ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

ความเป็นไปภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตอนที่ 3

6
มิถุนายน
2569

เสียงของราษฎรไทยที่ไม่พอใจจอมพล ป. มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจอมพล ป.ฯ จะทำให้ไทยให้เป็นมหาอำนาจ โดยบังคับให้ราษฎรชายหญิงต้องสวมหมวก ไปในที่สาธารณะ ห้ามกินหมาก แพที่เป็นที่อยู่อาศัยตามแม่น้ำลำคลองต้อง ย้ายขึ้นบก อ้างว่า ประเทศที่เจริญแล้วไม่ใช่อยู่แพเพราะไม่มีส้วม เกณฑ์แรง ราษฎรไปสร้างถนน ค่าครองชีพแพงขึ้นกว่าเมื่อก่อนสงครามหลายเท่า เครื่องอุปโภคบริโภคอัตคัดขาดแคลน ผู้แทนราษฎรทั้งประเภทหนึ่งและ ประเภทสองมีความไม่พอใจมากขึ้นทุกที

 

วิทยุกรมโฆษณาการที่กระจายเสียงสดุดีจอมพล ป. พร้อมทั้งคำขวัญ และเพลงต่างๆ อาทิ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” “ท่านผู้นำไปทางไหนฉันจะตาม ไปด้วย” และบทความของทำสามัคคีชัย ฯลฯ แทนที่จะได้รับความนิยม จากราษฎรส่วนมาก แต่กลับทำให้ราษฎรส่วนมากไม่พอใจยิ่งขึ้น ครั้นแล้ว “จตุสดมภ์” คือบุคคล ๔ คน ที่มีผู้เอาชื่อตัวมาผูกเป็นวลีสอดคล้องกับชื่อลือ ว่าเป็นผู้หนุนจอมพล ป. ให้ทำผิด (ใครอยากรู้ชื่อก็ให้ถามผู้ที่จำได้ดู) ก็เสนอ ให้ทางการสั่งโรงภาพยนตร์เมื่อได้ฉายหนังเรื่องเสร็จแล้วให้ฉายภาพจอมพล ป. โดยให้ผู้ชมภาพยนตร์ยืนขึ้นทำความเคารพ เช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์ใน อิตาลีสมัยมุสโสลินี ความไม่พอใจของราษฎรส่วนมากจึงถึงขีดสูงสุดที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ผู้แทนราษฎรทั้งประเภทหนึ่งและประเภทสองส่วนมากได้ตระหนักถึงความปรารถนาของราษฎรที่จะให้รัฐบาลจอมพล ป. ต้องออกไปโดยมีรัฐบาลใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแทนที่

 

ฝ่ายญี่ปุ่นนั้นมิได้นิ่งเฉยดูดาย คือได้คอยสดับรับฟังว่า เมื่อราษฎรไทยไม่พอใจจอมพล ป. ซึ่งร่วมมือกับญี่ปุ่นเช่นนั้นแล้ว ความไม่พอใจที่ราษฎรมีต่อฝ่ายญี่ปุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งจะเพิ่มความไม่พอใจญี่ปุ่นขึ้นมาด้วย ดังนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นจึงคิดหาตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลไทยขึ้นใหม่ ในการนี้ พล.ต.อ. อดุลฯ ได้มาเล่าให้ฟังว่า เห็นอาการผิดปกติที่ญี่ปุ่นเอาทูตญี่ปุ่นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าเมืองไทย และพวกนี้ได้ไปเยี่ยมคำนับเจ้านายบางองค์ ขุนนางเก่าบางคน อีกทั้งได้สนับสนุนให้อดีตรัฐมนตรีบางคนที่อยู่ญี่ปุ่นพูดวิทยุกระจายเสียงเนืองๆ จึงสงสัยว่า ญี่ปุ่นคิดจะเปลี่ยนตัวจอมพล ป.

