ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

เสรีภาพของสื่อมวลชน คือเสรีภาพของสังคม

3
พฤษภาคม
2569

เนื่องในโอกาสวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี น่าสนใจที่เราจะได้มาทบทวนถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่นิยาม ข้อจำกัดหรือภัยคุกคาม ไปจนถึงแนวทางการสนับสนุนให้สื่อมวลชนได้ทำงานอย่างมีเสรีภาพมากขึ้น

เบื้องต้น ความหมายของคำว่าเสรีภาพสื่อมวลชนที่กระชับน่าจะหมายถึงสิทธิในการแสวงหา เข้าถึง และการมีอิสระที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยปราศจากการแทรกแซง โดยหากจะเปรียบสังคมเป็นร่างกาย สื่อมวลชนก็เป็นเหมือนระบบประสาทซึ่งทำหน้าที่แจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ ถ้าเสรีภาพนี้ถูกตัดขาด ร่างกาย (สังคม) ก็จะตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้สื่อควรเสรีภาพ อย่างน้อย 4 ด้าน คือ

1. สื่อต้องมีเสรีภาพจากการถูกเซ็นเซอร์จากรัฐหรือกลุ่มอิทธิพล สื่อต้องมีสิทธิในการปกปิดตัวตนของแหล่งข่าว เพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าวและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

2. สื่อต้องมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลเอกสารราชการหรือข้อมูลสถิติที่สำคัญได้อย่างโปร่งใส และต้องมีสิทธิเข้าไปสังเกตการณ์ในเหตุการณ์สำคัญหรือในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อรายงานความจริง

3. สื่อต้องได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ควรมีการใช้กฎหมายเพื่อปิดปากหรือข่มขู่สื่อที่ทำหน้าที่โดยสุจริต ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายหมิ่นประมาท หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และสื่อต้องได้รับการดูแลให้พ้นจากการถูกขมขู่คุกคาม ทำร้าย หรือการจับกุมโดยมิชอบ

4. สื่อต้องปลอดจากการถูกครอบงำ สามารถเลือกนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยไม่ถูกเจ้าของสื่อหรือสปอนเซอร์สั่งห้าม หรือสั่งให้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

จากเสรีภาพที่สื่อควรมีดังกล่าว หากจะขยายถึงเรื่องข้อจำกัดหรือภัยคุกคามที่สื่อในประเทศไทยได้รับ นอกจากเราจะนึกถึงภัยคุกคามที่รุนแรงในอดีต เช่น การสั่งปิดโรงพิมพ์ หรือการถูกจับไปกุมขัง ปัจจุบันมีภัยคุกคามอื่น ๆ ที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้น อาทิ

1. ภัยคุกคามทางกฎหมาย มีกฎหมายหลายฉบับที่อาจเป็นเครื่องมือในการจำกัดหรือปิดกั้นเสรีภาพสื่อ เช่น

1.1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. คอมฯ) โดยเฉพาะมาตรา 14 ที่ว่าด้วยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ฟ้องร้องสื่อมวลชนที่รายงานข่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หน่วยงานรัฐ หรือทุน ได้

1.2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือข้อหายุยงปลุกปั่น

“ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

เป็นข้อหาที่มักใช้กับสื่อที่นำเสนอเนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ กฎหมายมาตรานี้สามารถตีความขอบเขตของการปลุกปั่นได้กว้างมาก จนมักทำให้สื่อเกิดอาการเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) เพราะโทษจำคุกค่อนข้างสูง

1.3) กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา ในขณะที่หลายประเทศการหมิ่นประมาทเป็นเรื่องทางแพ่ง (ชดใช้เงิน) แต่ในประเทศไทยยังเป็นโทษทางอาญา (ติดคุก) กฎหมายนี้จึงมักถูกนำมาใช้ในการฟ้องปิดปาก (SLAPP - Strategic Lawsuit Against Public Participation) เพื่อเป็นการขู่ให้กลัวจนเลิกนำเสนอข่าว

1.4) พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในสถานการณ์พิเศษ มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ออกข้อกำหนดห้ามการนำเสนอข่าวสารที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สั่งระงับการเผยแพร่หรือยึดอุปกรณ์ของสื่อได้โดยตรง

1.5) กลไกอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบ เช่น คำสั่งคณะปฏิรูป/ประกาศ คสช. ที่ยังหลงเหลืออยู่ มีการให้อำนาจหน่วยงานรัฐ เช่น กสทช. ระงับใบอนุญาตหรือสั่งปรับสื่อที่นำเสนอเนื้อหากระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือกฎหมายเรื่องการละเมิดอำนาจศาล บางครั้งการรายงานข่าวคดีที่ละเอียดอ่อนอาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นการชี้นำหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

2. ภัยคุกคามทางดิจิทัล

ในยุคที่การสื่อสารย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ สื่อต้องเผชิญกับภัยรูปแบบใหม่ ทั้งปฏิบัติการข่าวสาร (IO -Information Operation) และ Information Disorder มีการสร้างข้อมูลข่าวสารที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยน สร้าง IO มาโจมตีตัวบุคคล เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของนักข่าวที่นำเสนอความจริงที่ฝ่ายอำนาจไม่ต้องการให้ประชาชนเห็น หรือการสอดแนมทางไซเบอร์ ใช้สปายแวร์หรือเครื่องมือดักฟัง ซึ่งจะทำให้แหล่งข่าวไม่กล้าให้ข้อมูลเพราะกลัวความปลอดภัย

3. ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ

เมื่อโมเดลธุรกิจสื่อเปลี่ยนไป ความอยู่รอดทางการเงินกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกใช้โจมตี เมื่อสถานะทางการเงินไม่มั่นคง สภาวะของคนทำงานก็เปราะบาง บ่อยครั้งที่สื่อซึ่งต้องพึ่งพางบโฆษณาจากภาครัฐหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ต้องเกรงใจผู้สนับสนุน “รูดซิปปาก” ไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นผลลบต่อผู้สนับสนุนได้ นักข่าวอาจถูกกดดันให้เน้นทำข่าวเรียกเรตติ้งหรือข่าวบันเทิงมากกว่าข่าวที่จะไปกระทบกับผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน

4. ภัยคุกคามจากการเซ็นเซอร์ตัวเอง

นี่คือภัยเงียบที่สุด เมื่อสื่อถูกฟ้องหรือถูกคุกคาม ย่อมเกิดบรรยากาศแห่งความกลัว เลือกที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นละเอียดอ่อนหรือประเด็นเชิงโครงสร้าง เพื่อความปลอดภัยขององค์กรและตนเอง

จากภัยคุกคามข้างต้น จะเห็นว่าหากสื่อไม่กล้าพูดความจริง ความถูกต้องจะถูกฝังกลบ ประโยชน์สาธารณะก็จะเสียหาย ดังนั้นจึงควรมีแนวทางที่จะช่วยกันสนับสนุนให้สื่อได้ทำงานอย่างมีเสรีภาพ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และทำควบคู่กันไปในหลายภาคส่วน ทั้งโครงสร้างกฎหมาย จริยธรรมวิชาชีพ การสร้างเกราะคุ้มกัน และการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยมีข้อเสนอแนวทางสนับสนุนให้สื่อได้ทำงานอย่างมีเสรีภาพ ดังนี้

1. ปฏิรูปกฎหมาย แทนที่กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการควบคุมควรเป็นไปเพื่อการคุ้มครอง เช่น

1.1) แก้กฎหมายหมิ่นประมาท เปลี่ยนความผิดจากคดีอาญา ให้เป็นคดีแพ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการใช้โทษจำคุกมาข่มขู่หรือฟ้องปิดปาก

1.2) ปรับปรุง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ โดยจำกัดขอบเขตให้ใช้เฉพาะเรื่องทางเทคนิคหรือการฉ้อโกง ไม่นำมาใช้ตีความเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์หรือความเห็นทางการเมือง

1.3) ผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพสื่อ ป้องกันการถูกแทรกแซงจากอำนาจต่าง ๆ และคุ้มครองสิทธิในการปกปิดแหล่งข่าว

2. องค์กรวิชาชีพสื่อต้องมีการรวมตัว สร้างภูมิคุ้มกัน และยืนหยัดในจรรยาบรรณที่จะปกป้องผลประโยชน์สาธารณะอย่างเข้มแข็ง โดยไม่เกรงกลัวการแทรกแซงจากรัฐหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ

3. หน่วยงานกำกับดูแลสื่อ เช่น กสทช. ต้องมีความเป็นกลาง ยึดโยงและสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยมีจุดยืนเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมือง

4. สื่อต้องสร้างเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ก้มหัวให้กลุ่มอิทธิพล โดยอาจมีช่องทางของรายได้ที่หลากหลายมากกว่าการพึ่งงบโฆษณาอย่างเดียว เช่น ขอรับการสนับสนุนจากประชาชน หรือผลักดันแนวคิดกองทุนสนับสนุนสื่อสาธารณะ เป็นต้น

5. สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคม มีกลไกที่จะปกป้องในเรื่องความปลอดภัย หรือการช่วยเหลือกันทางกฎหมาย เช่น กองทุนหรือเครือข่ายทนายความ ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือทันที เมื่อนักข่าวถูกฟ้องร้องจากการปฏิบัติหน้าที่

6. มีการฝึกอบรมสื่อมวลชนเกี่ยวกับการป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ทั้งทางกฎหมาย และการป้องกันตัวจากการสอดแนมทางไซเบอร์ (Digital Security) หรืออื่น ๆ

7. มีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน เช่น ส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) หรือเป็นสื่อมวลชนอาสา สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ ข่าวจริง ข่าวปลอม (Fake News) และประเมินข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีวิจารณญาณ เมื่อประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วม มีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญในการนำเสนอข่าวเพื่อแก้ปัญหา สร้างความเป็นธรรม หรือหาทางออกให้สังคม เขาก็จะเป็นพันธมิตรและเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับสื่อมวลชน

สุดท้าย จากที่กล่าวมาทั้งหมด ประเด็นสำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่าเสรีภาพของสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนักข่าวหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบทั้งสังคม หากสื่อมวลชนไร้เสรีภาพ ประชาชนก็ไร้เสรีภาพ ประชาชนจึงควรมีสำนึกในการร่วมกันสร้างสังคมอนาคตที่มีสันติภาพ ประชาชนเป็นลมใต้ปีกที่สำคัญของสื่อมวลชนในการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม