ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม

ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ และ Thai Culture and Arts Foundation

10
มิถุนายน
2569

 

จักรวาลของละครเวทีไทยยังคงมีโจทย์เดิมเป็นตัวกำหนดอนาคตคือ “ พื้นที่ ” กับ “ ค่าที่ ” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการสร้างงานทุกสเกล ไม่ต่างจากทุกธุรกิจ เช่นเดียวกับฐานชีวิตที่มี “บ้าน” เป็น “ลมใต้ปีก” ทั้งในความหมายของนามธรรม (จุดพักใจ) และรูปธรรม (ครอบครัว) ท่ามกลางวิกฤตเศรฐกิจโลกที่ประเทศไทยไม่ตั้งใจจะติดร่างแห มีบางสิ่งสวนกระแสอย่างกล้าหาญ คือ “ บ้านของคนละคร ” หลังใหม่ในย่านบางโพ“ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ซึ่งก่อเกิดจากความรักของ ลิสา ศรีพัฒนาสกุล และผองเพื่อน ที่มีต่อศิลปะการแสดง แฝงด้วยเจตจำนงและเป้าประสงค์เพื่อการสร้างงานที่สามารถเจือจารนักละครผ่อนภาระ เรื่องสถานที่สร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ลำบากใจมากนัก ในขณะเดียวกันก็เกิดประเด็นสำคัญ เมื่อมันได้กลายเป็น Community Theatre แห่งใหม่ในย่านเก่ากลางเมือง เป็นแสงเรืองรองของความหวังยั่งยืน ที่มีต่อการพลิกฟื้นพื้นที่ด้วยโมเดลในฝัน Nonprofit Art Space ของประเทศไทย อันจะนำไปสู่พลังการเรียกร้องรัฐให้จัดระบบสร้างชาติ ประกาศนโยบาย “ Thai Culture and Arts Foundation ” ในวันที่แทบหวังความช่วยเหลือใด ๆ จากหน่วยงานไหนไม่ได้เลย

“ อาพาทัวร์ ” เป็นโปรเจกต์แรกเปิดพื้นที่ ซึ่งถูกออกแบบอย่างเก๋ให้เป็นการนำชมโรงไม้เก่าที่ได้รับการปรับใหม่ เพิ่งจัดสรรให้แล้วเสร็จใน 5 โซนหลัก ที่จักกระจายสามารถใช้สอยเต็มร้อยได้แบบเอนกประสงค์ เจาะจงให้เป็นโจทย์ในการสร้างงานของศิลปินเจ้าเก๋า 5 กลุ่ม รุมปล่อยของประลองยุทธ รวมกันรังสรรค์ละครสั้น 5 เรื่อง ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ร่วมสังสรรค์ที่บ้านเพื่อน วาระเยี่ยมเยือนขึ้นบ้านใหม่ไปในเวลาเดียวกัน

Project Director: กวิน พิชิตกุล

สนับสนุนโครงการ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

ดำเนินการ: House of Mask & Mime

จัดแสดง: 14-17, 21-24 พฤษภาคม 2026 เวลา: 19.30 น.

ความยาว: 1 ชั่วโมง 45 นาที (ได้ดูครบทั้ง 5 เรื่อง)

ห้องที่ 1. โดย House of Mask & Mime กลุ่มรวมมิตรคนละคร 11 ชีวิต ทั้งแนว Street และ Theatre นำเสนอ Mime  heal ใจผ่านโจทย์ ‘ห้องรับแขก’ เรื่อง “ ห้องรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ”

ห้องที่ 2. โดย Bad Posture Ensemble กลุ่มศิลปินนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ทดลองเล่าเรื่องผ่านเครื่องดนตรี สร้างงานผ่านโจทย์ ‘ห้องเก็บของ’ เรื่อง “ Mess you ”

ห้องที่ 3. โดย เบญจ์ บุษราคัมวงศ์ ผู้กำกับจากกลุ่ม For What Theatre สร้างงานเข้มขลังจากโจทย์ ‘ห้องครัว’ เรื่อง “ ต้มไก่ใส่ใบมะขาม ” (How to make a chicken soup?)

ห้องที่ 4. โดย ครูกั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ศิลปินศิลปาธร นักละครแสดงเดี่ยว เฉี่ยวโฉบโอบนักดนตรีคู่ใจมาในโจทย์ ‘ห้องใต้ดิน’ เรื่อง “ Closet Staircase ”

ห้องที่ 5. ปานรัตน กริชชาญชัย ครูอิ๋ว ผู้โดดเด่นด้าน Satire Comedy ได้สร้างงานกับนักแสดงในดวงใจจากโจทย์ ‘ห้องพระ’ เรื่อง “ การมาเยือนของท่านหญิง ”

 

 

NON-PROFIT ART SPACE

มุมมองและความตั้งใจของ Project Director กวิน พิชิตกุล ผู้ดำริ  “ อาพาทัวร์ ” ในบ้าน คุณอา ‘พา’ ผู้ชม ‘ทัวร์’ ไปกับการแสดงสั้น 5 เรื่อง 5 รูปแบบ ผ่านโจทย์ตั้งต้น ‘ห้องในบ้าน’ โดยการตีความอย่างอิสระจากศิลปินการละครหลากรุ่น หลายชีวิต จัดแสดงกระจายใน 5 space ทั้งเล็ก ใหญ่ ในพื้นที่เก่าแต่เอี่ยมอ่อง แกะกล่องย่านบางโพให้โก้ขึ้นมาเป็นกองกับ มิติใหม่ เมื่อมี “ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ” เข้ามา

ต.นำเจริญ เดิมเป็นโรงเลื่อยเป็นบ้านของครอบครัว ลิซ่า (ลิสา ศรีพัฒนาสกุล) ดำเนินการด้วยกลุ่ม House of Mask & Mime มีสมาชิก 11 คน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เข้ามาดูแล จิ๊บ (ชามา ปัญญาเนรมิตดี) ถูกแต่งตั้งให้เป็นทั้ง Producer และ Manager เวลาเราสร้างงานก็จะลงที่นี่ แต่ในขณะเดียวกัน ต.นำเจริญ ก็อยากจะเปิดให้ศิลปินกลุ่มศิลปะการแสดงได้เข้ามาใช้เป็น Artist Space ซึ่งเราไม่อยากที่จะคิดเลทราคาแบบ commercial เลยต้องทำให้มีระบบหมุนเวียนให้ได้มากที่สุด เป็นวิสัยทัศน์ที่เราโฟกัสทั้ง Performing Art , Performance Art , Mime , Musical , ฉายหนัง ฯลฯ ถ้ามีคิวการแสดงชนวันเดียวกัน ระหว่าง perform กับ event show เราก็จะเลือก perform

ตอนนี้ก็มีน้อง ๆ หลายกลุ่มละครเข้ามา ดีหน่อยที่คิวไม่ค่อยทับกัน ถ้าชนกับหนังเราตัดกองถ่ายออกไปได้เลย ถ้ามี Performing Art ชนกับ Showcase Event เราตัด event ออกไปได้ แต่ถ้า Performing Art ชนกัน ทางกลุ่มก็จะคุยกันว่าเราจะเลือกใคร ด้วยวิสัยทัศน์ของพี่ลิซ่าที่อยากให้ Performing Art กับ Performance Art ได้ run อย่าง flow ขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่การเช่าพื้นที่อิสระครับ เคยมีกองถ่ายหนังมาขอเช่าในช่วงแรกหลังงานเปิดโรงละคร แต่เขาทำเละไม่เรียบร้อยก็เลยต้องจัดเป็น priority สุดท้าย ด้วยความที่เป็นโรงละครของกลุ่มละคร ฉะนั้นคิวของกลุ่มละครจะถูกล็อคก่อนใน Year plan ครับ

 

 

ผมเห็นกลุ่มละครเกิดใหม่ทั้งใน เทศกาลละครกรุงเทพ (BTF) ก็มีสมัครเข้ามาเยอะขึ้นทุกปี น่าใจหายที่มันสวนทางกับ space ไปเล่นตามร้านกาแฟ ตาม gallery ต่าง ๆ เยอะมาก แต่คนที่เข้ามาเล่นในโรงละครจริง ๆ นับหัวได้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก เป็นความตั้งใจหลักของพี่ลิซ่าเลยว่าอยากจะช่วยตรงนี้ House of Mask & Mime เป็นลูกผสมระหว่าง Street กับ Theatre เพราะฉะนั้นใน 11 คนจะถูกแบ่งครึ่งระหว่าง Street กับ Theatre พี่ลิซ่า พี่อรรนพ พี่นัตสึ เป็น Street - Mime ส่วนผม จิ๊บ ยอร์ช เจท เอ็ง มาจากสาย Theatre พี่ลิซ่าเป็น Street ที่ชอบเล่นใน Theatre พอได้ร่วมงานกับสายนี้ยิ่งรัก เลยสร้างพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมาครับ

DNA ของ House of Mask & Mime ต้องการให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย ต้องการเป็นประตูด่านแรกให้ผู้คนได้ผ่านไป ให้คนดู Performing Art ได้เห็นว่ามันไม่ยากเกินไป ต้องการให้คนที่ดูครั้งแรกต้องไม่รู้สึกว่า ‘มันยากไปฉันจะไม่มาดูอีก’ เพราะเชื่อว่า ด่านต่อ ๆ ไป มีเยอะเหมือนกัน แต่ด่านแรกไม่ค่อยมีคนทำ ใน “ อาพาทัวร์ ” ก็มีความเป็นลูกผสมระหว่างสิ่งที่ดูง่ายและสิ่งที่ยากไปเลย ผมว่ามันก็กลมกล่อมดี