 

ต่อมาจอมพล ป. ได้จัดพิธีชวนญี่ปุ่นให้ไปร่วมสาบานต่อหน้า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต” ว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันไปจนที่สุด ญี่ปุ่นซึ่งนับถือลัทธิบูชิโดกันเป็นจำนวนมากมิใช่พุทธศาสนิก แต่ก็ยอมไปทำพิธีสาบานที่โบสถ์วัดพระแก้วด้วย มีเพื่อนคนหนึ่งที่ติดต่อกับฝ่ายญี่ปุ่นได้บอกข้าพเจ้าว่าญี่ปุ่นได้ปรารภกับเขาว่า ญี่ปุ่นชักจะระแวงจอมพล ป. ว่า เหตุใดต้องชวนพวกเขาไปสาบาน จอมพล ป. น่าจะมีความคิดหักหลังญี่ปุ่น

 

ส่วนวิทยุนิวเดลลีฮ์ของอังกฤษก็ใช้กลยุทธ์เพื่อให้ญี่ปุ่นระแวงจอมพล ป. ยิ่งขึ้น โดยกระจายคำกลอนซ้ำๆ หลายวันและบอกช้าๆ ขอให้ผู้ฟังจดไว้ ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นก็จดไว้ด้วย คำกลอนนั้นข้าพเจ้าฟังชินหูจึงยังจำได้ว่ามีความว่าดังนี้

 

“เป็นจอมพลไฉนยอมเป็นจอมแพ้

ทำผิดแล้วคิดแก้ไม่ได้หรือ

เกิดเป็นชายชาตรีมีฝีมือ

ใยจึงดื้อให้ไพรีนั่งขี่คอ”

 

ข้าพเจ้าทราบจากคนไทยที่ติดต่อกับญี่ปุ่นว่า กลอนบทนี้ญี่ปุ่นจดไว้แล้วระแวงจอมพล ป. ยิ่งขึ้น ประกอบด้วย พ.อ. กาจ กาจสงคราม ได้เดินทางไปเมืองจีน โดยทางจีนให้นายพลไตลี-นายใหญ่เกสตาโปตีนที่จุงกิงรับรองในการสนทนากันนั้นมีล่ามที่เป็นคนเกิดในเมืองไทย ข่าวนี้แว่วไวถึงฝ่ายญี่ปุ่น แม้ พ.อ. กาจฯ จะบอกนายพลไตลีว่าตนเดินทางมาเอง แต่ญี่ปุ่นรู้วี่แว่วก็สงสัยว่า จอมพล ป. คงใช้มา

 

คนไทยที่ติดต่อกับญี่ปุ่นรีบมาบอกข้าพเจ้าว่า ทหารญี่ปุ่นตระเตรียมที่จะเข้ายึดรัฐบาลไทย

 

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ จอมพล ป. เสนอร่างพระราชบัญญัติให้รับรองพระราชกำหนดระเบียบบริหารนครเพชรบูรณ์และพุทธบุรีมณฑล ซึ่งจอมพล ป. ดำริสร้างเป็นนครขึ้นในบริเวณป่าที่มีไข้จับสั่นระบาดร้ายแรงในการนั้นก็จะต้องเกณฑ์ราษฎรไปทำงานโยธา ผู้แทนราษฎรทั้งประเภทหนึ่งและประเภทสองส่วนมาก ซึ่งตระหนักถึงความไม่พอใจของราษฎรอยู่แล้วได้ลงมติไม่อนุมัติร่างกฎหมายนั้น

 

ปัญหาเกิดขึ้นภายในรัฐบาลว่า มตินั้นจะถือว่าเท่ากับเป็นการไม่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ รัฐมนตรีส่วนมากยืนยันว่า ตามมารยาท รัฐบาลต้องลาออก แต่สภาฯ อาจแนะนำคณะผู้สำเร็จราชการให้ตั้งใหม่ได้ จอมพล ป. จึงได้ยื่นใบลาออกต่อคณะผู้สำเร็จราชการ

 

