลพรรคการเมือง มาถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แนวความคิดเป็นแบบนี้ แต่ว่าต่อมาอาจารย์ปริญญาก็ได้อธิบายผ่านช่วง 10 ปีของช่วง คสช. และรัฐบาล คสช.ที่มาเปลี่ยนไปอย่างมาก
อาจารย์โคทมพูดถึงเรื่องรัฐราชการ พูดในวันปรีดี การเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เกิดสิ่งที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากระบบเดิม ก่อนหน้านั้นมีคนที่ประชาชนเลือกมากำกับตรวจสอบรัฐราชการ หรือระบบราชการ นี่คือเจตนา คือการเป็นประชาธิปไตย จากที่ระบบราชการไม่มีประชาชนไปคุมได้เลย ราชการทำหน้าที่ปกครอง ควบคุมประชาชน ก็มาเป็นว่ามีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชน ซึ่งต่อมาก็พัฒนาการเป็นพรรคการเมือง
ถามว่าองค์กรที่ต่อมาเรียกว่าองค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมามีบทบาทอย่างไรในประเด็นที่เราคุยกันอยู่ จากที่มา จากเจตนา จากการที่เราต้องการให้มีประชาชนมากำกับระบบราชการ แล้วเกิดอะไรขึ้น จากประสบการณ์นะ พูดตามหลักรัฐธรรมนูญ หลักรัฐศาสตร์ เดี๋ยวอาจารย์สิริพรรณจะช่วยพูดได้มากกว่า ผมเริ่มจากเมื่อก่อน พอยึดอำนาจทีนึงก็ยุบพรรคการเมืองไปเลย สมัยจอมพลสฤษดิ์ (สฤษดิ์ ธนะรัชต์) จอมพลถนอม (ถนอม กิตติขจร) เขายุบพรรคการเมือง เขายึดทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปเลย ทีหลังยังให้มีพรรคการเมือง แต่ห้ามทำกิจกรรมอะไรระหว่างที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นทางการ เมื่อก่อนตอนเลือกตั้งไม่ต้องยุบพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งมักจะเป็นพรรคที่สนับสนุนโดยคณะรัฐประหารอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นพรรคเล็ก ๆ พรรคกลาง ๆ ก็ไม่ต้องยุบพรรค การยุบพรรคมาเกิดช่วงหลังที่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ หรือผู้รัฐประหาร

ผมเล่าประสบการณ์ เรื่อง สส.พรรคการเมืองทำไมต้องได้รับการคุ้มครอง มันมีความเป็นมา เมื่อก่อนรัฐบาลเผด็จการจับอดีตรัฐมนตรีไปฆ่าทิ้ง ไปเล่นงาน สส. เล่นงานนักการเมือง ทำไมเมื่อก่อนเน้นเรื่อง สส.ทำหน้าที่ในสภาต้องได้รับการคุ้มครอง ดำเนินคดีในระหว่างที่เปิดสภาประชุม ทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปว่าถ้าไม่ขัดขวางการทำงานก็ทำได้ แต่เมื่อก่อนเขาไม่ให้ เพระเขาคิดว่าระหว่างเป็นรัฐบาลเผด็จการ แล้วมาเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย ต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่งั้นรัฐบาลที่มาจากเผด็จการก็จะใช้กลไกตำรวจ อัยการ อัยการเมื่อก่อนก็ขึ้นกับฝ่ายบริหาร เข้าไปเล่นงาน ผมจำได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยติดรูปโปสเตอร์หาเสียงตัวเองอยู่ในคุก เป็นความภาคภูมิใจแบบหนึ่งได้ต่อสู้กับเผด็จการ นักการเมืองคนหนึ่งที่จำได้ พอจะรู้จักกัน ผมยังเด็กมาก เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในขณะถูกตั้งข้อหา จ้างวานฆ่า แล้วก็หาเสียง มีจดหมายมาจากคุก ระบบในขณะนั้นไม่ได้ห้าม ถ้าคนถูกจำคุกอยู่ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
ธนกร วงษ์ปัญญา
แล้วได้รับเลือกตั้งไหมครับ
จาตุรนต์ ฉายแสง