ทำไม “ อาพาทัวร์ ”  https://www.facebook.com/share/v/1QxH7jWNVJ/

ที่นี่มี space หลากหลายทั้ง indoor - outdoor , studio , hostel ทั้งพื้นที่ที่พร้อมสำหรับการทำละคร แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ไม่ใช่โรงละคร ผมว่ามันน่าสนใจทั้งสองอย่าง เลย mix สถานที่ ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเนรมิตรพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นโลกของละครศิลปินโอบรับพื้นที่เข้าไปทำงานกับเขายังไง นั่นสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นต่อให้เล่นเป็นโรงละครคุณก็อาจจะไม่ได้เห็นในรูปแบบโรงละครก็ได้ (Theatre) ผมมอง 5 space นี้เป็น 5 ห้อง ในบ้านหลังหนึ่ง เราพาไปสำรวจทั้งห้องที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ทุกเรื่องจัดแสดงที่นี่เป็นครั้งแรก ”

 

 

คุณอา ที่พาทัวร์ เศรษฐ์สิริ นิรันดร (ปั๊ม)

นักแสดง, ผู้กำกับละครเวที, อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว. และ ผู้อำนวยการเทศกาลละครกรุงเทพ (Bangkok Theatre Festival)

ผลงานล่าสุดที่โดดเด่นของเขาคือ ฝันร้ายกลางเดือนร้อน (ในปี 2025), แอนิมอลฟาร์มสาขาหนองน้ำเจ้าพระยา (ในปี 2021) และ Bangkok Twins 2022

ทุกครั้งที่ “ปั๊ม” ทำงานในฐานะนักแสดง เขามักจะมี ‘ลีลาการแสดง’ ที่น่าเอ็นดู และสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมได้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเพราะมันคือ ตัวตนของคนน่ารัก มาพร้อมพรักในบทบาทกินขาดแบบไกด์นำเที่ยว เปรี้ยว 3 อา ทั้ง อาม่า อาสา อาตมา มากันครบจบในรอบเดียว!

 

 

“ ห้องรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ”

ห้องแรก : “ ห้องรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ” การตีความผ่านการเลือกโจทย์ ‘ห้องรับแขก’ ของ House of Mask & Mime [1]

คุณตา ก็แค่อยากใช้เวลาสงบอ่านหนังสือ แต่กลับถูกขัดจังหวะไม่หยุดจากบรรดาแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ความวุ่นวายถาโถมเข้ามาในห้องรับแขก จนชีวิตที่เรียบง่ายกลายเป็นความอลหม่านแบบตลกร้ายสไตล์ House of Mask & Mime

ใน “ อาพาทัวร์ ” ครั้งนี้มีขน 6 หน้ากาก กับ 6 ตัวละคร มาให้ชมกันอย่างจุใจ

ใครที่คิดถึงละครหน้ากาก Feel Good อย่าง House No.7 เมื่อปี 2024 จึงไม่ผิดหวังในภาษาสากลของความเป็น Mime ที่สามารถส่งต่อ Good Time ให้กับทุกคน

เรื่องโดย: ลิสา ศรีพัฒนาสกุล

ผู้กำกับ: คาซึมิ อิชิกามิ

ผู้ช่วยผู้กำกับ: อรรนพ กิจเกษร

นักแสดง: คาซึมิ อิชิกามิ, กฤษติชัย โฉมงาม, อรรนพ กิจเกษร, ธนารัฐ ชมพูวณิชกุล, สหัสวรรษ ทาติ๊บ, นานามิ วงษ์ขุลี

ออกแบบแสง: โอภาส ตรีพล

 

 

นักแสดง MIME ผู้มากับความสุข

แถวบน ซ้าย-ขวา

สหัสวรรษ ทาติ๊บ (ยอร์ช)

ศิลปินการแสดงรุ่นใหม่ ผู้มีความโดดเด่นเรื่องการผสมผสาน Physical Theatre เข้ากับละครใบ้ ได้อย่างมีพลัง เจ้าของบทบาทโคมไฟ ใน House of Mask & Mime (เวอร์ชั่น 2024-2025) ผลงานล่าสุดของเขาในฐานะผู้สร้างงานคือ 'Dreamland' ใน Bangkok Theatre Festival 2025

นานามิ วงษ์ขุลี

นักแสดงไฟแรงสูง จากกลุ่มละคร Yokyai Theatre และกลุ่ม Pudding time ที่มีความสนใจทั้งละครพูด และละครใบ้ ผลงานการแสดงล่าสุดคือ ขนมชั้นของใคร ใน Bangkok Theatre Festival 2025 และ มหัศจรรย์เจ้าหอยผจญภัย ใน Bangkok Theatre Festival 2024

ธนารัฐ ชมพูวณิชกุล (เจท)

นักแสดงผู้มีทักษะที่หลากหลาย มีผลงานการแสดงมาแล้วทั้งละครเพลง ละครพูด และ Physical Theatre ผลงานล่าสุดของเขาคือบทบาท Geek Gag Go สีน้ำตาล

และ 'พระเจ้าช้างเผือก' ของกลุ่มละครอนัตตา ใน Bangkok Theatre Festival 2025 และกำลังจะมีผลงานในเรื่อง Highway to Heaven ของกลุ่ม Dream and Dust

แถวล่าง ซ้าย-ขวา

อรรนพ กิจเกษร (เติ้ล)

ศิลปินนักละครใบ้ประสบการณ์กว่า 10 ปี ผู้เชื่อว่าละครใบ้ ไม่ใช่เพียงความบันเทิงสำหรับเด็ก แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทางสังคมได้อย่างกว้างขวาง นอกจากสมาชิกหลักของกลุ่มละคร ยังมีผลงานกับกลุ่ม Annuts ที่เพิ่งแสดงในงาน Siam world streets 2025 และ Tinan Chinese New Year ที่ประเทศไต้หวัน

กฤษติชัย โฉมงาม (ปู)

นักแสดงที่อยู่ในวงการละครใบ้ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ผู้สร้างเสียงหัวเราะ ภายใต้เรื่องราวที่สะท้อนสังคมปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง ผลงานล่าสุดของเขาคือเจ้าของบทบาท Geek Gag Go สีฟ้า ใน Silent Theatre Festival 2026 และกำลังจะมีผลงานในเทศกาล Puppet slam Vol.2

Kazumi Ishigami (Nuts)

นักแสดง Clown, ละครใบ้, ละครหน้ากากมืออาชีพ จากนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ประเทศไทยเพื่อสร้างผลงานภายใต้กลุ่มละคร House of Mask & Mime และ Annuts รวมทั้งยังเป็นผู้กำกับของการแสดงเรื่องนี้ ผลงานล่าสุด จะเหมือนกับนายเติ้ล อรรนพ เพราะเป็๋นผู้ก่อตั้งกลุ่มละคร Annuts ร่วมกัน

 

 

Mess you https://www.facebook.com/share/v/1EUBSdwgwk/

การตีความผ่านการเลือกโจทย์ ‘ห้องเก็บของ’ ของ Bad Posture Ensemble

"ถ้าเหล่าของในห้องเก็บของส่งเสียงรวมกันฟีลอองซอมเบิล จะเป็นยังไงนะ"

นี่คือคำถาม และโจทย์ทดลอง(ของ) ที่นักดนตรีปวดหลังจาก “Bad Posture Ensemble” สนใจอยากสร้างเสียงจากเรื่องเล่าของของความทรงจำที่ยึดโยงกับของ และความทรงจำอื่น ๆ ของคนเราที่ก็อาจจะเหมือนกับห้องเก็บของเองเช่นกัน

การแสดงแต่ละรอบจะแรนดอมนักดนตรี 2 คน (จากทีมนักแสดงทั้งหมด 4 คน) มาลองค้นและคุ้ยความหมายจากของที่ไม่ได้ใช้แต่ไม่กล้าทิ้ง

ความทรงจำที่อาจจะลืมไปบ้างแต่ก็ยังติดอยู่ในใจ เรื่องที่ยังจำแต่อยากดีลีททิ้งแล้ว หรืออะไรก็ตามแต่

อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าไอเดียนี้จะรอดหรอ เราก็ไม่แน่ใจเช่นกัน

เลยจะขอเชิญทุกคนมาร่วมกันลุ้นให้ความพยายามครั้งนี้ไม่เป็นไอเดียเสียของที่เขาอุตส่าห์ชวนมาเล่นเปิดสเปซใหม่

จัดการการแสดง: ธัญธร คุณาภิญญา

ออกแบบแสง: ทอภพ เล้าโลมวงศ์

ศิลปินทีมที่ 2 : Bad Posture Ensemble

วงดนตรีร่วมสมัยที่เกิดจากการรวมตัวของนักดนตรี 4 คน ที่สนใจทดลองทำงานดนตรีนอกขนบ โดยการผสมดนตรี, การใช้ Text, ละครเวที และสื่ออื่น ๆ มาสร้างงานของตัวเอง ผลงานที่ผ่านมา คือ Before Everything is Bad และ EVERYTHING IS BAD AND MY BACK HURTS: how (not) to love yourself in the age of imminent apocalypse ที่จัดแสดงในปี 2025

ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย

กวิรัตน์ ไทรเมฆ (ตินติน) ศิลปินนักดนตรี สำเร็จการศึกษาจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ออกแบบเสียงให้กับงานละครเวทีและมิวสิคัลมาแล้วหลายเรื่อง

เขตสิน จูจันทร์ (ปลื้ม) ศิลปินด้านเสียงที่มุ่งเน้นการทำงานแนวดนตรีทดลอง การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) นิเวศวิทยา และการศึกษาความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ (nonhuman studies)

ธารตะวัน เครืออ่อน (ตันตัน) ศิลปินสื่อผสม นักประพันธ์เพลง และนักดนตรี ที่เป็นที่รู้จักจากผลงานดนตรีอิเล็กโทร-อะคูสติก ที่ผสมผสานประเด็นเรื่องจิตวิญญาณและภาพหลอนเหนือจริง (spiritual-phantasmagoric) เข้ากับสไตล์ร่วมสมัยนอกกระแส

ธรณ์ ทักษิณวราจาร (ดอน) นักดนตรีด้นสด และนักประพันธ์เพลง ที่พัฒนาความสนใจอย่างต่อเนื่องในด้านการสร้างสรรค์ดนตรี การบันทึกเสียง การออกแบบภูมิทัศน์เสียง (soundscape) ในอาพาทัวร์ พวกเขาได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ ที่ใช้ดนตรีเป็นหลักในการบอกเล่าเรื่องราวในห้องเก็บของ ซึ่งเป็นจุดเด่นเสมอเมื่อพวกเขากลับมารวมตัวกัน

 

 

“ ต้มไก่ใส่ใบมะขาม ” (How to make a chicken soup?)