คราวนี้ พระองค์เจ้าอาทิตย์ยังมิได้ทรงลงพระนามอนุมัติให้จอมพล ป. ลาออก โดยเชิญประธานสภาฯ มาแจ้งให้ไปทาบทามสมาชิกสภาฯ ก่อนว่าจะเสนอผู้ใด แล้วจึงจะพิจารณาใบลานั้น ผู้แทนราษฎรที่เป็นชั้นหัวหน้ามาถามข้าพเจ้าว่า สมควรให้ท่านผู้ใดเป็นนายกฯ ข้าพเจ้าแนะนำว่า ขอให้ไปทาบทามพระยาพหลฯ ต่อมาประธานสภาฯ ได้นำความคิดเห็นส่วนข้างมากของผู้แทนราษฎรเสนอต่อคณะผู้สำเร็จราชการว่า พระยาพหลฯ ควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ครั้นคณะผู้สำเร็จฯ เชิญพระยาพหลฯ มาถามความสมัครใจ ท่านก็ปฏิเสธ

 

ครั้นแล้วผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยแล้วได้มาปรึกษาข้าพเจ้าว่าสมควรเป็นผู้ใดที่จะให้ความสะดวกแก่ขบวนการเสรีไทย ส่วนมากเห็นว่า นายทวี บุณยเกตุ มีลักษณะสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่ผู้แทนราษฎรได้เคยลงมติให้นายทวีฯ เป็นประธานสภาฯ มาก่อนแล้ว แต่ถูกจอมพล ป. ขัดขวาง นายทวีฯ เป็นคนซื่อตรงและสามารถ และมีอาวุโสในคณะราษฎรเพราะเป็นผู้เข้าร่วมในคณะราษฎรตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ ขณะยังศึกษาอยู่ในปารีส (นายควงขณะนั้นเพิ่งเข้าร่วมในคณะราษฎร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ก่อนวันที่ ๒๔ มิถุนาฯ ไม่กี่เดือน นายควงก็ยอมรับความจริงนี้ในปาฐกถาที่คุรุสภาแล้ว) แต่นายทวีฯ เป็นผู้พูดตรงไปตรงมา จึงเป็นการยากที่นายทวีฯ จะตีหน้ากับฝ่ายญี่ปุ่นได้ ฉะนั้นจึงเห็นกันว่า ให้ลองทาบทามนายควงดูว่าจะรับเป็นนายกเพื่อตีหน้ากับญี่ปุ่นได้หรือไม่ ส่วนการงานของรัฐบาลนั้นมอบให้นายทวีฯ เป็นผู้สั่งราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าจึงเชิญนายควงฯ มาพบ ถามความสมัครใจ นายควงยอมตกลงตามเงื่อนไขนั้น ครั้นแล้วผู้แทนส่วนมากได้ลงมติลับเป็นการภายใน เสนอให้ประธานสภาฯ นำเรื่องไปเสนอคณะผู้สำเร็จราชการให้ตั้งนายควงฯ เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์เจ้าอาทิตย์ทรงเกี่ยงไม่ยอมตั้ง โดยขอดูนโยบายและรัฐบาลที่นายควงฯ จะเชิญเข้าร่วมในรัฐบาล นายควงทูลว่า ขอให้คณะผู้สำเร็จราชการตั้งนายควงฯ เป็นนายกก่อน แล้วจึงเสนอรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ฝ่ายข้าพเจ้าก็เห็นดีตั้งนายควงฯ เป็นนายกฯ ก่อน เรื่องไม่ลงรอยกันอยู่หลายวัน

 

