(1) คำถามจากวัดกล้วย เชิงสะพานปรีดี-ธำรง
เที่ยงวันหนึ่ง หลังจากนำพามิตรสหายหลายท่านไปทำความรู้จักกับ “มรดกคณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ ที่อยุธยากรุงเก่า” ผู้เขียนก็พาชาวคณะไปยังวัดกล้วย เพราะที่นี่นอกจากมิตรต่างถิ่นจะได้ลิ้มชิมรสชาติก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ซึ่งเป็นที่ฮอตฮิตกันที่หนึ่งแล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่นี่ยังมีบรรยากาศที่สวยงาม (ถ้าไม่นับมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างผักตบชวาที่ลอยเกลื่อนอยู่) เพราะร้านตั้งอยู่ท้ายวัด ริมชิดติดกับแม่น้ำป่าสัก ที่สำคัญที่เหมาะกับทัวร์นี้ก็เพราะจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือของที่นี่ เรายังจะสามารถแลเห็น “สะพานปรีดี-ธำรง” ได้สวยงามอีกจุดหนึ่ง
ในระหว่างที่กำลังรับประทานมื้อกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อยกันอยู่นั้น ก็พอดีเพื่อนคือคุณชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ (ปัจจุบันทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวช่องพีเพิลทีวี) ก็ได้โทรมาหาผู้เขียน ด้วยความเกรงใจว่าเสียงโทรศัพท์เราจะดังจนไปรบกวนชาวคณะซึ่งกำลังรับประทานอาหารกันอยู่ อีกอย่างก็คิดว่าเพื่อนคงมีธุระอะไรสำคัญถึงได้โทรมาเวลานี้ ผู้เขียนก็เลยรับโทรศัพท์ เมื่อผู้เขียนบอกว่ามาพาเพื่อนอีกคณะหนึ่งทัวร์อยุธยาพาไปดูร่องรอยปรีดี พนมยงค์ และกำลังกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ คุณชัยนรินทร์ผู้ซึ่งมักจะมีคำถามแปลกๆ มาให้แก่ผู้เขียนเสมอ ก็ตั้งคำถามมาทางปลายสายว่า “ปรีดีเคยกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาป่าววะ?”
พอเห็นว่าเพื่อนไม่ได้มีกิจธุระสิ่งใดสลักสำคัญแล้ว ก็เลยบอกขอตัว ขอกินมื้อเที่ยงก่อน แล้วเดี๋ยวจะโทรกลับไป ค่อยคุยกัน ก็วางสายไป ไม่ได้ตอบคำถามข้างต้น แต่แล้วเพื่อนในคณะซึ่งได้ยินคำถามหรือเกิดติดอกติดใจอะไรก็ไม่รู้ จึงเอามาถามคำถามนี้อีก เมื่อเริ่มทัวร์กันต่อในช่วงบ่าย
เมื่อเป็นคำถามจากชาวคณะทัวร์ ผู้เขียนก็บ่ายเบี่ยงไม่ได้ (ไม่ตอบก็มีหวังโดน “ทัวร์ลง” ของแท้น่ะสิ) แต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าตนเองตอบคำถามนี้ได้ไม่เคลียร์เท่าไหร่ จึงคิดจะตอบในรูปบทความวิชาการเพื่อเป็นความรู้ต่อไป แต่จนแล้วจนรอด ผ่านมาหลายปี ก็เพิ่งจะหวนคิดใคร่ครวญประเด็นนี้

สะพานปรีดี-ธำรง ในอดีต
ที่มา : matichon academy
(2) จปข. (จีนปนแขก) และพุทราเชื่อมวังหลวง
เมื่อพูดถึงอาหารการกินขึ้นชื่อของอยุธยากรุงเก่า ตอนนี้คงต้องยกให้ “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” ที่ผูกแบรนด์กลายเป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” ไปแล้ว และอีกอย่างก็คือ “สายไหม” ก๋วยเตี๋ยวนั้นชื่อก็บอกว่าเป็นอาหารการกินสัญชาติจีนมาแต่เดิม ขณะที่สายไหมก็ชัดเจนว่าเป็นของแขกมุสลิม เมื่ออาหารการกินสองชนิดนี้มาเปิดร้านอยู่ใกล้กันในย่านกรุงเก่า ก็จึงลงล็อก “จปข.” (จีนปนแขก) ซึ่งไม่แปลกว่าเพราะคนจีนกับชาวมุสลิม เป็นประชากรที่มีมากในอยุธยา
ก่อนนี้มี “พุทราเชื่อม” แต่ปัจจุบันเหลือน้อยลงมาก เนื่องจากในเขตพระราชวังโบราณ (พื้นที่ถัดจากวัดพระศรีสรรเพชญ์) ชุมไปด้วยต้นพุทรา บ้างว่าปลูกมานานตั้งแต่สมัยพระนเรศวร เพราะช้างทรงของพระองค์เคยยันโคนต้นพุทราเลยเอาชนะพระมหาอุปราชาได้ แล้วจึงมาปลูกไว้เป็นเกียรติยศ บ้างว่าเป็นของปลูกมาแต่ครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เมื่อครั้งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า และมีภาระหน้าที่อย่างหนึ่งคือการจัดเตรียมสถานที่พระราชวังหลวงของกรุงเก่า สำหรับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกฉลองรัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์ครบ 40 ปี บ้างก็ว่าปลูกไว้ในช่วงที่มานิต วัลลิโภดม (บิดาของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม) ปลูกไว้เมื่อครั้งเป็นหัวหน้านักโบราณคดีอยู่อยุธยา แต่ที่พิลึกพิลั่นสุดนั้นเห็นจะเป็นความรับรู้ในเชิงตลกขบขันที่ว่า “พม่ามาขับถ่ายไว้” ซึ่งเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พุทราในพระราชวังหลวงมีเยอะ ชาวบ้านก็ไปเก็บเอามาตากแดดแล้วเชื่อมขาย เกิดเป็นของกินอร่อยที่เรียกกันแต่ก่อนว่า “พุทราเชื่อมวังหลวง” ถามรุ่นพ่อรุ่นแม่เมื่อราว 30-50 ปี ดูก็จะรู้ว่า เมื่อก่อนไปอยุธยาจะต้องกินพุทราเชื่อม โดยเฉพาะเจ้าที่อยู่ตลาดหัวรอ หน้าพระราชวังจันทรเกษม จะอร่อยกว่าใครเพื่อน แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนเมื่อไปอยุธยาจะนิยมกินก๋วยเตี๋ยวเรือแล้วซื้อสายไหมกลับมาฝากคนที่บ้าน
เหตุที่พุทราเชื่อมน้อยลงก็เพราะหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่พระราชวังหลวงไม่อนุญาตให้ชาวบ้านไปเก็บพุทราอีกต่อไป ชาวบ้านจึงเก็บได้เฉพาะบางพื้นที่วัดร้าง เช่น วัดระฆัง วัดวรโพธิ์ เมื่อเก็บจากวัด ไม่ได้เก็บจากวัง ความนิยมก็น้อยลงตามมา เพราะกลายเป็นต้องกิน “พุทราเชื่อมวัดร้าง” ไม่ได้กิน “พุทราเชื่อมวังหลวง” เหมือนที่เคย
เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนไปลพบุรี จะต้องได้กิน “น้อยหน่าที่นั่งเย็น” เคยไปและเคยกินเมื่อตอนผู้เขียนยังเด็ก ไม่ได้ไปเอง ลุงป้าน้าอาที่ไปลพบุรีซื้อมาฝากอีกต่อหนึ่ง เมื่อโตขึ้นแล้วไปลพบุรี ถามหาน้อยหน่านี้ไม่มีใครรู้จัก ก็พอดีไปอ่านงานอาจารย์หวน พินธุพันธ์[1] ปราชญ์ลพบุรีท่านหนึ่ง ก็ได้ความว่า “น้อยหน่าที่นั่งเย็น” นี้แต่ก่อนรอบๆ พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น ที่นอกเมืองลพบุรีไปทางทิศตะวันออก ชาวบ้านทำสวนปลูกน้อยหน่ากันมาก ได้ผลดีมีรสชาติหวานอร่อย ส่งไปขายที่ตลาดติดกับพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์
ด้วยความที่พระราชวังแห่งนี้ใครไปลพบุรี ก็ต้องไปเยี่ยมไปชม ก่อนกลับก็แวะตลาดซื้อของกินติดไม้ติดมือไปฝากลูกฝากหลาน ต่อมามีอันให้น้อยหน่านี้สูญไปจากเมืองลพบุรี เนื่องจากที่ดินรอบๆ พระที่นั่งเย็นถูกนายทุนกว้านซื้อเอาไปสร้างบ้านจัดสรรหมด ไม่เหลือที่สวนชาวบ้านปลูกน้อยหน่าอีกเลยจนทุกวันนี้
อีกอย่างที่อยากแนะนำก็คือ “หน่อไม้เพชรบูรณ์” เมื่อคราวที่ผู้เขียนกับเพื่อนไปขึ้นเขาถมอรัตน์ เพื่อจะเข้าเฝ้าและชมพระพุทธรูปสลักผนังถ้ำ เนื่องจากไม่เคยไปกันมาก่อน ติดต่อกับทางท้องถิ่นแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็จัดหาคนนำทางมาให้เรา ชื่อ “พี่ลอด” ตอนนั้นมันเป็นช่วงฤดูปลายร้อนต้นฝน เคราะห์ดีที่ฝนตกก็เมื่อเราเดินขึ้นเขาไปจนถึงปากถ้ำแล้ว ก็เลยได้หลบฝนอยู่ในถ้ำจนฝนเหือดแล้วถึงค่อยลงจากเขามา
ระหว่างทางพี่ลอดได้หักหน่อไม้ใส่ถุงปุ๋ยมาตลอดทาง จนถึงข้างล่าง และเมื่อร่ำลากันก่อนจะแยกย้ายกันไป พี่ลอดก็ให้ถุงหน่อไม้นี้แก่ผู้เขียน จะปฏิเสธก็กระไรอยู่ ก็เลยได้หน่อไม้ติดรถกลับบ้านไป เอาไปลองทำกินดู ต้องขอบอกด้วยว่าทำไม่เป็นหรอก แค่ต้มจิ้มกับน้ำพริกป่นปลาทูเท่านั้น แต่เท่านั้นก็บอกได้คำเดียวว่า “อร่อยมาก” ตั้งแต่นั้นมาเมื่อไปศรีเทพ ไปเพชรบูรณ์ นอกจากไก่ย่างวิเชียรบุรีต้นตำรับแล้ว ก็คือหน่อไม้เพชรบูรณ์จากเขาถมอรัตน์นี่แหล่ะ ที่อดจะซื้อติดรถกลับบ้านมาด้วยไม่ได้
กล่าวโดยสรุปในเบื้องต้นสำหรับที่นี้ก็คือว่า อันที่จริงอาหารการกินเป็นอีกหนึ่งสิ่งอย่างที่มีควบคู่กับเมืองประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสุโขทัยที่มี “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” อยุธยาที่มี “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” ศรีเทพและเพชรบูรณ์มี “ไก่ย่างวิเชียรบุรี” กับ “หน่อไม้เพชรบูรณ์” ลพบุรีเคยมี “น้อยหน่าที่นั่งเย็น” เป็นต้น
เวลาที่เราพูดถึงเมืองประวัติศาสตร์ ความมีชีวิตชีวาส่วนหนึ่งก็เห็นได้จากเรื่องของอาหารการกิน ลำพังการมีโบราณสถานและศิลปวัตถุนั้นไม่เคยเพียงพอ เพราะคนต้องอยู่ต้องกิน ทั้งคนที่อยู่ในพื้นที่ก็ต้องทำมาค้าขาย คนที่ไปเที่ยวก็ต้องมีการบริโภคจับจ่ายซื้อขายและกินข้าวปลาอาหาร
ของกินบางอย่างที่แสดงอัตลักษณ์ทำให้เมืองประวัติศาสตร์มีความโดดเด่นมากขึ้น ก็ควรถูกบรรจุเข้าไปในหลักคิดและแผนงานทางด้านการอนุรักษ์เอาไว้ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องแช่แข็งไม่เปลี่ยนแปลงอาหารการกินเหล่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วอาหารการกินเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่มีการปรับเปลี่ยนและเลื่อนไหลไปตามความนิยมชมชอบและเหมาะสมของคนในแต่ละยุคสมัย
(3) ก๋วยเตี๋ยวมีมาก่อนยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ความเข้าใจผิดอันหนึ่งเกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยวก็คือความเชื่อที่ว่าอาหารการกินชนิดนี้เพิ่งมีในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ที่จริงมีงานเขียนของหลายท่านได้โต้แย้งกันมามากแล้ว และเสนอว่าอันที่จริงจอมพล ป. เพียงแต่เป็นผู้เชิญชวนให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยวกันต่างหาก[2]
ความเข้าใจผิดอันนี้ยังส่งผลทำให้ชื่อ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ไปผูกติดพัวพันกับก๋วยเตี๋ยวอย่างแยกไม่ออก ในขณะที่ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็น “คนยุดยา” รู้จักก๋วยเตี๋ยวเรือมาตั้งแต่อยู่อยุธยา กลายเป็นผู้นำในยุคโน้นที่ผู้คนแทบจะนึกไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยวได้อย่างไร
ในช่วงต้นทศวรรษ 2480 สถานการณ์สงครามโลกได้เริ่มปะทุขึ้นแล้วที่ยุโรป ก่อนจะลามมาไทยภายหลังไม่กี่ปี จากกรณีญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกประเทศไทย ดังที่ทราบกัน ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือช่วงนั้นยังมีสิ่งที่มากระทบซ้ำเติมต่อเนื่องอีกก็คือว่าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพ.ศ.2485 เศรษฐกิจที่กำลังซบเซามาได้พักหนึ่งเพราะสงครามอยู่แล้ว ก็มาตกต่ำลงไปอีก ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. ต้องมีนโยบายและมาตรการทางสังคมสำหรับกอบกู้สถานการณ์วิกฤติ
แน่นอนว่าต้อง “รัดเข็มขัด” ประหยัดและนำเอาแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจมาใช้ สมัยโน้นก๋วยเตี๋ยวเป็นของกินที่มีราคาถูกกว่าข้าวแกงและอาหารอื่นๆ ก๋วยเตี๋ยวจึงเป็นตัวเลือกและทางออกสำหรับวิกฤติการขาดแคลนอาหาร ตลอดจนการประหยัดในท่ามกลางสงครามและน้ำท่วม
เริ่มจากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2482 รัฐบาลจอมพล ป. ได้ประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 5 มีสาระสำคัญข้อ 1 ระบุว่า “ชาวไทยพึงพยายามบริโภคแต่อาหารอันปรุงจากสิ่งที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย” เหตุผลก็คือว่า “เนื่องด้วยสถานการณ์ของโลกอยู่ในสภาพสงคราม ทุกประเทศทั้งที่เป็นคู่สงครามและเป็นกลาง จำต้องสนับสนุนการเกษตร พาณิชย์ และอุตสาหกรรมของชาติเป็นพิเศษ”[3]
ต่อมา จอมพล ป. ได้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2485 รณรงค์เชิญชวนให้คนไทยหันมากินก๋วยเตี๋ยว และทำก๋วยเตี๋ยวขายแข่งกับคนจีน ดังความต่อไปนี้:
“อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วถึง เพราะก๋วยเตี๋ยวมีประโยชน์ กับร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อมทำเองได้ในประเทศไทย หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์เท่ากับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอใช้
เงินเก้าแสนบาทนั้นก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกัน ไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาทก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยชน์เต็มที่ในค่าของเงิน”[4]
หลังจากจอมพล ป. มีประกาศนี้ออกมาได้ไม่นาน ภรรยาของพันโท ส. รัตนพิบูลชัย ก็เป็นแม่ค้าแรกพายเรือไปขายก๋วยเตี๋ยวที่ทำเนียบรัฐบาลให้จอมพล ป. และคนในคณะรัฐบาลกินเป็นมื้อกลางวัน[5] ต่อมามีการแต่งเพลงก๋วยเตี๋ยว คำร้องโดย สกนธ์ มิตรานนท์ ทำนองโดย นารถ ถาวรบุตร เผยแพร่ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการ
นอกจากนี้ จอมพล ป. ยังพูดชักชวนให้ อธิบดี ครู อาจารย์ใหญ่ ข้าหลวงประจำจังหวัดและนายอำเภอให้จัดการขายก๋วยเตี๋ยวคนละ 1 หาบ มอบหมายให้กรมประชาสงเคราะห์ (ขณะนั้นสังกัดกระทรวงสาธารณสุข) อำนวยการเรื่อง “ก๋วยตี๋ยว” แทนนายกรัฐมนตรี
สื่อหนังสือพิมพ์สมัยนั้นที่ปกติจะเป็นอริกับจอมพล ป. แต่ในเรื่องนี้ดูเหมือนคนหนังสือพิมพ์จะเห็นด้วยและช่วยเผยแพร่ให้รัฐบาลด้วย แถมยังมักจะตีพิมพ์สูตรการทำก๋วยเตี๋ยวต่างๆ แนะนำร้านอร่อย กันอย่างคึกคัก
อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ที่ดีและได้ผลมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น เห็นจะเป็นการที่จอมพล ป. ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง จึงมีวลีที่พูดกันผ่านสื่อเสมอในสมัยนั้นว่า “อาหารกลางวันของท่านคือก๋วยเตี๋ยว”[6]
(4) เมื่อ “อาหารจีน” ถึงคราจะได้รับ “สัญชาติไทย”
อย่างไรก็ตาม รัฐนิยมยุคจอมพล ป. ตลอดจนการรณรงค์ให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยว ทำก๋วยเตี๋ยว ขายก๋วยเตี๋ยว แข่งกับคนจีนยังไง ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นผลในแง่ผู้การประกอบการที่แม้ในปัจจุบันนี้เราก็ยังเห็นคนจีนทำก๋วยเตี๋ยวขายอยู่ หรือเจ้าที่ทำอร่อยๆ ก็ยังคงมีเจ้าของเป็นคนจีนอยู่ดังเดิมก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การรณรงค์โดยผ่านกลไกของรัฐในสมัยจอมพล ป. ส่งผลทำให้ก๋วยเตี๋ยวได้รับสัญชาติไทยไปโดยปริยาย
ทุกวันนี้ถ้าจะไม่กินข้าวหรือเบื่อกินข้าวกับกับตามปกติแล้ว คนไทยเป็นต้องนึกถึงก๋วยเตี๋ยว คือกินแทนข้าวได้ เมื่อก่อนอาจจะนิยมกินแค่มื้อกลางวัน เดี๋ยวนี้ก็แทนข้าวได้ทุกมื้อ
แต่เดิมนั้น ก๋วยเตี๋ยวมีต้นกำเนิดจากอำเภอซาโห มณฑลกวางตุ้ง จีนแผ่นดินใหญ่ ชาวกวางตุ้งและจีนฮกเกี้ยนจึงนิยมเรียก “ซาโหฟัน” (หมายถึง อาหารของชาวซาโห)[7] ส่วนคำว่า “ก๋วยเตี๋ยว” นั้น ใกล้เคียงกันมากกับคำว่า “ก๋วยเตี๊ยว” ซึ่งเป็นคำเรียกของชาวจีนแต้จิ๋ว พวกเขาเข้ามาเป็นแรงงานอพยพในสยามหลายระลอก ระลอกใหญ่ๆ นั้นคือสมัยอยุธยาตอนปลายกับต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อคนจีนในไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแต้จิ๋ว คำว่า “ก๋วยเตี๋ยว” ก็ติดไปเป็นคำเรียกอาหารชนิดนี้สำหรับในประเทศไทยไปด้วย
ถึงจะเรียกทับศัพท์กันมาแบบนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาที่ทางการไทยจะมอบ “สัญชาติไทย” ให้แก่อาหารชนิดนี้ เพราะถึงจะมีกำเนิดและแพร่มาจากเมืองจีน แต่ก็เช่นเดียวกับอะไรต่อมิอะไรหลายสิ่งอย่าง ที่เมื่อแพร่เข้ามานานและผู้คนพื้นถิ่นนิยมชมชอบกันมากเข้าแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาในการผนวกรวมเข้าเป็น “ของไทย” ยิ่งเมื่อมีกระแสแนวคิดชาตินิยม ปลุกฝังให้คนลากเอาสิ่งต่างๆ เป็นของไทยไปหมด ทั้งๆ ที่เมื่อสืบย้อนกลับไปแล้ว ก็จะพบว่าเดิมไม่ใช่ของมีต้นกำเนิดเกิดจากดินแดนแถบนี้ด้วยซ้ำ หากแต่อาจมาไกลจากโพ้นทะเล
