ตอนที่ 3: Labor Faker และ Fat Cat ผู้แอบอ้าง พลพรรคหน้าเนื้อใจเสือ และการแช่แข็งสังคมนิยมประชาธิปไตย
เมื่ออ่านประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานในสวีเดนช่วงทศวรรษ 2470 และ 2480 มักจะพบภาพที่ค่อนข้างชัดเจน สหภาพแรงงาน LO หรือสมาพันธ์สหภาพแรงงานสวีเดน รวมพลังกับพรรคสังคมประชาธิปไตย เดินหน้าเจรจาสามฝ่ายกับนายจ้างและรัฐบาลในสัญญาที่เรียกว่า Saltsjöbaden Agreement ปี 2481 จนสามารถสถาปนากรอบความสัมพันธ์แรงงานและรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกคนได้สำเร็จในทศวรรษต่อมา ภาพนี้เป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบ และเป็นคำถามที่ตามหลอกหลอนการศึกษาสวัสดิการไทยมาตลอดว่า ทำไมไทยทำแบบนั้นไม่ได้
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในตอนที่แล้วเรื่องรัฐราชการและเทคโนแครต แต่ยังมีคำตอบอีกส่วนหนึ่งที่พูดถึงกันน้อยกว่าและน่าเจ็บปวดกว่ามาก นั่นคือความเสื่อมทรามของขบวนการแรงงานไทยจากภายใน ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Labor Faker" และการร่วมมือกับ "Fat Cat" ผู้เสวยสุขจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม
Labor Faker ในบริบทไทยหมายถึงผู้นำแรงงานและสหภาพที่อ้างว่าตนต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนทำงาน แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นพาหะในการรับใช้อำนาจรัฐและทุน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลไม่กี่คนที่เลวร้าย แต่เป็นผลของโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อ "ซื้อ" ผู้นำแรงงานออกจากขบวนการ และหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการแต่งตั้ง ในระบบราชการไทย มีตำแหน่งกรรมการและคณะอนุกรรมการจำนวนมหาศาลที่ต้องการ "ตัวแทนแรงงาน" มานั่ง ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดประกันสังคม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตำแหน่งเหล่านี้มาพร้อมกับค่าตอบแทน เกียรติยศ และเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ คำถามที่สำคัญคือเมื่อผู้นำแรงงานได้นั่งในตำแหน่งเหล่านี้แล้ว เขายังสามารถทำหน้าที่เป็น "นักต่อสู้" เพื่อแรงงานได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ประวัติศาสตร์ตอบคำถามนี้อย่างขมขื่น ในหลายกรณี ผู้นำแรงงานที่เข้าไปอยู่ในระบบกลับกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับแนวคิดของรัฐและนายจ้าง พวกเขาเลือกต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกสหภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจที่ตนเองมีฐานอยู่ แต่ละทิ้งแรงงานนอกระบบ แรงงานรับจ้างรายวัน และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีสหภาพคุ้มครองไว้เบื้องหลัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่าและเปราะบางกว่าอย่างมหาศาล
กรณีที่ช่วยให้เห็นความเสี่ยงของปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจนคือ อาร์เจนตินาภายใต้รัฐบาลเปโรนในช่วงทศวรรษ 2490 เปรองสร้างพันธมิตรที่ทรงพลังระหว่างรัฐกับสหภาพแรงงาน ขยายสิทธิแรงงาน เพิ่มค่าจ้าง และสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมในหลายมิติ ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นชัยชนะของขบวนการแรงงาน แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น จะพบว่า สหภาพแรงงานในยุคเปรองถูกดึงเข้ามาอยู่ภายใต้วงอุปถัมภ์ของรัฐอย่างแน่นหนา พวกเขายอมละทิ้งสิทธิในการประท้วงในยุคต้น และในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทางการเมืองของพรรคเปรอง มากกว่าที่จะเป็นพลังอิสระที่ต่อรองกับรัฐได้อย่างเท่าเทียม ผลในระยะยาวคือขบวนการแรงงานอาร์เจนตินาที่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบสวัสดิการที่แม้จะครอบคลุมในเชิงนโยบาย แต่กลับขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้มีอำนาจมากกว่าการต่อสู้ของขบวนการอิสระ
บทเรียนจากเกาหลีใต้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ในยุคที่รัฐบาลเผด็จการทหารพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 2510 ถึง 2520 สหภาพแรงงานถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ผู้นำแรงงานที่ยอมร่วมมือกับรัฐได้รับตำแหน่งและผลประโยชน์ ส่วนผู้ที่ต่อต้านถูกจับกุมและดำเนินคดี ผลคือสวัสดิการที่เกิดขึ้นในยุคนั้นส่วนใหญ่ถูกออกแบบโดยรัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพของแรงงาน ไม่ได้เกิดจากการต่อรองที่มีพลังของขบวนการอิสระ กระทั่งการระเบิดตัวของการต่อสู้แรงงานในปี 2530 ที่เรียกว่า "ฤดูร้อนแรงงาน" นั้น เกิดขึ้นก็เพราะแรงกดทับสะสมมาจนระเบิด และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้เริ่มพัฒนาระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมมากขึ้นในทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา
ส่วน Fat Cat ในบริบทไทยไม่ได้หมายถึงเพียงนายทุนผู้โลภมาก แต่หมายถึงกลุ่มชนชั้นนำที่ผสมผสานระหว่างทุน ข้าราชการ และอำนาจทางการทหาร ที่สร้างและรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง กลุ่ม Fat Cat เหล่านี้ตระหนักดีว่ารัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ในแง่ที่ว่าเมื่อประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตพื้นฐานแล้ว พวกเขาจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ความกลัวต่อการตกงานจะลดลง และความยินยอมที่จะรับค่าแรงต่ำหรือสภาพการทำงานที่เลวร้ายก็จะลดลงตามมา
กลยุทธ์ของ Fat Cat จึงไม่ได้ปฏิเสธสวัสดิการโดยตรงเสมอไป แต่มักสนับสนุนสวัสดิการในรูปแบบที่ควบคุมได้และไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ เช่น การแจกเงินผู้สูงอายุที่ให้ไม่พอใช้แต่พอให้เงียบ การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ที่ทำให้ผู้รับต้องพึ่งพาผู้ให้ หรือโครงการประชานิยมระยะสั้นที่สร้างผลทางการเมืองแต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้างอะไรเลย สวัสดิการในรูปแบบเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับ Fat Cat เพราะช่วยระบายแรงกดดันทางสังคม ซื้อความภักดีทางการเมือง และสร้างภาพว่า "รัฐใจดี" โดยไม่ต้องเสียสละผลประโยชน์ที่แท้จริงแม้แต่น้อย รวมถึงการสร้างอิทธิพลในเครือข่ายเฉพาะของตัวเอง ผ่านงบประมาณโครงการต่าง ๆ
วอลเตอร์ คอร์ปี และโยอาคิม พาลเมอ เคยชี้ให้เห็นในงานที่มีชื่อเสียงว่าด้วย "ความขัดแย้งของการกระจายรายได้" ว่า โครงการสวัสดิการที่มุ่งเป้าเฉพาะคนจนมักได้รับการสนับสนุนทางการเมืองน้อยกว่า และได้รับเงินทุนน้อยกว่า เมื่อเปรียบกับโครงการสวัสดิการถ้วนหน้าที่ทุกคนมีส่วนได้ เพราะโครงการที่กำหนดเป้าหมายเฉพาะคนจนนั้นมักถูกมองว่าเป็น "การช่วยเหลือคนอื่น" ซึ่งชนชั้นกลางและชนชั้นสูงไม่มีแรงจูงใจจะสนับสนุน ในขณะที่สวัสดิการถ้วนหน้าทำให้ทุกคนเป็นผู้ได้ประโยชน์ จึงสร้างฐานการเมืองที่กว้างและยั่งยืนกว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมนโยบาย "สงเคราะห์เฉพาะหน้า" ที่ Fat Cat และเทคโนแครตนิยมเสนอจึงไม่ใช่ทางออก แต่เป็นกับดัก
การจับมือระหว่าง Labor Faker และ Fat Cat จึงทำหน้าที่เป็น "วงจรล็อก" ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง Labor Faker ทำให้ขบวนการแรงงานแตกแยกและอ่อนแอ ขณะที่ Fat Cat ใช้ความอ่อนแอนั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่า "ประชาชนยังไม่พร้อม" หรือ "ขบวนการยังไม่มีความสามารถพอ" ในการรับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อน จึงต้องปล่อยให้รัฐและผู้เชี่ยวชาญจัดการต่อไป วงจรนี้หมุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างภาวะชะงักงันที่ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันถูกค้ำยันไว้โดยโครงสร้างที่ชัดเจน
แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแต่ด้านมืด ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดขบวนการที่ท้าทายรูปแบบเดิมอย่างน่าสนใจ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ขบวนการผู้ใช้หลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายนักวิชาการด้านสวัสดิการได้รวมตัวกันในแบบที่ข้ามพ้นการแบ่งแยกระหว่างแรงงานในระบบและนอกระบบ พวกเขาเรียกร้องสวัสดิการในฐานะ "สิทธิพลเมือง" ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ทางความคิดที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าตนเองเป็นสมาชิกสหภาพหรืออยู่ในระบบประกันสังคม
บทเรียนสำคัญที่สุดจากสามตอนของบทความชุดนี้คือ การจะสานต่อเจตนารมณ์ 2475 ให้เกิดผลในแง่รัฐสวัสดิการได้ จำเป็นต้องเข้าใจศัตรูของมันอย่างถ่องแท้ ทั้งรัฐราชการที่กีดขวางในนามของ "ความเชี่ยวชาญ" ทุนผูกขาดที่ให้สวัสดิการเพื่อควบคุม และผู้นำแรงงานที่แอบอ้างในนามของคนทำงาน การทลายโครงสร้างเหล่านี้ต้องการการสร้างขบวนการพลเมืองที่กว้างขวางและเป็นอิสระ ขบวนการที่ไม่ถูกซื้อด้วยตำแหน่ง ไม่ถูกหลอกด้วยวาทกรรม และไม่ถูกแบ่งแยกด้วยความแตกต่างระหว่างแรงงานในระบบและนอกระบบ
นั่นคือเงื่อนไขที่ 2475 พยายามวางรากฐาน และนั่นคือเงื่อนไขที่เราต้องร่วมกันสร้างให้สำเร็จ ก่อนที่ "ความสุขสมบูรณ์ของราษฎร" ตามหลัก 6 ประการจะกลายเป็นจริงได้ในที่สุด