ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 2470 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีมากมาย ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมดในที่นี้ โดยผลกระทบที่สำคัญบางประการ
ประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสินค้าขั้นปฐมจะถูกกระทบมากจากการถดถอยอย่างมากของการค้าระหว่างประเทศและของโลกโดยรวม รวมทั้งการลดลงของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งมีผลให้การลดลงของราคาและปริมาณสินค้าเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน)
ประเทศเหล่านี้มักจะพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมด้วย ระดับราคาของสินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดต่ำลงน้อยกว่าสินค้าขั้นปฐม
ประเทศผู้ผลิตสินค้าขั้นปฐมดังกล่าวมักจะมีภาระเป็นหนี้ต่างประเทศในระดับสูงและเป็นการลำบากที่จะใช้หนี้ต่างประเทศคืนได้หมด หากรายได้จากการส่งออกได้ตกต่ำลง
ประเทศผลิตสินค้าขั้นปฐมมักจะมีการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่แห่ง (ประเทศ) และหากประเทศคู่ค้าประสบกับความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือล้มละลายย่อมมีผลให้ประเทศที่ผลิตสินค้าขั้นปฐมดังกล่าวมาแล้วประสบกับปัญหาอย่างมาก[16] เช่น ในปี 2472 มีจำนวน 18 ประเทศได้ส่งออกสินค้าถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นไปยังสหรัฐ (มาเลเซียส่งออกยางพารา ส่วนบราซิลส่งออกกาแฟเกือบทั้งหมดไปยังสหรัฐ) ราคาส่งออกได้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะราคายางพาราและกาแฟได้ลดลงถึงมากกว่าร้อยละ 75 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่สินค้าขั้นปฐม อันประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กลุ่มประเทศดัตช์ อีสต์ อินดิส (Dutch East Indies) อาร์เจนตินา บราซิล และมาเลเซีย ประสบกับปัญหาดุลการค้าและปัญหาการล้มละลายของการชำระหนี้คืนระหว่างประเทศในระยะต่อมา เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ในหลายประเทศได้พยายามแก้ไขปัญหาในทศวรรษ 2470 โดยใช้มาตรการที่สำคัญ อันประกอบด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าในอัตราสูง การจำกัดการนำเข้า การลดค่าเงิน การสร้างการค้าระดับทวิภาคี และยกเลิกการชำระหนี้ระหว่างประเทศ เพื่อที่จะส่งผลให้ในการแก้ปัญหาดุลการค้าขาดดุล นโยบายและมาตรการดังกล่าวข้างต้นได้ส่งผลสนับสนุนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นอันมาก ในงานของ Malcolm Falkus ได้กล่าวว่า “ในอาร์เจนตินา บราซิล แอฟริกาใต้ และประเทศอื่น ๆ ได้จุดประกายของการพัฒนาอุตสาหกรรมและผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ในอินเดียผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้น และในปี 2476 ผลผลิตได้ก้าวล้ำผลผลิต ในปี 2472 และได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเดิมถึงร้อยละ 50 ประมาณ ปี 2482”[17]
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การดำเนินนโยบายภาษีเพื่อจำกัดการนำเข้า รวมทั้งการปกป้องการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ มีผลให้การบรรเทาผลกระทบของเศรษฐกิจตกต่ำและกระตุ้นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของหลายประเทศ บูมการ์ด และบราวน์ ชี้ให้เห็นว่าการกีดกันทางการค้า เช่น ตั้งกำแพงภาษีในระดับสูง และแรงงานราคาถูก มีผลต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ[18] เช่น ในกรณีของอินโดนีเซียหรือที่เรียกว่า เดอะ เนเธอร์แลนด์ อินดีส แคลเรนซ์-สมิธ ได้บันทึกว่า “หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของเศรษฐกิจตกต่ำ (ในคริสต์ศตวรรษ 1930- ผู้เขียน) คือ การผลักดันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ค่อย ๆ ผลักดันให้มีกิจกรรมการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งโดยได้มีการตั้งโรงงานทอผ้าสมัยใหม่เพื่อแข่งขันกับการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากญี่ปุ่น”[19]
