ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ก่อนย่ำรุ่ง ๒๔ มิถุนา: แกะรอย “พระยาพหลฯ” ณ ที่ประชุมลับของคณะราษฎร วัดแคนอก เมืองนนทบุรี

1
มิถุนายน
2569

(1) บทนำและความเป็นมา

ผู้เขียนรู้จักวัดสำคัญแห่งหนึ่งของย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก อย่างวัดแคนอก ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นครั้งแรก ๆ จากการได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งเขียนโดยมิตรสหายคือ อาจารย์ ดร.ปฐมพงษ์ สุขเล็ก ผู้ซึ่งเป็นชาวนนทบุรีที่บางกระสอโดยกำเนิด แต่เรียนจบแล้วไปทำงานสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก

บทความชิ้นนั้นมีชื่อเรื่องว่า “พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร กับ “หอระฆังวัดแคนอก” ตำนานท้องถิ่นที่มีเค้ามูล” ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555[1] อาจารย์ปฐมพงษ์ได้บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาและความสำคัญที่ไม่ธรรมดาเลยของวัดนี้ ซึ่งหากไปเยี่ยมชมดูแต่เพียงเผิน ๆ แล้วก็เป็นวัดธรรมดา ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ แต่จากบทความชิ้นนี้ของอาจารย์ปฐมพงษ์จะพบว่าวัดแคนอกนี้มีเกียรติภูมิที่เป็นของวัดนี้วัดเดียวเป็นการเฉพาะเลย ที่อื่นไม่มีสิ่งนี้ 

ความไม่ธรรมดาของวัดนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนนนทบุรีย่านบางกระสอ ว่าเป็น “วัดประจำตระกูลของพระยาพหลฯ” และยังว่าเป็น “สถานที่ประชุมลับของคณะราษฎร” มีเรื่องเล่าว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) (ลำดับต่อไปขออนุญาตเรียก “พระยาพหลฯ”) ได้เคยนำคณะราษฎรมาประชุมวางแผนเพื่อทำการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475

พระประธานภายในอุโบสถที่เชื่อกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก[2] จึงออกจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งกว่าวัดใด ๆ เพราะเป็นพระพุทธรูปที่คณะราษฎรเคยมากราบไหว้ขอพรให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวงเมื่อคราวคิดก่อการอภิวัฒน์ พลาดท่าเสียทีจะต้องโทษฐานเป็นกบฏ ตายสถานเดียว ตำนานเรื่องเล่านี้ทำให้พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ได้ชื่อ “มารวิชัย” (พิชิตมาร/ชนะศัตรู)    

 

 

คล้ายคลึงกับที่พระประธานวัดหน้าพระเมรุ อยุธยากรุงเก่า ก็มีตำนานเป็นพระพิชิตมาร จากที่วัดเคยเป็นที่ตั้งของกองทัพพม่าภายใต้พระเจ้าอลองพญาเมื่อคราวมาทำศึกกับอยุธยา ตั้งปืนใหญ่ยิงถล่มพระราชวังอยุธยาอย่างหนักหน่วง โดยที่พระเจ้าอลองพญาทรงบัญชาการยิงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง แต่แล้วปืนที่ยิงตลอดทั้งวันทั้งคืนก็ทนความร้อนไม่ไหว เกิดแตกใส่ฝ่ายพม่าเอง พระเจ้าอลองพญาก็พลอยได้รับบาดเจ็บ พม่าต้องถอยทัพกลับอังวะ กระทั่งพระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคตกลางทาง

“เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์” (Historical Narrative) เมื่อมาผสานเข้ากับ “ความมูเตลู” สถานที่และเรื่องเล่าก็เลยดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น เพราะเหตุการณ์จริงในอดีตถูกนำมาใช้เป็นบทพิสูจน์หรือกรณีตัวอย่างนั่นเอง ส่วนใหญ่ความมูเตลูในลักษณะนี้มักใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของยุคกรุงศรีอยุธยา เพราะวัดที่หลงเหลือมาในรูปโบราณสถานและศิลปวัตถุจำนวนมากสุดในสังคมไทยนั้นเป็นของเกี่ยวข้องกับยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัย 2475 ถึงแม้จะมีเป็นอันมากเช่นกัน แต่สังคมไทยยังไม่ค่อยมีมุมมองที่เห็นค่าหรือให้ความสำคัญมากนัก       

คณะราษฎรที่มาร่วมประชุมวางแผนการลับ ณ วัดแคนอก เมื่อครั้งก่อนจะดำเนินการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จะได้เชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์พิชิตมารของพระประธานวัดนี้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ประเด็นสำหรับในที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จแคล้วคลาดปลอดภัยในวันก่อการของเหล่าคณะราษฎร เมื่อชาวชุมชนวัดแคนอกตลอดจนชาวเมืองนนทบุรีมารู้ภายหลังว่าพวกเขาเหล่านั้นมาประชุมกันที่วัดแคนอก ก็ทำให้เกิดความเลื่อมใสและเชื่อว่าเป็นพุทธคุณของพระประธานวัดในชุมชนตนนั่นเองไปด้วย ดังนั้น ในความเชื่อเรื่องนี้ที่มีต่อพระประธานวัดแคนอกจึงมีประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์เคลือบแฝงอยู่ในนั้นโดยนัย ไม่ใช่เรื่องไร้สาระไปเสียทั้งหมด   

เมื่อไปเยี่ยมชมวัด ก็จะเห็นว่าวัดมีสิ่งสำคัญที่เรียกว่า “หอระฆังพหลโยธิน” ข้างวัดคนละฝั่งถนนติดกันทางตอนเหนือ ยังเป็นที่ตั้งของ “โรงเรียนวัดแคนอก (คณะราษฎรบำรุง ๑)” เป็นโรงเรียนชั้นประถมศึกษา ซอยอันที่ตั้งของวัดและโรงเรียนก็ยังมีชื่อว่า “ซอยแนบ พหลโยธิน” ซึ่งเป็นชื่อของคณะราษฎรคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระยาพหลฯ และเป็นสมาชิกคณะราษฎรตั้งแต่เมื่อแรกก่อตั้งที่กรุงปารีสอีกด้วย 

บทความอาจารย์ปฐมพงษ์ได้นำพาให้รู้จักตำนานเรื่องเล่าของวัด ซึ่งสะท้อนมุมมองและความทรงจำของชาวบ้านในพื้นที่ที่วัดประจำชุมชนของพวกเขามีต่อความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างการอภิวัฒน์สยาม 2475 ถึงแม้ว่ารูปแบบสถาปัตย์ภายในของวัดจะมีสิ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้อง แต่ในแง่การศึกษาทางประวัติศาสตร์แล้ว การที่ยังไม่มีการนำเสนอข้อมูลในรูปหลักฐานลายลักษณ์อักษรก็เป็นข้อจำกัด

แน่นอนผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าการศึกษาจากตำนานเรื่องเล่าไม่สำคัญ ตรงข้ามสำคัญมากเพราะจะสะท้อนแง่มุมทางความทรงจำรับรู้ของคนในระดับรากหญ้าหรือชาวบ้านในพื้นที่ งานประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) ทำกันน้อย แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาจากหลักฐานทางเอกสารก็มีความสำคัญที่จะช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลจากความทรงจำเรื่องเล่าได้อีกต่อหนึ่ง มีหลักฐานมากพอที่จะยืนยันถึงข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ แต่ในทางวิชาการประวัติศาสตร์ จะหยุดอยู่เพียงการพิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้ ยังต้องไปต่ออีกมาก

ในที่นี้ผู้เขียนจะขยายต่อยอดการศึกษาที่มิตรสหายท่านนี้ได้ริเริ่มบุกเบิกเอาไว้ มาสู่การอภิปรายจากหลักฐานเอกสารลายลักษณ์อักษร เพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า เพราะเหตุใด ทำไม วัดแคนอกจึงเป็นสถานที่หนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรติเช่นนั้น?