กรณีตัวอย่างที่โด่งดังเมื่อคุณปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลในพ.ศ.2531 เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทย นักข่าวเอาไมค์ไปจ่อสัมภาษณ์ออกสื่อโทรทัศน์ ถามว่า ““อาหารไทย” ที่คุณปุ๋ยชอบกินมากที่สุดคืออะไร?” คำตอบจากนางงามจักรวาลครั้งนั้นก็คือ “ก๋วยเตี๋ยวเรือค่ะ”[8]
คำตอบของคุณปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นั้นสะท้อนความสำเร็จในการให้สัญชาติไทยแก่อาหารจีนได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะผ่านเลยช่วงเวลาที่จอมพล ป. สิ้นอำนาจไปแล้วกว่า 31 ปี ก็ตาม และสำหรับในทศวรรษ 2530 คำตอบของคุณปุ๋ยครั้งนั้น ก็ก่อเกิดอานุภาพดุจเดียวกับ “ลิซ่า” นักร้องสาวไทยที่ไปโกอินเตอร์เกาหลี มาบอกชอบกินข้าวเหนียวมะม่วง คือทำให้ผู้คนแห่กันไปกินตามยกใหญ่ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายยิ้มชอบใจไปตามๆ กัน
ยุคคุณปุ๋ยนั้นก๋วยเตี๋ยวดังคือ “ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต” พอดี และอีกที่ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักฮอตฮิตกันในหมู่ชาวต่างชาติก็คือ “ก๋วยเตี๋ยวเรือคลองดำเนินสะดวก” เป็นอีกยุคหนึ่งของยุคก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นรุ่นลูกของยุคสมัยอันยาวนานของ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” และเป็นรุ่นพี่ของ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯ”
พอคนดังชอบ เราก็มักชอบตาม โดยเฉพาะคนดังที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลนานาชาติ เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ยังไม่มีมนุษย์พันธุ์ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า “อินฟลูเอ็นเซอร์”

ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา
ที่มา : kapook
(5) จาก “ก๋วยเตี๋ยวเรือนแพ” ถึง “ก๋วยเตี๋ยวเรือเร่-เรือพาย”
คำว่า “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” แต่ก่อนนั้นหมายถึงก๋วยเตี๋ยวที่มาขายให้กินทางเรือจริงๆ คือเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือพายเร่ขายไปตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งต้องบอกด้วยว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นที่มีการบรรทุกใส่เรือเร่ขาย อาหารการกินชนิดอื่นก็มีใส่เรือบรรทุกไปเสนอขายแก่ลูกค้าถึงหน้าบ้าน เป็นวัฒนธรรมการค้าทางเรือแบบหนึ่งที่แพร่หลายในย่านเมืองแห่งแม่น้ำลำคลองอย่างอยุธยา ดังเช่นที่อาจารย์สมบัติ พลายน้อย หรือนักเขียนเจ้าของนามปากกา “ส. พลายน้อย” ผู้เกิดในเรือและเติบโตมาจากอยุธยากรุงเก่า ได้เล่าไว้ในงานเขียนเชิงอัตชีวประวัติแห่งหนึ่งดังนี้:
“สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กนั้น แม่ค้าเรือเร่มีมาก ที่จับกลุ่มเป็นตลาดเรือใหญ่กว่าแห่งอื่นๆ มีอยู่ ๒ แห่ง คือ ที่ตลาดเรือหน้าพระราชวังจันทรเกษมแห่งหนึ่ง และที่ปากคลองบ้านกะมังหน้าวัดพิชัยสงครามอีกแห่งหนึ่ง ตลาดเรือหน้าพระราชวังจันทรเกษมนั้นรวมไปถึงแพขายสินค้าด้วย ที่ควรบันทึกไว้ก็คือ มีแพที่ตั้งเป็นโรงพิมพ์รับจ้างพิมพ์หนังสืออยู่หลังหนึ่ง เป็นโรงพิมพ์ของ ร.ต.กลึง บุนนาค (บิดาของศาสตราจารย์เกลียว บุนนาค) มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เข้าใจว่าเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกของอยุธยา
ตลาดเรือเป็นที่ชุมนุมของแม่ค้าเรือเร่จากที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกล ถ้าเป็นแม่ค้าที่อยู่ไม่ไกลนักก็เป็นเรือพายไม่มีประทุน แต่ถ้าเป็นเรือจากต่างจังหวัดต่างเมืองก็เป็นเรือประทุนมีหลังคากันแดดกันฝน เรือพวกนี้จะหาที่จอดรวมๆ กันอยู่ ในตอนเย็นจะมาพักนอนบริเวณตำหนักสะพานเกลือ
เรือเร่ที่มาจากต่างจังหวัดส่วนมากจะบรรทุกพืชผัก ฟักแฟง แตงดม แตงไทย แตงกวา มะม่วง น้อยหน่า เมื่อขายหมดแล้วก็ซื้อของที่จำเป็น หรือสินค้าที่ไม่มีในบ้านเมืองของตนบรรทุกกลับไป เช่น มะพร้าว หอม กระเทียม ฯลฯ
ส่วนเรือเร่ที่ขายของประจำเป็นคนที่อยู่ละแวกย่านริมคลอง ก็จะมาซื้อของจากเรือเร่ต่างจังหวัด เพื่อเอาไปขายต่อตามบ้านเรือนที่อยู่ในคลองลึกๆ เข้าไป นอกจากเรือเร่ขายของสดแล้ว ยังมีเรือขายอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกข้าวแกง ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ ขนมต่างๆ”[9]
อีกแห่งเป็นการเขียนพรรณนาถึงอาหารการกินตลอดจนวิธีการค้าขายอาหารการกินของคนอยุธยาในอดีต ก็มีกล่าวถึงก๋วยเตี๋ยวเรือเอาไว้ดังนี้:
“ว่ากันตามจริงคนขายก๋วยเตี๋ยวสมัยก่อนเป็นผู้ชายทั้งนั้น ไม่มีผู้หญิง สมัยที่ผมเป็นเด็กคือเมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ผมกินก๋วยเตี๋ยวเรือมากกว่าก๋วยเตี๋ยวบกเพราะบ้านผมอยู่ริมน้ำ ก๋วยเตี๋ยวเรือสมัยนั้นจึงเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือจริงๆ เป็นเรืออยู่ในน้ำ เรือที่อยู่บนบกจึงเป็นก๋วยเตี๋ยวยุคใหม่ ไม่ใช่ของดั้งเดิมอะไร”[10]