อุดมการณ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 2480
ทศวรรษ 2480 รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช้อุดมการณ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ สนับสนุนมีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเข้าไปประกอบการผลิต และเข้าควบคุม และสนับสนุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญก็อยู่ในความดูแลของรัฐบาล (รัฐวิสาหกิจ) ตลอดจนมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ลดบทบาทชาวจีนทางเศรษฐกิจ โดยขยายการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น การก่อตั้งและยึดกุมธนาคารพาณิชย์ การผูกขาดอุตสาหกรรมสีข้าว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การผูกขาดกิจการนำเข้า การกระจายและการขนส่งสินค้าบริโภค นำเข้า รวมทั้งสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ ตลอดจนไปถึงอำนาจทางการเมืองในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้การพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมได้มีมากยิ่งขึ้น รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะพึ่งพาตนเองในการผลิตเพราะสินค้าที่เคยสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ภายในประเทศนั้นขาดแคลนเกิดความยากลำบาก ได้เร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรัฐบาลได้ชี้นำการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเข้าไปประกอบกิจการต่าง ๆ ที่สำคัญ อาทิ ยาสูบ กระดาษ ทอผ้า น้ำตาล เชื้อเพลิง เหมืองแร่ อุตสาหกรรมหลายอย่าง รัฐบาลได้ดำเนินการยึดจากชาวต่างชาติ หรือ โอนมาจากเอกชนเพื่อดำเนินการเองรวมทั้งมีการจัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม และตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ในด้านการค้า รัฐบาลซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการผูกขาดการซื้อขาย ทั้งภายในและต่างประเทศ ในช่วงทศวรรษ 2480 รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ บริษัทจังหวัด จำกัด (2480) ผูกขาดสินค้าเกือบทุกประเภท บริษัท ข้าวไทย จำกัด (2481) ผูกขาดการซื้อสีและส่งข้าวออกนอกประเทศ บริษัท ยางไทย จำกัด (2484) ผูกขาดการค้ายางพารา บริษัท เกลือไทย จำกัด (2484) ผูกขาดการซื้อเกลือให้ บริษัท จังหวัดจำกัด และส่งเกลือออกนอกประเทศ บริษัท ไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด (2487) ผูกขาดสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตต่าง ๆ และเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราของกรมสรรพสามิต
ส่วนการมีบทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาธุรกิจธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลได้เข้ายึดทรัพย์สินและกิจการที่เคยตกอยู่ในฐานะที่เป็นทรัพย์สินของชนชาติศัตรูชาวตะวันตกและส่งเสริมให้มีตั้งธนาคารพาณิชย์ของคนไทยขึ้นแทน เช่น ธนาคารมณฑล (2485) ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (2487) และธนาคารกรุงเทพ (2487) ธนาคารกสิกรไทย (2488) ตลอดจนมีการสนับสนุนให้มีการส่งเสริมร้านค้ารายย่อยของคนไทย หากประชาชนไม่สามารถรวบรวมทุนจัดตั้งร้านค้ารายย่อยได้รัฐบาลจะเข้าช่วยเหลือโดยการมีหุ้นส่วนด้วย ส่วนในภาคเกษตรกรรมมีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อจำกัดการซื้อ-ขาย และครอบครองที่ดินของชาวต่างชาติ พัฒนาระบบสหกรณ์[20]
เศรษฐกิจชาตินิยมได้เปิดโอกาสให้มีการก่อตัวของนายทุนกลุ่มใหม่ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเป็นข้าราชการ โดยร่วมมือกับพ่อค้านายทุนชาวจีนเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่าเป็นการเติบโตทุนนิยมข้าราชการ ชนชั้นนายทุนใหม่เหล่านี้ได้เติบโตภายใต้การคุ้มครองของอำนาจข้าราชการและการเมือง และชนชั้นนี้ได้กลายเป็นพลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยในเวลาต่อมา ตัวอย่างของความร่วมมือของข้าราชการและนายทุนชาวจีน อาทิ การจัดตั้งบริษัทข้าวไทยต้องอาศัยพ่อค้าชาวจีน เช่น นายมา บูลกุล ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านนี้มาช้านาน เช่นเดียวกับการจัดตั้งและการบริหารกิจการธนาคารพาณิชย์รัฐบาลก็ต้องอาศัยพ่อค้าชาวจีนอย่าง นายจุลินทร์ ล่ำซำ นายโลวเตี๊ยกชวน บูลสุข และนายตันซิวเม้ง หวั่งหลี เป็นต้น ในขณะที่คณะราษฎรและรัฐบาลก็ได้ส่งคนของกลุ่มตนเข้าไปบริหารธุรกิจเป็นจำนวนมาก อาทิ นายจรูญ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ดร. เดือน บุนนาค และนายหลุย พนมยงค์[21]
