ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

องค์กรแต่งตั้ง: อำนาจที่ห่างไกลจากประชาชน

17
พฤษภาคม
2569

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

แน่นอนว่าคดีความเร็ว ๆ นี้ที่เราได้ยินและเห็นกันอยู่ คือเรื่อง 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล กับอีกส่วนนึงที่ผมอยากให้อาจารย์ต้นช่วยฉายภาพด้วยนะครับ เมื่อกี้เรามองเห็นต้นตอ มองเห็นว่าองค์กรอิสระควรไปทิศทางไหน แต่ผมอยากให้ฉายภาพด้วยว่าต้นทุนทางประชาธิปไตย ไหน ๆ อาจารย์ก็เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์อยู่ด้วยนะครับ หลายปีมานี้ที่เราขาดหายไป หรือว่าเราเสียหายไปกับสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้างครับอาจารย์

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

อาจจะขอมองจากมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง อย่างแรกเลยผมขอไม่ใช้คำว่า องค์กรอิสระ ขอใช้คำว่า องค์กรแต่งตั้ง ตลอดการพูดครั้งนี้นะครับ เพระผมคิดว่ามันสะท้อนคุณลักษณะพื้นฐานขององค์กรเหล่านี้กว่า จริง ๆ ในภาษาอังกฤษถ้าจะใช้คำให้เหมาะ มันไม่ควรเป็น Independent Agency (องค์กรอิสระ) มันควรจะเป็น Oversized หรือว่า Guardian Institution (ผู้พิทักษ์สถาบัน) ถ้านักวิชาการรัฐศาสตร์ในต่างประเทศมักใช้ Guardian Institution หรือ Oversized Agencies (องค์กรที่มีขนาดใหญ่เกินไป) ผมคิดว่ามันสะท้อนลักษณะ เรียกว่าอำนาจอะไร แต่ว่าไม่ได้บอกที่มา คือถ้าคุณเริ่มใช้คำว่า Independent มันจะส่งนัยคนละแบบ ผมคิดว่าคำก็สำคัญ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

องค์กรแต่งตั้ง

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ครับ มันคือ Appointed Bodies ผมคิดว่าฟังอาจารย์ธงทอง (ธงทอง จันทรางศุ) อาจารย์โคทม (โคทม อารียา) ก็เข้าใจที่มาที่ไปของอาจารย์ปริญญา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล) ว่ามันมีมุมมอง ความคิดในประเทศไทยอย่างไร แต่ผมอยากฉายภาพให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมันล้อไปกับกระแสโลกเหมือนในเรื่องของกระแสเสรีนิยมใหม่ วิธีคิดเรื่อง Depoliticize (ลดทอนความเป็นการเมือง) เข้ามาทำให้การออกแบบองค์กรหลัง 2540 ได้รับอิทธิพลนี้เช่นเดียวกันครับ

เรามักจะคิดกันว่าเสรีนิยมใหม่ที่เรารู้จักกัน คนมักจะคิดแค่ว่ามันเป็นอิทธิพลนีโอลิเบอราลิซึม (neoliberalism)  มีอิทธิพลเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่นวิธีคิดทางด้านตลาดใช่ไหมครับ ว่าเอารัฐออกไป ควรจะให้ตลาดมีบทบาทนำแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พวกนี้คือวิธีคิดที่มาจากกระแสตั้งแต่ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วตอนหลังก็เริ่มได้รับการต่อต้านเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เช่น กระแสแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ถูกต่อต้านในหลายประเทศทั่วโลก ยิ่งยุคทรัมป์ (Donald Trump) ยุคอะไร อย่างปัจจุบันกระแสชาตินิยมกลับมา กระแสเรื่องเปิดเสรีก็ยิ่งถดถอยไป แต่มิติอีกด้านหนึ่ง คือมิติด้านการเมืองของเสรีนิยมใหม่มันยังดำรงอยู่