 

(2) วัดแคนอก นนทบุรี & ประวัติศาสตร์นิพนธ์สองกระแส (ส่วนกลาง vs. ท้องถิ่น) 

ในชั้นแรก เอกสารของกรมการศาสนา ได้ให้รายละเอียดว่า วัดแคนอกเป็นวัดเก่ามีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 สร้างเมื่อ พ.ศ. 2358 สิ่งสำคัญที่เอกสารกรมการศาสนาให้ความสำคัญก็คือพระประธานในพระอุโบสถ ระบุเป็นพระพุทธรูปเก่าสมัยอยุธยา[3] แต่เมื่อผู้เขียนได้ไปดูเห็นกับตาตัวเอง จากที่พอมีความรู้อยู่บ้างเล็กน้อย ก็เห็นต่างว่าเป็นพระพุทธรูปตามพุทธศิลป์ที่นิยมสร้างในต้นรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3 ลงมาแล้วมากกว่า

แต่ก็ไม่แน่เพราะเอกสารของกรมการศาสนาระบุข้อมูลไว้ด้วยว่า องค์เดิมเป็นศิลาแลง ที่เห็นภายนอกปัจจุบันเป็นการพอกปูนซีเมนต์ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง องค์เดิมที่อยู่ข้างในอาจเป็นสมัยอยุธยา เพราะการสร้างวัดในรุ่นต้นรัตนโกสินทร์ของย่านนนทบุรีหลายแห่งมีธรรมเนียมนิยมนำเอาพระพุทธรูปสมัยอยุธยามาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดที่สร้างขึ้นใหม่

หลายกรณีที่เป็นวัดสร้างใหม่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็จริง แต่พระประธานกลับมักเป็นพระพุทธรูปเก่าไปกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุเพราะมีผู้สร้างได้ไปเคลื่อนย้ายเอาพระพุทธรูปเก่ามาเป็นประธานเพื่อเป็นเกียรติยศ แสดงถึงความเป็นผู้ดีมีตระกูลเก่าแก่ของผู้สร้าง ยิ่งสำหรับนนทบุรีเป็นเมืองรุ่นสมัยอยุธยาที่ยังมีวิถีชีวิตปรับเปลี่ยนมาเข้ากับยุคร่วมสมัยด้วยแล้ว ยิ่งจะเอาพระพุทธรูปประธานมาใช้กำหนดอายุ (Dating) ของสถานที่วัดไม่ได้   

ส่วนประวัติแรกสร้างและการทำนุบำรุงวัดนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น กรมการศาสนาได้ให้ข้อมูลไว้แต่เพียงว่า “วัดแคนอก สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๕๘ เดิมวัดนี้เป็นวัดรามัญนิกาย ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ การบูรณปฏิสังขรณ์โดยมีนายอำ นางทัด และต่อมามีหลวงชำนิ พระยาศรีสังวรจารุวัฒน์ กับ นางเง็ก แสงประภา วัดนี้ได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๗๘ เมตร ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖”[4]   

น่าเสียดายที่การให้ข้อมูลประวัติโดยกรมการศาสนา สิ้นสุดอยู่เพียงการประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2456 ด้านข้างพระอุโบสถมีเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของนางเง็กและตระกูลแสงประภาอยู่ด้วย นางเง็กและคณะเป็นผู้มีบทบาทในการปฏิสังขรณ์และทำนุบำรุงวัดนี้ในสมัยก่อน 2475 แต่หลังจากเกิดการอภิวัฒน์ไปแล้ว พระยาพหลฯ กับตระกูลพหลโยธิน จะเป็นผู้ทำนุบำรุงวัดนี้แทนในเวลาต่อมา 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 วัดนี้ได้รับความเสียหายไม่น้อย ได้มีการก่อตั้งกองทุนขึ้นเพื่อบูรณะวัดนี้โดยมอบเงินอุดหนุนให้กรมศิลปากรเข้ามาดำเนินการบูรณะ ในครั้งนี้กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้จัดทำซุ้มป้ายประวัติไว้ให้แก่วัด ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุโบสถทางริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันบริเวณนี้กลายเป็นด้านหลังวัด เพราะยึดแนวถนนท่าน้ำนนทบุรี-สนามบินน้ำ เป็นด้านหน้าแทน ป้ายนี้สะท้อนแง่มุมของกรมศิลปากร ได้ให้รายละเอียดประวัติของวัดนี้ไว้ดังนี้: 

“โบราณสถานวัดแคนอก ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ประวัติของวัดเล่ากันว่า สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.๒๓๖๗ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ในชั้นต้นเป็นวัดรามัญนิกาย โดยกลุ่มชาวมอญที่อพยพมาอยู่บริเวณนี้ซึ่งมีพระยารามัญมุนีเป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันสร้างขึ้น

แต่เดิมวัดนี้มีชื่อว่า “วัดแคร่เบ็ญจัน” ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จออกตรวจราชการคณะสงฆ์บริเวณนี้ เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีวัดชื่อ “วัดแค” อยู่ถึง ๒ วัด จึงให้เรียกวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำว่า “วัดแคนอก” และวัดที่อยู่ในสวนชื่อว่า “วัดแคใน” สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่

อุโบสถ หันหน้าเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลักตามคติดั้งเดิม ลักษณะของอุโบสถเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๘.๕๐ เมตร ยาว ๒๓.๕๐ เมตร มีมุขอยู่ทั้งด้านหน้าและหลัง โดยมีประตูเข้าอุโบสถ ผนังละ ๒ ช่องประตู หน้าบันหลักจำไม้เป็นลายดอกพุดตานสลับลายพรรณพฤกษา โดยรอบมีซุ้มเสมาอยู่ทั้ง ๘ ทิศ

เมื่อพิจารณารูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สามารถกำหนดอายุอุโบสถหลังนี้ได้ว่าคงสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการบูรณะอุโบสถหลังนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการบูรณะจากกองทุนตลาดหุ้นร่วมใจช่วยด้วยน้ำท่วม” 

น่าสังเกตว่าในป้ายประวัตินี้ถึงแม้จะให้รายละเอียดไว้พอสมควร แต่กลับไม่เล่าเรื่องบทบาทของพระยาพหลฯ และตระกูลพหลโยธิน ที่มีต่อวัดเอาไว้ด้วย 

แต่ที่นี่เป็นถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ซึ่งมิตรสหายหลายท่านตั้งข้อสังเกตแกมชื่นชมกันอยู่ก็คือว่า เป็นเทศบาลที่ค่อนข้างจะ “แอคทีฟ” เรื่องประวัติศาสตร์จากแง่มุมคนท้องถิ่น สะท้อนความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองของท้องถิ่นในทางที่ถูกที่ควร (คือทางวิชาความรู้)