ได้รับเลือกตั้ง แล้วต่อมาคดีนั้นก็ยกฟ้อง คือเขาก็ไม่ได้ผิด หลักในเรื่องต้องสันนิษฐานไว้ก่อน แล้วต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่คดียังไม่ถึงที่สุดว่ากระทำความผิด ต้องถือว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ และจะไปตัดสิทธิ์เขา หยุดการปฏิบัติหน้าที่ของเขาไม่ได้ เดี๋ยวนี้เต็มไปหมดแล้ว คือการหยุดการปฏิบัติหน้าที่อ้อม ๆ โดยถ้า กกต. ถ้า ป.ป.ช. ถ้า กกต. ถ้าจริยธรรม ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งระบบดั้งเดิมเขาคุ้มครอง ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะไม่งั้นจะเกิดกรณีที่จะตั้งรัฐบาล หรือจะพิจารณากฎหมายงบประมาณ เกิดคุณไปเล่นงานดำเนินคดี สส.ทีหนึ่ง สัก 44 คนสมมุติ แล้วมันจะมีผลยังไงต่อรัฐบาล มันก็มีผลต่อรัฐบาล มีผลต่อกฎหมายสำคัญ ทำให้มีผลต่อรัฐบาล อันนั้นคือในอดีต
ผมจำได้ในสภาเรานั่งกันอยู่ มีวาระเข้ามาบอกว่าให้เรียกตัว สส.ไปฟังการพิจารณาคดี หมายถึงตัดสินคดีของศาลยุติธรรม เราก็ตั้งวงพูดกันว่าเป็นแบบนี้ได้ยังไงมันขัดรัฐธรรมนูญ ต้องขออนุญาตแล้วเราจะอภิปรายกัน ว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ เอาตัว สส.ไปตัดสินคดีในวันประชุมสภา ปรากฏว่าพอจะถึงเวลา จะถึงเวลา เขาแจ้งมาบอกว่าศาลที่จังหวัดนั้นได้แจ้งมายังประธานสภาแล้วว่าไม่มีการพิจารณาคดีในวันนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการมาแทรกแซงการทำงาน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการออกกฎหมาย การตั้งหรือล้มรัฐบาล พอต่อมาเรื่องที่มาเปลี่ยนมาก ๆ เริ่มปี 2549
ปีนั้นมีเรื่องตุลาการภิวัฒน์ มีประธาน 3 ศาล ศาลใหญ่ 3 ศาล ศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญนั่งหารือกัน เจตนาของรัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายของประเทศไทยต้องการให้แยกจากกัน เป็นอิสระต่อกัน แต่ปรากฏว่า หารือกันว่าต้องเข้ามาจัดการกับการเมือง แล้วต่อมากระบวนการจัดการกับการเมืองใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ล้มศาลรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจปี 49 แล้วก็ตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งวัตถุประสงค์ไม่เหมือนอย่างที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่านพูด ตุลาการรัฐธรรมนูญในขณะนั้นใช้ประธานศาลฎีกาเป็นประธานศาลปกครอง แล้วก็ผู้พิพากษาจากศาลต่าง ๆ แต่ไม่ได้เป็นผู้พิพากษา เขาไม่ได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษา เขาทำหน้าที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคนั้นพรรคนี้ พอเป็นพิธี แต่จริง ๆ เจตนาคือ ยุบพรรคการเมือง ตอนนั้นคือ พรรคไทยรักไทย
การยุบพรรคในขณะนั้นใช้หลักล้มล้างการปกครอง หรือการมีการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐมนตรีคนหนึ่งมีคนมาหา เชื่อได้ว่าจ้างให้คนลงสมัคร คนนั้นต้องทำผิด ต้องถูกลงคดีอาญา แต่เขาบอกว่าเห็นไปนั่งอยู่ที่นั่น เห็นไปนั่งอยู่ที่นี่ ดังนั้นหัวหน้าพรรคต้องรู้ เมื่อหัวหน้าพรรคต้องรู้ คณะกรรมการบริหารพรรคก็ต้องรู้ แต่ไม่ห้ามปราม ดังนั้นจึงถือว่าพรรคนี้มีการกระทำที่เป็นการได้มาซึ่งอำนาจ โดยจ้างเลือกตั้งเพื่อให้ครบเกณฑ์เพราะมีการบอยคอตการเลือกตั้ง สุดท้ายยุบพรรค ยุบพรรคโดยโมเมเอาอย่างนี้ ที่ว่าโมเมก็เพราะว่า หลายปีต่อมาดำเนินคดีรัฐมนตรีคนที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ศาลยกฟ้องทั้งหมด ไม่มีใครมีความผิดเลยในทางอาญา

ธนกร วงษ์ปัญญา
ทุกคนโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง พรรคยุบไปแล้วนะครับ
จาตุรนต์ ฉายแสง
