ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เมื่อปรีดี พนมยงค์ เอ่ยถึง พระเจ้าจอร์จที่ 5 และนิกิตา ครุสชอฟ

28
กุมภาพันธ์
2569

นายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลที่ไม่เพียงหมั่นเอาใจใส่ต่อสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยอยู่เสมอเท่านั้น แต่ยังคอยติดตามและสนใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกอยู่เนือง ๆ มาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะสถานการณ์ของประเทศในทวีปยุโรป ยิ่งตอน นายปรีดี พำนักอยู่ในฝรั่งเศส ทั้งช่วงที่เป็นนักเรียนวิชากฎหมายในทศวรรษ 2460 และช่วงบั้นปลายชีวิตช่วงทศวรรษ 2510 และทศวรรษ 2520 ก็ยิ่งมีความตื่นตัวต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปอย่างแข็งขัน

ดังมีกรณีหนึ่งที่ นายปรีดี ให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องของ นิกิตา เซียร์เกเยวิช ครุสชอฟ (Nikita Sergeyevich Khrushchev) ผู้นำแห่งสหภาพโซเวียตช่วงทศวรรษ 1950 และทศวรรษ 1960 ที่ไปเชื่อมโยงกับ พระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V) กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงเป็นพระจักรพรรดิแห่งอินเดียด้วย ซึ่งพระองค์ครองราชสมบัติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910-1936 โดย นายปรีดี ได้เอ่ยพาดพิงถึงเรื่องนี้ผ่านคำนิยมที่เขียนให้กับหนังสือ พุทธปรัชญาประยุกต์ ของ ร.ท. สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ลูกศิษย์ของตนและอดีตเสรีไทย เมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งขณะนั้น นายปรีดี พำนักอยู่ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส

สำหรับเนื้อความที่ นายปรีดี กล่าวนั้น มีอยู่ว่า

“...ครุสชอฟ อดีตนายกฯ โซเวียตมาเยือนอังกฤษ เห็นพระฉายาลักษณ์พระเจ้ายอร์ชที่ ๕ ซึ่งประดิษฐานไว้ในห้องรับรอง จึงขณะแรกเห็นก็ชักสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่อังกฤษเอาพระฉายาลักษณ์ของซาร์นิโกลาสที่ ๒ ที่บอลเชวิคตั้งศาลสนามปลงพระชนม์ มาประดิษฐานให้ตนชม สองพระองค์คล้ายกันมาก เพราะพระราชชนนีของพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ นั้นคือพระราชินีอเล็กซานดรา ซึ่งเป็นพระเชษฐคินี (พี่สาว) ของพระราชินี (ซารินา) มารีเฟโอโดรอฟนาซึ่งเป็นพระราชชนนีของซาร์นิโกลาสที่ ๒”

จากถ้อยความข้างต้น เป็นการที่ นายปรีดี ยกกรณีตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาประกอบ เพื่อจะอธิบายถึงความเข้าใจผิดและเล่ห์กลทางการเมืองให้ ร.ท. สุภัทร ได้ลองใคร่ครวญไตร่ตรอง เพราะความสำคัญและคุณประโยชน์อย่างยิ่งของหนังสือ พุทธปรัชญาประยุกต์ นั้น มีความยึดโยงอยู่กับหลัก “กาลามสูตร” ซึ่งสาธุชนทั้งหลายพึงใช้เป็นหลักวินิจฉัยสิ่งที่บุคคลแสดงออกว่าสิ่งนั้นควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ สิ่งนั้นเป็นเล่ห์กลหรือไม่ ทั้งนี้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไร้ศีลไร้สัตย์

พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษมักจะได้รับความเข้าใจผิดว่าเป็น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย เนื่องจากทั้งสองพระองค์มีพระพักตร์คล้ายกันเป็นอย่างมาก ทั้งยังไว้พระมัสสุหรือหนวดเหมือนกันอีก นั่นเพราะแท้จริงแล้ว กษัตริย์ทั้งสองถือเป็นพระญาติกันทางฝ่ายพระราชมารดา             