หลายสถานที่สำคัญจึงมักจะกระทำความ “สุดจัด” โดยการจัดทำป้ายประวัติมาตั้งประกบและประชันขันแข่งอยู่โดยนัยกับป้ายของกรมศิลปากร และก็แน่นอนว่าเทศบาลไม่เพียงให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ยังเป็นข้อมูลที่สามารถจะสอบถามหรือสืบค้นได้ต่อ สำหรับวัดแคนอก เทศบาลได้จัดทำป้ายนี้มาตั้งอยู่ข้างศาลาริมน้ำ คนละฝั่งถนนกับป้ายกรมศิลปากร โดยได้ให้ข้อมูลประวัติวัดมาจนถึงบทบาทของพระยาพหลฯ และคณะราษฎร เอาไว้ดังนี้: 

“วัดแคนอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2367 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดเบ็ญจัน” เป็นวัดที่ชาวรามัญ อันมีพระยารามัญมุนี เป็นหัวหน้า ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้สร้างขึ้น ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดแค”

แต่เนื่องจากวัดแคในเมืองนนทบุรีนั้นมีอยู่ถึง 2 วัด ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงกำหนดให้เรียกชื่อวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำว่า “วัดแคนอก” และวัดที่อยู่ในสวนนั้นว่า “วัดแคใน” เพื่อป้องกันความสับสนในการเรียกชื่อ 

วัดแคนอกเป็นสถานที่ที่คณะราษฎร นำโดย พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำคณะราษฎร ใช้เป็นสถานที่ประชุมลับ ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า หากกระทำการปฏิวัติสำเร็จจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ณ ที่แห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง”

 

 

ข้อมูลของเทศบาลสอดคล้องกับงานของนักประวัติศาสตร์ชาวนนทบุรี เช่น อาจารย์ปฐมพงษ์ สุขเล็ก แต่ไม่ได้ลักลอกงานอาจารย์ท่าน เพราะได้ข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน คือ เรื่องเล่าของคนในชุมชนละแวกย่าน เทศบาลทำงานเกาะติดกับชาวชุมชนบางกระสอมานาน ย่อมเข้าถึงแหล่งข้อมูลนี้ได้ไม่ยาก ประกอบกับก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า “เทศบาล” เป็นการปกครองท้องถิ่นแรก ก่อตั้งขึ้นโดยปรีดี พนมยงค์ สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้รัฐบาลคณะราษฎรที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี 

“เทศบาล” กำเนิดเกิดขึ้นมาโดยเป็นผลสืบเนื่องจากการอภิวัฒน์ 2475 โดยตรง ส่วน “สุขาภิบาล” ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์พยายามเสนอว่าเป็นการปกครองท้องถิ่นแรกของไทยนั้น อันที่จริงนั่นไม่อาจถือเป็นการปกครองท้องถิ่น เพราะสุขาภิบาลยังใช้ระบบแต่งตั้งจากราชสำนัก เป็นเพียง “ของเล่น” ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช สุขาภิบาลไม่ได้มีการจัดการเลือกตั้งให้ราษฎรในท้องถิ่นได้เลือกผู้นำมาบริหารจัดการท้องถิ่นตนเอง “เทศบาล” ต่างหากที่เริ่มต้นจัดการเลือกตั้งในท้องถิ่น 

เมื่อเทศบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นมาจัดทำป้ายประวัติเล่าเรื่องสถานที่สำคัญจากแง่มุมตนเอง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พวกเขาจะเล่าเรื่องยาวมาจนถึงสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นช่วงที่องค์กรท้องถิ่นของพวกเขาได้ถือกำเนิดขึ้นและมีบทบาทบ้างแล้ว 

การที่ท้องถิ่นทำป้ายประวัติมาประกบกับกรมศิลปากรเช่นนี้ นับว่าเป็นกรณีน่าสนใจที่ผู้เขียนอยากให้ชุมชนเมืองประวัติศาสตร์ที่อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อย่างหลายวัดในพื้นที่ทางภาคอีสาน ก็มีทำอะไรแบบนี้ ตัวอย่างกรณีที่กรมศิลปากรนำเสนอว่า “ขอนแก่น” มาจาก “ขามแก่น” แต่ทางวัดขามแก่น ได้ทำป้ายมาให้ข้อมูลต่างว่า ชื่อวัดตนมาจากตำนานเรื่องมะขามแก่น ไม่เกี่ยวอะไรกับเมืองขอนแก่น 

ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ จังหวัดนนทบุรีได้มีการจัดทำหนังสือเผยแพร่ประวัติศาสตร์นนทบุรีออกมาหลายเล่ม หนึ่งในนั้นมี “สมุดภาพนนทบุรี” โดยมี เอนก นาวิกมูล และธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการและเขียนคำบรรยาย “สมุดภาพนนทบุรี” เป็นงานรวบรวมภาพถ่ายเก่าสถานที่สำคัญในจังหวัดนนทบุรี มีวัดแคนอกรวมอยู่ด้วย ในเล่มนี้มีภาพวัดแคนอกอยู่ 3 ภาพ เป็นภาพหอระฆังพหลโยธิน หอไตรกลางน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ข้าง ๆ หอระฆังพหลโยธิน และอุโบสถ โดยได้มีคำบรรยายความสำคัญของอุโบสถหลังนี้ไว้ว่า “เคยใช้เป็นที่ประชุมของคณะราษฎรก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕”[5]

ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นจะต้องมีแง่มุมเดียว ควรมีความหลากหลาย หากมีการนำเสนอทั้งแง่มุมของส่วนกลาง (เช่น กรมการศาสนา และกรมศิลปากร) กับข้อมูลจากคนในท้องถิ่น (เช่น เทศบาล และจังหวัด) จะช่วยเติมเต็มและอุดช่องว่างทางข้อมูลได้ ทำให้ผู้ไปเยี่ยมชมสถานที่ได้รับข้อมูลมากขึ้น ไม่ตกหล่น ไม่ละเลยบทบาทเรื่องราวหรือความสำคัญอย่างใดที่ไม่ควรข้ามผ่านไปได้ 

  

(3) วัดแคนอก เมืองนนทบุรี มีดีอะไร ทำไมพระยาพหลฯ กับคณะราษฎร ถึงมาประชุมลับ ณ ที่แห่งนี้? 