การตีความผ่านการเลือกโจทย์ “ ห้องครัว ” ของ เบญจ์ บุษราคัมวงศ์ https://www.facebook.com/share/v/1DowKApJfd/

แน่นอน พอเป็นห้องครัว เรื่องนี้จึงเป็น ‘การแสดงประกอบการทำอาหาร’

วิธีทำต้มไก่ใบมะขามนั้นไม่ยากนัก...

1.  เริ่มจากนำไก่ชนของพ่อที่ตาย เลือกเอาตัวที่เขารักมาถอนขนให้สะอาด

2.  หั่นเป็นชิ้น แล้วนำไปคั่วในหม้อให้สุก ภายในครัวของบ้านที่เหลือเพียงลูกชายกับแม่

3.  ใส่เครื่องเทศ ระหว่างที่รอน้ำเดือดลองสนทนากับหม้อ เพื่อใส่ความทรงจำลงไปต้ม เมื่อน้ำเดือดใส่ใบมะขามเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว และอย่าลืมเติมเสียงทีวีที่เปิดไว้ เพื่อให้บ้านยังดูเหมือนมีชีวิต

4.  เคี่ยวทุกอย่างรวมกัน—ไก่ ใบมะขาม ความหวัง ความรุนแรง และประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ

5.  สุดท้ายตักเสิร์ฟให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ชิม แล้วดูสิว่าพวกเขาจะกลืนมรดกนี้ลงคอได้หรือไม่ “ เพราะในประเทศนี้ บางอย่างก็ไม่ได้เลือกแต่ต้องกินมันเข้าไป ”

เขียนบทและกำกับการแสดง: เบญจ์ บุษราคัมวงศ์

นักแสดง: เอื้ออังกูร รุ่งโรจน์ศิรวัช, ปานรัตน  กริชชาญชัย

กำกับเวที: อมร หงส์สกุลทรัพย์

ที่ปรึกษาด้านเสียง: ศรายุทธ เพชรสัมฤทธิ์

 

 

แม่มีชีวิตที่ยังติดอยู่กับภาพจำฝังใจกับการจากไปของพ่อ ผ่านงาน  Installation น้อยชิ้น แต่สามารถบอก “ สาเหตุ ”  ถูกจัดไว้ในอีกสองห้องที่ให้ข้อมูลเชื่อมโยงกับห้องครัวด้วย VDO ART แทนการอธิบาย ช่วยขยายความได้มากจากภาพ และเสียงสนทนาระหว่างแม่ลูก ถูกเล่าผ่านเหตุการณ์ปัจจุบัน วันที่ต้องอยู่กับความจริงให้ได้ ส่วนทีวีในห้องครัวคือข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่ประเทืองอารมณ์ ทับถมด้วยมลพิษทางการเมืองเรื่องหดหู่ที่จำเป็นต้องรู้ให้เท่าทัน ทั้งอดีตและปัจจุบันร่วมกันปิดปากแม่เหมือนเป็นใบ้ มีเพียงความใส่ใจของคนในครอบครัวเท่านั้นที่ช่วยหั่นสิ่งบั่นทอนออกไปจากใจได้ จนแม่ใจชื่นยอมตื่นจากฝันร้าย (ที่กลายเป็นจริง) เพื่อประวิงชีวิตไว้ไม่โศกจม ไปกับปมประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือน [2]

เป็นงานที่ “ ฟาดตรง ” ไม่ต้องงงกับสัญลักษณ์ เป็นการตีโจทย์ที่โหดล้ำลึก ตกผลึกกับชีวิตที่ต้องก้าวข้ามความปวดร้าวจากแผลใจในอดีต ด้วยการแสดงที่นำเสนอผ่านห้องครัว ใช้กิจวัตรการทำอาหารเป็นยาสมานแต่ต้องการเวลา ทว่า…กลิ่นที่โชยออกมาจากครัวกลับเป็น “ กลิ่นต้มคน  ” (แทนต้มไก่ใส่ใบมะขาม) จากความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องที่โลกร่วมจารึก ศึกระหว่างรัฐบาลกับพลเมืองไทยฝ่ายประชาธิปไตย ที่ต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตของประชาชน มีคนถูกทรมานแขวนคอตายใต้ต้นมะขามริมสนามหลวง บ่วงที่ไม่ได้รัดแค่คอคนละคร แต่สะท้อน “ ประวัติศาสตร์บาดแผล ” แม้คนตัวเล็ก ๆ ก็ได้รับผลกระทบทั้งกายใจ ไม่ใช่แค่เผด็จการอำนาจที่บาดชีวิต แต่คือ “ ความผิด ” ที่ถูกยัดเยียดความเกลียด ซึ่งเกิดจากความรักในอธิปไตยของชาติ เพราะไม่สามารถครอบครอง สิทธิ์ เสรีภาพ ตราบปัจจุบัน…

หมายเหตุสำคัญ

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 วิชิตชัย อมรกุล ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหดมากที่สุด เขาถูกแขวนคอที่ใต้ต้นมะขามริมสนามหลวง ถูกรุมประชาทัณฑ์จากคนไทย ทั้งเตะ ถีบ รวมถึงการนำเก้าอี้ฟาดร่างที่ไร้วิญญาณของเขา โดยมีคนยืนมุงดูอย่างไม่รู้สึกอะไร และบางคนถึงกลับยิ้มเยาะด้วยความพึงพอใจ [3]

วันที่ 5 ตุลาคม 2543 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ วิชิตชัย อมรกุล” อดีตนิสิตปี 2 ที่ถูกฆ่าแขวนคอใต้ต้นมะขาม และเผาบริเวณท้องสนามหลวงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 [4]

 

 

Closet Staircase : ห้องใต้ดิน

ศิลปินคนที่ 3: กั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า Wannasak sirilar performance

ศิลปินศิลปาธร ปี 2563, ผู้กำกับ, ผู้เขียนบท และนักแสดง ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการแสดงเดี่ยวที่ทรงพลัง ตีความจากโจทย์ห้องใต้ดิน ที่เป็นทั้งละครพูด ละครร้อง ละครหุ่น และการเคลื่อนไหวร่างกาย ควบคู่ไปกับดนตรีเล่นสดจากอีก 2 ศิลปิน ภัทรกร ภัทรนาวิก (เฟียน) และ รอยพิมพ์ ถาวรสุวรรณ (มะนาว) https://www.facebook.com/reel/948193081419298?locale=th_TH

“ในพื้นที่แคบของตัวเอง เขาค่อย ๆ ปีนบันไดแห่งความกลัว เพื่อเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริง”

“การเติบโตภายในที่ถูกซ่อน”

การเดินทางของตัวตนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือดิ้นรน

ในพื้นที่ที่ไม่มีใครมองเห็น และยังไม่กล้าเปิดเผยต่อโลกภายนอก

มันอาจเป็นได้ทั้งการค้นหาตัวเอง การกดทับความรู้สึก หรือความหวังที่เปราะบาง

แม้จะอยู่ในที่แคบและมืด แต่ก็ยังมี “ บันได ” ที่พาไปสู่แสงสว่าง

การแสดงเดี่ยวร่วมกับดนตรีสด ที่นักดนตรีทำหน้าที่เป็นคู่อารมณ์กับนักแสดง

ผ่านละครพูด เพลงร้อง หุ่น และการเคลื่อนไหวร่างกายอันทรงพลัง

การแสดงของกั๊กมักแสดงร้อยร่วมไปกับศิลปะแขนงอื่น ๆ ที่หลากหลาย

ทั้งดนตรีเล่นสด, มัลติมีเดีย, บทกวี และ Puppet

เป็นการแสดงที่มีความชัดเจนทั้งแววตาและน้ำเสียง

สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างเต็มร้อย

แม้พื้นที่การแสดงจะกว้างมาก หรือแคบแบบอบอุ่น

กั๊กก็สามารถบริหารพลังส่งไปสู่ผู้ชมได้อย่างทั่วถึง

 

 

ความหมายของแมงมุมในทางจิตวิญญาณ [5]