บุคคลหนึ่งที่เคยเข้าใจผิดก็คือ นิกิตา ครุสชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งในตอนที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียตและแวะมาเยือนอังกฤษ ก็ได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 ปรากฏอยู่ในห้องรับรองที่ทางอังกฤษจัดไว้ให้สำหรับตน ครุสชอฟ จึงสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษจึงนำพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 มาจัดวางไว้ให้ตนเห็น เพราะ ครุสชอฟ เองเป็นหนึ่งในคณะบอลเชวิค (Bolsheviks) ที่ได้ร่วมกันปฏิวัติรัสเซียและโค่นล้มบัลลังก์ของ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 

        พระเจ้าจอร์จที่ 5 ถือเป็นประมุขที่มีบทบาทสำคัญต่อสหราชอาณาจักรในห้วงยามที่กำลังเปลี่ยนแปลงมาสู่สภาพสังคมและการเมืองแบบยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะช่วงที่พระองค์ครองราชสมบัตินั้นก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย อีกทั้งพระองค์ยังเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์วินด์เซอร์ (House of Windsor) ขึ้นจากราชวงศ์เดิมซึ่งเป็นชื่อราชสกุลเชื้อสายเยอรมัน

 

พระเจ้าจอร์จที่ 5

 

พระเจ้าจอร์จที่ 5 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ของ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (Edward VII) กับ พระราชินีอเล็กซานดรา ทั้งยังเป็นพระราชนัดดาใน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) โดยพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 3  มิถุนายน ค.ศ. 1865 ที่กรุงลอนดอน ขณะที่ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ยังเป็นเพียง เจ้าชายแห่งเวลส์  หรือมกุฎราชกุมาร เดิมที พระเจ้าจอร์จที่ 5 มีพระนามว่า เจ้าชายจอร์จ เฟรเดอริก เออร์เนสต์ อัลเบิร์ต (George Frederick Ernest Albert)

ครั้นพระชนมายุได้ 12 พรรษาในปี ค.ศ. 1877 เจ้าชายจอร์จ ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายเรือ และสำเร็จการศึกษาจาก The Royal Naval College at Greenwich ในปี ค.ศ. 1884 จากนั้นก็ทรงรับราชการในกองทัพเรือจนเลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้บัญชาการ

แต่แล้วเมื่อพระเชษฐาคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ (Albert Victor) หรือ ดยุคแห่งแคลเรนซ์ (Duke of Clarence) สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน จึงทำให้ เจ้าชายจอร์จ ต้องเลื่อนขึ้นเป็นรัชทายาทอันดับสองถัดต่อมาจากพระราชบิดาแทนพระเชษฐา โดย สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ได้แต่งตั้งให้ เจ้าชายจอร์จ เป็น ดยุคแห่งยอร์ก  (Duke of York)  ในปี ค.ศ. 1893 และ เจ้าชายจอร์จ ก็ได้อภิเษกสมรสกับอดีตพระคู่หมั้นของพระเชษฐาคือ เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ แห่งเท็ก (Victoria Mary of Teck) ในปีเดียวกัน

ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1901 หลังจาก สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เสด็จสวรรคตแล้ว  พระราชบิดาก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พร้อมทั้งแต่งตั้งให้ เจ้าชายจอร์จ เป็น ดยุคแห่งคอร์นวอลล์  (Duke of Cornwall) โดยปลายปีเดียวกัน เจ้าชายจอร์จ ยังเป็นผู้แทนพระองค์ไปเปิดรัฐสภาแห่งออสเตรเลีย ครั้นหวนคืนถึงอังกฤษจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าชายแห่งเวลส์  หรือมกุฎราชกุมาร

ครั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1910 เจ้าชายจอร์จ ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระเจ้าจอร์จที่ 5 ขณะพระชนมายุ 45 พรรษา

หลังจากนั้น พระเจ้าจอร์จที่ 5 และ พระราชินีวิกตอเรีย แมรี่ ได้เดินทางเสด็จประพาสไปยังอินเดีย ซึ่งถือเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกเลยที่เยือนดินแดนภารตะอย่างเป็นทางการ มิหนำซ้ำ พระองค์ยังประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกอีกครั้งที่นิวเดลีในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1911 นั่นคือพระราชพิธีเดลีดูร์บาร์ (Delhi Durbar) แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) ณ กรุงลอนดอนมาแล้วก็ตาม พระเจ้าจอร์จที่ 5 จึงเป็นที่ยอมรับในฐานะพระจักรพรรดิแห่งอินเดียด้วย