มาถึงคำถามสำคัญสำหรับในที่นี้ ความที่วัดนี้อยู่ในย่านเมืองนนทบุรี ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางมาถึงจากทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้สะดวกสำหรับในสมัยที่ยังคมนาคมทางน้ำกันเป็นหลัก ถนนหนทางยังมีไม่มาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่ที่จัดว่ามีความ “เร้นลับ” ไปจากสายตาของผู้มีอำนาจอยู่พอสมควร เป็นวัดของเครือญาติของพระยาพหลฯ มาแต่เดิม สนิทสนมกับเจ้าอาวาสและผู้นำในชุมชน นอกจากนี้ความที่เป็นศาสนสถาน พระยาพหลฯ ในฐานะผู้นำคณะราษฎร ก็อาจใช้การทำบุญเป็นข้ออ้างในการที่มีญาติมิตรมารวมตัวกันเป็นร้อยได้   

เมื่อ พ.ศ. 2542 กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ” ขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับจัดทำหนังสือเกี่ยวกับ “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัด...” ของคนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ในส่วนของนนทบุรี ได้มีการเรียบเรียงประวัติวัดแคนอกเอาไว้ด้วย โดยในส่วนของประวัติวัดแคนอกนี้ได้มีการมอบหมายให้ครูโรงเรียนวัดแคนอกกับพระภิกษุวัดแคนอก เรียบเรียงส่งไปให้คณะกรรมการฯ

 

 

ในหนังสือ “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดนนทบุรี” ได้ระบุข้อมูลเพื่อตอบคำถามที่ว่า ทำไมพระยาพหลฯ กับคณะราษฎร ถึงมาจัดการประชุมลับที่วัดแคนอก โดยในเล่มดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงความสำคัญของวัดแคนอก ว่าเป็นเพราะทำเลที่ตั้งมีความเป็นสิริมงคล โดยอ้างว่าพระยาพหลฯ ก็มีความเชื่อในเรื่องนี้ และด้วยทำเลของวัดประกอบกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระประธานในพระอุโบสถ ทำให้พระยาพหลฯ กับคณะราษฎรได้รับชัยชนะในการอภิวัฒน์ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ     

หนังสือเล่มนี้ได้ระบุถึง “สถานที่คณะราษฎรประชุมวางแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ พ.ศ.๒๔๗๕ ที่วัดแคนอก” ดังความต่อไปนี้: 

“เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร นำสมาชิกของคณะราษฎรมาประชุมกันที่พระอุโบสถวัดแคนอก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งตะวันออก) ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวง ตั้งสัตอธิษฐานและวางแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย

สาเหตุที่เลือกพระอุโบสถวัดแคนอกเป็นสถานที่ประชุมวางแผนการปฏิวัติ เพราะทำเลที่ตั้งวัดมีความเป็นสิริมงคล ตั้งอยู่ระยะที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลทอดตัวตรง สามารถมองเห็นเกาะเกร็ดได้อย่างชัดเจน ทำให้พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แปลความหมายของสถานที่แห่งนี้ในทางที่เป็นสิริมงคล ๒ ประการ คือ 

ประการที่ ๑ สถานที่ตั้งวัดแคนอกเปรียบเสมือนส่วนที่เป็นหัวมังกร เกาะเกร็ดเป็นท้องมังกร หัวมังกรมีความหมายถึง สัญลักษณ์นักบริหาร และการบัญชาการ

ประการที่ ๒ สถานที่ตั้งวัดแคนอกอยู่ในระยะที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลทอดตัวตรง มีความหมายถึงความซื่อสัตย์ต่อกันของสมาชิก กลุ่มคณะราษฎรที่กำลังจะคิดวางแผนทำการที่ยิ่งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในครั้งนั้นได้ประสบผลสำเร็จ ไม่เสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด

ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๗๘ คณะราษฎรจึงได้มาทำการทะนุบำรุงสถานที่ต่าง ๆ ของวัดแคนอก เพื่อเป็นอนุสรณ์ ดังนี้

สร้างโรงเรียนวัดแคนอก ตั้งชื่อว่า โรงเรียนวัดแคนอก คณะราษฎรบำรุง

สร้างหอระฆัง เป็นรูปมณฑปล้อมรอบเป็นสี่ทิศ หมายถึง การป้องกันอันตรายต่าง ๆ เนื่องจากเคยชนะในการปฏิวัติด้วยปืน ด้วยหอกดาบ อีกไม่นานอาวุธเหล่านี้อาจจะคืนสนอง จึงต้องสร้างหอระฆังในรูปแบบดังกล่าว และเมื่อพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ลูกหลานได้นำอัฐิมาบรรจุไว้ที่หอระฆังแห่งนี้”[6] 

นอกจากเป็นสถานที่จัดการประชุมลับวางแผนคิดก่อการอภิวัฒน์แล้ว ของสองสิ่งที่คณะราษฎรมาสร้างไว้ให้แก่วัดนี้ ก็นับว่ามีความโดดเด่นน่าสนใจไม่น้อย ถือเป็น “มรดกของคณะราษฎร” ด้วยเหมือนกัน คือ “โรงเรียนวัดแคนอก” ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑” เป็นโรงเรียนสำหรับจัดการเรียนการสอนชั้นประถมศึกษาแห่งแรกที่ก่อตั้งโดยคณะราษฎร เมื่อพ.ศ. 2476 และสถาปัตยกรรมอันสุดแสนจะโดดเด่น เช่น “หอระฆังพหลโยธิน” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2478

 

(4) การสร้าง “โรงเรียนวัดแคนอก” (คณะราษฎรบำรุง ๑) กับ “หลักการศึกษา” ของคณะราษฎร

โรงเรียนประชาบาลวัดแคนอก เป็นโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงแห่งแรก เท่าที่ผู้เขียนจดจำรำลึกได้ โรงเรียนแบบนี้ที่ยังอยู่ถึงปัจจุบันมี “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงปทุมธานี” “โรงเรียนสตรีชัยนาท (คณะราษฎรบำรุง)” “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา” เป็นต้น

ในจำนวนนี้บางโรงเรียนเป็นการบูรณะซ่อมแซมอาคารเรียน (เช่น โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา) บางโรงเรียนสร้างใหม่ในสมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ (เช่น โรงเรียนวัดคณะราษฎรบำรุง ๑ (วัดแคนอก) โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงปทุมธานี) บางแห่งย้ายที่ตั้งและเปลี่ยนชื่อใหม่ เช่น “โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า” ที่อยุธยากรุงเก่า เปลี่ยนมาเป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย” (อยว.) บางแห่งก็ใช้ชื่อผู้ก่อการโดยตรงก็มี เช่น “โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์” ที่เขตดินแดง “โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์” ที่เขตลาดพร้าว หรืออย่าง “โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย” ที่ลพบุรี เป็นต้น   

 

 

น่าสังเกตว่า โรงเรียนเหล่านี้ในชั้นหลังกลายเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด กรณีนนทบุรีในส่วนนี้ก็ยกเว้นโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑ (วัดแคนอก) ที่ยังคงเป็นโรงเรียนระดับชุมชน (ย่านตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี) แต่นั่นก็เป็นช่วงหลังจากที่มีการสร้างโรงเรียนวัดเขมาภิรตารามและโรงเรียนสตรีนนทบุรีในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก่อนหน้านั้นโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑ (วัดแคนอก) ก็มีความสำคัญระดับประจำจังหวัดเช่นกัน   

อนึ่ง ที่ผ่านมายังไม่มีใครศึกษาการก่อตั้งโรงเรียนประถมและมัธยมในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ก่อตั้งขึ้นในต่างจังหวัด ทั้งนี้คงเพราะนักวิชาการที่สนใจคณะราษฎรส่วนใหญ่ยังมีมุมมองแบบ “กรุงเทพเป็นศูนย์กลาง” ข้อมูลท้องถิ่นที่มีอยู่เป็นอันมาก จึงยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ศึกษาวิเคราะห์ตามที่ควร

