ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทสัมภาษณ์

PRIDI Interview | กังวาฬ พุทธิวนิช | เปิดหลักฐานใหม่กรณีสวรรคต ร.8

9
มิถุนายน
2569

เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้รับเกียรติจาก คุณกังวาฬ พุทธิวนิช นักวิชาการผู้ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีสวรรคตฯ มาอย่างต่อเนื่อง มาร่วมพูดคุยถ่ายทอดมุมมองผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้ 

สถาบันฯ มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางปัญญาในการเปิดรับฟังทุกแง่มุมทางวิชาการ และอย่างเป็นกลาง ทั้งนี้ ทัศนะ ข้อวิเคราะห์ และความคิดเห็นต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลของคุณกังวาฬ พุทธิวนิช ทางสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับเนื้อหาทั้งหมดข้างต้น ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอขอบพระคุณ คุณกังวาฬ พุทธิวนิช เป็นอย่างยิ่งที่ให้เกียรติสละเวลาและอนุญาตให้ทางสถาบันฯ เข้าสัมภาษณ์และแบ่งปันข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางวิชาการในครั้งนี้

 

ทำไมคุณกังวาฬยังคงศึกษา กรณีการสวรรคตของ รัชกาลที่ 8 อยู่จนถึงทุกวันนี้ ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

ต้องขออนุญาตตอบอย่างนี้นะครับว่า ปี 2563 เดือนกันยายน เราได้ออกหนังสือ 74 ปี กรณีสวรรคต ตอนนี้ก็ปี 2569 ก็ผ่านมาอย่างที่คุณบอก ประมาณ 6 ปี ถามว่าข้อแตกต่างตอนที่เราทำหนังสือเล่มนั้นกับปัจจุบันนี้ต่างกันอย่างไร ต่างกัน 3 ข้อนะครับ

 

จุดประสงค์ที่ผมทำหนังสือ 74 ปี กรณีสวรรคต เรามุ่งหมายจะให้ประชาชนที่สนใจรับทราบว่า กรณีกระทำพระองค์เองโดยอุบัติเหตุ เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ และเป็นสิ่งที่เรามีหลักฐานอยู่ในระดับหนึ่ง ถามว่าปัจจุบันนี้เป็น

 

อย่างไร ปัจจุบันที่ผมทำไม่ได้มุ่งหมายให้คนรู้แล้ว เราใช้ช่องทางพระราชบัญญัติรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ ปี 2526 เราได้ยื่นศาล จุดมุ่งหมายคือรื้อฟื้นคดีสวรรคต เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับสามจำเลย และจำเลยทางสังคมอีกหลายท่าน

 

สมัยนั้นผมใช้ข้อมูล ถ้าเทียบกับปัจจุบันแล้ว ข้อมูลในหนังสือเล่มนั้นถือว่าแค่ 50 เปอร์เซ็นต์เองนะครับ เรามาเจออีก 50 เปอร์เซ็นต์หลังจากการค้นคว้า จากการที่มีพวกสเปเชียลลิสต์ได้เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายอย่างอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล หรือแม้กระทั่งคุณหมอทางด้านนิติเวช นายแพทย์กฤติน มีวุฒิสม แล้วก็มีตำรวจจากอดีตกองพิสูจน์หลักฐาน และเป็นนักอาชญาวิทยา  จากการเปิดตัวหนังสือเล่มนั้น มันทำให้มีคนที่สนใจและเข้ามาช่วย นั่นคือจุดที่สองที่แตกต่าง จุดที่สามก็คือ ปัจจุบันนี้เราได้ยื่นศาลว่าเป็นการกระทำพระองค์เองแน่นอน แต่ ณ ตอนนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่อุบัติเหตุโดยพระองค์เอง น่าจะเป็นการทำอัตวินิบาตกรรม ก็คือปลงพระชนม์เอง

 