 

พระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีวิกตอเรีย แมรี่ ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกที่นิวเดลี อินเดีย

 

พระเจ้าจอร์จที่ 5 ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง แต่พระองค์พยายามวางตนในฐานะกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่พยายามเข้าไปแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวในส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่เมื่อเกิดปัญหาที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ลงตัว ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล พระองค์จึงเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยแก้ไข โดยเฉพาะความขัดแย้งกันอย่างตึงเครียดระหว่างรัฐบาลพรรคเสรีนิยมกับสภาขุนนาง ซึ่งพระองค์พยายามอาศัยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมและส่งเสริมให้มีการเลือกตั้งเพื่อดูว่าประชาชนจะแสดงออกแบบใด กระทั่งในที่สุดนำไปสู่การร่างพระราชบัญญัติรัฐสภาได้สำเร็จ สภาขุนนางจึงต้องลดบทบาทและการใช้อำนาจที่แต่เดิมมีอยู่มากลง ขณะที่สภาสามัญอันเป็นตัวแทนของประชาชนก็ดำเนินงานอย่างราบรื่นขึ้น

อีกบทบาทหนึ่งของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 คือ ในช่วงต้นทศวรรษ 1910 ไอร์แลนด์ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษได้เรียกร้องการปกครองตนเอง ส่งผลให้เกิดความแตกแยกอย่างหนักในบรรดานักการเมืองของอังกฤษทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม  พระองค์พยายามจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีประนีประนอม แต่กลับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นกลางปี ค.ศ. 1914 เสียก่อน ปัญหาเลยยืดเยื้อออกไปหลายปี

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914–1918)  พระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้หมั่นเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนและทหารทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงพื้นที่แนวหน้าของสมรภูมิที่กองทัพไปประจำการอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์แห่งอังกฤษกับประชาชน

ช่วงต้นทศวรรษ 1920 รัฐสภาอังกฤษยินยอมให้ไอร์แลนด์มีสิทธิปกครองตนเองได้โดยออกเป็นพระราชบัญญัติ แต่สำหรับบริเวณไอร์แลนด์เหนือจะยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษต่อไป สิ่งนี้ส่งผลให้จากเดิมที่ พระเจ้าจอร์จที่ 5 เคยเป็น กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ ก็เปลี่ยนใหม่มาเป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

ถัดมาในช่วงต้นทศวรรษ 1930 ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ทำให้รัฐบาลอังกฤษไม่เข้มแข็งพอในการแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อและการว่างงาน พระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้พยายามโน้มน้าวให้นักการเมืองทั้งจากพรรคอนุรักษ์นิยม พรรคเสรีนิยม และพรรคแรงงานร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาเพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต

พระเจ้าจอร์จที่ 5 ถือเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษให้การยอมรับและประทับใจต่อบทบาทความเป็นประมุข เนื่องจากทรงไม่ถือตัว เมื่อพระองค์ครองราชย์ครบรอบ 25 ปีใน ค.ศ. 1935 รัฐบาลและประชาชนจึงร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลอง แต่ปลายปีเดียวกัน พระองค์ก็ประชวรอย่างหนักและทรงทุกข์ทรมานยิ่งนัก จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในเดือนมกราคม ค.ศ. 1936 ขณะพระชนมายุ 71 พรรษา

ทางด้าน นิกิตา เซียร์เกเยวิช ครุสชอฟ นั้น เขาลืมตายลโลกหนแรกเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1894 ในครอบครัวของชาวนาที่หมู่บ้านคาลินอฟกา (Kalinovka) ในเมืองคูสค์ (Kursk) ทางตะวันตกของรัสเซียติดกับพรมแดนของยูเครน ทว่าด้วยความยากจน บิดาของเขาจึงละทิ้งการทำนาไปเป็นกรรมกรเหมืองถ่านหินในเขตยูเครน ซึ่งต่อมาก็ขายที่นาและย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่นเลย 