ชาตินิยมทางเศรษฐกิจกับทุนอุตสาหกรรมก่อนปี 2488
จนกระทั่งปี 2488 พัฒนาการของกลุ่มทุนของไทยแสดงว่า ทุนหลักของไทยจะเป็น “ทุนการค้า” มากกว่าที่จะเป็น “ทุนอุตสาหกรรม” ทั้ง ๆ ที่รัฐสนับสนุนค่อนข้างมาก ภาคอุตสาหกรรมยังมีขนาดเล็กมาก และเกือบทั้งหมดเป็นอุตสาหกรรมเบา ทำไมการพัฒนา (ทุน) อุตสาหกรรมก่อน พ.ศ. 2488 เป็นไปอย่างเชื่องช้า? เหตุผลที่สำคัญคือ บทบาทของรัฐกับการพัฒนาทุนอุตสาหกรรมเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของทุนพื้นเมืองหรือทุนท้องถิ่น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 แม้ว่านโยบายชาตินิยมจะเน้นการสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้นโยบายบีบกลุ่มธุรกิจชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนและสนับสนุนให้ “คนไทย” มีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจมากขึ้น และรัฐได้มีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น การเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของข้าราชการนั้น (คนไทย) ได้เข้าร่วมกับกลุ่มชาวต่างประเทศที่มีอิทธิพลมาก่อน[22] นโยบายดังกล่าวจึงมิได้สร้างผลประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแก่ทุนท้องถิ่นแต่กลับสนับสนุนผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ รัฐบาลหรือข้าราชการใหม่ รวมทั้งนักธุรกิจชาวจีนภายใต้การสนับสนุนของผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่า “การเกิดขึ้นของทุนนิยมข้าราชการ” กลุ่มทุนนิยมข้าราชการมิได้เป็นตัวแทนของทุนอุตสาหกรรมเพราะไม่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่สนใจการพัฒนากระบวนการผลิตและเทคโนโลยี หากแต่เน้นกิจการที่เป็นตลาดและผลตอบแทนเร็ว รวมทั้งเน้นการบริหารแบบครอบครัว ไม่มีการแยกออกระหว่างการเป็นเจ้าของกับการควบคุมการบริหาร[23] นอกจากนี้ “นายทุนชาวจีน” ในฐานะกลุ่มทุนที่ทรงพลังกลับไม่ได้นำ “กำไร” จากการประกอบธุรกิจมาลงทุนในเศรษฐกิจไทย แต่ได้ส่งกลับไปยังเมืองแม่ของตนเอง สกินเนอร์ ประมาณว่า เงินที่ส่งออกที่โอนไปประเทศจีนเท่ากับ 20 ล้านบาทต่อปี ช่วงปี 2470 / 71 - 2480-81 หรือเท่ากับ 1 ใน 6 ของมูลค่าการส่งออกในช่วงนั้น[24] การสะสมทุนในไทยซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมนั้น แม้ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่จะอำนวยประโยชน์สุขแก่สังคมโดยรวม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขยายงานและอำนาจทางเศรษฐกิจของชนชั้นปกครองใหม่ และนโยบายดังกล่าวยังมีส่วนผลักดันให้รัฐได้เข้าไปลงทุนในกิจการการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ ตัวอย่างเช่น การเข้าไปดำเนินกิจการผลิตในโรงงานน้ำตาล ทอผ้า กระดาษ รัฐมีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้นทั้งเข้าไปประกอบกิจการการผลิตรวมทั้งเข้าควบคุมและสนับสนุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญก็อยู่ในความดูแลของรัฐบาล (รัฐวิสาหกิจ) ตลอดจนมีแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจด้วย
ตรงข้ามก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 นั้น กิจการที่รัฐสนับสนุนมักจะเป็นเรื่องการป้องกันประเทศและราชสำนัก มากกว่าจะเป็นพัฒนาเศรษฐกิจ สัดส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่วนใหญ่ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด แต่สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สัดส่วนของงบพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33-36 ในช่วงปี 2481-85 (ดูตาราง)
สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณด้านต่าง ๆ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2454-85
(หน่วย : ร้อยละ)
| ปี | งบรักษาความมั่นคง | งบเศรษฐกิจ | งบพระมหากษัตริย์ |
| 2454 | 56.88 | 13.27 | 19.95 |
| 2458 | 52.36 | 18.76 | 14.89 |
| 2462 | 48.39 | 19.78 | 12.49 |
| 2470 | 30.82 | 16.39 | 5.71 |
| 2478 | 48.94 | 26.35 | 1.52 |
| 2481 | 45.30 | 35.88 | 1.08 |
| 2484 | 43.86 | 35.60 | 0.30 |
| 2485 | 50.74 | 33.90 | 0.33 |
ที่มา: ช่อ (2527 : (610-611)
ก่อนปี 2475 แม้ในทางทฤษฎีจะแบ่งแยกพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์กับงบประมาณแผ่นดินโดยทั่วไป โดยมีการจัดตั้งกรมพระคลังข้างที่ในปี 2443 มีฐานะเป็นกรมอิสระ เพื่อบริหารจัดการพระราชทรัพย์และลงทุนของพระมหากษัตริย์ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่ทว่าในทางปฏิบัติยังไม่มีการแบ่งแยกพระราชทรัพย์อย่างชัดแจ้ง รายได้จากการลงทุนทางเศรษฐกิจของพระมหากษัตริย์บางครั้งก็นำเข้ารัฐ บางครั้งก็ใช้เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เช่น เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตได้มีหนี้สินส่วนพระองค์สูงถึง 5.5 ล้านบาท นอกเหนือจากหนี้สินของกรมพระคลังข้างที่อีก 1.5 ล้านบาท รัฐบาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตในระยะยาวข้อเสนอของเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นได้รับการปฏิเสธ เช่น โรงงานปั้นด้าย[25] รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การสร้างทางหลวงได้รับการสนับสนุนน้อยมาก
นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมยังมีผลต่อการมีส่วนสั่นคลอนความสัมพันธ์ในรูปแบบเมืองแม่กับเมืองบริวาร (Periphery-Centre Relationship) ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจจักรวรรดินิยม โดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ การลงนามสนธิสัญญาเบาริ่งในปี 2398 และสนธิสัญญาอันไม่เท่าเทียมกันที่ไทยทำกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ในระยะเวลาต่อมา มีผลให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปผูกพันกับระบบทุนนิยมโลก โดยไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าข้าวหรือสินค้าขั้นปฐมเพื่อส่งออก และนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไทยต้องสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทั้งอธิปไตยทางการศาลและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ไทยไม่สามารถกำหนดอัตราภาษีนำเข้าได้เกินร้อยละ 3 หรือไม่สามารถเลือกกลยุทธ์และการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วยตนเองได้ การพัฒนาเศรษฐกิจไทยจึงเป็นการพัฒนาที่มาจากปัจจัยภายนอกไม่เป็นตัวของตัวเอง อำนาจทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ คือ ชาวตะวันตก และคนจีน ดังนั้นก่อนปี 2475 พัฒนาการเศรษฐกิจไทยไม่สามารถก่อเกิดชนชั้นพ่อค้าในหมู่คนไทย คนไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะดำรงชีพด้วยการเป็นชาวนา หรือถ้ามีบุญหน่อยก็เป็นผู้นั่งกินนอนกิน หรือถ้ามีปัญญาหน่อยก็ทำอาชีพรับราชการหรือใช้สมองเท่านั้น[26]
ผลจากนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมนำประเทศไปสู่ “การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ” และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น และพยายามที่จะสร้างทุนภายในชาติ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจ การก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ บทบาทของรัฐในการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและการผลิตสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนแล้วแต่ขัดแย้งกับนโยบายเศรษฐกิจความสัมพันธ์ระหว่างเมืองดาวบริวารกับเมืองแม่ทั้งสิ้น
เชิงอรรถ
[16] Ibid.