เมื่อเทียบกับช่วงหลายสิบปีก่อน วงวิชาการไทยในปัจจุบันเปิดพื้นที่ต่อการศึกษาประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์มากขึ้นหรือไม่ ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

อันนี้ต้องยอมรับตามตรงนะครับว่า บ้านเรายังมีเสรีภาพในการทำงานของผม ผมยังไม่เคยโดนเบรก อาจจะมีการปราม อาจจะมีการห้าม อาจจะมีความเป็นห่วง อาจจะมีการขู่ แต่ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีการเมืองฝ่ายใดเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้ผมสามารถทำเรื่องนี้ได้อยู่ แต่การขออนุญาตจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่เก็บมติ ครม. ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์อัยการ ที่เก็บสำนวนคดีสวรรคตไว้ประมาณ 3 ตู้ เกือบ 26 แฟ้ม ไม่สามารถขออนุญาตเข้าไปศึกษาได้เลย ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวแทน ได้รับมอบอำนาจจากทายาทของชิต สิงหเสนี ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องให้ครบ 75 ปี

 

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะขอในฐานะอะไร สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ไม่อนุญาตให้ดูสำนวนของคุณหมอสุด แสงวิเชียร หรือ ดร.จ่าง รัตนรัตน์ อดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์พิสูจน์หลักฐาน หรือดูเอกสารอื่น ๆ ในคดี ก็ไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องไปร้องคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารก็ตัดสินว่า ที่ต้นสังกัดทั้งสองหน่วยงานไม่ให้ดูนั้นชอบแล้ว ตอนนี้เรื่องไปที่ศาลปกครอง ต้องใช้อำนาจศาลปกครอง สรุปก็คือ ภาครัฐยังไม่อนุญาตที่จะให้เราทำอะไรได้เต็มที่ ผมหมายรวมถึงสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งเขาโปรโมตว่าเป็นสถาบันที่เอื้ออำนวยให้กับประชาชนที่เสียเปรียบในคดี ให้เข้าไปใช้บริการ ปรากฏว่าผมเข้าไปใช้บริการ 2 เรื่อง คือการพิสูจน์ปืน กับการพิสูจน์ลายมือของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์  กรณีพิสูจน์ลายมือ เขารับมัดจำไปแล้ว 10,000 บาท พอครบ 35 วัน กลับมาบอกว่าไม่พิสูจน์แล้ว ส่วนเรื่องพิสูจน์ปืนก็ไม่พิสูจน์

 

 

ประเด็นที่ทำให้ข้อสรุปเดิมของคดียังควรถูกตั้งคำถาม ประเด็นสำคัญคืออะไร ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

คดีเดิม เราแบ่งคดีสวรรคตออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ กระทำพระองค์เอง และโดยผู้อื่น กระทำพระองค์เอง แบ่งย่อยเป็น 2 ข้อ คือ ตั้งใจปลงพระชนม์ กับอุบัติเหตุโดยพระองค์เอง ส่วนโดยผู้อื่น ก็แบ่งย่อยเป็น 2 ข้อ คือ อุบัติเหตุโดยผู้อื่น กับตั้งใจลอบปลงพระชนม์ แยกออกเป็น 4 ส่วน ตามชาร์ตที่ผมทำ

 

ตอนเกิดเหตุ ความเข้าใจในบริบทตอนนั้นของผู้ใหญ่หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ก็คือตามที่มหาดเล็กหน้าห้องบรรทมกราบทูลชิต สิงหเสนี ว่า พระเจ้าอยู่หัวยิงพระองค์เอง คือ ณ เวลา 09.30 น. ทุกคนเข้าใจว่าเป็นอัตวินิบาตกรรม คือปลงพระชนม์เอง เสร็จแล้วตอนบ่าย มีการปรึกษาหารือของพระบรมวงศานุวงศ์ และรวมถึงนายกรัฐมนตรี คือ ปรีดี พนมยงค์ ก็ออกแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง เทิดพระเกียรติว่าเป็นอุบัติเหตุ คงจะเล่นปืนแล้วปืนลั่น ซึ่งหมายถึงวันที่ 9 เข้าใจว่าฆ่าตัวตาย แต่ตอนบ่ายก็แถลงว่าเป็นอุบัติเหตุเพื่อเทิดพระเกียรติ

 

พอมาวันที่ 10 มีการพบบาดแผลที่ท้ายทอย คุณหมอเกษตรพบรอยบาดแผลที่ท้ายทอย บาดแผลที่ท้ายทอยนี้ ทำให้มีข่าวลือว่า น่าจะเป็นการลอบปลงพระชนม์ หมายความว่าพระองค์ถูกยิงจากท้ายทอยแล้วทะลุหน้าผาก ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ขึ้นมา ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ 4 พระองค์ และประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะกรรมการ มีการชันสูตรพระบรมศพ พอชันสูตรพระบรมศพ ก็สรุปได้ว่า กระสุนเข้าหน้าผากและออกท้ายทอย ส่วนระยะยิง เขาไปทดลองยิงศพที่ศิริราช 7 ศพ แล้วสรุปว่าระยะจริงเป็นระยะคอนแทกต์ (Contact) หรือระยะประชิด จึงจะเกิดบาดแผลในลักษณะนั้น ดังนั้น สิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ตามข่าวลือ จึงเปลี่ยนมาเป็นมีอยู่ 2 กระแส

 

คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สรุปว่า ตัดอุบัติเหตุออกไป เพราะลักษณะเป็นการยิงระยะคอนแทกต์ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุแบบเอาปืนไปจ่อชิดเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์จึงเหลือเพียง 2 ข้อ คือ ฆ่าตัวตาย กับลอบปลงพระชนม์

 

จากนั้นเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 พลโทผิน ชุณหะวัณ ตั้งพระพินิจชนคดีขึ้นมาเป็นประธานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ภายในสำนวนของพระพินิจชนคดีและอัยการ ระบุว่ามีการวางแผนลอบปลงพระชนม์ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้วางแผน และ เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช เป็นมือสังหาร ส่วนจำเลยทั้งสามที่ถูกจับ คือมหาดเล็กและคุณเฉลียว ร่วมในการวางแผนลอบปลงพระชนม์ และทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพราะฉะนั้น ศาลจึงตัดสินว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ จากพยานหลักฐานที่ว่ามีการไปประชุมกันที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นคือฆ่าตัวตาย แล้วมาจบที่ลอบปลงพระชนม์นี้คือคดีเดิม

 

การตีความลักษณะเหตุการณ์ใหม่มีข้อแตกต่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดรองรับ ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

ผมเล่าถึงคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์นะครับ เขาตัดอุบัติเหตุทิ้งออกไป และเขาเหลือเรื่องฆ่าตัวตายกับเรื่องลอบปลงพระชนม์ ทำไมเขาถึงคิดว่าฆ่าตัวตาย เพราะจากบาดแผลเขาเรียกว่าเป็นลักษณะคอนแทค ก็คือเข้าไปจ่อยิง บาดแผลจะเป็นกากบาท ต้องเป็นลักษณะจ่อยิงแบบนี้เท่านั้นถึงจะเป็นกากบาท ถ้ายิงไกลก็จะเป็นรูกลม ๆ จากบาดแผลคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สรุปเลยว่า จากบาดแผลเป็นฆ่าตัวตาย พระบรมศพจากคำบอกเล่า คำให้การของพี่เลี้ยงเนื่องก็ดี หรือคนอื่น ๆ ก็ดี ก็เชื่อว่าเหมือนกับลักษณะนอนบรรทมแล้วถูกลอบยิงจากเบื้องพระเศียร เพราะฉะนั้นคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ถึงบอกว่าให้สองประการเท่ากัน คือฆ่าตัวตายกับลอบปลงพระชนม์ จากลักษณะพระบรมศพ

 