มิติด้านการเมืองของเสรีนิยมใหม่ คือการรังเกียจการเมือง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Depoliticize คือวิธีคิดที่เชื่อว่าอำนาจการเลือกตั้งนำมาซึ่งปัญหาในทางเศรษฐศาสตร์ คือ Rent Seeking คือการแสวงหาค่าเช่า การคอร์รัปชัน การโกง การสัมปทาน  จึงควรโยกย้ายอำนาจออกไปจากองค์กรเลือกตั้ง ไปสู่อำนาจของฝ่ายแต่งตั้งหรือมืออาชีพ หรือวิชาชีพให้มากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้เป็นรากที่มันเกิดขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในยุค 90 ดังนั้นผมคิดว่ากระแสหนึ่งที่ผลักดันเป็นวิธีคิดเบื้องหลังการปฏิรูปองค์กรของประเทศไทย รัฐธรรมนูญยุคนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากวิธีคิดนี้เช่นเดียวกัน ล้อไปกับกระแสโลกระดับนึง แล้วค่อยแปลงเป็นความเป็นไทยนะครับ

ต้องบอกว่าในทางวิชาการทั่วโลกเวลาศึกษาเรื่องนี้ เขาจะใช้คำว่า De-politicization เขาจะมองว่าเป็นยาแก้ปัญหาความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยที่มันทำให้เกิดการคอร์รัปชัน เขามอง Depoliticize เป็นยาแก้ แต่ยานี้ให้ผลกับแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ถ้าเอาไปใช้ในประเทศที่เรียกว่าประชาธิปไตยตั้งมั่นแล้ว อย่างอังกฤษ นิวซีแลนด์ แคนาดา วิธีคิดนี้เลยโยกย้ายหรือลดทอนอำนาจของฝ่ายเลือกตั้ง ตัวแทนเลือกตั้ง ไปสู่วิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญให้มากขึ้น ธนาคารแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางประเทศองค์กรอย่างตำรวจก็ไปอยู่ใน องค์กรอิสระหรืออำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง เป็นต้น แต่มันทำให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลในประเทศเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน เพราะมีที่มาของอำนาจที่เดียว สุดท้ายอำนาจสูงสุดยังอยู่ที่เลือกตั้ง คือประชาชนยังเลือกได้ และรัฐสภาจะเป็นคนดึงอำนาจนั้นกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ สมมติว่า แปรรูปองค์กรอย่างตำรวจออกไปแล้วมีปัญหา ประชาชนร้องเรียนหรือมีปัญหาเยอะ เขาสามารถดึงกลับมาได้ คือสุดท้ายอำนาจสูงสุดมันยังกลับมาอยู่ที่อำนาจเลือกตั้ง ดังนั้นวิธีคิดนี้เลยถือว่าเฟื่องฟู หลังปี 2000 ก็ยังเฟื่องฟูอยู่ในต่างประเทศ

 

 

จริง ๆ เป็นคำบวกด้วย เวลาคุณใช้คำว่า Depoliticize แล้วคุณพูดถึงหน่วยงานระหว่างประเทศ แต่ทุกคนมักจะลืมไปว่าถ้าคุณนำมาใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่ตั้งมั่น มันมีที่มาของแหล่งอำนาจได้หลากหลาย ตุลาการภิวัฒน์ (Judicial) ก็ยังอยู่ รัฐประหารก็ยังอยู่ ประชาธิปไตยที่ยิ่งสั่นคลอนอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะสั่นคลอนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย หลายประเทศที่เอาวิธีคิดรังเกียจการเมืองไปใช้ได้รับผลที่ทำให้ประชาธิปไตย แทนที่จะดีขึ้น กลับสั่นคลอนขึ้นไป พบอย่างนี้หลายประเทศ ดังนั้นถ้าจะมองให้เห็นรากเหง้าทางเศรษฐศาสตร์การเมืองมันคืออันนี้นะครับ

รัฐธรรมนูญ 2540 ถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง ด้านนึงมันยกอำนาจพรรคการเมืองขึ้นมา พร้อมกับการเริ่มต้นอำนาจองค์กรแต่งตั้ง ตอนนั้นอาจารย์ปริญญาน่าจะจำได้ ตอนรัฐธรรมนูญ 40 มันช่วยพรรคการเมือง แต่มันช่วยพรรคการเมืองใหญ่ เพราะมันมีบัญชีรายชื่อ จำได้ไหมครับ บัญชีรายชื่อมันมีที่เรียกว่า ขอบเขต Threshold (เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ) ไว้ว่าคุณต้องได้คะแนน 5% คุณถึงจะนับมาเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ได้ วิธีคิดแบบนี้แหละที่ช่วยพรรคการเมือง แต่มันช่วยให้พรรคการเมืองให้มันใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพนพ้อยท์ (Pain Point) นึงจากตอน 2530 ที่รู้สึกว่ามีพรรคเล็กเต็มไปหมดเลย ดังนั้นพรรคการเมืองและอำนาจหัวหน้าพรรคก็มีอำนาจเรียกว่าควบคุม สส. ในพรรค เช่น คุณย้ายพรรคไม่ได้ คุณย้ายพรรคคุณอาจจะหลุดไปเลย เป็นต้น ดังนั้นอำนาจพรรคการเมืองก็เลยเพิ่มขึ้นมา แต่องค์กรแต่งตั้งก็เริ่มมีหน่ออ่อนขึ้นมาแล้ว มีอำนาจแล้ว แต่ตอนนั้นพรรคการเมือง ถ้าเป็นรัฐบาล มีอำนาจเข้าไปจัดการองค์กรแต่งตั้งได้ระดับหนึ่งด้วยซ้ำ