ในส่วนของการก่อตั้งโรงเรียนวัดแคนอก (คณะราษฎรบำรุง ๑) นี้มีเอกสารที่ผู้เขียนค้นพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.)[7] เป็นหนังสือราชการของสโมสรคณะราษฎร ลงนามโดยพระยาอภัยรณฤทธิ์ นายกกรรมการอำนวยการสโมสรคณะราษฎร เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ สำหรับเรียนเชิญเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ไปเป็นประธานในพิธีเปิด “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง” ณ วัดแคนอก ในวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ใจความสำคัญตามเอกสารข้างต้นนี้มีดังความต่อไปนี้:       

 

 

(ตราสัญลักษณ์สโมสรคณะราษฎร)

ที่ น. ๓๐๔/๗๖

สโมสรคณะราษฎร   
พระราชอุทยานสราญรมย์

วันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ 

นายกกรรมการอำนวยการสโมสรคณะราษฎร เรียน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ

ตามหนังสือเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการลงวันที่ ๓๐ กันยายน ศกนี้ ว่าใต้เท้าตกลงรับเชิญไปในงานพิธีเปิดโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑ ณ วัดแคนอก จังหวัดนนทบุรี ได้ในวันจันทร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ศกนี้ และขอทราบกำหนดเวลามานั้น ผมได้รับทราบแล้วด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เรื่องกำหนดเวลา สโมสรได้ตกลงกำหนดว่า ในวันจันทร์ที่ ๑๖ ตุลาคมนั้น เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา สวดมนต์ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ทำพิธีเปิดโรงเรียน จึ่งเรียนมาเพื่อทราบ. 

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด   
(ลงนาม) พระยาอภัยรณฤทธิ์   
นายกกรรมการอำนวยการฯ

 

หมายเหตุ: เอกสารนี้ยังมีลายมือเขียนระบุข้างใต้เอกสารว่า “ขอประทานเรียนว่า เดิน (ทาง) เวลา ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที จากปากคลองตลาด” ลงนามผู้เขียนข้อความนี้คือ “หลวงพิพัฒน์พัสดุการ” ลงเวลา ๓. ๗. ๗๖ (วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๖) 

 

จากเอกสารข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า เดิมโรงเรียนนี้มีชื่อเป็นทางการว่า “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง” แต่เป็นธรรมดาที่การก่อตั้งโรงเรียนสมัยนั้นจะอาศัยที่ดินของวัด เพราะวัดเป็นสถานศึกษามาแต่เดิมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ในช่วงหลัง 2475 คณะราษฎรพยายามปรับเปลี่ยนตรงนี้ คือให้วัดกับโรงเรียนแยกกัน เกิดแนวคิดก่อตั้งโรงเรียนแบบ “โรงเรียนบ้าน...” หรือ “โรงเรียนตำบล...”

แต่เรื่องนี้ก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะราษฎรทำไม่สำเร็จ สุดท้ายหลายโรงเรียนหวนกลับไปใช้ “โรงเรียนวัด...” ไม่ใช่ “โรงเรียนบ้าน...” หรือ “โรงเรียนตำบล...” แต่อย่างไรก็ตาม กรณีที่เป็นโรงเรียนสร้างใหม่ ไม่ได้อาศัยที่ดินวัด ในชั้นหลังก็เป็น “โรงเรียนบ้าน...” คือเป็นโรงเรียนประจำชุมชนหมู่บ้าน 

จากที่เอกสารระบุวันทำพิธีเปิดเป็นวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ก็เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนในแง่ว่า วันที่ 16 ตุลาคม ถือเป็นวันเกิดของโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑ อีกทั้งวันที่ 16 ตุลาคม ยังถือได้ว่าเป็นวันเปิดศักราชของการกำเนิดการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาในยุคสมัยคณะราษฎรอีกด้วย

การก่อตั้งโรงเรียนของคณะราษฎร เป็นไปโดยสอดคล้องกับ “หลักการศึกษา” ซึ่งเป็น 1 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ยังมีตัวบทกำหนดให้เมื่อราษฎรได้มีการศึกษาชั้นประถมเกินกึ่งหนึ่งแล้ว จะต้องจัดให้มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ 

เมื่อพูดถึงสิ่งที่คณะราษฎรทำเพื่อให้เป็นไปตามหลักการศึกษาข้างต้นนี้ เรามักนึกถึงการยุบโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมเดิมมาก่อตั้งเป็น “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (ม.ธ.ก.) แต่ที่จริงรัฐบาลคณะราษฎรตั้งแต่สมัยพระยาพหลฯ จนถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่างก็ให้ความสำคัญแก่การศึกษาระดับชั้นประถมและมัธยม มีการสร้างโรงเรียนทั้งสองระดับชั้นเรียนนั้นมากในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ที่สำคัญส่วนใหญ่โรงเรียนที่สร้างในสมัยนี้มักตั้งอยู่ในหัวเมืองต่างจังหวัด เพราะตระหนักดีว่า “เสียงส่วนใหญ่” ของประเทศนั้นอยู่ที่ต่างจังหวัด     

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การมอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ต้องเลื่อนมาจนถึง พ.ศ. 2489 ในสมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 นำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญไทยฉบับที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา[8]

 

(5) “หอระฆังพหลโยธิน 2478” มรดกคณะราษฎรอีกแห่งหนึ่งในเมืองนนทบุรี

“หอระฆังพหลโยธิน” วัดแคนอก เป็นอนุสรณ์สำคัญของพระยาพหลฯ ก่อนที่จะมี “ถนนพหลโยธิน” และ “บ้านพระยาพหลฯ” ที่ลพบุรีและเชียงราย ก่อตั้งตั้งแต่สมัยที่พระยาพหลฯ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ แต่ผู้ที่มีบทบาทในการก่อตั้งชั้นแรก ๆ คือ “สโมสรคณะราษฎร” ที่ได้ดำเนินการเรี่ยไรเงินบริจาคจากคณะราษฎร สำหรับมาทำนุบำรุงวัดแคนอกและสร้างสิ่งอันเป็นอนุสรณ์สำคัญถวายวัดอันเคยเป็นสถานที่ประชุมลับ ในคราวเดียวกับที่เริ่มสร้างโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑ ขึ้นที่วัดแคนอก ตั้งแต่เมื่อพ.ศ. 2476[9]

 

 

ต่อมาเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) กระทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 การสร้างหอระฆังนี้รวมถึงงานอื่น ๆ ในนามของสโมสรคณะราษฎร ได้หยุดชะงักไปชั่วคราว แต่พระยาพหลฯ กับหลวงพิบูลสงครามได้นำกำลังมายึดอำนาจคืนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลฯ เข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลฯ ได้รับการโหวตเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย พระยาพหลฯ กับคนในตระกูลพหลโยธินได้สร้างต่อมาจนแล้วเสร็จในอีก 2 ปีต่อมา   

“หอระฆังพหลโยธิน 2478” สร้างอย่างมั่นคงแข็งแรง ยังใช้งานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นของสำคัญสำหรับชุมชนวัดแคนอก อย่างไรก็ตามนอกจากเป็นหอระฆังประจำวัดแล้ว หอระฆังนี้ยังเป็นที่บรรจุอัฐิของพระยาพหลฯ และคนในตระกูลพหลโยธินอีกด้วย

 

 