ความหมายของแมงมุมในทางจิตวิญญาณ  มักเกี่ยวข้องกับธีมของการสร้างสรรค์ ความอดทน โชคชะตา และความเชื่อมโยงกันของเส้นทางชีวิต ในอียิปต์โบราณแมงมุมมีความเกี่ยวข้องกับเทพีเนธ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ทอโชคชะตา (Neith เป็นหนึ่งในเทพีที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ได้รับการยกย่องในฐานะเทพีแห่งสงคราม การสร้างโลก ปัญญา และการทอผ้า สัญลักษณ์ประจำพระองค์คือ ธนูและลูกศรไขว้ บนโล่ หรือรูปมงกุฎแห่งอียิปต์ล่าง)  , ในประเพณีของชนพื้นเมืองอเมริกันแมงมุมมักถูกมองว่าเป็นครูและผู้ปกป้อง คอยชี้นำมนุษย์ไปสู่ปัญญาและความพึ่งพาตนเอง , ในตำนานจีนแมงมุมถือเป็นสัญลักษณ์ของโชคดีและความเจริญรุ่งเรือง เชื่อกันว่าหากแมงมุมลงมาเกาะตัวใครมันจะให้พรหรือโชคลาภ  ในวัฒนธรรมอื่น ๆ แมงมุมมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวการสร้างโลก โดยเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างการสร้างและการทำลาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิตตามธรรมชาติ

ศาสนาและแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน มีการตีความแมงมุมในแบบของตนเอง ช่น ในศาสนาคริสต์ แมงมุมอาจเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความขยันหมั่นเพียรและการทำงานหนัก รวมถึงความสมดุลอันละเอียดอ่อนของชีวิต บางคนมองว่าแมงมุมเป็นเครื่องเตือนใจถึงการสร้างสรรค์ของพระเจ้าและความเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง

ในศาสนาอิสลาม แมงมุมได้รับการมองในแง่ดี เนื่องจากเรื่องราวของท่านศาสดามูฮัมหมัด ที่ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำจากศัตรู ได้รับการปกป้องจากแมงมุมที่ชักใยปิดทางเข้าถ้ำ ทำให้ศัตรูเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีใครอยู่ข้างใน เหตุการณ์นี้ทำให้แมงมุมกลายเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องและการแทรกแซงจากพระเจ้าในประเพณีอิสลาม

ในหลายวัฒนธรรม แมงมุมถูกมองว่าเป็นผู้ส่งสารทางจิตวิญญาณ มักเกี่ยวข้องกับความสมดุล ความเชื่อมโยง และวัฏจักรของชีวิต ใยแมงมุมที่มีลวดลายซับซ้อนและจงใจสร้างขึ้นนั้น เป็นสัญลักษณ์ว่าทุกสิ่งในชีวิตล้วนเชื่อมโยงกัน ใยแมงมุมสามารถเตือนใจคุณถึงเส้นใยที่เชื่อมโยงประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และการเดินทางแห่งจิตวิญญาณ

ในแง่นี้ แมงมุมอาจกำลังกระตุ้นให้ครุ่นไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ ทั้งกับผู้คนในชีวิตและกับจักรวาล หากพบว่าตัวเองเห็นแมงมุมซ้ำ ๆ อาจเป็นสัญญาณให้ใส่ใจกับ “สายใย” แห่งการดำรงอยู่ เพื่อตระหนักถึงผลกระทบของเราและการกระทำต่อผู้อื่น

 

 

“ นี่คือบทสนทนาระหว่างฉันกับฉัน ‘ Closet Staircase ’

ยิ่งลึกยิ่งใกล้ความจริง ยิ่งมืดยิ่งเห็นตัวเอง ”

“ Closet Staircase ” เป็นการแสดงที่มีความเป็นนามธรรมสูงมากต่างออกไปจากผลงานชิ้นอื่น ๆ ของครูกั๊ก บอกความนัยได้ชัดจนไม่ต้องบอกเล่าให้เข้าใจ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้แทนค่าความเป็น “ แมงมุม ” ในมุมของตัวเองด้วย ฝนถูกนำมาขยายรายละเอียดของแมงมุมในห้องใต้ดิน จินตนาการเหนือจริงของใจในวันที่ต้องป่ายปีนเพราะเปียกปอน ซ้อนเสียงเพลงกับเสียงดนตรีที่แสดงสดในต่างช่วง บอกห้วงความคิด สภาพจิตใจ ต่างออกไปจากที่เคย เผยตัวตนอีกด้าน วันที่ซมซานซอกซอนในห้องของจิตวิญญาณ ทั้งอาจหาญและเปราะบางในเวลาเดียว แสงที่เล่นกับสีของไฟไหลปน “ ฝนภายใน ” นองทั่วห้อง ไม่ต้องจ้องก็เห็นทั้งเลือดและน้ำตาที่หลั่งออกมาจากหัวใจ… เมื่อทุกคนจากไปแมงมุมยังอยู่ที่เดิม จนลับตา…

 

 

“ การมาเยือนของท่านหญิง ” https://www.facebook.com/share/v/18WB112JUn/

การตีความผ่านการเลือกโจทย์ ‘ ห้องพระ ’ ของ ครูอิ๋ว ปานรัตน กริชชาญชัย

เป็นการนำเรื่องสั้น “ The Princess ”  ของ Anton Chekhov มาดัดแปลงเป็นบทละคร บทนี้เคยทำเป็น Play Reading มาแล้วในช่วง Covid-19 แต่นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ และเปิดแสดงที่นี่เป็นครั้งแรก

ย้อนไปในอดีตกาลโซนยุโรปกลาง ท่านหญิง ริเวียร่าน กราฟริลอฟนาเย่ ผู้สูงส่ง เดินทางมาเยือนสถานปฏิบัติธรรมอันต่ำเตี้ยแถบชานชนบท นามว่า “ บ้าน ญ. ริเวียร่าน นำเจริญ ” เชิญทุกท่านตีความตามอัธยาศรัย…

ทันทีที่ฝีเท้าท่านแตะพื้นก็ประหนึ่งปรากฎแสงทองในห้องมืดบอด…  ห้องนั้นพลันเปลี่ยนเป็นห้องพระในทันใด

และ ณ ที่นั้นเอง -กล้องพร้อม ไฟพร้อม- แม่ชีเจ้าของบ้าน ตามด้วยชาวบ้านหนึ่ง สอง

และพระเอกของเรา (คุณหมอประจำหมู่บ้าน) กำลังจูนอินรอให้การต้อนรับท่านอยู่อย่างหน้าชื่นตาบาน

กำกับ/ดัดแปลงบท: ปานรัตน กริชชาญชัย

นักแสดง: ปริยา วงษ์ระเบียบ, ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, จิรกิตติ์ สุนทรลาภยศ

ออกแบบฉาก: จิรกิตติ์ สุนทรลาภยศ

ออกแบบเสื้อผ้า: ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์

กำกับเวที: ภูมิภัทร ปัญญาภู

ออกแบบแสง: โอภาส ตรีพล

 

 

“ การมาเยือนของท่านหญิง ”  (The Princess)

“ การมาเยือนของท่านหญิง ” อีกหนึ่งลายเซ็นที่เด่นชัดของ ปานรัตน กริชชาญชัย ครูอิ๋วเชี่ยวชาญในสไตล์ Satire Comedy ที่เฉือนใจให้เจ็บลึกแสบนาน ผ่านจินตภาพขบวนเสด็จของ “ เทพอุปโลกน์ ” ผู้มาพร้อม “ความโศกตัดตอน” ที่ต้องแอบซ่อน เพราะถูกสอนให้จัดฉากจากความจริงตลอดมา มันคือคุณค่าของความลวง… ละครท้วงให้ตระหนัก เตือนให้ประจักษ์ด้วยวิจารณญาณผ่านสัญลักษณ์ ไม่ต้องลึกก็คึกคิกคักได้น่ารักน่าอุ้ม

เป็นบทละครดัดแปลงจากบทเดิมของเชคอฟ ที่พูดถึงเรื่องชนชั้นทางสังคม แทบจะไม่ได้บิดจาก message เดิมเลย ในบริบทสังคมรัสเซียมีชนชั้นชัดเจน พอเอามาเทียบกับสังคมไทยมันก็มีอยู่ไม่รู้หายอยู่แล้ว ความเชื่อที่ว่าคนเราไม่เท่ากัน ไม่ได้ aware ว่าบางอย่างเป็นสิ่งที่เราประดิษฐ์มันขึ้นมาเอง ชนชั้นก็ไม่ใช่ความจริงซักเท่าไหร่ ไม่ได้จะเจาะจงว่ากว่าใคร อยากให้เห็นว่าบางทีมันเป็นเรื่องขบขันกับสิ่งที่สร้างให้เห็นว่าคนนี้เก่ง คนนั้นดี ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้สอนหรืออะไรแค่อยากบอกว่า ถ้าเรา aware กันหน่อย ก็จะไม่มีการเหยียบย่ำกันค่ะ

 

 

เรื่องระบอบการปกครองจริงในปัจจุบันจะบอกว่าไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย ไม่เหมาะสม มันก็ซับซ้อนกว่านั้นค่ะ ยากไปที่จะสรุปความ คิดว่าต้องเรียนรู้กันไปว่ามันมีข้อดียังไง ข้อเสียยังไง หรือว่ามัน update กับโลกใบนี้แน่แท้แล้วหรือเปล่า คิดว่าบวกลบแล้วยังไงมันก็เป็นสาเหตุให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ปิดหู ปิดตาอยู่แล้วล่ะค่ะ ในชั่วอายุที่ผ่านมาไม่มากไม่น้อย ก็ไม่แน่ใจว่านี่คือที่สุดกว่าเดิมหรือเปล่า ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงศัพท์อยู่ตลอดเวลา (นิยามทางการเมืองการปกครอง) เราเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ (สถานการณ์บ้านเมือง)  ยังไม่อยากฟันธงอะไรตอนนี้ ไม่ได้จะโจมตีค่ะ”