[17] Falkus (1975 : 79).
[18] Boomgaard and Brown (2000 : 8).
[19] Clarence-Smith (2000 : 234).
[20] ในประเด็นนี้ โปรดดู ผาณิต (2527 : 650-664).
[21] แล (2535 : 263).
[22] อากิรา (2529 : 75).
[23] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[24] Skinner (1957 : 225 - 226).
[25] Chatthip (1981 : 7-8).
[26] Suyama อ้างใน สุวินัย (2532 : 18).
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. 2527. “การแสวงหาระบบเศรษฐกิจใหม่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย,” ในฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ สมภพ มานะรังสรรค์ (บ.ก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชวลิต วายุภักตร์. 2527. “การปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศไทย,” ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บ.ก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ผาณิต ทรงประเสริฐ. 2527. “นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ.2481-2487,” ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บ.ก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล. 2527. “การใช้จ่ายเงินแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2453-2468), ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บ.ก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
แล ดิลกวิทยรัตน์. 2535. “เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2475-2488”, ใน เอกสารชุดวิชาเศรษฐกิจไทย. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สุวินัย ภรณวลัย. 2532. “เศรษฐศาสตร์การเป็น NICS : ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย,” ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์. ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน).
อากิรา ซูเอฮิโร. 2533. “การสะสมทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย,” ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์. ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (มีนาคม).
ภาษาอังกฤษ
Boomgaard, P. 2000. Surviving the Slump : Developments in Real Income during the Depression of the 1930s in Indonesia, particularly Java. In P. Boomgaard, and Ian Brown, eds. Weathering the Strom : The Economies of Southeast Asia in the 1930s Depression. Singapore : Institute of Southeast Asian Studies.
Chatthip Nartsupha and Suthy Prasartset. 1981. The Political Economy of Siam, 1851-1910. Bangkok : Social Science Association of Thailand.
Clarence-Smith, W.G. 2000. Hadhrami Arab entrepreneurs in Indonesia and Malaysia : facing the challenge of the 1930s recession. In P. Boomgaard, and Ian Brown, eds. Weathering the Storm : The Economies of Southeast Asia in the 1930s Depression. Singapore : Institute of Southeast Asian Studies.
Falkus, M.E. 1975. The World Depression. Unpublished Manuscript.
Greene, S.L.W. 1999. Absolute Dreams Thai Government Under Rama VI, 1910-1925. Bangkok : White Lotus.
Hewison, Kevin 1989. “Industry Prior Industrialisation,” in Journal of Contemporary Asia. 18 (4), pp. 389-411.
Ingram, J.C. 1971. Economic Change in Thailand, 1850-1970. Standford : Standford University Press.
Pasuk Phongpaichit and Baker, Chris. 1995. Thailand : Economy and Politics. Oxford : OUP.
Porphant Ouyyanont. 2012 . “Underdevelopment and Industrialisation in Pre-War Thailand,” in Australian Economic History Review. 52 (1), pp. 43-60.
Seksan Prasertkul. 1989. “The Formation of the Thai State and Economic Change, 1855-1945”. Ph.D. Thesis Cornell University.
Skinner, G.W. 1957 .Chinese Society in Thailand : An Analytical History. Ithaca : Cornell University Press.
Suehiro, Akira. 1996. Capital Accumulation in Thailand. Chiang Mai : Silkworm book.
Wyatt, D. 1984. Thailand : A Short History. New Haven : Yale University Press.