อนึ่ง อัฐิพระยาพหลฯ ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก นำไปบรรจุไว้ที่พระบรมธาตุเจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ส่วนที่สอง นำไปบรรจุไว้ที่วัดถาวรวราราม ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี และส่วนที่สาม นำมาบรรจุไว้ที่หอระฆังวัดแคนอก ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 

“หอระฆังพหลโยธิน” มีรูปลักษณ์เป็นมณฑปขนาดย่อม มีมณฑปประจำสี่มุมทิศ คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากวัดมณฑป เกาะลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงเดียวกับที่มีการสร้างหอระฆังวัดแคนอกนี้

ด้านหน้าของหอระฆัง มีข้อความระบุว่า “ตระกูลพหลโยธิน สร้าง พ.ศ.๒๔๗๘” (สมัยที่พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี)

 

 

ด้านหลังมีช่องระบายอากาศทำเป็นรูปธรรมจักร แบบเดียวกับฉากหลักของตราสัญลักษณ์ ม.ธ.ก. (มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง) แต่ตรา ม.ธ.ก. มีการเพิ่มรูปพานรัฐธรรมนูญอยู่ตรงหน้า

 

 

รายนามอัฐิที่บรรจุไว้ ณ หอระฆังนี้มีดังนี้

  • พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์)
  • นายวิชาญ พหลโยธิน
  • พ.ต.อ.หญิง ปฐม พหลโยธิน
  • นายแนบ คุณหญิงสะไบ พหลโยธิน
  • คุณธนี พหลโยธิน

นอกจากนี้ ยังมีรายนามบนผนังหอระฆังชั้นบน ๒ แผ่น (ไม่ได้บรรจุอัฐิ)

แผ่นที่ ๑ มีรายนามดังนี้

  • เจ้ากัญญา (ณ หลวงพระบาง)
  • คุณไปล่ พหลโยธิน
  • คุณกราย พหลโยธิน สมานนท์
  • คุณยล สมานนท์
  • คุณยิน สมานนท์
  • คุณเยาว์ สมานนท์
  • คุณสัตล์ นุตะเสน   

แผ่นที่ ๒ มีรายนามดังนี้

  • จมื่นสุรฤทธิ พฤฒิไกร (ฝั่ง)
  • นางติ้ว (ไม่ระบุนามสกุล)
  • พระอินทรเทพ (คุ้น)
  • หลวงอนุสรนนทิกิจ (ชด)
  • นายจิตต์ชาย พหลโยธิน
  • นางประสะนี พหลโยธิน
  • นายนึกรัก พหลโยธิน
  • นายวิชาญ พหลโยธิน

อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกใช้งานเป็นที่บรรจุอัฐิของพระยาพหลฯ กับคนในตระกูลพหลโยธิน แต่หอระฆังนี้ก็ไม่ใช่แค่ที่บรรจุอัฐิของคนตระกูลพหลโยธินเท่านั้น หากแต่ยังถือได้ว่าเป็นอนุสรณ์ของคณะราษฎรด้วย เพราะนอกจากพระยาพหลฯ กับแนบ พหลโยธิน ซึ่งเป็นคณะราษฎรแล้ว คณะราษฎรคนอื่น ๆ ยังรู้จักและเกี่ยวข้องกับวัดนี้ด้วยในแง่ที่เคยใช้เป็นสถานที่ประชุมลับ อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร (มีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี) อีกด้วย

 

 

 

ด้วยเหตุดังนี้ “หอระฆังพหลโยธิน” ที่ตั้งอยู่วัดแคนอกนี้ จึงถือได้ว่าเป็น “มรดกของคณะราษฎร” และหรือ “มรดกของการอภิวัฒน์ 2475” อีกแห่งหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเพียงวัดประจำตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

อนึ่ง ขอให้สังเกตด้วยว่า รูปแบบการสร้างมณฑปยอดแหลมสี่มุมทิศแบบหอระฆังวัดแคนอกนี้ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสำคัญสมัยคณะราษฎรที่อื่นด้วย ดังจะเห็นได้จาก “อนุสาวรีย์ปราบขบถ” ที่แยกหลักสี่ บางเขน สร้างในช่วงไล่เลี่ยกัน และ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” กับ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ที่สร้างในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี   

 

(๖) บทสรุปและส่งท้าย

จากประวัติความสำคัญดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า วัดแคนอก ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นอกจากเป็น “วัดประจำตระกูลพหลโยธิน” เพราะเป็นวัดที่มีการบรรจุอัฐิพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และคนในตระกูลพหลโยธิน แล้วยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับคณะราษฎร เพราะมีหลักฐานจากหลายแหล่งทั้งในรูปเอกสารลายลักษณ์อักษรและตำนานความทรงจำของคนในท้องถิ่น (ยกเว้นหลักฐานของส่วนกลางที่มีอคติต่อบทบาทคณะราษฎร) ต่างก็ระบุตรงกันว่า วัดแคนอกนี้เคยใช้งานเป็นสถานที่ประชุมลับของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย

วัดนี้จึงเป็นอนุสรณ์สำคัญของการอภิวัฒน์ 2475 นอกจากนี้ยังเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรที่สำคัญและโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกแห่งหนึ่ง คือ “หอระฆังพหลโยธิน” และใกล้ชิดติดกันยังมี “โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๑” (ปัจจุบันนี้ชื่อ “โรงเรียนวัดแคนอก (คณะราษฎรบำรุง ๑)”) ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นอนุสรณ์และมรดกสำคัญของยุคสมัยคณะราษฎรเช่นเดียวกัน ผู้เขียนเคยกล่าวไว้หลายแห่งแล้วว่า มรดกคณะราษฎรมีอยู่ที่ต่างจังหวัดเป็นอันมาก ไม่มีวันที่ใครจะตามทุบทิ้งได้หมดหรอก แต่ไม่ใช่เรื่องจะมาท้าทายอะไรกันในเรื่องแบบนี้

 

 

สถานที่ประชุมวางแผนก่อการของคณะราษฎรคงมีหลายที่ เคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีการประชุมวางแผนกันถึง 8 ครั้ง การประชุมที่วัดแคนอกทำกันกี่ครั้ง ครั้งที่เท่าไหร่ใน 8 ครั้งนั้นบ้าง ยังเป็นเรื่องไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่เชื่อแน่ได้ว่า ในจำนวน 8 ครั้งนั้น ครั้งที่วัดแคนอกเป็นครั้งสำคัญในการคิดวางแผนการต่างๆ ด้วยเป็นแน่ เผลอ ๆ อาจเป็นครั้งหลังสุดก่อนจะดำเนินการในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

ดังที่พระยาพหลฯ ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้แก่กุหลาบ สายประดิษฐ์[10] และจากที่ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยมีบันทึกไว้[11] “วันก่อการ” ได้มีการเลื่อนและเปลี่ยนแปลงแผนการกันหลายครั้ง กว่าจะตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เท่านั้น เลื่อนไปเป็นวันอื่นไม่ได้แล้ว เพราะเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จไปประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นวันอื่นอาจทำได้ยากและคาดว่าจะมีการนองเลือดกันเกิดขึ้นได้ง่าย   