 

 

Thai Culture and Arts Foundation

ความเห็นของ รศ.ดร.ปาริชาติ  จึงวิวัฒนาภรณ์ (ครูแพ็ท : Khru Pat) นักวิชาการด้านศิลปะการแสดง อาจารย์สาขาวิชาการละคอน ที่ปรึกษาโครงการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบความเป็น “ Non-Profit Organization ” ให้กับ ต.นำเจริญ เพลย์เฮาส์ ” จึงจุดประกายการก่อเกิด “ Thai Culture and Arts Foundation ” ด้วยโมเดลของ National Culture and Arts Foundation (NCAF) ของ ไต้หวัน ในวันที่ THACCA หาชีวิตไม่ไปแล้ว …

“ ท่ามกลางชุมชนบางโพ แหล่งงานไม้เก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทราบมาว่า แกนหลักของกลุ่มHouse of Mask and Mime คือ คุณลิซ่า (ลิสา ศรีพัฒนาสกุล) [6] และครอบครัวของเธอ พยายามมานานแล้วที่จะหาพื้นที่ที่จะทำ “โรงละคร” เพื่อให้กลุ่มละครเวที House of Mask and Mime (และกลุ่มละครอื่น ๆ) ได้มีโรงละครสำหรับจัดแสดงผลงานได้ตลอดทั้งปี สุดท้าย คือการนำเอาอาคารดั้งเดิมของตระกูล ต.นำเจริญ มา “ปรับปรุงใหม่” จนกลายเป็นโรงละครสุด Chic ที่มีพื้นที่กว้างขวางมาก ที่ ถ.ประชาราษฎร์สาย 1 ซ. 25 ประเดิมด้วยละครสั้น 5 เรื่อง 5 แนวภายใต้นาม “อาพาทัวร์” ที่สร้างความประทับใจมากมายให้กับผู้ที่ได้ชม มีผู้ Review และชื่นชมทั้งพื้นที่จัดแสดงและผลงานของละคร 5 เรื่องค่อนข้างมากทีเดียว

ด้วยขนาดของพื้นที่ที่มีโรงละครทั้งกลางแจ้ง ทั้งในอาคารหลายส่วน รวมทั้งที่จอดรถสะดวกสบาย จึงทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า แล้วโรงละครที่มีพื้นที่หลากหลายให้ดูแลนี้ จะ "อยู่ได้" (เชิงเลี้ยงตัวเอง) นานแค่ไหน แม้จะดีใจมาก ๆ กับพื้นที่สวยงามนี้  แต่ก็อดรู้สึกห่วงใยไม่ได้... (ไม่รู้ว่าเราคิดมากไปหรือเปล่า เขาอาจมีทุนส่วนตัวเยอะก็ได้...)

นึกถึงครั้งหนึ่งที่เราเคยได้ไปร่วมโครงการส่งเสริมนักเขียนบทละครนานาชาติที่ Royal Court Theatre  บังเอิญเป็นจังหวะที่โรงละครแห่งนี้กำลังได้รับการ “บูรณะใหม่ทั้งหมด” ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนเงิน 1% ของภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเป็นมูลค่าหลายล้านปอนด์ ยังจำความรู้สึกที่ท่วมท้นในครั้งนั้นได้ ว่าเงินภาษี 1 % ที่รัฐบาลดึงมาสนับสนุนศิลปะการละครนี้ เกิดจากเจตจำนงของผู้เสียภาษีโดยตรง ซึ่งความจริงแล้ว THACCA ที่พยายามจะทำเรื่อง Soft Power ของประเทศไทย ก็ได้พยายามอย่างมากที่จะให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องกฏหมายภาษี และกันเงินงบประมาณสักส่วนหนึ่งมาสนับสนุนศิลปะ "ทุกแขนง" และประสบความสำเร็จในก้าวแรก ในการได้งบมาจากปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 68 - 30 ก.ย. 69) จากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เปิดโอกาสให้คนที่ทำงานศิลปะรวมทั้งละครเวทีได้รับเงินทุนสนับสนุน (และกลุ่มละครนี้ก็ได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมบางส่วนด้วยจากงบประมาณนี้เช่นกัน)

แน่นอนในหลายประเทศ ก็มีกองทุนในแนวที่ว่านี้ที่รัฐบาลจะเลือก “กันเงินภาษีบางส่วนไว้” เพื่อทะนุบำรุงศิลปะแขนงต่าง ๆ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อต้นปี 2569 THACCA ที่เพิ่งจะเริ่มต้น “ตั้งไข่” กลับถูกทำให้ “หายไป” โดยรัฐบาลปัจจุบันอย่างน่าใจหาย แม้ปีงบประมาณที่ค้างมาจะมีเงินทุนสนับสนุนที่ค่อนข้าง “สะพัด” (แต่คงจะไม่ครบทุกโครงการที่ขอไป) แต่สำหรับปีงบประมาณ 2570 (เริ่ม 1 ต.ค. 2569) ก็คงจะไม่มีทุนแบบ THACCA อีกแล้ว.... (ยกเว้นโครงการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทยดั้งเดิม)  คำถามที่อยู่ในใจคือ ประเทศอื่น ๆ เขาจัดการกับการสนับสนุนศิลปินที่ทำงานสมัยใหม่และร่วมสมัยกันอย่างไร ที่ทำให้เกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน ...”

 

 

เราอยากจะได้แนวทางในการช่วยทำให้การทำโรงละครเอกชนในลักษณะแบบ ต.นำเจริญ เพลย์เฮาส์ [7] (ที่ดู ๆ แล้วน่าจะเน้นจัดแสดงผลงานที่เน้นเนื้อหาและความเป็นศิลปะมากกว่าการค้ากำไร) สามารถอยู่รอดอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงจะขออนุญาตผู้ก่อตั้ง ว่าขอมอบความเป็น “non-profit organization” หรือ “องค์กรไม่มุ่งแสวงหากำไร” ด้วยเหตุที่ว่า สมัยเมื่อยังอยู่ในหลายเมืองที่อเมริกา เราเคยเรียนไปทำงานไปในโรงละครหลายแบบ (ในฐานะศิลปินและผู้สอน) ตั้งแต่ศูนย์ศิลปะการแสดงของรัฐ โรงละครเอกชน ไปจนถึง Community Theatre ของชุมชน อาจจะช่วยให้เรามีมุมมองที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง

เมื่อได้กลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง และได้พบเห็นการเกิดขึ้นของ “ยุคทองของละครโรงเล็ก” (ประมาณพ.ศ. 2550 – 2560) ซึ่งเคยเป็นยุคที่ให้ความหวังกับคนทำละครมากที่สุดว่า อาจจะ “อยู่ได้” ถึงขั้น “เจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ”  แต่สุดท้ายแล้ว ความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ที่แน่ ๆ คือ ความไม่มั่นคงของ “ระบบการสนับสนุน” ทั้งนโยบายรัฐ เงินทุน และระบบการบริหารจัดการต่างๆ ที่ส่งผลต่อ “ความอยู่รอด” ของทั้ง Space ของการแสดง และของผู้คนที่เกี่ยวข้องในการผลิตและสร้างผลงาน (ค่าใช้จ่ายที่หนักมากที่สุดมักจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ทำโรงละคร) หลังจากที่ยุคทองนั้นผ่านไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการ “อยู่รอด”ของคนทำงานละครเอาเสียเลย นับตั้งแต่บรรยากาศที่แห้งแล้งซึ่งเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง เศรษฐกิจที่ถดถอย สิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ ไปจนถึง ผลกระทบจากช่วงโควิด-19 ผลที่ตามมาก็คือนอกจากโรงละครขนาดเล็กทั้งหลายจะทะยอย กัน “ปิดตัว” ลงถาวรแบบโดมิโน่แล้ว คนสร้างงานจำนวนหนึ่งก็ต้องผันตัวไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อเลี้ยงตัวเอง การได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการ “ปิดตัวลง” ของโรงละครทุกแห่ง สร้างความเจ็บปวดและหดหู่ให้กับผู้ที่รักในศิลปะแขนงนี้มากมาย แต่ศิลปินไทยจำนวนหนึ่ง ก็ยังคงยืนหยัด กัดฟันสู้กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พวกเขาทำงานอิสระหลายอย่าง บางกลุ่มที่โชคดี ก็สามารถหาที่ “ฝึกซ้อม” ได้เช่น คอนโดเพื่อน โกดังบ้านเพื่อน ไปจนถึง โรงจอดรถ ความดิ้นรนที่จะ “ยืนหยัดต่อสู้” กับระบบที่ “ไม่อุปถัมภ์” ศิลปินละครร่วมสมัยของพวกเขา คือสิ่งที่เราขอคารวะมาก ๆ

แน่นอน ในยุคที่โรงละครเคยเป็นดั่ง “บ้าน” ที่เป็นหลักแหล่งไม่มีอีกแล้ว  ศิลปินที่ร่อนเร่หาที่จัดแสดงก็ได้พบว่า ในมหานครเช่นกรุงเทพฯ ยังพอมี BACC เป็นที่พึ่งพาหลัก ตามมาด้วยการทะยอยเปิดพื้นที่แนว multi-use (ใช้งานได้หลายจุดประสงค์)ในช่วง 1-7 ปีที่ผ่านมา อาทิ ล้านนาอารีย์, Red  Studio @River City,  Galileoasis, Yellow Lane, Buffalo Bridge, Life Theatre,  Bangkok Kunsthalle ไปจนถึง gallery, ร้านอาหาร หรือPub ต่าง ๆ ที่คิดราคาค่าเช่าแบบมิตรภาพอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มีอะไรการันตีความ "อยู่รอด" ของกลุ่มละคร ที่ยังอยู่ในวังวนของความไม่มั่นคง ดังนั้นแม้ว่าแสงสว่างวูบหนึ่งจาก THACCA จะให้ความหวังอันแสนสั้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ของ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ คนรักละครทั้งหลายคงจะภาวนาในใจคล้าย ๆ กันว่า “ขอให้ space แห่งนี้ อยู่ได้ อยู่รอด อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป”