แต่พอมาเป็นชุดพระพินิจชนคดีหลังรัฐประหาร เขาตัดฆ่าตัวตายออกไปเลย เขาตัดเพราะอะไร เขาบอกว่าพระแสงปืนของกลางที่เจออยู่บนแท่นบรรทม พิสูจน์จากอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ดร.จ่าง ว่าใช้ยิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 วัน เมื่อปืนพิสูจน์ว่ายิงมาไม่ต่ำกว่า 8 วัน ศาลอุทธรณ์เขียนคำวินิจฉัยเลยว่า หากปืนที่ใช้ยิงไม่ใช่พระแสงปืน จะทำให้ฝ่ายจำเลยตกเป็นผู้เสียหายอย่างมาก เพราะเท่ากับตัดการกระทำพระองค์เองออกไปได้ ก็จะเหลือแต่ลอบปลงพระชนม์อย่างเดียว นั่นแหละครับคือคีย์สำคัญว่ากระดุมเม็ดแรกคือตัดจบว่า อาวุธที่ทำให้ท่านสวรรคตไม่ใช่พระแสงปืนที่วางอยู่ข้างพระวรกาย

 

ผลงานของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเขาศรัทธา ดร.จ่าง เขาก็ไปทำการทดลองยิง ปรากฏว่าผกผันไปหมด ยิงมา 3 วัน เขาเปรียบเทียบกันที่สีนะครับ 3 วันสีเข้มกว่ายิงวันแรก นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกคนหนึ่ง ยิงทุกชั่วโมง 24 ชั่วโมงใน 1 วัน กราฟความเข้มผกผันมั่วไปหมดเลย ยิงมาตอนแรกเข้ม ผ่านไปอีก 4 ชั่วโมงเข้มขึ้น ผ่านไป 3 ชั่วโมงลดลง แล้วก็เพิ่มขึ้น ลดลง เพิ่มขึ้น อันนี้ผมนำส่งศาลแล้ว วิทยานิพนธ์ของทั้งสองท่าน แต่นอกจากนั้นคือผมไปยิงเองด้วย แล้วก็ทำให้ศาลดู เข้าแล็บทดลอง ทำแล็บให้ดู และถ่ายเป็นคลิปวิดีโอ

 

สมัยก่อนมันไม่มีฟิล์มสีนะครับ ปี 2489 ไม่มี ตอนนั้นเขาใช้บันทึกเอาว่าสีเข้มอ่อน เล็กๆน้อยๆ  ชมพูเรื่อ ๆ ชมพูจาง ๆ แต่ตอนนี้ผมถ่ายให้ศาลเห็นความเข้มความอ่อนเป็นวินาทีได้เลย และยืนยันว่าเราพิสูจน์ว่ายิงมากี่วันไม่ได้ แต่พิสูจน์ได้ว่ายิงมาหรือไม่ ซึ่งการยิงมาหรือไม่ ตอบโจทย์แล้วว่าพระแสงปืนยิงมาจริง

 

ถ้าคุณจะถามถึงหลักฐานที่เราใช้ยื่นรื้อฟื้นคดีสวรรคต เรามีหลักฐานใหม่ 4 ข้อที่ยื่นรื้อฟื้น และมีแรงจูงใจที่บอกว่ากระทำพระองค์เองอีก 5 ข้อ ทั้ง 4 และ 5 คือสิ่งที่ค้นพบใหม่ ซึ่งในอดีตไม่เจอ ผมเล่าตรงนี้เลยใช่ไหมครับ ว่า 4 ข้อ ผมเล่าถึงการพิสูจน์ปืนไปแล้ว ข้อที่ 2 นี่สำคัญ อันนี้ได้จากตำรวจที่จบอาชญาวิทยา และอยู่ในกองพิสูจน์หลักฐานมาก่อน มันมีประเด็นสำคัญ เขาบอกว่าคุณชิตมีการสับเปลี่ยนหัวกระสุนที่อยู่ในฟูกนอน พระยี่ภู่ ก็คือฟูกนอน ศาลได้พิเคราะห์ว่า ถ้าเราเจอหัวกระสุนที่อยู่ในพระแท่นบรรทมหรือพระยี่ภู่ตอนนั้นเลย คดีก็ตัดจบว่ากระทำพระองค์เอง เพราะว่าปืนก็อยู่ตรงนั้น กระสุนที่งัดออกมาจากพระยี่ภู่หรือฟูกนอน กองพิสูจน์หลักฐานสมัยนั้น