ลักษณะการค้าขายทางเรือที่ก๋วยเตี๋ยวเรือถือเป็นส่วนหนึ่ง ตามรายละเอียดข้อมูลที่อาจารย์ ส. พลายน้อย ให้ไว้ในงานของท่านข้างต้นนี้ สอดคล้องต้องกันหลายอย่างหลายประการกับข้อมูลที่ผู้เขียนเคยได้จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ชาวกรุงเก่า เมื่อราวพ.ศ.2558 สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เคยจัดงานเสวนาทางวิชาการกึ่งฝึกอบรม โดยการแบ่งกลุ่มให้ผู้เข้าร่วมไปสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้สูงอายุถึงบ้านเรือน
ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ไปยังตลาดหัวรอ ได้สัมภาษณ์อดีตพ่อค้าเรือเร่ขายก๋วยเตี๋ยวท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนยุคที่ยังไม่มีถนนหนทางสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ทุกคนต้องอาศัยการเดินทางทางเรือกับทางรถไฟเท่านั้น ครอบครัวของผู้ให้ข้อมูล (Key informant) เป็นชาวจีน ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวในเรือนแพ แล้วพอถึงหน้าน้ำ คนผู้เคยเป็นลูกค้ามากินก๋วยเตี๋ยวที่เรือนแพหายไปทำนากันหมด ก็เอาหม้อก๋วยเตี๋ยวลงเรือพายไปตามคลอง พอคนทำนาอยู่เห็นเรือก๋วยเตี๋ยว ก็จำได้ และซื้อกินกัน
ยิ่งเมื่อสภาพภูมิศาสตร์ที่ราบลุ่มและเป็นแหล่งรวมของแม่น้ำหลายสาย ทำให้มีช่วงเวลาน้ำท่วมยาวนานกว่า 5-6 เดือน ที่เรียกว่า “ฤดูน้ำหลาก” สำหรับกรุงศรีอยุธยาเคยใช้เป็น “ไม้ตาย” ในการป้องกันข้าศึกศัตรู แต่สำหรับชาวเรือเร่ น้ำท่วมไม่เพียงไม่เป็นปัญหา หากแต่กลับเป็นคุณ ทำให้พายเรือนำสินค้าไปหาลูกค้าได้สะดวกขึ้น
สภาพเช่นนี้ในเชิงเปรียบเทียบดูไม่ต่างจากที่ยุวดี ศิริ พรรณนาถึงเรือเร่ขายของกินในย่านคลองบางขุนนนท์ ซึ่งก็เป็นย่านที่มีวิถีชีวิตริมน้ำเช่นเดียวกับอยุธยา “นอกจากเรือขายก๋วยเตี๋ยวแล้ว เมื่อลูกๆ โตขึ้นเริ่มช่วยทำมาหากินได้ ที่บ้านก็มีเรือขายของเพิ่มมากขึ้น มีทั้งเรือขายก๋วยจั๊บ เรือขายน้ำแข็งใส และเรือขายกับข้าว”[11]
เสื้อผ้าหน้าผมการแต่งกายของคนพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ก็เป็นชุดแบบเดียวกับคนทำสวนไถนา ทั้งนี้เพื่อสร้างความกลมกลืน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวนาชาวสวน ลูกค้าหลักของก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาช่วงเวลานั้นยังไม่ใช่นักท่องเที่ยว เรื่องนี้นักเขียนและครูชาวพระนครศรีอยุธยา อย่างครูสุนทร เย็นเกล้า เจ้าของนามปากกา “ลุงอ้วน” ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาในท้องถิ่นท่านหนึ่ง ก็เคยมีบันทึกเล่าไว้ดังความต่อไปนี้:
“เสื้อผ้าที่ใส่พายเรือขายก๋วยเตี๋ยว (สมัยนั้น) ก็เป็นชุดเดียวกับชุดไถนา เกี่ยวข้าว ผ้าถุงสีทึบกับเสื้อแขนกระบอกสีกรมท่าใส่งอบกันแดด ขณะพายเรืออยู่กลางแจ้ง ผู้อ่านลองจินตนาการถึงผู้หญิงวัยสามสิบกว่าๆ ในชุดชาวนาใส่งอบ พายเรือสำปั้นที่มีหม้อก๋วยเตี๋ยวอยู่กลางลำ ควันก๋วยเตี๋ยวลอยวนเวียนอยู่ปากหม้อ ติดกับหม้อก๋วยเตี๋ยวใกล้กับคนพายคือตู้ใส่เครื่องปรุงบรรดามี ข้างหลังคนพาย คือท้ายเรือสำปั้นเป็นที่วางกระจาดเส้นก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งถั่วงอกและผักบุ้งที่ปิดทับด้วยใบตองและกระด้ง ส่วนตอนหน้าของเรือถัดจากหม้อก๋วยเตี๋ยวคือกะละมังใส่ถ่านไม้ เชื้อเพลิงสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ รวมทั้งของใช้จำเป็นอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ นับเป็นภาพชีวิตที่งดงามภาพหนึ่งซึ่งหาดูได้ยากมากในปัจจุบัน”[12]
แล้วภาพดังที่ครูสุนทรบรรยายข้างต้น ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ช้านาน อย่างกว้างก็ประมาณช่วงทศวรรษ 2480 ร่นไปจนถึงราวรัชกาลที่ 4-5 กระทั่งเมื่อการคมนาคมหลักเปลี่ยนจากแม่น้ำลำคลองมาสู่ถนนหนทาง ซึ่งในอยุธยา การพัฒนาตรงนี้เริ่มจากในต้นทศวรรษ 2480 ในยุคที่ปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นผู้นำโครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาครั้งใหญ่หลังการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่องนี้ไม่ใช่จะโยงกันมั่วซ่ำ หากแต่เป็นเรื่องที่มีหลักคิดและข้อเท็จจริงอยู่ ดังจะแสดงให้เห็นในลำดับถัดไป...
(6) “ก๋วยเตี๋ยวเรือบนบก” & โครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาสมัยปรีดี พนมยงค์
“ก๋วยเตี๋ยวเรือ” แบบที่เรากินกันทุกวันนี้ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเรืออย่างเดียวกับในตำนานประวัติศาสตร์ยุคที่คนอยุธยายังอยู่เรือนแพและค้าขายทางเรือ หากแต่ตามข้อเท็จจริงที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” ที่อยู่บนบกแล้ว กล่าวคือเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำขายกันอยู่ตามร้านค้าริมทางถนน ไม่ว่าจะในรูปแบบเป็นร้านห้องแถว หรือรถเข็นริมถนน อย่างที่พอไปขึ้นห้างก็เรียกเสียหรูในภาษาฝรั่งว่า “Street food” ถือเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งของก๋วยเตี๋ยว ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์[13]
พูดง่ายๆ คือ เป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” แต่ในนามและสไตล์การปรุง ไม่ได้อยู่ในเรือ อยู่บนบกแล้วนั่นแลขอรับ...