แต่ยุคหลัง 2540 เป็นต้นมา กลายเป็นว่าพรรคการเมืองถูกทำลาย ถูกทุบทำลายอำนาจนี้ไป เช่นการย้ายพรรคง่ายขึ้น แทบจะเป็นแรงจูงใจด้วยซ้ำ ให้เกิดการย้ายพรรคง่าย คือรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้การย้ายพรรคมันยากหรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย คือคุณย้าย คุณหมดสิทธิ์ หัวหน้าพรรคมีสิทธิ์ตัดคุณออกได้เลย แต่หลัง 2540 ตั้งใจออกแบบให้คุณย้ายพรรคง่าย เรียกว่าเจอ จ่าย จบ สามารถย้ายพรรคได้ทันที จ่ายได้ทันที นี่คือการออกแบบในระบบ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

เกิดงูเยอะขึ้น

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ถ้าคุณเชื่อในการออกแบบเศรษฐศาสตร์สถาบัน การออกแบบองค์กร คุณต้องเชื่อว่าแรงจูงใจของมนุษย์มันถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งเหล่านี้  ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแรงจูงใจ ถ้าคุณไปเริ่มที่คนดี คนไม่ดี คุณจะแค่แก้ไม่ได้ คุณต้องเริ่มว่าระบบมันจูงใจให้คนทำอะไร แล้วถามว่าระบบที่เป็นมาทั้งหมดมันเกิดแรงจูงใจอะไร ผมคิดว่าองค์กรแต่งตั้งทั้งหมดในประเทศไทยมันทำให้เกิด Career Path (เส้นทางอาชีพ) ครั้งใหญ่ ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่คุณเข้าไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นข้าราชการ คุณจะคิดถึงชีวิตหลังเกษียณ หรืออายุ 50 กว่าคุณจะไปอยู่องค์กรไหน อันนี้แหละที่บิดเบือนแรงจูงใจทั้งระบบ แทนที่คุณจะคิดแบบอิสระหรือคุณมีอุดมการณ์แบบไหน คุณจะคิดแล้วว่าอาชีพในอนาคต คุณจะไปอยู่องค์กรแต่งตั้งองค์กรไหน พอคุณเริ่มอย่างนี้ แล้วมันเป็นเส้นทาง ผมคิดว่าข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย NGO วิชาชีพต่าง ๆ รู้สึกว่าตัวเองสามารถเป็นแคนดิเดตเข้าไปสู่องค์กรเหล่านี้ได้ทั้งหมด รูปนี้ผมลืมไปอาชีพนึง มันทำให้เกิดอาชีพอีกอาชีพนึง คืออาชีพนักร้อง พอมันมีฉลาม มันต้องมีเหาฉลามตามมา

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

เยอะนะครับ

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ครับ มันจะมีนักร้องกับนักตบทรัพย์ที่มากับโครงสร้างแรงจูงใจนี้ไปพร้อมกัน ดังนั้นผลพลอยได้ในเชิงการออกบบกลไกทั้งประเทศ ทำให้เกิดเส้นทางอาชีพใหม่ รัฐประหารทำหน้าที่อะไร รัฐประหารจึงทำหน้าที่เสมือน Job Expo ครั้งใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่เกิดรัฐประหาร มันคืองาน Job Expo ที่คุณมีโอกาสหางานในองค์กรแต่งตั้งได้ครั้งใหญ่ทันที โดยเฉพาะถ้าคุณทำการบ้านมาก่อน คุณวิ่งเข้าหาเส้นทางอำนาจมาตั้งแต่วันแรก ที่คุณเข้าไปสู่วิชาชีพของคุณ รัฐประหารจะกลายเป็น Job Expo ครั้งใหญ่ และมันก็เกิดอย่างนั้นมาตลอด รัฐธรรมนูญ 50 รัฐธรรมนูญ 60