 

โดยพิสูจน์แล้วว่ามีรอยตำหนิ มีอะไรตรงกับพระแสงปืนทุกประการ ฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย ยอมรับ แต่อัยการแย้งว่า กระสุนที่อยู่ในฟูก กว่าจะเอาออกมาได้มันผ่านไปถึง 3 วัน วันที่ 9 ไปเอาออกวันที่ 12 เพราะฉะนั้นโอกาส 3 วัน แล้วคุณชิตเฝ้าห้องบรรทม มีกุญแจอยู่ ก็คงจะงัดเอากระสุนออก และเอากระสุนของพระแสงปืนที่ตัวเองเก็บไว้ใส่เข้าไปแทน อัยการตั้งสำนวนไว้อย่างนั้น และศาลก็เชื่อว่ามีการสับเปลี่ยนหัวกระสุน

 

แต่นิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่บอกว่ากระสุน ถ้าวิ่งออกจากปากลำกล้อง มันประมาณ 76,000 รอบต่อนาที ที่มันจะหมุนแบบควงสว่าน เมื่อมันทะลุเข้าไปอยู่ในฟูก มันจะพันนุ่นเข้าไป และถ้าคุณจะเอากระสุนออกในสำนวนของทางอัยการบอกว่า เขย่า ๆ ก็หล่นลงมา หรือว่าคีบออกมาจากรูก็ออกมาแต่จริง ๆ ไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชหรือทางอาชญาวิทยาบอกว่าต้องใช้มีดกรีดเท่านั้นถึงจะเอาออกได้ ผมก็ไปทดลองยิงจริง ๆ ถ่ายเป็นคลิปส่งให้ศาลดูว่า ไม่มีทางที่จะเอาออก จะเขย่าหรือจะกระแทก ต่อให้เอานิ้วล้วงไปเจอหัวกระสุนก็ดึงออกไม่ได้ เพราะมันพันอยู่ ผมต้องกรีดเป็นทางยาวถึงจะเอาออกได้

 

เราไปเจอหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ วันที่ 19 คณะกรรมการทั้งชุด ทั้งประธานศาลฎีกาและพระบรมวงศานุวงศ์ เข้าไปดูที่พระที่นั่งบรมพิมาน และเห็นพระยี่ภู่ ก็คือที่บรรทม ถามว่าทำไมไม่เป็นรอยรูกลม ๆ ลูกกระสุนเป็นรอยกรีด ตำรวจตอบว่าตำรวจกรีดเพื่อจะเอากระสุนออก รอยแหวะประมาณ 5 เซนติเมตร นี่คือหลักฐานสำคัญนะครับ ว่าคุณชิตสับเปลี่ยนไม่ได้ และคนที่เอากระสุนออกก็คือตำรวจนั่นเอง นี่ข้อที่ 2 แล้วนะครับ

 