ส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มันเกิดในหลายรูปแบบมาก ซึ่งเราจะเห็นบทบาทของศาล ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็กระบวนการยุติธรรม การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในครั้งแรกเป็นการเพิกถอนสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และสิทธิสมัครเลือกตั้ง ออกเสียงเลือกตั้งด้วยนะ ไปลงคะแนนไม่ได้ เลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกอะไรไม่ได้ โดยคำสั่งของคณะ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ที่ออกขึ้นมาภายหลังจากเหตุการณ์และการพิจารณาคดีเกิดขึ้นไปแล้ว และคณะที่เขารับผิดชอบคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า การใช้คำสั่งแบบนี้ลงโทษย้อนหลังทำได้ เนื่องจากไม่ใช่การลงโทษทางอาญา มีการทำลายหลักเรื่องต้องถือว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน อันนี้ก็อันหนึง มาถึงกฎหมาย ไม่มีผลย้อนหลังก็ถูกทำลายไปอีก หลักนิติธรรมของประเทศไทยถูกทำลายไปทีละเรื่อง ทีละเรื่อง
แล้วการยุบพรรคในครั้งต่อมาก็เกิดจากพรรคไปร่วมงาน ผู้สมัครคนเดียวถูกจับว่าซื้อเสียง ใช้เงิน 20,000 บาท ยุบพรรค ล้มทั้งรัฐบาล เพิกถอนสิทธิ์นักการเมืองไปอีก 109 คน จากที่มีคนซื้อเสียง 20,000 บาท คือความเป็นสัดส่วนไม่มีเลย พรรคการเมืองหนึ่งถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร พ้นรัฐมนตรีกันทั้งหมด ต่อมาคนที่บอกว่าซื้อเสียงถูกดำเนินคดี อัยการและผู้ว่าราชการจังหวัดประชุม สรุปสั่งไม่ฟ้อง ไม่มีคนกระทำผิดกฎหมาย แต่ยุบพรรคไปแล้ว เพิกถอนสิทธิ์นักการเมืองไปแล้ว คือการที่ทำให้พรรคการเมืองถูกยุบแล้วยุบอีก ผมขออนุญาตไม่พูดแทนคุณวีระยุทธ เพราะว่ายังโดนอีกหลายครั้ง ผมเองก็ยังมีโดนอีก

พูดถึงปี 2557 มันเป็นหมุดหมายใหม่ อย่างที่อาจารย์ปริญญาพูดไปแล้วว่า ที่มาขององค์กรอิสระมันเปลี่ยนไปหมด กลายเป็นสังกัดคณะรัฐประหารนั่นเอง และเป็นอิสระจากประชาชน อิสระอยู่อย่างเดียวคืออิสระจากประชาชน แต่ว่าควรจะพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า ปี 57 มีหมุดหมายสำคัญ ปี 49 ยึดอำนาจ เขายุบศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญฉบับเต็มถึงมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ปี 57 ไม่ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเพิ่งตัดสินว่าการเลือกตั้งนี้ต้องเป็นโมฆะเพราะไม่สุจริต จะดำเนินคดีกับ สส.ที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญเพราะจะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย พอมีคนยึดอำนาจมา ไม่ได้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ว่าอะไร และต่อมาก็จะมีคำวินิจฉันครั้งนั้น ครั้งนี้ ที่เป็นการรับรองการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญในความหมายนี้ ตั้งแต่ปี 57 มา ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเราไม่มีความชอบธรรมโดยหลักประชาธิปไตยมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แล้วต่อมาก็เป็นอย่างที่อาจารย์ปริญญาว่า
หลังจากนั้นการยุบพรรค การเพิกถอนสิทธิ์ มันก็จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กรณีก็จะเป็นแบบที่ว่า เกิดเรื่องนั้นสุดท้ายยุบพรรค คนที่ถูกกล่าวหาบางที่อาจไม่ได้ถูกดำเนินคดีอะไร เขาใช้หลักจิตวิทยาว่า ไม่ต้องลงโทษทางอาญามาก แต่ลงโทษด้วยการเพิกถอนสิทธิ์ เราก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน คนจำนวนมากก็ไม่เข้าใจว่าสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการมีความเท่าเทียมกันในการเข้าสู่ตำแหน่งในการบริหารประเทศ อันนี้หลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยละเมิดเรื่องนี้อย่างร้ายแรงมาตลอด สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทำอะไร ก็คือทำให้พรรคการเมืองมีความอ่อนแอและทำลายนักการเมือง นักการเมืองทำลายเป็นชุด ๆ ทีหนึ่ง 111 ทีหนึ่ง 109 ทีหนึ่ง 37 ทึหนึ่ง 40 50 อะไรไปเรื่อย ทำลายไปแบบนี้มันขัดหลักสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย และมันทำลายการเมือง ก็หมายความว่าทำลายองค์กรและบุคลากรที่ประชาชนเลือกมาเพื่อควบคุมรัฐราชการอย่างที่อาจารย์โคทมพูด วันปรีดีที่เราพูดกัน
คือว่าสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรที่ปัจจุบันเรียกว่าองค์กรอิสระ ได้มาทำลายองค์กรและบุคคลที่ประชาชนเลือกมาเพื่อรักษาระบบราชการ ที่ประกอบด้วยตัวข้าราชการที่รับราชการอยู่ แล้วก็ข้าราชการเกษียณอีกจำนวนมาก ที่ไปนั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่าง ๆ เราก็เลยมาอยู่ในจุดที่เราได้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มีที่มาอย่างที่กล่าวกันไป แล้วก็มีบทบาทอย่างที่ผมได้นำเสนอ
ขอบคุณอาจารย์ปริญญาที่พูดถึงเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ผมพูดเพิ่มเติมอีกนิดนึง ถ้าให้ผมพูดเองล้วน ๆ คนก็จะบอกว่า นักการเมืองไม่ต้องมีจริยธรรมแล้วใช่ไหม ตกลงว่าจะทำยังไงกันก็ได้ ไม่มีคนดูแลจริยธรรม ที่อาจารย์ปริญญาพูดไว้คือว่า ที่มาของการกำหนดมาตรฐานจริยธรรม มันมาจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งจริยธรรมปกติเป็นเรื่องของวิชาชีพ แต่ถ้าจะบอกว่าออกเป็นกฎหมายก็ผิดอีก ตรงที่ว่าศาลไม่มีหน้าที่ออกกฎกติกา ต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎกติกา นี่ก็ผิดแต่ว่าจริยธรรมยังมีปัญหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจในเรื่องที่ไปทับซ้อนกับเรื่องที่มีความผิดทางอาญาโดยที่ยังไม่ได้ให้พิสูจน์ว่าผิดอาญาหรือไม่ แต่ตัดสินใช้ดุลยพินิจตัดสินลงโทษทางจริยธรรมไปแล้ว และดุลยพินิจมันล้นเกินมาก จะ 5 ปี ก็ได้ 10 ปีก็ได้ ตลอดชีวิตก็ได้ เรื่องในอดีตก็ได้ เป็นเรื่องที่ผิดหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
เมื่อสักครู่ตอนต้น ผมพูดว่าพรรคการเมืองกับนักการเมืองถูกกระทำจากระบบ หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ กระทำกับพรรคการเมือง นักการเมือง บางทีผมก็ใช้คำคล้าย ๆ กับอาจารย์โคทม คือ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย กำกับควบคุมฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็เซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรคการเมืองและนักการเมือง” แต่ว่าอีกมิติหนึ่ง ตอนนี้ต้องยอมรับว่าสังคมเขามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำอย่างเดียว ในระบบนี้ได้เกิดเรื่องใหม่ขึ้นหลังจากการเลือก สว.ครั้งที่แล้วและพัฒนาการต่อมาจากการที่ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกและรับรองกรรมการองค์กรอิสระ และประธานศาล ทำให้ขณะนี้เรากำลังมีระบบที่เมื่อก่อนเป็นคณะรัฐประหาร ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ จัดการกับพรรคการเมือง ตอนนี้เรามีระบบที่ประชาสังคมมองว่าฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง ร่วมกับ สว.ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด แล้วก็องค์กรอิสระ ที่นับวันจะขึ้นต่อ สว. กำหนดกฎกติกาในการบริหารบ้านเมือง และที่น่าเป็นห่วงมาก คือระบบแบบนี้มันจะคอร์รัปชันอย่างมาก เนื่องจากการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันมันทำไม่ได้แล้ว เพราะว่าการตรวจสอบจะไปตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายบริหารโยงกับฝ่ายการเมืองที่ไปคุม สว.ได้ และ สว.ก็ไปคุมองค์กรอิสระได้ ระบบแบบนี้จึงเป็นระบบที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมืองเป็นอย่างมาก