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

เราอยู่ใน Job Expo โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ครับ ดังนั้นผมไม่อยากให้มองแค่ผลตอนที่ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ จริง ๆ ถ้ามองในมุมภาพใหญ่ของสังคม มันขับเคลื่อนแรงจูงใจให้บิดเบือน และอาจเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยตั้งแต่ต้นเลย ถ้าจะคิด คุณพูดถึงต้นธารการปฏิรูป คุณต้องคิดต้นธารเหมือนกันว่าถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง ในมุมแรงจูงใจของทั้งสังคม องค์กรแบบนี้มันสร้างแรงจูงใจอะไรให้กับประเทศนี้อยู่ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามองในมุมด้านลบ มันมีนัยด้านลบได้ 4 ด้านนะครับ

 

 

อย่างแรก คือพอคุณรู้ว่ารัฐประหารเมื่อไหร่ มันจะเป็น Job Expo ตั้งแต่คุณทำงานในวิชาชีพของคุณ อาจจะทำให้คนเริ่มคิดถึงการเข้าไปอิงกับระบอบ หรือนายพันที่ต่อไปจะเป็นนายพลที่มีศักยภาพในการรัฐประหารตั้งแต่ต้นเลยก็ได้ รวมถึงเครือข่ายต่าง ๆ หลักสูตรต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับเริ่มต้นอาชีพถึงกลางอาชีพ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ มันเกิดแรงจูงใจนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันวิธีการใช้เงิน ใช้งบประมาณขององค์กรเหล่านี้ก็สูงขึ้น ๆ เสียโอกาสในการนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้กับด้านอื่น ๆ แน่นอนในประเทศที่งบประมาณจำกัดแบบประเทศไทย

องค์กรเหล่านี้กลายเป็นองค์กรที่ไม่ต้องรู้ร้อนรู้หนาว ด้วยการออกแบบเช่นกัน ด้วยโครงสร้างแรงจูงใจที่ออกแบบแบบนี้ ทำให้กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว คุณจะเกิดวิกฤติน้ำมันเหรอ คุณจะเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เหรอ ฟ้าถล่ม ดินทลาย เงินเดือนก็ยังไปเหมือนเดิม รถประจำตำแหน่ง โครงสร้างก็ยังไปเหมือนเดิม กลายเป็นองค์กรที่ไม่รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวอะไร คุณสามารถเทโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูงก็ได้ โครงการไหนก็ได้ เพราะคุณไม่ได้รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับความเป็นไปของประเทศนี้ โควิดเขาก็ไม่ได้รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวนะครับ อยู่ภายใต้โครงสร้างองค์กรแบบนี้ เผลอ ๆ มันออกแบบมาเพื่อให้คุณไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับประเทศ กับสังคมด้วยซ้ำ แล้วผมไม่ได้บอกว่าการเป็นองค์กรอีกแบบที่เชื่อมโยงกับประชาธิปไตยมันจะดีทุกอย่าง แต่มันคือการเรียนรู้ตามกลไกระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้นนัยด้านลบข้อที่สี่ ผมคิดว่าการมีองค์กรแบบนี้ เป็นระบบแบบนี้ มันยิ่งหยุดชะงักการเรียนรู้ของประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยมันต้องมีการลองผิดลองถูก และปรับตัวไป แต่ถ้าคุณตัดตอนด้วยรัฐประหารเมื่อไหร่ ตัดตอนด้วยองค์กรเหล่านี้เมื่อไหร่ ก็ไม่เกิดการเรียนรู้ คุณชะงักงันทันที ผมเล่าให้ฟังจากเกร็ดส่วนตัวก็ได้ ว่ามันไม่ใช่แค่การยุบพรรค ตัดสิทธิ์เท่านั้น การมีองค์กรและกติกาแบบนี้มันสร้างความไม่แน่นอนให้กับคนทำงานการเมืองตั้งแต่ต้น  เช่นคดี 44 สส. มันไม่ใช่ว่าเรารอวันยุบ เราขอแค่ความชัดเจน ตกลงทำงานต่อได้ไหม เข้าสภาได้ไหม คุณรู้ไหม ตอนเตรียมอภิปราย 2-3 ครั้งที่ผ่านมา 10 สส.ที่อยู่ในสภา คุณไหม คุณเท้ง คือมันไม่แน่นอนเลยว่าสุดท้ายเราจะได้อภิปรายไหม เราต้องเตรียมอภิปรายไหม หรือต้องให้คนอื่นพูดเรื่องนี้ คือมันไม่ใช่แค่วันที่ถูกยุบพรรคที่มันทำลายการทำงาน แต่ตั้งแต่มีนักร้อง มีกระบวนการ มันเริ่มต้นแล้วมันจะลากยาวนาน มันสร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบ ทำให้ทุกคนไม่อยากเข้าสู่การเมืองในระบบปกติ แล้วคุณจะยิ่งดึงคนที่มีชนักติดหลังเข้ามาง่ายขึ้น เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรจะเสีย

ผมอยากชวนคุยว่ามันไม่ใช่แรงจูงใจแค่ในไทย มันเกิดขึ้นทั่วโลกพอ ๆ กัน แต่บริบทไปอยู่ในดินที่มันต่างกัน มันก็ส่งผลที่ต่างกัน และพอแรงจูงใจนี้เกิดขึ้น มันไม่ได้มีผลแค่เฉพาะหน้า แต่มันเปลี่ยนแรงจูงใจของนักวิชาชีพทั้งประเทศเช่นเดียวกัน ถ้าจะคิดต้องเห็นแรงจูงใจที่มันเปลี่ยนไปในการออกแบบระบบใหม่เช่นเดียวกันครับ

จริง ๆ คิดว่าเห็นตรงกันกับทุกท่านบนเวที ถ้าเราตั้งหลักให้ก่อนว่าเราจะออกแบบองค์กรแต่งตั้งใหม่ หรือ Oversized Agencies ใหม่ เราจะทำด้วยหลักการอะไร คือผมเชื่อว่าถ้ารัฐธรรมนูญ 2540 ยังใช้อยู่จนปัจจุบัน ก็มีปัญหา แต่ถ้าคุณยอมให้กลไกสังคมมันปรับตัว มันพัฒนากันเอง มันจะค่อย ๆ ปรับตัวไปดีขึ้น ดังนั้นถ้าถือโอกาสในการคิดเหมือนการตั้งต้น 2540 ต้องบอกว่ามันไม่เพอร์เฟกต์ มันไม่ม้วนเดียวจบแน่นอน แต่ตั้งหลักที่เราเจอปัญหามา จะด้วยหลักอะไร

ผมก็มีหลัก 3 ข้อนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็เก็บตกจากที่ทุกท่านเข้าใจว่าคิดตรงกัน อย่างน้อยข้อที่หนึ่ง มันต้องเปลี่ยนแรงจูงใจให้เกื้อหนุนต่อประชาธิปไตยให้ได้ เดี๋ยวไปลงรายละเอียดกันต่อว่าทำอย่างไร ข้อที่สองก็จะเหมือนคำที่อาจารย์ปริญญาใช้คำว่า Accountability (ความรับผิดชอบ) ว่าทำยังไงให้รู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์ประชาชนให้ได้ รวมถึงการยอมให้การเปลี่ยนกติกาครั้งนี้ นำไปสู่การปรับตัวเองได้ในอนาคต ผมว่าอันนี้สำคัญ อย่าไปคิดว่าแก้แล้วมันจะเพอร์เฟกต์ ไม่มีทางนะครับ แต่ทำอย่างไรให้สังคมเวลาเจอปัญหาแล้วมันแก้ไขปัญหาไปได้นะครับ

แล้วก็เหมือนที่อาจารย์สิริพรรณ (สิริพรรณ นกสวน สวัสดี) บอกเลยครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหา เรื่องเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณเหมือนกัน ว่าจะทำยังไงให้ข้าราชการไทยหรือวิชาชีพไทยมีเป้าหมายในชีวิตหลังเกษียณ ที่เป็นคุณกับประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ด้วย นอกจากประชาธิปไตยแล้ว ถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่าเศรษฐกิจต้องยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งให้ได้ มันก็ต้องออกแบบตรงนี้ให้มันสอดคล้องกัน อันนี้เป็นหลักการกว้าง ๆ ถ้าทำให้หลักการมันเห็นพ้องต้องกันก่อน คล้าย ๆ กับตอน 2540 ที่มันฉันทามติว่าอยากทำให้พรรคการเมืองเข็มแข็ง ผมคิดว่ามันจะตั้งไปต่อได้ ถ้าธงชัด รายละเอียดผมขอยกตัวอย่างเป็นตุ๊กตา เพื่อให้สังคม เพื่อให้เวทีนี้ ถกเถียงด้วย คือสภารอบที่แล้ว ผมมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญมากทางเศรษฐกิจ ทั่วโลกนะ แต่ของไทยเรียกว่าอยู่ในซอกหลืบ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