อนึ่ง ประวัติการก่อตั้งคณะราษฎร คล้ายคลึง กับ คณะ ร.ศ.130 อยู่อย่างตรงที่ “พี่ใหญ่” คือพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่แรกตั้ง แรกตั้งนั้นเป็นการรวมตัวกันของนักเรียนนอกที่กรุงปารีส เวลานั้นพระยาพหลฯ เรียนจบจากเยอรมนี กลับมารับราชการอยู่ที่สยามแล้ว แต่พระยาพหลฯ เป็นคนอาวุโสที่คณะราษฎรเชิญมาเป็นหัวหน้าคณะ ทั้งนี้นายแนบ พหลโยธิน หลานคนหนึ่งของพระยาพหลฯ[12] ได้เข้าร่วมตั้งแต่ที่กรุงปารีสแล้ว

ลักษณะการก่อตั้งและการเชิญบุคคลเข้าร่วมเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการเช่นนี้ คล้ายคลึงกับคณะร.ศ.130 ในแง่ที่เหรียญ ศรีจันทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งคณะร.ศ.130 คนแรก ๆ ได้ไปเชิญขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) พี่ชายมาเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ เป็นบุคคลที่คนในคณะผู้ก่อการต่างให้ความยอมรับและเคารพนับถือ[13]

“แนบ พหลโยธิน” มีส่วนอย่างมากในการใช้วัดแคนอกเป็นสถานที่ประชุมลับ และเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำนุบำรุงชุมชนวัดแคนอก เพราะเป็นผู้มีฐานะมั่งมีกว่าใครในคณะราษฎร จนกระทั่งสมาชิกคณะราษฎรได้วางบทบาทหน้าที่ให้แนบรับหน้าที่เป็นกองหลัง หากพลาดพลั้งเสียทีถูกจับกุมได้ ให้แนบคอยดูแลช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของคณะราษฎรท่านอื่น ๆ

ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนจากท่าน้ำนนทบุรีไปยังสนามบินน้ำ ผ่านด้านหลังของวัดแคนอกทางทิศตะวันออก และมีการตัดถนนเล็กเป็นทางเข้าซอยเชื่อมระหว่างถนนท่าน้ำนนทบุรี-สนามบินน้ำ กับวัดแคนอกที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านได้ตั้งชื่อซอยนี้เป็นเกียรติแก่แนบว่า “ซอยแนบ พหลโยธิน”[14]

เราไม่อาจทราบว่า หากไม่มีการอภิวัฒน์ 2475 พระยาพหลฯ จะเป็นเช่นไร พระยาพหลฯ อาจเป็นเพียงนายทหารผู้หนึ่งที่มีชีวิตราบเรียบ สันโดษ และสมถะ เป็นนักนิยมไพรในวันหยุดราชการ ออกท่องป่าอยู่แถวเมืองกาญจนบุรี หรืออาจผนวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดใดวัดหนึ่ง เพราะพระยาพหลฯ นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนามากผู้หนึ่ง   

อย่างไรก็ตาม บทบาทของพระยาพหลฯ เมื่อได้รับเชิญให้เข้าร่วมในคณะผู้ก่อการนั้นคือ “พี่ใหญ่” ผู้สร้างความปรองดองในหมู่คณะผู้ก่อการ โดยเฉพาะระหว่างคณะราษฎรสายทหารบก นำโดย นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีดตะสังคะ) กับคณะราษฎรสายพลเรือนและทหารเรือ นำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์), และหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เป็นต้น   

ที่จัดว่าเป็นตลกร้ายขั้นสุดเลยก็คือการได้แนวร่วมมุมกลับ จากการที่นักเรียนเยอรมันรุ่นพี่ท่านหนึ่งของพระยาพหลฯ คือ “พระองค์เจ้าบวรเดช” เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพระปกเกล้าฯ ทรงถูกกดดันจนต้องลาออกจากราชการ ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้นำก่อการอภิวัฒน์ และในคณะราษฎรก็มีแนวคิดที่จะเชิญพระองค์เจ้าบวรเดชมาเป็นผู้นำด้วย แต่ถูกปรีดี พนมยงค์ และสายพลเรือนคัดค้าน เพราะเห็นว่าพระองค์เจ้าบวรเดชมีแนวโน้มที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร ลูกน้องเก่าของพระองค์ท่านหนึ่งคือนายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) ก็ยืนยันตามนั้น จึงไม่ได้เชิญพระองค์เจ้าบวรเดชเข้าร่วม

แต่อย่างไรก็ตาม มีเรื่องเล่าว่าในช่วงไม่นานก่อนหน้าจะก่อการอภิวัฒน์ พระยาพหลฯ ได้เคยเข้าเฝ้าพระองค์เจ้าบวรเดช ความที่เป็นคนคุ้นเคยกันมาก่อน เพราะเป็นรุ่นพี่-รุ่นน้อง นักเรียนนอกสายเยอรมันมาด้วยกัน พระยาพหลฯ เคยทูลถามพระองค์เจ้าบวรเดชว่า “ถ้าจะยึด (ขึ้นมาจริง ๆ) ให้ได้ง่าย ๆ เงียบ ๆ จะทำอย่างไรดี” พระองค์ตอบทันทีว่า “มันจะยากอะไร ก็จับเจ้านายสูง ๆ จับนายพลสำคัญ ๆ ไปเก็บไว้ต่อรองก็สิ้นเรื่อง” แล้วก็รับสั่งราวกับทรงล่วงรู้ว่าพระยาพหลฯ กับพวกพ้องกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ จึงทรงตรัสบอกว่า “ฝ่ายพรรคพวกของเราจะรักษาสัจจะวาจาได้แค่ไหน หัวใจมันอยู่ตรงนี้แหล่ะ” ทั้งนี้ความผิดพลาดของคณะ ร.ศ.130 ที่มีคนในคณะนำเอาเรื่องไปแพร่งพรายทำให้ถูกจับกันเสียก่อนจะลงมือก่อการ เป็นบทเรียนสำคัญที่คณะราษฎรและผู้คิดจะก่อการต่างก็รู้ดี[15]

หลังจากคิดการวางแผนกันเป็นอย่างดีแล้ว ในเช้ามืดย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นายทหารผู้หนึ่งตื่นขึ้นกลางดึกในเวลาตี 3 แต่งกายเครื่องแบบทหารเต็มยศ บอกลาภรรยา (ท่านผู้หญิงบุญหลง)[16] แล้วออกจากบ้าน เดินทางไปกับเพื่อนในคณะ (คือพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)) ที่ขับรถยนต์มารับถึงหน้าบ้านตอนตี 4 ไปพากำลังพลออกปฏิบัติการตามแผนการที่วางไว้[17]

เมื่อดำเนินการจับกุมบุคคลสำคัญในรัฐบาลพระปกเกล้าฯ ได้ครบหมดทุกคนแล้ว เขากับเพื่อนในคณะก็ไปที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ชายร่างท้วมแต่ท่าทางองอาจผู้หนึ่งได้ก้าวเท้าขึ้นไปยืนบนรถคันหนึ่ง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงนำเอากระดาษใบหนึ่งออกมาอ่านประกาศให้ทราบทั่วกัน กระดาษซึ่งร่างไว้ให้โดยมิตรผู้เปรียบเสมือน “มันสมอง” ของคณะนั้น (คือปรีดี พนมยงค์)