ข้อที่ 3 สำคัญไม่แพ้กันจากคุณหมอนิติเวช เนื่องจากคุณหมอสุดได้ถ่ายรูปตรงพระนลาฏ ก็คือหน้าผากของพระองค์ไว้ ถ่ายขยายถึง 2 เท่า เราจะเห็นรอยกากบาทนะครับ และมีรอยใต้กากบาท เป็นรอยเหมือนกับรอยกลม ๆ คล้ายรอยไหม้ ซึ่งสมัยนั้นนิติเวชหรือคุณหมอสมัยนั้นไม่เข้าใจรอยใต้กากบาทอันนี้ ซึ่งรอยใต้กากบาท ผมอยากจะเรียกว่าเป็นรอยบูสต์ไกด์ร็อด ก็คือเป็นรอยของใต้ปากกระบอกปืน คือปืน 11 มม. มันจะมีรอยอยู่ใต้ปากลำกล้อง และเมื่อยิงในลักษณะคอนแทค หรือเผาขน บูสต์ไกด์ร็อดมันจะปรากฏที่พระนลาฏ หรือหน้าผาก แต่ศาลไปตัดสินว่ายิงจากเบื้องพระเศียร เราพบว่าการยิงจากเบื้องพระเศียร บูสต์ไกด์ร็อดมันจะกลับด้าน ไม่ตรงกับพระบรมศพ และศาลอุทธรณ์ได้ฟันธงแล้วว่า ท่านสวรรคตจากการลอบปลงพระชนม์จากเบื้องพระเศียรเท่านั้น ท่าอื่นศาลบอกเป็นไปไม่ได้และหลักฐานใหม่ เราพบบูสต์ไกด์ร็อดไม่ตรงกับการยิงเบื้องพระเศียร นั่นหมายความว่าคำตัดสินของศาลเดิมไม่ตรงกับบาดแผลพระบรมศพ

 

ข้อที่ 4 คือ ศาลตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นการกระทำพระองค์เอง เหตุใดพระกรและพระหัตถ์จึงวางขนานไปกับพระวรกาย ไม่ได้วางอยู่บนพระอุระหรือในลักษณะอื่น เราพบจากกรณีศึกษาการฆ่าตัวตายทั้งจากภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้ และจากคดีต่าง ๆ ของกองพิสูจน์หลักฐานหลายเคส ผู้เสียชีวิตจากการยิงตัวเองสามารถอยู่ในลักษณะดังกล่าวได้ อีกทั้งพบว่าเกือบร้อยละ 70 ของกรณียิงตัวตาย อาวุธปืนจะไม่อยู่ในมือผู้เสียชีวิต ขณะที่กรณีที่ปืนยังอยู่ในมือมีเพียงร้อยละ 25.7 เท่านั้น นี่คือหลักฐานใหม่ทั้งสี่ประการที่เรามีพยานผู้เชี่ยวชาญให้การ และอัยการได้นำส่งต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

 

 

มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับงานวิชาการชิ้นใหม่ ๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มขึ้น

กังวาฬ พุทธิวนิช:

ที่ผ่านมามีงานศึกษาจากทั้งสองฝ่ายเผยแพร่ออกมา ฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็มีงานที่กล่าวถึงกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องของสมเด็จพระอนุชานั้นไม่มีพยานหลักฐานใดชี้ว่าพระองค์ประทับอยู่ในห้องบรรทมขณะที่เกิดเสียงปืน

 

อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือของคุณหมอเอกชัย เรื่อง ชันสูตรประวัติศาสตร์เมื่อคราวสวรรคตในหลวงอนันต์ ซึ่งอาจนับเป็นแพทย์คนที่สองที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นการปลงพระชนม์เอง ส่วนแพทย์คนแรกคือคุณหมอกฤติน มีวุฒิสม ซึ่งระบุเช่นเดียวกัน แม้ว่างานเขียนของท่านจะยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ก็ตาม

 

ที่นี้มาพูดถึงการปลงพระชนม์เอง ก็มักมีคำถามสำคัญอยู่สองประการ คำถามแรกคือ บาดแผลลักษณะนั้นสามารถเกิดจากการยิงตัวเองด้วยปืนขนาด 11 มม. ได้หรือไม่ และคำถามที่สองคือ พระองค์ทรงมีเหตุขัดข้องพระราชหฤทัยหรือแรงจูงใจใดที่จะนำไปสู่การปลงพระชนม์เอง สำหรับคำถามแรก คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ได้ทดลองท่าทางการยิงด้วยตนเอง และพบว่าสามารถทำได้สองลักษณะ ลักษณะแรกคือใช้มือจับปืนและเหนี่ยวไกด้วยนิ้วชี้ ซึ่งเป็นท่าที่ทำได้แต่ค่อนข้างลำบาก ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือใช้สองมือจับด้ามปืนแล้วใช้นิ้วโป้งเกี่ยวไกปืน คณะกรรมการเห็นว่าทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นในความเห็นของผม การใช้ปืนขนาด 11 มม. ยิงตนเองจนเกิดบาดแผลตรงกับพระบรมศพนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