 

นิกิตา เซียร์เกเยวิช ครุสชอฟ

 

ครุสชอฟ ต้องทำงานหนักช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน เขาเป็นลูกมือช่างซ่อมเครื่องจักรในโรงงาน จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1912 ขณะเขาอายุราว 18 ปี เขาจึงเป็นตัวตั้งตัวตีและเป็นหัวหน้ากลุ่มคนงานที่เรียกร้องให้ปรับปรุงสวัสดิการในโรงงาน ส่งผลให้ถูกไล่ออกและโรงงานอื่น ๆ ก็ไม่รับเข้าทำงาน เขาจึงต้องจำใจไปเป็นกรรมกรในเหมืองถ่านหิน ที่นั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะกรรมกรเหมืองส่วนใหญ่นิยมชมชอบพรรคบอลเชวิค และแนะนำให้เขาอ่านหนังสือ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto) ของ คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) และ ฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels)

ครุสชอฟ กลายเป็นคนรักการอ่านหนังสือ สนใจการเมือง และลัทธิมาร์กซิส มิหนำซ้ำ เขายังเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวต่อต้านนายทุน รวมถึงเข้าเป็นสมาชิกและทำงานให้พรรคบอลเชวิค

ช่วงที่ ครุสชอฟ เป็นกรรมกรในเหมืองถ่านหินนั้น แม้จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เขากลับโชคดีที่ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร จึงนับเป็นห้วงยามแห่งการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับกรำงานอย่างเข้มข้น

กล่าวได้ว่า ค.ศ. 1917 คือปีสำคัญในชีวิตของ ครุสชอฟ เลยทีเดียว

ภายหลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ซึ่งแรงงานและกรรมกรออกมาเคลื่อนไหว ทั้งนัดหยุดงาน เดินขบวนประท้วง กระทั่งนำไปสู่การลุกฮือต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2  จนในที่สุดพระเจ้าซาร์ก็ยอมสละราชสมบัติและมีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่ อเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี้ (Alexander Kerensky) รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตอนนั้น ครุสชอฟ ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนคนหนึ่งของสภาโซเวียตที่สนับสนุนให้พรรคบอลเชวิคที่นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) โค่นล้มอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาลของ เคเรนสกี้

กระทั่งการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 อุบัติขึ้นแล้ว รัฐบาลของ เคเรนสกี้ ถูกล้มลง และพรรคบอลเชวิคขึ้นเป็นรัฐบาล โดยมี เลนิน รั้งตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ขณะเดียวกันก็เกิดสงครามกลางเมืองที่เป็นการสู้รบกันระหว่างพรรคบอลเชวิคกับฝ่ายต่อต้าน ช่วงนี้เอง ครุสชอฟ สมัครเป็นทหารในกองทัพแดง ทั้งยังได้ออกสู้รบกับกองทัพรัสเซียขาว ประสบการณ์ในช่วงนี้ส่งผลให้เขาชื่นชอบทางด้านการทหารเป็นพิเศษ

หลังสงครามกลางเมืองภายในสหภาพโซเวียตสิ้นสุดลงช่วงต้นทศวรรษ 1920 ครุสชอฟ กลับไปทำงานเหมืองถ่านหินอีกครั้ง แต่คราวนี้ได้รับตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้จัดการ ด้วยตระหนักว่าตนยังมีความรู้ไม่เพียงพอ เขาจึงหาหนทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันกรรมกรเพื่อเพิ่มพูนความรู้

ช่วงกลางทศวรรษ 1920 ถึงกลางทศวรรษ 1930 ครุสชอฟ ได้เข้าไปมีบทบาทในพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต โดยเขาแสดงออกถึงการสนับสนุน โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ทั้งยังช่วย สตาลิน กำจัดบุคคลต่าง ๆ ที่ขัดขวางตนรวมถึง เลออน ทรอตสกี้ (Leon Trotsky) ด้วย