ถึงบางที่บางร้าน โดยเฉพาะในอยุธยา อาจจะยังชอบตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยวในเรือไม้โชว์อยู่หน้าร้าน ก็ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเรือแบบดั้งเดิมที่เป็นการพายเรือเร่ขาย หลายร้านในอยุธยามีประวัติเรื่องเล่าว่าเคยเป็นร้านในเรือนแพหรือเคยพายเรือเร่ขายมาก่อนก็จริง แต่เมื่อขึ้นบกแล้วก็ต้องถือเป็นอีกยุคหนึ่ง
เรื่องนี้มีเหตุปัจจัยสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงวิถีการสัญจรของผู้คน จากเดิมที่นิยมการคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก เปลี่ยนมาสู่ยุคคมนาคมทางบก ผ่านถนนหนทาง และพาหนะก็เปลี่ยนจาก “เรือ” มาเป็น “รถ” ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ส่งผลทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ทำเลค้าขาย” ก็เปลี่ยนไปด้วย จาก “ริมแม่น้ำลำคลอง” มาเป็น “ริมถนน” รวมถึง “ลูกค้า” และหรือ “ผู้บริโภค” ก็เปลี่ยนไปด้วย จากชาวนาที่ต้องพายเรือไปหา ก็เปลี่ยนมาเป็นชาวบ้านในย่านตัวเมืองและนักท่องเที่ยว
ในอยุธยา เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการคมนาคมจากทางน้ำมาสู่ทางบก สิ่งที่ละเลยไปไม่ได้ก็คือการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง การตัดถนนอยุธยา-วังน้อย เชื่อมต่อกับถนนพหลโยธิน ตลอดจนการตัดถนนรอบเกาะเมืองอยุธยา (ถนนอู่ทอง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเกาะเมืองอยุธยาในสมัยปรีดี พนมยงค์[14]
โครงการนี้เริ่มต้นจากการตรากฎหมายใหม่ที่ชื่อ “พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้าง ภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑” ถือเป็นจุดสิ้นสุดการสงวนที่ดินเกาะเมืองอยุธยาตามที่เป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงประกาศหวงห้ามไม่ให้เอกชนมีสิทธิถือครองที่ดินเกาะเมืองอยุธยา[15] พระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งผลทำให้หน่วยงานราชการและเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินเกาะเมืองอยุธยาได้ นำไปสู่การเกิดตลาดและชุมชนใหม่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจขึ้นบกของคนที่อยู่เรือนแพเพื่อทำการค้า
ในการตัดถนนรอบเกาะและถนนจากเชิงสะพานปรีดี-ธำรงไปถึงหน้าตึกศาลากลาง (หลังเก่า) นอกจากถนนแล้ว โครงการยังมีการสร้างอาคารห้องแถวของราชพัสดุ เปิดให้พ่อค้าแม่ขายและประชาชนได้เข้ามาจับจองเช่าทำการค้าขายกันได้[16] เป็นการกระตุ้นให้คนที่ยังค้าขายทางเรือและอยู่เรือนแพ ได้ขึ้นบก อย่างมีที่ทางทำมาหาเลี้ยงชีพ เพราะส่วนหนึ่งที่คนไม่ยอมขึ้นบก ยังอยู่เรือนแพในแม่น้ำ ก็เพราะปัญหาเรื่องไม่มีที่ทางทำมาหาเลี้ยงชีพนี่แหล่ะ
ต่อเมื่อขึ้นบกแล้วมีที่อยู่อาศัยที่หนทางทำกินที่สะดวกสบายกว่า ก็ขึ้นบกกัน ตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการหายไปของเรือนแพในแม่น้ำลำคลองของอยุธยากรุงเก่า หากมองย้อนหลังบางท่านอาจเห็นว่าการอยู่ในเรือนแพนั้นสุขสบายมากกว่า เพราะอย่างมี “เพลงเรือนแพ” ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร ที่มีเนื้อร้องท่อนฮุคว่า “เรือนแพ สุขจริง อิงกระแสธารา”
แต่คนในรุ่นโน้นเขาไม่ได้คิดว่าการอยู่เรือนแพมันเป็นเรื่องโรแมนติกเหมือนอย่างคนรุ่นที่อยู่บนบกกันแล้วคิด เขากลับเห็นเป็นความทุกข์ยากลำบากมากกว่า เพราะเมื่อเรือหางยาวแล่นผ่าน จะเกิดคลื่นมากระทบเรือนทำให้เกิดความเสียหายได้ สภาพอากาศและสุขอนามัย ก็เป็นเหตุให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย
หนึ่งในพวกพ่อค้าแม่ขายที่ขึ้นบกหลังจากมีโครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาในสมัยปรีดี พนมยงค์ ก็คือพวกก๋วยเตี๋ยวเรือ มาเปิดร้านขายอยู่ริมถนนแทนการพายเรือเร่ขายไปตามคลอง แต่เนื่องจาก “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” มันเป็นแบรนด์ของอยุธยากรุงเก่าไปแล้ว เมื่อมาเปิดร้านขายในตลาดและริมทางถนน ก็จึงเอาแบรนด์นี้ขึ้นมาบนบกด้วย ก็เกิดกลายเป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” ในแบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ จุดเริ่มที่แท้จริงของก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาอยู่ตรงนี้
(7) จาก “กรุงเก่า” สู่ “กรุงใหม่” & ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาแพร่มาสู่กรุงเทพฯ ปักหมุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 “คนยุดยา” บางส่วนที่ไม่ยอมขึ้นบก ก็แสวงหาทำเลใหม่ น่าสังเกตว่าพวกเขามุ่งลงใต้สู่พระนคร (กรุงเทพมหานคร) และนั่นก็เป็นจุดเริ่มของก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่กรุงเทพฯ และลงหลักปักฐานกันอย่างมั่นคงที่ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งถือเป็นย่านการค้าแห่งใหม่ ภายหลังจากที่มีการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วเสร็จและเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2485 อีก 5 ปีต่อมา ได้เริ่มมีเรือพายขายก๋วยเตี๋ยวจากอยุธยามาปรากฏอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ดังที่ “ลุงอ้วน” (ครูสุนทร เย็นเกล้า) ได้บันทึกเล่าถึงการเกิดก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ดังความต่อไปนี้:
“ในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๙๐ คนกลุ่มแรกๆ ที่สร้างตำนานก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาเป็นคนพื้นเพในย่านวัดเกาะ วัดกลาง วัดรางจระเข้บัว และวัดกระโดงทอง ด้วยวัย ๓๐ กว่าๆ ขนสัมภาระลงเรือสำปั้นคู่ชีพพายมาที่ตลาดบ้านแพน อำเภอเสนา ผูกเรือโยงเข้ากับเรือเขียวสองชั้นที่ขึ้นล่องขนส่งสินค้าระหว่างตลาดบ้านแพนกับตลาดท่าเตียน บางกอก อาศัยเรือเขียวจูงเรือสำปั้นมาปล่อยปากคลองสามเสน พายเรือเข้าคลองเรื่อยมาพร้อมกับมองหาทำเลค้าขาย พายเรื่อยมาจนได้ที่เหมาะเจาะจอดเรือได้สะดวก หาเศษไม้ลอยไปมาตามลำคลองบ้าง ซื้อไม้เพิ่มเติมบ้าง ปลูกเพิ่ง พักพิงริมคลองบริเวณวัดมะกอก หลังโรงพยาบาลพระมงกุฎ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมากนัก เพียงวันสองวันการก่อสร้างเพิงพักพิงริมคลองก็เสร็จ แข็งแรงพอที่จะอยู่อาศัยเป็นที่ซุกหัวนอน และเตรียมของทำมาหากินได้ ทำเลซื้อของสดของแห้งสำหรับเครื่องก๋วยเตี๋ยวก็อยู่ไม่ไกล ตลาดราชวัตร ตลาดที่เป็นขวัญใจคนย่านบางซื่อ
เมื่อเตรียมข้าวของดีแล้ว หายเหนื่อยแล้วไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นก็เริ่มติดเตาถ่าน ตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยวในเรือ พายขึ้นล่องในคลองสามเสนร้องขายก๋วยเตี๋ยวเรือมาตั้งแต่บัดนั้น ด้วยราคาชามละ ๑ บาท ย้ำบาทเดียวเท่านั้น ในขณะนั้นเงินหนึ่งบาทใช้เป็นค่ารถเมล์ได้ทั้งขาไปและขากลับ ค่ารถเมล์ตลอดสาย ๕๐ สตางค์ ค่ารถรางตลอดสาย ๒๕ สตางค์ ถ้านั่งส่วนที่มีเบาะนุ่มๆ รองก้นก็ ๕๐ สตางค์ ในขณะที่ร้านข้าวราดแกงทั่วไปตามตลาดราคา ๓ บาท ๕ บาท”[17]
หลังจากลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงแล้ว ต่อมาในทศวรรษ 2500 ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากเดิมที่มีคู่แข่งเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาด้วยกันที่กรุงเก่า ก็เกิดมีคู่แข่งใหม่ขึ้นที่ย่านคลองรังสิต คราวนี้ไม่ผูกติดกับแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา เพราะคลองรังสิตมีประวัติศาสตร์และผู้ประกอบการที่แยกขาดไม่ใช่ “คนยุดยา” ที่เข้ากรุงมาทำก๋วยเตี๋ยวขายเหมือนที่อนุสาวรีย์ชัยฯ รุ่น 2490 หากแต่เป็นคนจีนกลุ่มอื่นที่มีวิถีสัมพันธ์กับย่านคลองรังสิตเอง
เหตุนี้ก็เลยเกิดเป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต” หรือ “ก๋วยเตี๋ยวเรือคลองรังสิต” ขึ้นมา ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 หรือในหมู่คนไทยแถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี กล่าวได้ว่า ไม่มีใครไม่รู้จัก “โกฮับ” ต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต “ลุงอ้วน” (ครูสุนทร) คนเดิม ก็ได้บันทึกเล่าถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกันว่า:
“ในยุคนั้น (ทศวรรษ ๒๕๐๐) บริเวณริมถนนพหลโยธินฝั่งตะวันออก ย่านรังสิตมีเรือก๋วยเตี๋ยวหลายลำจอดเกยตื้นริมตลิ่งเป็นตับ หันหัวเรือเข้าหาถนน ลูกค้าต้องเดินข้ามสะพานไม้เล็กๆ ไปหาที่นั่งในใต้หลังคาที่จัดไว้ให้ด้านท้ายเรือ คนเดินทางที่สัญจรผ่านไปมา ต่างนิยมมาอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรือชามละบาทที่นี่กันอย่างคับคั่ง แม้แต่คนเมืองกรุงก็นิยมขับรถกินลมแล้วก็มากินก๋วยเตี๋ยวเรือที่รังสิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันเสาร์-อาทิตย์ โกฮับมีชื่อเสียงโด่งดังมากขนาดที่แม้ว่าโกฮับตัวจริงละสังขารไปแล้ว ยังมีโกฮับตัวปลอมและลูกโกฮับ หลานโกฮับ หากินอยู่กับก๋วยเตี๋ยวเรือย่านนี้ได้อีกนาน”[18]
อีกปัจจัยก็คือการเกิดถนนสายกรุงเทพ-นครนายก ริมคลองรังสิต ยิ่งทำให้ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตเป็นที่นิยม เพราะพ่วงสองยุคของก๋วยเตี๋ยวเรือเข้าด้วยกัน ไม่ได้ขึ้นบกไปเปิดร้านใหม่ให้เสียเวลา เท่ากับทางหลวงคมนาคมใหม่ได้พาลูกค้ามาให้แก่ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตเพิ่ม คนชาวหัวเมืองทางด้านตะวันออกที่เดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับนครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ต่างนิยมแวะกินมื้อกลางวันกันที่คลองรังสิต
(8) บทสรุปและส่งท้าย
ก๋วยเตี๋ยวเรือในแบบที่เรารู้จักไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวในเรือแบบดั้งเดิมที่เคยพายเรือขายกันอยู่ที่อยุธยา หากแต่เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยู่บนบกแล้ว การเกิดขึ้นของก๋วยเตี๋ยวเรือชนิดนี้ที่อยุธยาสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดระบบคมนาคมแบบใหม่ โดยเปลี่ยนจากการคมนาคมหลักทางน้ำมาเป็นทางบก จากเรือเปลี่ยนมาใช้รถใช้ถนน ทำให้เกิดทำเลและลูกค้าใหม่สำหรับการค้าอาหารการกินซึ่งแต่เดิมคือมื้อกลางวันอย่างก๋วยเตี๋ยว
การตัดถนนรอบเกาะเมือง (ปัจจุบันนี้เรียกว่า “ถนนอู่ทอง” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดกระทั่งว่าเป็นถนนมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง แต่ที่จริงเป็นถนนตัดขึ้นในสมัยปรีดี พนมยงค์ แต่ถวายชื่อเป็นเกียรติแด่พระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา) การตัดถนนอยุธยา-วังน้อย (ปัจจุบันนี้เรียกว่า “ถนนโรจนะ” แต่มีคนอยุธยาเรียกร้องมาหลายปีแล้วให้เปลี่ยนเป็น “ถนนปรีดี พนมยงค์” ทั้งเส้น) โดยเฉพาะการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง ล้วนแต่ทำให้ระบบการคมนาคมเปลี่ยนจากทางน้ำ มาเป็นทางบก
ตามมาด้วยการย้ายศูนย์ราชการมาตั้งอยู่ที่บริเวณกึ่งกลางเกาะเมือง (ตรงอาคารศาลากลางหลังเก่า) ย้ายโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า มาเป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย” (อยว.) ร้านอาหารก็เปลี่ยนจากเรือเร่หรือร้านค้าเรือนแพ มาสู่ร้านห้องแถวริมทางถนน ใกล้สถานที่ราชการ และสถานศึกษา
นโยบายและแผนงานปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาที่ริเริ่มดำเนินการโดยปรีดี พนมยงค์ นั้นควบคู่กับการสร้างสะพานและตัดถนน จะมีการสร้างอาคารตึกแถวให้พ่อค้าแม่ขายที่เคยขายเคยอยู่ในเรือนแพ ขึ้นบกมาเช่าเป็นที่ค้าขายแห่งใหม่ เพราะช่วงนั้นยังมีคนอยู่เรือนแพกันมาก ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มพ่อค้าเรือเร่บางส่วนเข้ากรุงเทพฯ มายึดหัวหาดตั้งก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เกิดเป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาพลัดถิ่น” ขึ้นเป็นที่แรก ทำให้ในเวลาต่อมา ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยากลายเป็นแบรนด์ที่แพร่หลายกระจายไปทั่ว ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจริงๆ เท่านั้น
ต่อมาในช่วงพ.ศ.2499-2500 จอมพล ป. รื้อฟื้นโครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยา ได้สร้างตึกแถวสำหรับเป็นห้องเช่าแก่พ่อค้าแม่ขายเพิ่มเติมอีกเป็นอันมาก ตั้งแต่ริมถนนอยุธยา-วังน้อย ตลาดหัวรอ ตลาดเจ้าพรหม ริมบึงพระราม ฯลฯ ส่งผลทำให้การค้าทางเรือขึ้นมาสู่การค้าทางบกอย่างสัมบูรณ์ ขณะเดียวกัน “ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต” น้องใหม่ที่โด่งดังขึ้นมาในทศวรรษ 2500 แง่หนึ่งเป็นคู่แข่งขันกับก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา (ทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
แต่อีกแง่หนึ่ง ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตก็ทำให้คนหันมาฮิตก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาด้วย ก่อนที่ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตจะถดถอยไป แต่ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยานั้นอย่างที่บอกคือได้ลงหลักปักฐานที่อนุสาวรีย์ชัยฯ อย่างมั่นคงแล้ว อีกทั้งยังทำให้คนกรุงเทพฯ หันมาสนใจอยากจะกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยุธยาจริงๆ กันมากขึ้นด้วย
ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ได้พัฒนาสูตรเฉพาะของตนจนแตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อยุธยาไปแล้ว แม้แต่ในหมู่ “คนยุดยา ” เอง ในชั้นเรียนคลาสหนึ่ง ผู้เขียนเคยสอบถามนักศึกษาว่า ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อร่อยสุดอยู่ที่ไหน คำตอบที่พวกเขาให้คือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แรกๆ ก็เป็นงง (ในงง) อ้าว... ทำไมไม่โปรก๋วยเตี๋ยวบ้านตัวเอง เป็นเรื่องลางเนื้อชอบลางยาไปหรือเปล่า ?