วิญญูชนผู้มีสติย่อมคิดว่า ระหว่างเวลาที่จอมพล ป. ยื่นใบลาออกกับการที่จะตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ญี่ปุ่นจะนิ่งเฉยกระนั้นหรือ ? ความจริงญี่ปุ่นยื่นมือเข้ามา ฝ่ายญี่ปุ่นนั้นระแวงจอมพล ป. ว่าจะเล่นไม่ซื่อต่อตนดังกล่าวแล้ว ทูตทหารบกและทหารเรือมาหาข้าพเจ้าที่ทำเนียบท่าช้างด้วยมารยาทอันดี เพราะญี่ปุ่นเคารพพระมหาจักรพรรดิฉันใดก็แสดงเคารพข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้แทนพระมหากษัตริย์ไทยฉันนั้น  ฝ่ายญี่ปุ่นถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างไรในการตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนจอมพล ป. ข้าพเจ้าตอบว่า ควรเป็นไปตามระบบรัฐธรรมนูญของไทย ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นถือว่าเป็นกิจการภายในของไทยเถิด คนไทยจึงจะเข้าใจว่า ฝ่ายญี่ปุ่นไม่แทรกแซงในกิจการภายในของไทย อันจะเป็นเกียรติคุณแก่ญี่ปุ่นเอง ฝ่ายญี่ปุ่นจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ข้าพเจ้าดำเนินตามรัฐธรรมนูญของไทยเถิด ญี่ปุ่นจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ขอให้คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นต่อไปเถิด แล้วฝ่ายญี่ปุ่นถามข้าพเจ้าว่า นายควง อภัยวงศ์ เป็นคนอย่างไร ฝ่ายเขาไม่รู้จัก ข้าพเจ้าตอบว่า เขาเป็นคนร่าเริง นิสัยดี หวังว่าเขาจะร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นได้

 

ดังนั้นวิญญูชนย่อมพอจะเข้าใจได้ว่า ถ้าไม่ทำความเข้าใจกับญี่ปุ่นไว้ก่อนดังกล่าวแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นที่ครองประเทศไทยอยู่จะยอมให้ฝ่ายไทยเปลี่ยนรัฐบาลอย่างง่ายๆ หรือ

 

ฝ่ายพระองค์เจ้าอาทิตย์ยังทรงยืนกรานไม่ยอมลงพระนามตั้งนายควงฯ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุด พระองค์ก็ได้ทรงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเข้าพระทัยว่า นายควงฯ จะไปไม่ตลอดรอดฝั่ง ไม่ช้าจอมพล ป. ก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องออกไปโดยพระองค์จะทรงกลับมาเป็นผู้สำเร็จราชการอีก

สภาผู้แทนราษฎรจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว

 

ในวันนั้นข้าพเจ้าได้ลงนามประกาศพระบรมราชโองการในนพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ตั้งพันตรี ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการตามระเบียบ

 

นายควง อภัยวงศ์ ได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีหลายนาย และโดยเฉพาะได้นายทวี บุณยเกตุ เข้าร่วมด้วย ตามที่นายควงได้ตกลงกับข้าพเจ้าไว้ คือ นอกจากนายทวีฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ก็เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย โดยมีหน้าที่ดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลังนายควง กิจการใดอันเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทยซึ่งนายทวีฯ เป็นผู้บัญชาการพลพรรคในประเทศไทยนั้น ถ้าจะต้องเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างใดแล้ว นายควงก็อนุญาตตามที่ตกลงกันไว้ก่อนว่า ให้นายทวีปรึกษาตกลงกับข้าพเจ้าโดยตรง โดยนายควงไม่ขอรับรู้ด้วย นอกจากที่จะต้องทำเป็นกฎหมายหรือแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น มีหลายเรื่องที่นายทวีฯ ได้ปรึกษาข้าพเจ้าจัดทำขึ้นก่อนแล้วจึงแจ้งให้นายควงฯ รับไปปฏิบัติการ อาทิ การประกาศพระบรมราชโองการว่า การประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะนั้น นายทวีฯ บุณยเกตุ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ไม่ใช่นายควงฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ การอภัยโทษและนิรโทษกรรมผู้ต้องหาทางการเมืองนั้น นายทวีฯ ก็เป็นหัวแรงสำคัญในการร่างกฎหมายอภัยโทษและนิรโทษกรรม เพราะแม้ข้าพเจ้าแจ้งแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรไว้ก่อนว่า เพื่อความสามัคคีของคนไทยที่มีอุดมคติตรงกันในการต่อสู้ญี่ปุ่น ให้ได้รับอภัยโทษและนิรโทษกรรมตามที่ ม.จ. ศุภสวัสดิ์ได้ทรงปรารภมานั้น เวลาปฏิบัติเข้าจริงก็ยังไม่อาจทำได้ง่ายๆ เหมือนดั่งที่นายควงฯ พูดที่คุรุสภาว่า พอนายควงฯ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็สั่งปล่อยนักโทษการเมือง จริงอยู่ นายควงฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ในการร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วต้องทำความเข้าใจกับ พล.ต.อ. อดุลฯ อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นผู้จับผู้ต้องหาการเมือง ให้เข้าเห็นสมควรที่จะอภัยโทษและนิรโทษกรรม ทั้งนี้เพื่อความสามัคคีของทุกๆ ฝ่าย เพื่อประโยชน์ของการงานรับใช้ชาติร่วมกัน 

 

พล.ต.อ. อดุลฯ นั้น มีคนให้ฉายาว่า “นายพลตาดุ” เป็นคนที่ไม่ยอมให้ผู้ใดลบคมได้ง่ายๆ ถ้าอยู่ดีๆ นายควงฯ ซึ่งเพิ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามวิธีการดังกล่าวแล้วในข้อก่อนๆเกิดจะแสดงบุญบารมีของตน โดยสั่งปล่อยผู้ต้องหาการเมืองโดยไม่ปรึกษาหารือทำความเข้าใจให้ดีกับ “นายพลตาดุ” ซึ่งเป็นผู้จับตัวผู้ต้องหาการเมือง คือเป็นผู้ทำพระเดช แต่นายควงฯ จะเป็นผู้ทำพระคุณเอาหน้าแก่ผู้ต้องหาการเมืองแล้ว เรื่องก็อาจจะยุ่งเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาการเมืองซึ่งอยู่ในในความดำริตามที่นาย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้กล่าวไว้ในบทความนั้นแล้วต้องได้รับการปลดปล่อยช้าลงไปอีก ฉะนั้นเพื่อให้ผู้ต้องหาการเมืองที่ถูกจองจอยู่ได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้น นายทวี บุณยเกตุ และข้าพเจ้าต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับ “นายพลตาดุ” และได้ขอร้องให้นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้แจงข้อความที่ข้าพเจ้าส่งโทรเลขลับไปให้สัมพันธมิตรทราบ เมื่อ “นายพลตาดุ” เห็นชอบในหลักการแล้ว จึงได้มอบให้นายทวี บุณยเกตุ เป็นผู้ร่างกฎหมายอภัยโทษและนิรโทษกรรมแก่บรรดาผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน จะเหลืออยู่ก็แต่เฉพาะผู้ต้องโทษภายหลังกองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองไทยแล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้นั้นๆ เอง เพราะถ้าปล่อยออกมาก็จะถูกญี่ปุ่นจับเอาไป ส่วนกรมขุนชัยนาทฯ ที่ถูกถอดเป็นนายรังสิตฯนั้น นอกจากได้มีนิรโทษกรรมแล้วก็ได้สถาปนาพระอิสริยยศตามเดิม

 

ผู้ต้องหาบางคนใช้สติเข้าใจความจริงโดยข้าพเจ้าหรือนายทวีฯ มิได้อวดอ้างเอาหน้าต่อเขาเหล่านั้น เมื่อออกจากเรือนจำบางขวางก็ได้ตรงมาหาข้าพเจ้าที่บ้าน อาทิ พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ (ม.ร.ว. ประยูร อิสรศักดิ์) อดีตสมุหเทศาภิบาลและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นนักกวีเอกผู้หนึ่งได้นำของขวัญชิ้นหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า คือกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ซึ่งท่านผู้นี้บอกว่า ได้เขียนไว้ตั้งแต่อยู่ที่คุกบางขวาง เมื่อได้ฟังข่าวว่า จะมีอภัยโทษและนิรโทษกรรม บทประพันธ์ของท่านมีความตามที่ข้าพเจ้าจำได้ดังต่อไปนี้