 

ส่วนประเด็นเรื่องแรงจูงใจ เราพบข้อมูลใหม่จากหนังสือ กงจักรปีศาจ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงปี 2507-2508 โดยเรน กูเกอร์ ผู้เขียนอ้างว่าพระองค์มีพระสหายหญิงร่วมชั้นเรียนกฎหมายชื่อ มาริลิน เฟอร์รารี โดยในชั้นเรียนดังกล่าวมีนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อ้างอิงหลักฐานมากนัก มีเพียงโปสการ์ดที่พระองค์ทรงส่งระหว่างเสด็จนิวัตพระนคร ซึ่งผู้เขียนระบุว่าหนึ่งในผู้ได้รับคือมาริลิน เฟอร์รารี

 

ที่ผ่านมา หนังสือหรือบทความที่กล่าวถึงมาริลิน เฟอร์รารี มักนำภาพโปสการ์ดดังกล่าวมาตีพิมพ์ แต่ไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนว่าเธอเข้ามาอยู่ในชีวิตของรัชกาลที่ 8 จริงหรือไม่ กระทั่งหนังสือที่ลีซอง เซไรดารีส บุตรชายของ เกลย์อง เซไรดารีส ครูพระพี่เลี้ยง ของ รัชกาลที่ 8 และ 9 ขณะประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เขียนเกี่ยวกับชีวิตในโลซานน์ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2555 ได้ปรากฏภาพของมาริลิน เฟอร์รารี และผู้เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์ยืนยันว่าบุคคลในภาพคือเธอจริง เดิมทีผู้เขียนระบุชื่อไว้ชัดเจน แต่ภายหลังมีการตัดชื่อออกในการจัดพิมพ์ภาษาไทย นอกจากนี้ยังมีภาพอีกภาพหนึ่งซึ่งเธอนั่งอยู่ใกล้กับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ แม้จะถูกบังบางส่วนก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่ามาริลิน เฟอร์รารีมีตัวตนจริง และมีความใกล้ชิดกับกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ในช่วงเวลานั้น ทั้งการร่วมกิจกรรม เล่นหิมะ และร่วมงานเลี้ยงปีใหม่

 

ผมยังพบรายงานของหนังสือพิมพ์ New York Times ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2489 ซึ่งตีพิมพ์เพียงหนึ่งวันหลังการสวรรคต โดยระบุว่าพระองค์ไม่สามารถอภิเษกสมรสกับหญิงสาวชาวต่างชาติที่ศึกษาอยู่ร่วมชั้นได้ ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่สื่อต่างประเทศรับรู้เรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2489 ขณะที่สังคมไทยเพิ่งเริ่มรับรู้ชื่อของมาริลิน เฟอร์รารีจากหนังสือ กงจักรปีศาจ ที่ตีพิมพ์ในปี 2507

 