ชายร่างท้วมผู้อาวุโสสุดในคณะนั้น ปกติเขาเป็นคนวาจาอ่อนหวานนุ่มนวล เสียงเบา และนิสัยชอบคุยตลกขบขัน แต่วันนั้นคำประกาศอย่างเคร่งเครียดขึงขังของเขาดังกังวานก้องไกล แม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ก็ล้วนแต่ได้รับผลสะเทือนจากคำประกาศของเขาในเช้าวันนั้น เพราะเขาคือ “พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)” ผู้นำคณะราษฎร หลังจากวันนั้นมาชื่อของเขาก็เป็นที่จดจารึกในฐานะผู้นำคณะก่อการอภิวัฒน์ 2475     

หลายปีต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2490 พระยาพหลฯ ได้ล้มป่วยจนต้องออกเดินทางไกล “ไปสู่ที่ชอบ” ซึ่งสำหรับพระยาพหลฯ ในฐานะที่เป็นนักนิยมไพรตัวยง “ที่ชอบ” นั้นย่อมเป็นป่าใหญ่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา อัฐิธาตุของพระยาพหลฯ ถูกแบ่งเป็นสามส่วนดังนี้:

ส่วนที่หนึ่ง นำไปบรรจุอยู่กับผองเพื่อนผู้ร่วมก่อการคณะราษฎรที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ

ส่วนที่สอง นำไปบรรจุอยู่กับ “พ่อตา” ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุคือ “เจ้าคุณวิสุทธิรังสี” หรือ “หลวงพ่อเปลี่ยน” (เปลี่ยน ธนะโสภณ) และญาติพี่น้องฝ่ายภรรยา (ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา) ณ วัดถาวรวราราม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนสุดท้าย ได้นำกลับไปสถิตอยู่ ณ สถานที่ตั้งต้นการเดินทางเที่ยวท่องล่องป่าไพรที่ชื่อ “ระบอบประชาธิปไตยเสรี” ณ ที่วัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งของย่านเมืองนนทบุรี   

 

 

เชิงอรรถ

[1] ปฐมพงษ์ สุขเล็ก. “พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร กับ “หอระฆังวัดแคนอก” ตำนานท้องถิ่นที่มีเค้ามูล” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๘ (มิถุนายน ๒๕๕๕), หน้า ๗๔-๘๑.

[2] ถึงแม้จะมีคติถือว่า ทิศตะวันตกเป็นทิศแห่งความตาย อวมงคล แต่สำหรับกรณีวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในอดีต ก็มีการอนุโลมให้หันโบสถ์วิหาร พระพุทธรูป ตลอดจนบ้านเรือน ไปทางทิศตะวันตกได้

[3] กรมการศาสนา. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๒. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๖), หน้า ๓๙๑-๓๙๒.

[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๙๑.

[5] เอนก นาวิกมูล และธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ (บก.). สมุดภาพนนทบุรี. (นนทบุรี: วัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี, ๒๕๖๑), หน้า ๖๘.

[6] คณะกรรมการประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดนนทบุรี. (กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๒), หน้า ๙๓-๙๔.

[7] หจช. (๒) ศธ. ๒๖/๘๓๖ กำหนดเวลาในการพิธีเปิดโรงเรียนคณะราษฎร ๑ (๒ ตุลาคม ๒๔๗๖).

[8] ดูรายละเอียดใน กำพล จำปาพันธ์.“การแก้ไข “รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475” สมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี” https://pridi.or.th/th/content/2026/02/2776 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569).

[9] หจช. (๒) ศธ. ๒๖/๘๓๖ กำหนดเวลาในการพิธีเปิดโรงเรียนคณะราษฎร ๑ (๒ ตุลาคม ๒๔๗๖).

[10] กุหลาบ สายประดิษฐ์. เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ: สนพ.มิ่งมิตร, ๒๕๔๓ (พิมพ์ครั้งแรกโดยสนพ.สุภาพบุรุษ พ.ศ.๒๔๘๔).

[11] ปรีดี พนมยงค์. คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน. กรุงเทพฯ: โครงการจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่เกียรติคุณรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๔๒; อีกเรื่องใน ปรีดี พนมยงค์. บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๖๕.

[12] นายแนบ พหลโยธิน เป็นบุตรชายของพลโท พระยาพหลโยธินรามินทรภักดี (นพ พหลโยธิน) พี่ชายของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พระยาพหลฯ จึงเป็น “อา” ของแนบ

[13] ดูรายละเอียดในเล่มที่ยังคงถือได้ว่าศึกษากบฏ ร.ศ.๑๓๐ ไว้อย่างดีที่สุดคือ อัจฉราพร กมุทพิสมัย. กบฏ ร.ศ.๑๓๐ กบฏเพื่อประชาธิปไตย แนวคิดทหารใหม่. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์วิชาการ, ๒๕๔๐.

[14] บริเวณท้ายซอยนี้หัวมุมต่อกันระหว่างวัดแคนอก โรงเรียนวัดแคนอก และท่าน้ำวัดแคนอก เคยเป็นที่ตั้งของ “ตลาดน้ำวัดแคนอก” ที่เคยคึกคักมีชีวิตชีวาแห่งหนึ่งของย่านเมืองนนทบุรี แต่ปัจจุบันหลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมา ตลาดก็ซบเซาลงมากจนต้องเลิกไป

[15] ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน กำพล จำปาพันธ์. “11 ปีแรกเริ่มของ “เด็กชายปรีดี” (ปรีดี พนมยงค์) กับ ขบวนการเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 (พ.ศ.2454) ที่อยุธยากรุงเก่า” https://field-feel.com/pridi-phanomyong-and-rs130 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569); ที่ผู้เขียนระบุว่าเรื่องนี้เป็น “ตลกร้ายขั้นสุด” ก็เพราะว่า “กุนซือ” โดยไม่รู้ตัว (หรือเปล่าก็ไม่รู้แน่?) พระองค์นี้ต่อมากลายเป็นศัตรูที่นำกำลังทัพหัวเมืองมาปะทะกับฝ่ายรัฐบาลระบอบใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ขบถบวรเดช พ.ศ.๒๔๗๖”

[16] ดูเหมือนในหมู่ภรรยาของคณะราษฎร ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา เป็นผู้เดียวที่รู้ว่า สามี (คือพระยาพหลฯ) กำลังออกจากบ้านแต่เช้ามืดไปทำการอันใด เพราะพระยาพหลฯ ถือว่าภรรยาเป็นเพื่อนร่วมตาย และมั่นใจว่าท่านผู้หญิงบุญหลงเป็นคนจิตใจเข้มแข็งและเข้าใจภารกิจนี้เป็นอย่างดี ถึงรู้ก็ไม่แพร่งพรายทำให้ “เสียลับ” แต่อย่างใด ในขณะที่ผู้อื่น เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือแม้แต่ปรีดี พนมยงค์ ต่างต้องใช้วิธีโกหกภรรยา ปรีดีโกหกว่าจะไปบวชที่อยุธยา ทำทีไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง แต่หลังจากวันนั้นแล้ว ปรีดีก็ให้สัตย์สาบาลว่าจะเปิดเผยต่อท่านผู้หญิงพูนศุขทุกอย่างที่ทำหลังจากนั้น   

[17] รายละเอียดใน สมพงศ์ พิศาลสารกิจ. เปิดบันทึกชีวิต พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ๑ ใน ๔ ทหารเสือ ผู้วางแผนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, ๒๕๔๕.