 

 

ระบบนิเวศน์ในการสนับสนุนกลุ่มละครแบบ Non-Profit (ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์) [8] ล่าสุด มีข่าวว่าประเทศไอร์แลนด์ก็มีนโยบายคล้ายคลึงกับอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป คือรัฐบาลจะให้เงินเดือนกับศิลปินสายทัศนศิลป์ (ที่ได้รับคัดเลือก) เพื่อให้สามารถทำงานศิลปะโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง แนวคิดแบบนี้ในประเทศไทย เห็นจะมีก็แต่ตำแหน่ง “ศิลปินแห่งชาติ” เท่านั้น ในความเป็นจริงนั้น ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ล้วนมีนโยบายสนับสนุนให้ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่มีฝีมือทุกแขนง สามารถ “อยู่ได้” อย่างมีศักดิ์ศรี

หลังจากที่ลองศึกษาข้อมูลว่าด้วยการสนับสนุนศิลปะการแสดงสมัยใหม่ และแนวร่วมสมัยจากฝั่ง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และ ใต้หวัน  เราพบว่าทุกประเทศข้างต้น มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และ นโยบายของแต่ละประเทศ ทุกประเทศรวมทั้งสหภาพยุโรป มีจุดร่วมเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือการแลเห็นความสำคัญของศิลปะทุกแขนง (รวมทั้งศิลปะการแสดง) ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน และเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลด้วยส่วนหนึ่ง ที่จำเป็นต้องมีแนวคิดหลักเชิงปรัชญา นโยบาย ไปจนถึงวิธีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อ “อุ้มชู” หรือ “ค้ำจุน” ให้ศิลปินสามารถสร้างงานโดยไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากเกินไป  ในบรรดา(กลุ่ม)ประเทศที่เราหาข้อมูลพื้นฐานดู สามารถสรุปได้ว่า เกาหลีใต้ แม้จะมีระบบภาครัฐที่ “สนับสนุน” ศิลปิน Non-Profit และเทศกาลมากมาย แต่ก็เป็นประเทศที่มีระบบเน้นการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้สร้างงานกับภาคธรุกิจมากที่สุด โดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่มี “หุ้นส่วน” ความสำเร็จมาจาก ผู้ลงทุน” จากภาคเอกชน

จุดแข็งของระบบสหรัฐอเมริกา คือ มีโครงข่ายการสนับสนุนทั้งระดับรัฐบาลแห่งชาติ ไปจนถึงระดับมลรัฐ เมือง เขต และ ชุมชน โดยยึดหลักการแบบ “กระจายอำนาจ” ทำให้มีความคล่องตัวสูง ก่อให้เกิดระบบละครเวทีส่วนภูมิภาค และส่วนที่เป็นละครชุมชนที่เข้มแข็งมาก ๆ เส้นทางของการพัฒนาวัฒนธรรมละครเวทีนั้น ไม่ผูกติดกับขั้วการเมือง ไม่จำเป็นต้องสนองต่อนโยบาย “แห่งรัฐชาติ” จึงมีอิสระทางความคิด ทำให้มีความหลากหลายของกลุ่มละคร ที่ล้วนมีการแข่งขันด้านคุณภาพแบบมืออาชีพ โดยมีองค์กรสมาพันธ์วิชาชีพต่าง ๆ (เช่น ของนักแสดง นักออกแบบ ผู้เขียนบท ผู้กำกับฯ เป็นต้น) ที่เป็นเช่น “กระดูกสันหลัง” คอยให้ความช่วยเหลือด้านวิชาชีพและด้านกฎหมาย สหรัฐฯ มีระบบการ “ระดมทุน” ที่กว้างขวางและเข้มแข็งมาก ๆ ตั้งแต่ระดับสมาชิกรายบุคคล ไปจนถึงผู้สนับสนุนจากภาคธุรกิจ แต่ไม่ก้าวก่ายการสร้างสรรค์งานของศิลปิน การบริจาคเงินสนับสนุนด้านการละครนั้น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

จุดแข็งของระบบยุโรป คือความสามัคคีของสมาชิกในสหภาพยุโรป ที่สามารถรวมตัวกันสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ ที่สามารถสนับสนุนกลุ่มศิลปินได้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลมีบทบาทค่อนข้างสูงมาก (ต่างจากอเมริกา) ในการกำหนดทิศทางหรือนโยบายทางวัฒนธรรม (ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับทิศทางที่สอดคล้องกับคุณค่าของยุคสมัย เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม นโยบายลด Carbon เป็นต้น) มีระบบอุปถัมภ์กลุ่มศิลปะหรือศิลปินรายบุคคลแบบระยะยาว เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน รัฐบาลมองว่าการมีศิลปะในชีวิตควรเป็น “สวัสดิการ” ของประชาชน

 

 

จุดแข็งของไต้หวัน คือความสามารถในการดึงเอาข้อดีของระบบอเมริกาและยุโรปมาสร้างเป็นระบบ Hybrid กับนโยบายที่ต้องการใช้ศิลปะในการสร้างความผาสุขและความเข้มแข็งให้กับประชาชน โดยมีการใช้ระบบการบริจาคของผู้อุปภัมภ์แบบอเมริกา และมีการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการสนับสนุนที่จริงจังแบบยุโรป ระบบของไต้หวันนั้นยังสะท้อนเส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองของไต้หวัน ที่ต้องการยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยลดทอนอำนาจการ Censor ของรัฐออกไป ในขณะที่มีการจัดวาง “โครงสร้าง” ในการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ศิลปินทุกภาคส่วนมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะทำงานได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบ National Culture and Arts Foundation (NCAF ก่อตั้งในปี 1996) รัฐบาลให้ความช่วยเหลือผ่านการจัดสรรงบประมาณ และยังเป็นตัวกลางที่จะช่วย “จับคู่” ระหว่างบริษัทเอกชน ที่ประสงค์จะสนับสนุนงานศิลปะ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี และเพื่อนำไปตอบโจทย์ด้าน CSR ที่สนับสนุนโครงการหลากหลาย โดยเฉพาะที่เน้นคุณค่าตรงกับเป้าหมายระยะยาวของภาคเอกชน เช่นเรื่องธรรมาภิบาล สังคม สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงโครงการที่เน้นสิทธิและอัตลักษณ์ของคนชายขอบ

นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันยังสร้างศูนย์การแสดงละครเวทีและดนตรีแห่งชาติ ในหลาย ๆ จังหวัด ที่มีระบบบริหารจัดการที่ “แตกต่าง” จาก “ระบบราชการ” ทั่วไป กล่าวคือ แม้ว่าจะได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ก็มี “อิสรภาพ” ในการบริหารจัดการรายได้ และการกระจายงบประมาณไปสู่โครงการรายย่อยในท้องถิ่นต่าง ๆ การมีโครงสร้างการบริหารงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์จริง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความเข้าใจ” ในระดับที่ลึกซึ้งมาก ๆ ที่ภาครัฐมีต่อธรรมชาติของการทำงานศิลปะ (ที่อาจจะไม่สามารถถูกตีกรอบมากเกินไป ภายใต้โครงสร้างแบบปีงบประมาณของราชการ) ต้องปรบมือให้กับรัฐบาลไต้หวันจริง ๆ ที่มีทั้งสติปัญญา และความสามารถในการสร้างประเทศที่เข้มแข็งด้วยงานศิลปะทุกแขนง...

ในส่วนของ ต.เจริญเพลย์เฮ้าส์ ทราบมาว่า มีการแบ่งชั้นสองของบ้านเปิดเป็น Guest house และอีกไม่นานก็อาจจะมีร้านอาหาร หรือร้านกาแฟมาเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้ให้กับโรงละคร ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยยังหวังพึ่งพาได้ยาก อย่างน้อย หากจะมีกิจกรรมระดมทุนด้วยการจับมือกับภาคเอกชนที่เข้าใจ และปรารถนาดีต่อการพัฒนาศิลปะแขนงนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่วัฒนธรรมการสนับสนุนศิลปะที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้มากขึ้น

 

 

เสียงจากสื่อ facebook page : DOONADOO [9]

DOONADOO ได้รับเชิญให้ไปดูการแสดง 5 เรื่อง 5 แนว ไม่ซ้ำ ฉ่ำใจ ในวาระเปิดโรงละคร “ ต.นำเจริญ ” ถนนประชาราษฎร์ ซอย 25 กรุงเทพฯ ให้เป็นที่ยินดีปรีดาทุกครั้งที่มีการก่อเกิดของพื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ จะขนาดไหนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งนั้นคือการเปิดโอกาสให้ศิลปินทุกกลุ่มได้มีกำลังใจทุ่มให้กับงาน เพราะมันหมายถึงการร่วมกันสร้างสรรค์องค์ความรู้ขยายสู่ชุมชน บนผลงานศิลปะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น EXHIBITION , INSTALLATION , FORUM , PERFORMANCE ART , PERFORMING ART ฯลฯ หลากแนวจากหลายกลุ่มการแสดงมาร่วมลงแรงปล่อยของประลองฝีมือกันได้ไม่จำกัดตามแนวถนัดของแต่ละคน