ในหนังสือ กงจักรปีศาจ ยังมีการกล่าวถึงจดหมายฉบับสุดท้ายที่อ้างว่ารัชกาลที่ 8 ทรงเขียนถึงมาริลิน เฟอร์รารี โดยจดหมายเดินทางถึงโลซานน์ในวันที่ 10 มิถุนายน หลังการสวรรคตหนึ่งวัน เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงการที่จะมีการดูตัวหญิงสูงศักดิ์ และหนึ่งในนั้นอาจกลายเป็นพระชายาในอนาคต แต่ตอนท้ายยังทรงเขียนว่าจะได้พบกันอีก นอกจากนี้ ผมยังพบหนังสือ ในหลวง ร.8 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2493 เขียนโดยสละ ลิขิตกุล บรรณาธิการผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ โดยหนังสือเล่มนี้ระบุว่า ในช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ต่างประเทศ มีความพยายามผลักดันให้มีการสถาปนาพระราชินีหรือจัดการเรื่องการหมั้นหมาย แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ายังทรงศึกษาไม่สำเร็จ เราไม่อาจทราบได้ว่าเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ จดหมายฉบับสุดท้าย และหลักฐานอื่น ๆ ก็ทำให้เห็นว่าประเด็นเรื่องการดูตัวนั้นอาจมีมูลความจริงอยู่

 

ผมยังได้ตรวจสอบระยะเวลาการเดินทางของจดหมายจากพระที่นั่งบรมพิมานไปยังโลซานน์ โดยอ้างอิงข้อมูลของเซไรดาริส ซึ่งระบุว่าจดหมายจากพระนครใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-20 วัน และในกรณีนี้ใช้เวลาครบ 20 วันพอดี

 

จากผลงาน “74 ปีคดีสวรรคต” ปัจจุบันมีจุดไหนที่คุณกังวาฬอยากเพิ่มเติมหรือเกิดคำถามใหม่ๆ ที่อยากหาคำตอบเพิ่มเติมอีกไหม ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ เมื่อปี 2563 ตอนจัดทำหนังสือ 74 ปี กรณีสวรรคต นั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในมือมีเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งเป็นข้อมูลที่ค้นพบภายหลังจากการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ผมมีความตั้งใจจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง แต่ยังไม่อยากดำเนินการในช่วงนี้ เพราะต้องการรอผลการพิจารณาคดีรื้อฟื้นเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าการดำเนินการทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ทางการค้าหรือเพื่อจำหน่ายหนังสือ

 

ผมยืนยันมาตลอดว่า ไม่ได้ต้องการเงินชดเชยใด ๆ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทอง สิ่งที่ต้องการมีเพียงการคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวของจำเลยทั้งสาม คืนความยุติธรรมให้แก่บุคคลที่ตกเป็นจำเลยทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือสมเด็จพระอนุชา และคืนความยุติธรรมให้แก่สังคมไทย เพื่อให้เรื่องนี้มีข้อยุติที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเดียวกัน

 

หากวันหนึ่งมีหลักฐานหรือข้อมูลใหม่เพิ่มเติมจะช่วยให้สังคมไทยมองบทบาทของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในกรณนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ?

กังวาฬ พุทธิวนิช:

จริง ๆ ต่อให้ไม่มีหลักฐานใหม่ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่ารัฐบาลชวน หลีกภัย เคยทำหนังสือลงนามโดยนายกรัฐมนตรี เสนอชื่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก เพียงเท่านี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า หากท่านมีมลทินในกรณีสวรรคตจริง เหตุใดรัฐบาลไทยจึงเสนอชื่อท่าน และเหตุใดในทุกวันที่ 11 พฤษภาคม จึงมีการส่งดอกไม้หรือร่วมรำลึกถึงอาจารย์ปรีดีอยู่เสมอ นี่คือความย้อนแย้งของสังคมไทย เพราะหากจะไม่ตัดสินคดีใหม่และยังคงยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาเดิมที่วินิจฉัยว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ การยกย่องอาจารย์ปรีดีก็จะขัดแย้งกับข้อสรุปดังกล่าว

 

เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าควรทำให้เรื่องนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่เกิดความสับสน ไม่ทำผิดมาตรา 112 จากการโพสต์ข้อความที่บริภาษหรือใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ แล้วถูกตัดสินเพราะสับสนในข้อมูล


หมายเหตุ :

  • เรียบเรียงบทความโดยกองบรรณาธิการ