“สักรวา รีเย่นต์เห็นเป็นธรรม

นิรกรรมผู้ต้องโทษโจทก์เท็จหา

ให้พ้นทุกข์ทรมานกายวิญญา

หลุดออกมาจากคุกขุมอเวจีฯ”

ข้าพเจ้าได้เสนอให้ท่านผู้นั้นทราบว่า ขอให้ท่านขอบคุณนายทวี บุณยเกตุ ที่เป็นหัวแรงสำคัญในการอภัยโทษและนิรโทษกรรม ขอให้ท่านช่วยเปลี่ยนสักรวาบทต้นให้เป็นสักรวาทวี บุณยเกตุ เถิด และขอให้ท่านช่วยชี้แจงผู้พ้นโทษทุกคนถึงความดีของนายทวี บุณยเกตุ

 

อีกหลายวันต่อมา พระยาเทพหัสดินทรมาหาข้าพเจ้าแจ้งว่า เพิ่งได้ทราบความจริงว่า นายทวี บุณยเกตุ เป็นหัวแรงสำคัญในเรื่องนี้

 

นายทวี บุณยเกตุ ทำบุญชนิด “ปิดทองหลังพระ” มิได้เคยอวดอ้างถึงการที่ตนได้ทำไปในเรื่องนี้ บัดนี้ นายทวีฯ ได้วายชนม์ไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอบันทึกความดีเรื่องนี้ของนายทวีไว้

 

เรามิได้ทำหักโหมแก่จอมพล ป.ฯ เพราะไม่พึงประสงค์ให้มีการรบราฆ่าฟันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้น เมื่อจอมพล ป.ฯ ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ ก็อนุมัติให้ลาออกตามใบลานั้นซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังให้จอมพล ป.ฯ ครองตำแหน่งนั้นอยู่ มิได้ประกาศปลดจากตำแหน่งนั้นในทันทีทันใด

 

แต่จอมพล ป.ฯ ได้ไปรวบรวมทหารตั้งมั่นอยู่ที่ลพบุรีซึ่งเป็นการคุกคามรัฐบาลใหม่ พล.ร.ท. สินธุ กมลนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารเรือ จึงได้มาหาข้าพเจ้าว่า จะต้องรีบจัดการประกาศปลดจอมพล ป.ฯ จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยขอให้ พล.อ. พระยา พหลฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ และ พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรองแม่ทัพใหญ่ เมื่อได้ทาบทาม พล.อ. พระยาพหลฯ กับ พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ ตกลงรับตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ฝ่ายทหารเรือจึงได้จัดรถพยาบาลเชิญตัว พล.อ. พระยาพหลฯ ซึ่งเกิดป่วยขึ้นมาอย่างกระทันหันไปอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพเรือที่พระราชวังเดิม ธนบุรี เป็นการลับ

 

ส่วนข้าพเจ้านั้น เพื่อความปลอดภัยได้ไปนอนค้างอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นการลับ ได้ลงนามในประกาศพระบรมราชโองการปลดจอมพล ป.ฯ ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูงหาแต่มิได้บังคับบัญชาทหาร และได้ลงนามในประกาศพระบรมราชโองการตั้ง พล.อ. พระยาพหลฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ และ พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรองแม่ทัพใหญ่ เพื่อรักษาความลับอย่างเข้มงวด จึงให้เรื่องนี้รู้เฉพาะนายควงฯ ซึ่งเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นผู้ร่างพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการเตรียมประกาศวิทยุเวลาเช้า โดยให้นายไพโรจน์ ชัยนาม เป็นผู้รับมอบหมายเตรียมการวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการไว้ให้พร้อม ครั้นถึงรุ่งเช้า วิทยุนั้นก็ได้กระจายเสียงตามแผนการดังกล่าวแล้ว

 