มีใครเคยได้ยินไหมครับ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ครับ ชื่อย่อ กขค. ผมคุยกับรัฐมนตรีบางท่านยังไม่รู้จักเลย จนผมต้องบอกว่าช่วยดูหน่อยว่ามันมีนัยสำคัญจริง ๆ แต่ประเด็นคือรอบที่แล้ว เราเรียกว่ามีฉันทามติในสภาพอที่เราจะทำงานร่วมกันได้ เช่นเราทำงานร่วมกับเพื่อไทย ก็เห็นพ้องต้องกันว่าต้องแก้ไข จุดตายมันมาอยู่ตรงนี้ครับ ผมคิดว่ามันสะท้อนภาพใหญ่เรื่องออกแบบองค์กรแต่งตั้งเช่นเดียวกัน ว่าสุดท้ายคุณจะเลือกกรรมการอย่างไร เพราะทุกองค์กร คุณไล่ไปสิ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) หน่วยงานต่าง ๆ มันเป็นหน่วยงานกำกับดูแล และมีปัญหาว่าคุณจะออกแบบที่มายังไง ให้ทั้งมีความสามารถและยึดโยงกับประชาชนด้วย ผมคิดว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ดีในการทดลองระดับหนึ่ง แต่ก็เปลี่ยนให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะผมคิดว่าเรื่องการควบรวม เรื่องราคาสินค้า โทรคมนาคมต่าง ๆ และควบรวมอนาคตมันจะเป็นการควบรวมข้ามกลุ่ม ตอนนี้ทุกกลุ่มเหลือแต่เสือนอนกิน เขาจะไปควบรวมข้ามกลุ่มเพื่อเอาข้อมูลกลุ่มอื่นมาใช้กับกลุ่มตัวเอง ซึ่งจะอันตรายขึ้นไปอีกขั้นนึง ตอนนั้นเราถกกันเยอะว่าออกแบบองค์กรแบบนี้ เราจะเอาที่มาของกรรมการในองค์กรกำกับดูแลอย่างนี้มาจากไหน ซึ่งมีหลายโมเดลที่คุณบอกว่ายึดโยงกับประชาชน สุดท้ายคุณเอายังไง และข้อสรุปที่เราได้ ที่ผมขอเล่าให้ฟังเป็นตุ๊กตาก็แล้วกัน

 

 

คือเราคิดว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่กรรมการสรรหาก่อนที่จะไปเป็นตัวกรรมการจริง ใช่ไหมครับ ดังนั้นตัวเลือกแรกที่คุณต้องเลือก คือที่มาของกรรมการสรรหา จะทำยังไงให้มีความสามารถด้วย ให้มีความยึดโยงกับประชาชนด้วย เราได้ข้อสรุปแบบนี้ อย่างน้อย ครม. (คณะรัฐมนตรีไทย) ควรจะมีสิทธิ์ในการส่งตัวเข้ามาให้เป็นกรรมการสรรหา แต่อีกทางหนึ่งขอให้มีตัวแทนจากสภาที่เป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล แล้วเขียนไปเลยว่าขอให้ผู้นำฝ่ายค้านสามารถเสนอเข้ามาด้วย แม้จะไม่ใช่เสียงข้างมาก แต่ขอให้ฝ่ายค้านสามารถมีสัดส่วนในการเสนอกรรมการสรรหาเข้ามา คือถ้าไม่ทำอย่างนี้ ปัจจุบันนะครับ กรรมการสรรหาแทบทุกอย่างของหน่วยงานกำกับดูแลของไทย คือข้าราชการเก่าหมดเลย บวกกับ กขค. ถ้าเป็นแบบปัจจุบันก็คือเอาสภาธุกิจต่าง ๆ สมาคมธุรกิจเข้ามามีอำนาจในการเลือกเลย ซึ่งรู้สึกว่ามันไม่สอดคล้อง มันแก้ปัญหาไม่ได้