มาถึงประเด็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ อาจารย์ปริญญาเสนอว่าถ้าแก้ พ.ร.ป. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) ได้ ก็ควรพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะแก้ ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าการแก้ พ.ร.ป.ต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง มันทำในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพราะฉะนั้นถ้าเสียง สส.มีสัก 200 เสียง สว.มี 170 เสียง ท่านลองนึกภาพ 200 เสียงกับ 170 เสียง จะกำหนดได้หมดว่า พ.ร.ป.จะออกมาอย่างไร แต่ว่าถ้ามีการเสนอ ผมอยู่พรรคเพื่อไทย ผมก็ยินดีสนับสนุนว่าจะแก้ พ.ร.ป.อะไรได้บ้าง ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ ที่พูดไปว่ามันเกิดระบบใหญ่มากที่ระโยงระยางกันไปหมด แล้วก็เป็นอันตรายมาก ถ้าเราจะแก้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะเป็นที่มา สว. อำนาจองค์กรอิสระ ถ้าคิดไปแก้รายประเด็นแบบนี้ผมคิดว่าเราจะเสียโมเมนตัม แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองเสนอขึ้นมาให้แก้ เราก็ยินดีจะเข้าไปร่วม ไปดูว่าทำยังไงให้มันออกมาดี
แต่ถ้าเราอยากแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติกันจริง ๆ ต้องไม่ไปเน้นที่บางเรื่อง เพราะยังไงก็ต้องไปลงประชามติ และมันยาก คือว่าถ้าเขามี สส. 200 (คน) บวก สว.170 (คน) มันเกินครึ่งของรัฐสภา แล้ว สว.ก็พร้อมใจกันไม่เอาด้วยตอน 1 ใน 3 เพราะฉะนั้น เราต้องอาศัยผลประชามติให้เป็นประโยชน์ แก้เป็นบางมาตรา เขาบอกว่าไม่มีประชามติเรื่องนี้มาก่อน คุณแก้แล้วเราก็ไม่รู้ว่าประชาชนเห็นด้วยไหม เราไม่เอา เราไม่ยกมือ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับมันอ้างไม่ได้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
พรรคการเมืองหลายพรรคพูดระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้พวกผมของดูผลประชามติก่อน ดูว่าประชาชนต้องการอะไร บัดนี้ประชาชนเสียงท่วมท้น ต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องใช้มติประชามหาชนให้เป็นประโยชน์ และผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องถืออันนี้เป็นหลัก ส่วนถ้าจะแก้บางมาตรา บางคน บางพรรคที่เขาอยากจะแก้เพื่อให้พอเป็นพิธี ให้ดูว่าพยายามแก้แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ถ้าเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ก็ต้องเข้าร่วม แต่ไปริเริ่มเองจนกระทั่งคนลืมไปว่า คุณมีเสียงตั้ง 20 กว่าล้านสนับสนุน นายกรัฐมนตรีก็พูดไปแล้ว บอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็นคำสั่งของประชาชน แล้วตอนนี้ไปไหน ต้องอาศัยพรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกว่า 100 เสียงเสนอหรือประชาชนเข้าชื่อเสนอ แล้วก็ช่วยกันผลักดัน เร็วช้าก็ขึ้นกับว่ายกร่างได้เมื่อไหร่ และเสนอสภาได้ทันทีนะครับ แล้วก็ว่ากันถึงตอนนั้นทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมต้องอาศัยผลประชามติให้เป็นประโยชน์ครับ
ธนกร วงษ์ปัญญา
ขอบพระคุณครับ