บนพื้นที่โอ่โถงของโรงไม้ในอดีต ถูกปรับอย่างประณีตเป็นสไตล์ LOFT ที่คนรุ่นใหม่ชอบมาก นอกจากไม่ต้องลงทุนใหม่ให้เปลืองงบ ยังจบลงตรงความขลังที่มีพื้นหลังของครอบครัว “ ต.เจริญ ” เป็นหลังไหล่ให้ศิลปินได้อิงพิงพักสร้างสิ่งที่รักร่วมกัน แบ่งได้หลายฟังชันการใช้งาน สามารถบันดาลงานศิลป์ได้เต็มจินตนาการ และยังเป็นแหล่งสำราญ แหล่งเรียนรู้ของชุมชนคนพื้นที่ จะได้มีสิ่งที่เป็นมากกว่า  “ โรงมหรสพ ”  เป็นจุดสังสรรค์ระหว่างศิลปะกับประชาชน ที่ทุกคนเท่าเทียมในสิทธิ์ที่จะแสวงหาความสุขอีกด้วย

วาระแรกเปิดโรงละครถูกออกแบบแนบเนียนเหมือนครูพานักเรียนเที่ยวทัศนศึกษา มี “ อาปั๊ม ” ครูละครคนเก่งเป็นไกด์ในแนว อากู๋ อาสา อาตมา นำชมได้สมบทบาทน่าฟัดน่าหม่ำด้วยความหมั่นไส้ ชวนเดินชมไปทั่วทั้ง 5 ห้อง ที่รับรองแขกด้วยการแสดง 5 เรื่อง เป็นที่สำเริงสำราญร่วมกันในวันอันเป็นมงคลเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของศิลปะไทยร่วมบันทึกไว้แล้ว...

ภายในโรงไม้ขนาดใหญ่ที่กลายเป็นโรงละคร ถูกจำแนกแยกย่อยให้เราได้พบกับห้องแรกคือห้องรับแขก แจกความสุขด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากละครใบ้ (Mime) ก่อนไปสู่ห้องที่ 2 คือห้องเก็บของ เป็นหนึ่งเดียวในบรรดาการแสดงทั้งหมด 5 ห้อง ที่ต้องกลายให้เกิด “ ปุจฉา ” ชวนหลายคนมาตั้งคำถามบนความคลุมเครือของเนื้อหา  เหมือนได้ทัศนาภาพจิตรกรรมแนวนามธรรม (Abstract - งานศิลปะที่ไม่เน้นการวาดหรือปั้นให้เหมือนจริง แต่ใช้สี เส้น รูปทรง และพื้นผิว เพื่อสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึก หรือจินตนาการ) ซึ่งศิลปีเชิญตีความตามสบายแบบปลายเปิดเพื่อยังให้เกิดปัญญาร่วมกัน

ภายในห้องเก็บของ เก็บความทรงจำ นำเสนอโดย ศิลปินกลุ่ม “ Bad Posture Ensemble ” สองหนุ่มรุมรื้อสารพัดของเก่า เหมือนต้องการค้นหาความเป็นมาในอดีต ให้มันเล่าเรื่องราวที่ผ่านเพื่อควานหาความหมาย หรือตั้งคำถามกับมัน ว่าจะเสกสรรค์ให้เป็นอะไรได้อีกที่ฉีกออกไปจากกายภาพเดิม ขณะที่กำลัง ขุด ค้น การแสดงก็ด้นดนตรีที่ดำเนินไป พร้อมกับเสียงสะท้อนจากภายในของบางสิ่งที่ถูกยิงผ่านลำโพงเก่า เหมือนเสียงเล่าขานจากอดีตที่ฉีดชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ล่วงเลย จนวินาทีสุดท้ายกลายเป็นโสตประสานเหมือนงานจัดวาง (Installation) ระหว่างสิ่งที่ค้นพบ มาบรรจบกับบางสิ่งที่เคยนิ่งอยู่ภายในตัวตน ให้เกิดเป็นอีกหนทางหนึ่งนำมาซึ่ง “เสียง” ตัวแทนของบางสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นามธรรม” นำมาพบกับสารพัดข้าวของที่กองสุมไว้เหมือนไร้ความสนใจ... ถูกจัดให้เป็นสิ่งแทน “รูปธรรม” 

สองสถานะทั้งปวง ล้วนล่วงผ่านกาลเวลารอการค้นพบเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง ผ่านการ ฟังเสียงสื่อความหมาย ผ่านสายตาสื่อสายใย ในวันที่เราเลือกจะ "ให้ความหมาย" กับ "บางสิ่ง" หรือแม้ตั้งใจจะไม่ให้ความหมายกับ "บางอย่าง" แต่เมื่อผ่านการ " จัดวาง " รวมกัน กลับกลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่  " Spark Joy "  ได้ง่าย ๆ แม้ไม่ได้มีเป้าหมายจะ " ขยายคุณค่า " หรือว่าใด ๆ ในขณะที่ทำ ...

" Spark Joy "  คำพูดที่ตัวละครย้ำเน้นใช้เป็น key note แปลตรงตัวได้หมายความว่า " จุดประกายความสุข " ตามบริบทของยุคนี้ เป็นคำที่โด่งดังมาจาก มาริเอะ คนโดะ (Marie Kondo) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้านชาวญี่ปุ่น จากหนังสือขายดีระดับโลกชื่อ " The Life-Changing Magic of Tidying Up " (ชีวิตดีขึ้นด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว) ที่มีรากมาจากปรัชญา " ดันชาริ " วัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณ เรื่องการจัดระเบียบชีวิตแบบญี่ปุ่น กรุ่นการผสานศิลปะแห่งความเรียบง่ายเข้ากับการจัดระเบียบจิตใจ โดยเน้นการอยู่อาศัยที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ลดบทบาทสิ่งของที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความสงบสุขและการใช้สติ เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกรก ๆ ใบนี้แม้ในปัจจุบัน.

“ Spark Joy ” ปรัชญาร่วมสมัย ในวันที่คนรุ่นใหม่ให้นิยามของที่อยู่อาศัยนัยนามของ “ ความสุข ” ต่างกันออกไปโดยไม่ได้ยึดติดว่าอะไรคือ “สุขแท้” หรือ “สุขเทียม” ตามธรรมเนียมนิยม เชิญชมคลิปการแสดงแล้วใครเห็นต่างยังไงน่ะ น้องดูน่า (Doona) ขอเชิญชวนแสดงความคิดเห็นให้ enjoy กันได้เลยนะพี่น้อง ไม่ต้องเกรงใจ หลากแนวทางต่างความคิด สิทธิ์ในการเสพศิลป์เป็นของเรา มาร่วมสนุกไปด้วยกันนะ…

 

 

โปรแกรมการแสดงล่าสุด   “ เล่าจ๋า ”

“การให้กำเนิดชีวิตใหม่ของเรื่องเล่าเดิม”

โดย ฟารีดา จิราพันธุ์ (และเพื่อน ๆ ผู้ร่วมวงเล่าอีกหลายคน)

เรื่องเล่าที่เคยถูกฝังไว้ในความทรงจำ กำลังจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง…

ในมิติใหม่ที่คุณอาจไม่เคยไปเยือนมาก่อน

การแสดงเรื่องนี้ผู้ชมจะได้พบกับชายคนหนึ่ง ผู้ผ่านชีวิตมาอย่างสะบักสะบอม ซึ่งในวันนี้เขาจะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาชุบใหม่ให้เกิด “ชีวิต” พร้อมการเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน โดยมีแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมและแนวคิดหลากหลาย ทั้งงานของ อุทิศ เหมะมูล, Fyodor Dostoevsky และ Arthur Schopenhauer ผสานเข้ากับกระบวนการสร้างสรรค์จาก “ Story Tell เล่า ” ห้องแล็บการเล่าเรื่องของนักการละคร ที่ร่วมกันค้นหาวิธี “เล่า” ในแบบที่สดใหม่และเข้าถึงผู้ชมมากยิ่งขึ้น

“เล่าจ๋า” จึงไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือประสบการณ์ของการฟัง การตั้งคำถาม และการมองเห็นเรื่องเดิมในแง่มุมที่ต่างออกไป หากคุณเคยเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องจบไปแล้ว.. บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้ฟังมันอีกครั้ง…

 

 

มาพบกับชายหนวดหนา ฟารีดา จิราพันธุ์

ร่วมสร้างเรื่องเล่าและเล่าเรื่องโดย ลุงขี้เมา ที่ถูกกลบฝังในความทรงจำ

และนี่เป็นครั้งแรกที่ลุงขี้เมาได้มีโอกาสเล่าเรื่อง

ใจความสำคัญของเรื่องเล่านี้ คงจะดีหากมีผู้รับฟัง

ก่อนที่จะเดินทางไปสู่การลบเลือน…

การให้กำเนิดชีวิตใหม่ของเรื่องเล่าในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียง ฟารีดา ลำพัง

แต่ยังมีผู้ที่ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์ และร่วมด้วยช่วยกันเล่า

ตั้งแต่กระบวนการแล็บ “ Story Tell เล่า ”

ศิลปินทั้ง 5 ได้รวมตัวกันเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ของการถ่ายทอดเรื่องราว

มาจนถึง “ เล่าจ๋า ” ซึ่งเป็นผลผลิตจากแล็บในครั้งนั้น

กำลังจะถูกถ่ายทอดเป็นผลงานที่มีทั้งชีวิต

และความรู้สึกมากมาย ผสมผสานคละเคล้ากันอย่างกลมกล่อม

มาฟังสิ่งที่ผู้ร่วมวงเล่า อยากจะบอกแก่ผู้ชมกัน

การปะติดปะต่อนั้นก็มีความงามในแบบของตัวมันเอง

 

 

การแสดงเรื่อง “ เล่าจ๋า ” เป็นการแสดงที่ผ่านกระบวนการสร้างเรื่องเล่าจากแล็บค้นหาวิธีการเล่าเรื่อง “ Story Tell เล่า ” จากแล็บนี้นี่เองที่ฟารีดาได้หยิบกระบวนการมาทำงานต่อ และพัฒนาเป็นละคร โดยได้รวบรวมมาทั้งวิธีการและเพื่อนร่วมทางทั้ง 4 ท่าน

นำแสดงโดย

ฟารีดา จิราพันธุ์

ร่วมสร้างเรื่องเล่า และเล่าเรื่องโดย

ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช

ปานรัตน กริชชาญชัย

ศรุต โกมลิทธิพงศ์

และ กวิน พิชิตกุล

จัดแสดงวันที่  12-15 มิถุนายน 2569 เวลา  19.00 น.