เมื่อผู้เขียนตามรอยนักศึกษาไปชิมก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ดู นอกจากรสชาติที่แตกต่างไปจากก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยุธยาแล้ว สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสนใจหนักขึ้นไปอีก ก็คือ คนทำเป็นพม่า สงสัยจะได้สูตรไปเมื่อคราวมาตีกรุงแตกหรือไง ก็ไม่ทราบได้ แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับปัจจุบันที่แรงงานชาวพม่า มอญ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ฯลฯ เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารและการบริโภคค่อนข้างมาก
ยิ่งก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่ขึ้นกับ “รสมือ” ในการปรุงอย่างมาก การที่ผู้อพยพจะนำเอาวิธีปรุงจากบ้านเมืองของเขามาแฝงลงในก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารอย่างใด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอีกเหมือนกัน และนั่นก็ทำให้เกิดอีกยุคของ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาพลัดถิ่น”
กล่าวโดยสรุป ปรีดีเคยกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาแน่นอน เพราะเป็นอาหารการกินที่มีในเมืองพระนครศรีอยุธยามาช้านานก่อนหน้าจอมพล ป. แล้ว บ้านของปรีดีที่อยุธยาเองก็ตั้งอยู่ริมคลองที่ย่านคลองเมือง ใกล้วัดพนมยงค์กับวัดศาลาปูน ก็เป็นคลองที่ในยุคปรีดีจะมีเรือพายนำเอาอาหารของกินมาขายให้ถึงหน้าบ้าน หน้าวัด และหน้าโรงเรียน เป็นประจำอยู่แล้ว
ดังนั้น ถ้าถามว่าในคณะราษฎร ใครที่จะรู้จักก๋วยเตี๋ยวเรือดีที่สุด ก็ต้องเป็น ”คนยุดยา” อย่างปรีดี หลวงธำรงฯ และเฉลียว ปทุมรส เพราะอยุธยาบ้านเกิดของพวกเขานั้นแม้จะไม่ใช่เมืองหลวงทางการเมืองการปกครองไปแล้ว แต่ ณ ขณะนั้นก็กล่าวได้ว่า อยุธยายังเป็น “เมืองหลวงของก๋วยเตี๋ยวเรือ” อยู่นั่นเอง
ที่สำคัญ ไม่เพียงแค่นั้น โครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาขนานใหญ่ที่ปรีดีมีส่วนสำคัญในการริเริ่มและดำเนินการในช่วงระยะแรกเริ่มนั้น ยังส่งผลต่อการกำเนิดของ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาบนบก” และ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาพลัดถิ่น” (ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) หรือ “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา” ในแบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้อีกด้วย
เชิงอรรถ
[1] หวน พินธุพันธ์. ประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2559.
[2] ตัวอย่างงานที่เสนอแบบนี้ไว้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็เช่น จันทรา โภคาสุวิบุลย์. ก๋วยเตี๋ยวและอาหารเส้นนานาชาติ. กรุงเทพฯ: สื่อสุขภาพ, 2555: กฤช เหลือลมัย. “ผัดไทย ไม่ใช่นวัตกรรม จอมพล ป.?” ต้นสายปลายจวัก. กรุงเทพฯ: มติชน, 2563: ชาติชาย มุกสง. “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยไม่ใช่นวัตกรรมอาหารสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ทั้ง “ผัด” ทั้ง “ไทย” ที่ถูกสร้างใส่ไว้ในสำรับอาหารชาติ (ไทย) นิยม” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 43 ฉบับที่ 6 (เมษายน 2565), น. 129-145.
[3] กรมโฆษณาการ. ประมวลรัฐนิยมและระเบียบวัฒนธรรมแห่งชาติ. (พระนคร: โรงพิมพ์พานิชศุภผล, 2484), หน้า 21.
[4] อ้างจาก กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. ““ก๋วยเตี๋ยว” สร้างชาติ และทางออกวิกฤตเศรษฐกิจฉบับจอมพล ป. พิบูลสงคราม” https://www.silpa-mag.com/culture/article_26610 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568).
[5] อ้างจาก ระดม พบประเสริฐ. “ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการกินอาหารของไทย” (วิทยานิพนธ์ปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ. ม.) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549), หน้า 76.
[6] ศรัณย์ ทองปาน. “อาหารกลางวันของท่านคือ “ก๋วยเตี๋ยว”” สารคดี. ปีที่ 41 ฉบับที่ 480 (มีนาคม 2568), หน้า 38-51.
[7] สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคกลาง เล่ม 1. (กรุงเทพฯ: ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542), หน้า 197.
[8]ประยงค์ อนันทวงศ์. นิยายปลายตะเกียบ. (กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก, 2532), หน้า 40.
[9] ส. พลายน้อย. เกิดในเรือ. (กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2560), หน้า 278-279.
[10] ส. พลายน้อย. กระยานิยาย: เรื่องน่ารู้สารพัดรสจากรอบๆ สำรับ. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2541), หน้า 75.
[11] ยุวดี ศิริ. ถนนเส้นก๋วยเตี๋ยว: มองประวัติศาสตร์สังคมบางขุนนนท์ ผ่านถนนและคลอง. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2558), หน้า 53.
[12] ลุงอ้วน (สุนทร เย็นเกล้า). ก๋วยเตี๋ยวเรือ: สาระน่ารู้และเส้นทางทำกิน. (กรุงเทพฯ: ทรี-ดี สแกน, 2544), หน้า 50.
[13] เรื่องเดียวกัน, หน้า 60-64.
[14] กำพล จำปาพันธ์. “สะพานปรีดี-ธำรง หลักกิโลเมตรที่ 1 ของอยุธยา อนุสรณ์การพัฒนาเกาะเมืองสมัยคณะราษฎร” https://pridi.or.th/th/content/2025/07/2573 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568).
[15] ดูความสำคัญของกฎหมายนี้ต่อความเปลี่ยนแปลงเกาะเมืองอยุธยาใน กำพล จำปาพันธ์. “ปรีดี พนมยงค์ กับการปฏิรูปที่ดินเกาะเมืองอยุธยา” https://pridi.or.th/th/content/2026/04/2828 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569).
[16] หจช. สร. 13/93 (2486) เรื่องทางแยกจากทางหลวงสายอยุธยา-วังน้อย ถึงสถานีรถไฟอยุธยาและบางปะอิน
[17] ลุงอ้วน (สุนทร เย็นเกล้า). ก๋วยเตี๋ยวเรือ: สาระน่ารู้และเส้นทางทำกิน, หน้า 49-50.
[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า 42.