ภายหลังการถึงแก่กรรมของ เลนิน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1924 สตาลิน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารสหภาพโซเวียต ความที่ สตาลิน รู้สึกประทับใจต่อบทบาทของ ครุสชอฟ ที่คอยสนับสนุนและให้การช่วยเหลือต่าง ๆ เรื่อยมา ดังนั้น สตาลินจึงพยายามส่งเสริมให้ ครุสชอฟ มีบทบาทในพรรคและบทบาททางการเมืองมากขึ้น รวมถึงมอบหมายภารกิจสำคัญ เช่น ให้ควบคุมการสร้างรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโก เป็นต้น ซึ่ง ครุสชอฟ ก็ดำเนินงานได้เป็นอย่างดี

ปลายทศวรรษ 1930 ครุสชอฟ ยังคงช่วยเหลือสตาลินในการกำจัดและกวาดล้างศัตรูทางการเมืองรวมถึงผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง ซึ่งการกวาดล้างนี้เป็นไปทั้งในรูปแบบการสังหารและจับกุมคุมขังในค่ายกักกัน สตาลิน ตอบแทนด้วยการผลักดันให้ ครุสชอฟ เข้ามามีบทบาทในฐานะสมาชิกของโปลิตบูโรและเป็นสมาชิกสภาโซเวียตสูงสุด ทั้งยังแต่งตั้งให้เขาเป็นเลขาธิการพรรคคนที่ 1 ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตยูเครน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) ครุสชอฟ มีบทบาททางด้านการรบ การปลุกระดม และการปลอบขวัญ ตลอดช่วงที่เยอรมนีบุกโจมตีสหภาพโซเวียตและเข้ามายึดครองพื้นที่ยูเครน ขณะเดียวกัน เขาก็ปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มคนที่พยายามแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต หลังสหภาพโซเวียตสามารถปลดปล่อยยูเครนจากเยอรมนีได้สำเร็จแล้ว พอในปี ค.ศ. 1944 ครุสชอฟ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาคอมมิซซาร์ประชาชนแห่งยูเครน

ต่อมามีข่าวลือแพร่สะพัดมาจนถึงกรุงมอสโคว์ว่า ครุสชอฟ ประพฤติตนกลายเป็นชาวยูเครนเสียมากกว่าการเป็นชาวโซเวียตแล้ว ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคในยูเครน แต่พอปลายปี ค.ศ. 1947 เขาก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคในยูเครนอีกครั้ง การที่ ครุสชอฟ ได้รับความนิยมจากประชาชนในพื้นที่ยูเครนเนื่องจากเขาใช้นโยบายทางด้านการเกษตรช่วยเหลือประชาชนนั้น จึงทำให้ สตาลิน เริ่มหวาดระแวงเขามากขึ้น จนออกคำสั่งย้ายให้เขากลับมาเป็นเลขาธิการพรรคแห่งมอสโคว์แทน ก่อนที่จะแต่งตั้งให้เขาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรค

ในช่วงทศวรรษ 1950 บุคคลในพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการวางตัวที่จะให้สืบทอดอำนาจจาก สตาลิน ก็คือ เกออร์กี้ มาเลนคอฟ (Georgi Malenkov) ซึ่งก็มีความขัดแย้งบาดหมางกับ ครุสชอฟ จากการทำนโยบายด้านการเกษตร อย่างไรก็ดี กองทัพรัสเซียได้ให้การสนับสนุน ครุสชอฟ มากกว่า มาเลนคอฟ

ครั้น สตาลิน ถึงแก่กรรมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1953  ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง มาเลนคอฟ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภารัฐมนตรีแห่งสหภาพโซเวียต กับ ลัฟเรนตี เบรียา (Lavrentiy Beria) หัวหน้าตำรวจลับเชกา ในตอนแรก ครุสชอฟ ร่วมมือกับ มาเลนคอฟ เพื่อกำจัด เบรียา ซึ่งก็ทำได้สำเร็จจน เบรียา ต้องรับโทษประหารชีวิตในฐานะผู้ทรยศ ต่อมา ครุสชอฟ ก็หมายมั่นที่จะโค่นล้มอำนาจของ มาเลนคอฟ โดยไปขุดเอกสารลับที่ มาเลนคอฟ เคยมีข้อตกลงทางการเมืองกับ เบรียา มาเล่นงานและบีบบังคับให้ มาเลนคอฟ ต้องลาออกไป ส่วนตนเองสามารถควบรวมอำนาจได้สำเร็จในฐานะเลขาธิการลำดับที่หนึ่งคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต

ขณะเดียวกัน ครุสชอฟ ก็เริ่มใช้นโยบายต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เคยสั่งสมมาในยุคของ สตาลิน โดยอาศัยหลักการการอยู่ร่วมกันโดยสันติ (peaceful-coexistence) เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคอมมิวนิสต์กับประเทศโลกเสรี นั่นทำให้เขาได้เดินทางออกนอกประสหภาพโซเวียตเป็นครั้งแรกและไปเยือนหลายประเทศ ด้วยบุคลิกโผงผางแบบชาวนาและมีอารมณ์ขัน ครุสชอฟ สร้างความประทับใจให้กับผู้นำประเทศต่าง ๆ แต่ภายในพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตเริ่มมีความเคลื่อนไหวต่อต้านเขามากขึ้น

 

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 ครุสชอฟ เรียกประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต ซึ่งถือเป็นการประชุมสภาครั้งที่ 20 โดยเขานำเสนอรายงานเรื่อง "ว่าด้วยลัทธิบูชาบุคคลและผลลัพธ์ของมัน" พร้อมกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์โจมตีการปกครองที่เลวร้ายและประณามการก่ออาชญากรรมของ สตาลิน นับแต่นั้นมา ครุสชอฟ ก็รณรงค์ให้มีการล้มล้างอิทธิพลของสตาลิน ซึ่งสร้างความตกตะลึงในโลกคอมมิวนิสต์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้นำของหลายประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็โกรธต่อการที่ ครุสชอฟ ประฌาม สตาลิน จนตัดความสัมพันธ์ ดังเช่น เหมาเจ๋อตง แห่งประเทศจีนที่มองว่า ครุสชอฟ ไม่ใช่ผู้ที่ยึดมั่นในหลักการลัทธิมาร์กซ–เลนินอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี กรณีที่ทำให้ ครุสชอฟ ได้รับเสียงชื่นชมคือช่วงวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ปลายปี ค.ศ. 1956 เขาได้นำสหภาพโซเวียตไปประสานความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อประณามและยับยั้งการเข้ายึดครองคลองสุเอซในอียิปต์โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิสราเอล ส่วนสิ่งที่ทำให้ ครุสชอฟ ยิ่งได้รับความนิยมอย่างสูงคือนโยบายส่งเสริมทางด้านอวกาศ โดยเฉพาะเมื่อสหภาพโซเวียตสามารถส่งดาวเทียมสปุตนิค (Sputnik) อันเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นไปโคจรในอวกาศได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1957 มิหนำซ้ำ ครุสชอฟ ยังสนใจและสนับสนุนการมีขีปนาวุธเพื่อการป้องกันประเทศ ซึ่งนำไปสู่การที่เขาสั่งลดจำนวนกำลังทหาร และตัดลดงบประมาณของกองทัพ ทั้ง ๆ ที่เขาเคยชื่นชมและสนับสนุนงานของกองทัพมาก่อน

ขณะเดียวกัน ครุสชอฟ ก็ชูนโยบายการปกครองประเทศด้วยการผ่อนปรนความเข้มงวดทางสังคม และให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกแก่ประชาชนมากขึ้น หลังจากที่ในยุคของ สตาลิน มีการปิดกั้นเสรีภาพและกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างหนัก พร้อมกับการใช้นโยบายมุ่งเน้นปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไปโดยอาศัยด้านเกษตรกรรม แต่นโยบายของเขาประสบความล้มเหลวเสียเป็นส่วนใหญ่