พล.อ. พระยาพหลฯ แม่ทัพใหญ่ก็ได้ประกาศคำสั่งให้บรรดานายทหารที่อยู่ในเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีไปชุมนุมที่บริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้นถึงกำหนด บรรดานายทหารดังกล่าวได้มาชุมนุมพร้อมกัน พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ ได้แถลงชี้แจงแทนแม่ทัพใหญ่ ขอให้บรรดานายทหารฟังคำสั่งแม่ทัพใหญ่และให้ทุกคนตั้งอยู่ในความสงบ บรรดานายทหารก็เชื่อฟังคำสั่งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพใหญ่ เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกันเองจึงไม่เกิดขึ้น มิใช่อภินิหารนายควงฯตามที่ไปพูดที่คุรุสภา เหตุการณ์ทั้งนี้นายทหารเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หลายคนในขณะนี้ย่อมจำเหตุการณ์ได้

 

ส่วนจอมพล ป.ฯ ก็ได้ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและได้ย้ายจากลพบุรีไปอยู่ที่อำเภอลำลูกกา จนตลอดสงคราม ข้าพเจ้าในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้สั่งเจ้าหน้าที่พระราชวังให้อำนวยความสะดวกแก่จอมพล ป.ฯ ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินตามควรแก่ฐานะทุกประการ

 

ภายหลังสงคราม จอมพล ป.ฯ ได้เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้ามีความดังต่อไปนี้

 

หลักสี่

เรียนอาจารย์ที่เคารพและนับถือ

ผมเห็นงานของอาจารย์มีมาก ไม่อยากจะมารบกวนอะไร แต่บัดนี้ผมเป็นคนเคราะห์ร้าย ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครได้ ก็จำเป็นต้องขอพึ่งอาจารย์ตามแต่จะกรุณาได้ ประการแรก อยากขอปรับความเข้าใจในตัวอาจารย์ ซึ่งบางทีจะมีเมตตาจิตเกิดแก่ผมบ้างตามสมควร ถ้าอาจารย์จะผูกพยาบาลผมเกี่ยวแก่เรื่องเดิมๆ มาบ้าง ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจไม่ตรงตามเป็นจริง อาจารย์จะได้ทราบความจริงไว้ คือบางทีอาจารย์อาจเข้าใจว่า ผมเป็นคนช่วยปิดสภาและเนรเทศอาจารย์ เกี่ยวแก่หาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เรื่องนี้ผมไม่ได้เป็นผู้ทำเลย การปิดสภาฯนั้น พระยามโนเรียกผมไป ซึ่งเวลานั้นผมเป็นเด็กอยู่มากในการเมือง เกลี้ยกล่อมผมให้เซ็นเป็นคนสุดท้าย ครั้งเห็นทุกคนเขาลงชื่อกัน ผมจะไม่ลงชื่อกับเขาก็เกรงจะเป็นภัยร้ายแรง จึงได้ลงชื่อตามพระยาพหลไป เรื่องเนรเทศอาจารย์นั้น ถามหลวงอดุลดูว่า เป็นใครวิ่งเต้น ความจริงจะทราบว่าพระยาทรงสุรเดช ผมกับหลวงอดุลก็ถูกกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ วันหนึ่งไปพบพระยาทรงฯ ท่านยังถามว่า ลื้อกับอดุลแดงเรื้อๆ แล้วน๊ะ เมื่อผมเปิดสภาฯ พระยาราชวังสันยังโทรศัพท์ถามผมว่าจะเอาอะไร ผมตอบว่าเปิดสภาฯ ท่านยังถามต่อไปว่าไม่แดงน๊ะ หรือจะแดงกัน ผมเลยวางหูโทรศัพท์

 