สถานที่ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ (ห้อง Not So Small)

จองบัตรได้ที่ https://lin.ee/uIYtq9V

(Line ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์)

https://maps.app.goo.gl/4ooFZrUtGdVuW8vK6

 

 

นักแสดง “ เจ้าเก๋า ” จาก “ เล่าจ๋า ”

ฟารีดา จิราพันธุ์ (Farida Jiraphan)

Feminist - Artist - Actress

“ ฟารีดา ” หรือ “ ฟา ” เกิดวันที่ 6 กันยายน 2517 ที่ กรุงเทพมหานคร

จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พ.ศ. 2539 ปัจจุบัน เป็นนักแสดง เขียนบทบ้าง กำกับบ้าง เป็นวิทยากรอบรมละครบ้าง และ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เสียเป็นส่วนใหญ่ ฟามีความพยายามจัดตั้งกลุ่ม “ HAP PROJECT ” เพื่อเล่าเรื่องราวของมนุษย์มุสลิม และชีวิตเล็ก ๆ ที่ต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม

หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี พ.ศ. 2539 ฟาเริ่มเข้าทำละครที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณในปี 2540 จากนั้นเข้าร่วมแสดงละครกับคณะพระจันทร์เสี้ยวการละคร, B-Floor Theatre, New Theatre Society และคณะอื่น ๆ อีกมากมาย ผลงานการแสดงที่สร้างชื่อให้ฟาเป็นที่โจษจันในแวดวงละครเวทีโรงเล็กคือเรื่อง “ คอย กอ.ดอ ” ดัดแปลงจากเรื่อง Waiting for Godot ของ แซมมวล เบคเกทท์ / Samuel Beckett กำกับการแสดงโดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ จัดทำโดย พระจันทร์เสี้ยวการละคร ร่วมกับ New Theatre Society เมื่อปี 2551 โดยรับบทเป็น “ เชอร์รี่ ผู้ถูกกดขี่ ”

 

 

ผลงานที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการคือเรื่อง “ Hijab ”...Inshallah A Solo Performance by Farida Jiraphan จัดแสดงขึ้นครั้งแรก ในเทศกาลละครกรุงเทพ Bangkok Theatre Festival 2021 ณ ห้อง 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และได้นำกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง ในปี 2022 ณ โรงละคร GalileOasis ซึ่งหลังจากนั้น Hijab ได้เดินทางไปแสดงอีกหลายที่ เช่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

ผลงานเขียนบท กำกับ และร่วมแสดง ที่สร้างความประทับใจให้กับตนเองคือเรื่อง “อัสลาม...” จาก “ เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่ ” จัดแสดงใน เทศกาลศิลปะนานาพันธ์ ซึ่งจัดโดย สถาบันปรีดี พนมยงค์ เขียนบทและกำกับ เมื่อปี 2554 เป็นการนำวรรณกรรมหลาย ๆ เล่มมาร้อยเรียงเป็นบทละคร อาทิ “ เจ้าหงิญ ” ของบินหลา สันกาลาคีรี, “ ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ” ของ ซะการีย์ยา อมตยา, “ ที่เกิดเหตุ” เขียนโดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ … นี่เป็นเพียงบางส่วนของความสามารถและประสบการณ์อันโชกโชนของ ฟารีดา ยังมีความเป็นเธออีกมากมาย ที่รอให้คุณได้มาสำรวจและรู้จักกับเธอ “ เล่าจ๋า ” จะถ่ายทอดเรื่องราวและแง่มุมของฟา ในแบบที่คุณอาจไม่เคยได้สัมผัส

 

 

โปรแกรมการแสดงล่าสุด “ ช่างไมม์ โปรเจกต์ ”

“ ช่างไมม์โปรเจกต์ ” ภูมิใจนำเสนอ 6 ศิลปิน 10 เรื่องราว 0 บทพูด

เมื่อร่างกาย สื่อสารมา เป็นคำพูด

ใช้หลักสูตร เครื่องมือไมม์ อย่างสร้างสรรค์

ใช้กึ๋นคิด โดยคนไทยบวกญี่ปุ่น ร่วมกันทำ

รวมกันยำละครไมม์ เป็นช่างไมม์โปรเจกต์ เอย

ละครไมม์จาก 6 ศิลปินที่จะมาประดิษฐ์เรื่องสั้นเจ๋ง ๆ ทั้งรูปแบบ Solo และกลุ่ม

ไม่ซ้ำสไตล์ หลากหลายอารมณ์ ที่บอกได้เลยว่าทุกคนจะได้รับความบรรเทิงเริงใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะวัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน หรือนักการละครปีลึก

แวะเวียนมาชมกันได้ รับประกันสนุก ไม่พอใจพี่ปูยินดีคืนเงินค้าบ

ช่างไมม์.. ยิ้มเข้าไว้เมื่อเจอปัญหา ช่างไมม์.. ยิ้มเข้าไว้เมื่อใจอ่อนล้า

โปรเจกต์นี้ รังสรรค์โดยช่างฝีมือละครไมม์ชาวไทยและญี่ปุ่นหนึ่งคน

ปู กฤษติชัย / เติ้ล อรรนพ / นัตสึ คาซุมิ / เจมส์ จิรายุ / นานามิ / ยอร์ช สหัสวรรษ

ออกแบบใบปิด โดย ยอร์ช สหัสวรรษ ทาติ๊บ Yorch Sakuramomiji

จัดแสดง 4 รอบ ระยะเวลาการแสดง 1 ชั่วโมง 30 นาที

ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ชั้น 2 ห้อง “ Not So Small ”

*** แนะนำสำหรับผู้ชมอายุ 12 ปี ขึ้นไป

จัดแสดงเดือน กรกฎาคม

วันที่ 10 (ศ.) เวลา 18:00 น.

วันที่ 11 (ส.) เวลา 14:00/18:00 น.

วันที่ 12 (อา.) เวลา 14:00 น.

จองบัตรได้ที่ https://lin.ee/uIYtq9V

(Line : ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์)

https://maps.app.goo.gl/4ooFZrUtGdVuW8vK6

โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้ชมที่สนใจมาเป็นกลุ่ม

มา 2 คน เหลือเพียง 650 บาท

มา 3 คน เหลือเพียง 900 บาท

มา 4 คน เหลือเพียง 1,160 บาท

หมดเขต 30 มิถุนายน 2569 เท่านั้น

 

 

วิธีการเดินทางมา ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์

สถานที่อยู่บนถนนประชาราษฎร์ สาย 1 ซอย 25

สังเกต “ กิจสมบัติค้าไม้ ” หรือป้าย “ Hafele ”

- มีที่จอดรถด้านหน้าสำหรับรถยนต์ส่วนตัว

- MRT จากสถานี “ บางโพ ” ทางออกที่ 2A ข้ามทางม้าลายไปฝั่งซอย 25

หรือข้ามม้าลายแล้วเดินไปใต้ทางรถไฟ มีวินมอเตอร์ไซค์ใน ราคา 20 บาท

- เรียกรถจากแอ็พเดินทาง

มาด้วย Bolt ปัก ‘House of Mask & Mime’

มาด้วย Grab ปัก “To Num Charoen Sawmill”

หรือ มาตาม GPS และแผนที่ใน Google Map

https://maps.app.goo.gl/4ooFZrUtGdVuW8vK6

สอบถามเพิ่มเติม 064-564-2961

รับบัตรที่ห้อง ticket (ห้องกระจกใสในรูป)

หมายเหตุสำคัญ ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าวโดย

ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์   House of Mask & Mime

และ รศ.ดร.ปาริชาติ  จึงวิวัฒนาภรณ์ (ครูแพ็ท FB : Khru Pat)  
 


[2] โครงการบันทึก 6 ตุลา https://doct6.com/

[3] คืนความเป็นมนุษย์ คืนความเป็นปัจเจกชนให้เหยื่อ 6 ตุลาฯ https://themomentum.co/6oct-2022/

[4] เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 https://www.facebook.com/share/p/1AhZ5iiag3/

[5] สัญลักษณ์ของแมงมุม https://www.centreofexcellence.com/the-spiritual-meaning-of-spiders/

[6] ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส (ตอนที่ 1) https://www.facebook.com/share/v/1LMxwUZEyp/

[7] ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ (ตอนที่ 2) https://www.facebook.com/share/v/1ERP9dPS9T/

[8] ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ (ตอนที่ 3) https://www.facebook.com/share/v/1ERP9dPS9T/

[9] เปิด ต.นำเจริญ : อาพาทัวร์ https://www.facebook.com/share/p/1JixzhcZXr/