ดังนั้นผมคิดว่าตุ๊กตาหนึ่งในการทดลองก่อนจะไปสู่เรื่องใหญ่ระดับนี้ มันคือหน่วยงานกำกับดูแล คุณเอายังไง ซึ่งตุ๊กตาที่เราได้ คือ ครม. เสนอชื่อมาร่วมกับสภา เสนอชื่อมาทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ไปเขียนคุณสมบัติให้มันสอดคล้องมากขึ้น ปัจจุบันเวลาจะเขียนคุณสมบัติ มันจะเป็นปลายเปิดมาก ๆ เช่น มีความรู้ทางรัฐศาสตร์ มีความรู้ทางด้านนั้น แต่อย่างการแข่งขันทางการค้า ถ้าคนในวงการจะรู้ดีว่า คุณแค่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ไม่พอ คุณแค่รู้เรื่องอุตสาหกรรมหรือบัญชีก็ไม่พอ คุณต้องรู้เรื่องกฎหมายแข่งขันทางการค้าโดยตรงด้วย ไม่อย่างงั้นที่เราคุยในสภา เราเหนื่อยมากเพราะเราต้องอธิบายว่า แข่งขันทางการค้าไม่ใช่การช่วย SME ในตัวมันเอง ทุกคนพอคิดว่าอยากทำดีเพื่อประเทศก็จะคิดว่า แข่งขันทางการค้าเหรอ ช่วย SME สิ ก็จะทำมาแบบตัวแทน SME ไม่ใช่ แข่งขันนะครับ คือการทำยังไงให้การแข่งขันมันเป็นธรรม ให้มันมีการแข่งขันในตลาด คุณจะเป็นรายใหญ่ก็ได้ แต่ขอให้มีการแข่งขัน อันนี้ความเข้าใจก็ไม่มี

ดังนั้นเวลากำหนดคุณสมบัติจำเป็นต้องลงรายละเอียดว่าคุณต้องมีประสบการณ์โดยตรง เกี่ยวกับเรื่องการแข่งขันด้วยเช่นกัน ทั้งในทางกฎหมายหรือในทางวิชาการ ในทางวิชาชีพก็ตาม แล้วเราก็บวกกับว่าพอมันเป็นเรื่องนี้ ต้องมีตัวแทนของสมาคมผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งตัวแทนของกรรมการสรรหาด้วยว่าง่าย ๆ คือ เรามี 3 ขา ครม. สภา แล้วก็สมาคมตัวแทนจากสมาคมผู้บริโภคเข้ามา แล้วก็ไปเข้มงวดในเชิงคุณสมบัติให้มันตรงมากขึ้นเวลาที่คุณจะเลือก แล้วก็ออกแบบให้มีการกลับมารายงานที่สภา เพื่อรายงานทั้งเป้าหมาย KPI และผลปัจจุบัน เขาอาจจะมา 3 ปีครั้ง แล้วก็ไม่มี KPI ที่ชัดเจน KPI มันเป็นเรื่ององค์กรตัวเองมากกว่าที่ไปดูการแข่งขันด้วยซ้ำ จะทำยังไงให้ KPI ขององค์กรยึดโยงกลับมาที่สภามากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าอันนี้ก็ยังไม่เพอร์เฟกต์ ยังมีคนเห็นค้าน เห็นต่างอยู่

ดังนั้นผมคิดว่าพื้นที่หนึ่งในการทดลองเรื่องใหญ่ ๆ ระดับนี้ มันคือคุณเอายังไงกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เราเห็นว่ามีปัญหาแทบทุกหน่วยงาน และมีผลกับปากท้องประชาชนโดยตรงด้วย ถ้าเริ่มต้นได้ผมอยากให้สภาชุดนี้ เดี๋ยวเราจะดัน เพราะอันนี้ถูกหยิบมาแล้ว แข่งขันทางการค้าถูกหยิบกลับมาในรอบนี้ หยิบกลับมาสัปดาห์ที่แล้วหลังจากเราเรียกร้อง จะเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญในการเดินหน้าหาฉันทามติในสังคมใหม่ ว่าองค์กรอิสระและหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคตควรจะมีที่มาที่ไปอย่างไรครับ

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

เพื่อไม่ให้เป็นองค์กรแต่งตั้ง

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

เพื่อเป็นองค์กรแต่งตั้ง แต่ว่ามีที่มาที่ไปและมีการถ่วงดุลที่ชัดเจน ทำงานมีประสิทธิภาพครับ