การทำการครั้งนั้น เขาประชุมกัน ๔-๕ คน มีพระยามโนเป็นหัวหน้า เมื่อเราจะทำอะไรที่ทำกันไป ผมรู้จริงจังภายหลังเสมอ ซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเด็กในการะมืองอยู่ การลาออกของ ๔ ทหารเสือ ผมก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเลย อยู่ๆ ก็ลาออกกันไป เขาจะทำกันอย่างไรไม่ทราบ ผมเห็นแต่มีคนมาบอกอยู่เสมอๆว่า พระยาทรงฯจะออก นอกนั้นผมมิได้วิ่งเต้นอะไรครั้นออกไปแล้วผมไม่ทราบอะไร เปลี่ยนการปกครองใหม่ๆยังอ่อนในการเมือง พระยามโนถามว่า ใครพอที่จะเป็นผู้บัญชาการทหารและเสนาธิการได้ ผมก็ตอบไปตามความจริงตามหลักทางทหารว่าพระยาพิชัยณรงค์กับพระยาดิ่นท่าราบ เขาก็เห็นดีด้วย และบรรจุโดยพระบรมราชโองการ เรื่องเก่ามีความจริงอย่างนี้ เมื่อพระยาทรงฯออกไปแล้ว ผมอยู่รักษาการที่กาแฟนรสิงห์ตอนกลางคืน ผมจำได้ว่าไปกับหลวงอดุล ทราบภายหลังว่า พระยาราชวังสัน พระยาฤทธิ พระยามโนจะให้ทหารเรือจับผมขังที่นั่น เข้าใจว่า พล.ต.ขำหิรัญ เป็นผู้ถูกชวน เรื่องเก่าๆมีความจริงอย่างนี้ ขออาจารย์กรุณาเข้าใจว่า ผมไม่ได้เป้นคนแกล้งอะไรเพื่อนฝูงเลย คนอื่นเขาทำกันเอง แล้วผมยังช่วยในเมื่อมีโอกาส

 

ตอนญี่ปุ่นเข้ามา มันจะเล่นงานอาจารย์ ถามหลวงอดุลดู ผมไม่เคยได้ติดต่อหรือขออำนาจญี่ปุ่นมาเล่นงานอาจารย์เลย ผมจึงเสนอให้อาจารย์เป็นผู้สำเร็จ

 

ตามที่เรียนมานี้ ขอพระและสิ่งศักดิ์สิทธิเป็นพยานว่าเป็นความจริงทุกประการ ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อวันข้างหน้าจะเป็นพยานเอง

 

ผมเรียนมานี้หวังจะได้รับความกรุณาจากอาจารย์บ้างตามสมควร ในทางการเมืองของผมนั้น เวลานี้หรือต่อไป ผมเข็ด และรู้สึกตัวว่าเง่าโง่ไม่มีความสามารถเพียงพอ ขืนทำอีกก็มีภัยมาสู่ตัวร่ำไป ผมเลยขอเป็นชาวไร่ ชาวนาดีกว่า ขออาจารย์อย่าเป็นห่วงผมในทางการเมือง ผมเข็ดแล้ว เป็นตามีตามาดีกว่าสำหรับตัวผม

 

ผมพูดมามากแล้ว ถ้ามีผิดและรบกวนอาจารย์ก็ขออภัยด้วย ผมได้เขียนเล่าการปฏิบัติการต่อสู้ญี่ปุ่น และส่งไปทางประธานสภาฯ และให้เพื่อนฝูงอ่าน มีความประสงค์อย่างเดียวจะช่วยให้เพื่อฝูงไม่เป็นอาชญากรสงคราม รวมทั้งผมด้วยตามสัญชาตญาณของคนต้องป้องกันตนเอง อาจารย์ขอได้กรุณาแก่ผมในเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้านิ่งไว้คนไม่รู้เหตุผลการปฏิบัติของเรา ก็จะหาว่าเป็นคนขายชาติอยู่ตลอดไป ชื่อเสียงก็จะเสีย ผมดีใจแล้วว่าที่เราทำมาแล้วนั้นอนย่างน้อยพระแก้วมรกตยังอยู่ ญี่ปุ่นไม่ขนเอาไปอย่างแห่งอื่น

เคารพและนับถืออย่างสูง

ป.พิบูลสงคราม


อ้างอิง

  • ปรีดี พนมยงค์. บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน; ๒๕๔๓.