ล่วงมาถึงทศวรรษ 1960 แม้ ครุสชอฟ จะมีความตั้งใจและพยายามดำเนินนโยบายที่นำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็น แต่รัฐบาลของเขาเองก็มีส่วนที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธที่คิวบาเมื่อปี ค.ศ. 1962 ซึ่งสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุนด้านขีปนาวุธแก่คิวบา ขณะที่คิวบาเองก็กำลังมีปัญหาความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา แม้ท้ายสุด จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและ ครุสชอฟ จะสามารถเจรจาตกลงยินยอมที่จะถอนขีปนาวุธของตนจากการร้องขอของเลขาธิการสหประชาชาติขณะนั้น คือ อูถั่น (U Thant) แต่นั่นก็ทำให้ ครุสชอฟ มีจุดที่กลายเป็นข้อโจมตีอย่างหนักว่าดำเนินนโยบายผิดพลาด และส่งผลให้คู่แข่งทางการเมืองของเขาในสหภาพโซเวียตทบทวีความแข็งแกร่งขึ้น

กระทั่งล่วงมาถึงช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1964 ครุสชอฟ ถูกบีบบังคับให้ยอมออกจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลสหภาพโซเวียตด้วยความสมัครใจเพราะสูงวัยและมีปัญหาสุขภาพ เนื่องจาก เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid  Brezhnev) สมาชิกกรรมการเมืองสามารถรวมรวมอำนาจในพรรคได้มากพอจนจะสั่งปลด ครุสชอฟ ออกจากตำแหน่งทางการเมืองได้

ครุสชอฟ นับว่าเป็นผู้โชคดีกว่าใครหลายคนในสหภาพโซเวียตซึ่งเคยสูญเสียอำนาจและต้องเผชิญชะตากรรมอย่างโหดร้ายจนถึงแก่ชีวิต ขณะที่เขานั้นยังได้รับเงินบำนาญ เพียงแต่ต้องเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านพักนอกกรุงมอสโคว์ และห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย จวบจนเขาถึงแก่กรรมในเดือนกันยายน ค.ศ. 1971 ขณะอายุ 77 ปี

คงจะเป็นช่วงที่ ครุสชอฟ ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ นั่นเอง ที่เขาสบโอกาสได้ไปอังกฤษและพบเข้ากับพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 จนเผลอเข้าใจไปเองว่าเป็น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2

สำหรับ นายปรีดี  ย่อมจะต้องรับรู้เรื่องราวของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 มาตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม ๆ เลย อีกทั้ง พระเจ้าจอร์จที่ 5 เองก็เป็นที่รู้จักในประเทศสยามอยู่มิน้อย ทั้งยังทรงเป็นพระสหายกับ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หรือในคราวที่พระองค์ประชวรเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1929 โบสถ์คริสต์ในประเทศสยามก็ยังได้ประกอบพิธีขอบคุณพระเจ้าเพื่อขอพรให้พระองค์หาย กระทั่งตอนที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 และเข้ามาบริหารประเทศได้ราวสามปีกว่าแล้ว ขณะนั้น พระเจ้าจอร์จที่ 5 ก็ยังคงครองบัลลังก์อังกฤษอยู่ ส่วน ครุสชอฟ นั้น นายปรีดี คงจะมารู้จักดีตอนที่ผู้นำสหภาพโซเวียตผู้นี้กำลังเรืองอำนาจในยุคสงครามเย็น ซึ่งช่วงนั้น นายปรีดี ต้องระหกระเหินลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในต่างประเทศแล้ว และตอนที่ นายปรีดี เขียนพาดพิงถึง ครุสชอฟ ผ่านคำนิยมหนังสือนั้น อดีตผู้นำสหภาพโซเวียตผู้นี้ก็เพิ่งอำลาโลกไปก่อนหน้าเพียงสองปี

การที่ นายปรีดี พนมยงค์ เอ่ยถึงความเข้าใจผิดของ นิกิตา ครุสชอฟ แห่งสหภาพโซเวียตที่มีต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษนั้น แม้อาจดูเหมือนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ชวนให้ผลิรอยยิ้ม แต่ก็สะท้อนให้เห็นความเอาใจใส่ต่อสถานการณ์ของโลก อีกทั้งถ้าเราไม่ละเลยต่อเรื่องราวเล็ก ๆ บางทีก็อาจมองเห็นองค์ความรู้ที่ขยับขยายออกไปได้อย่างกว้างขวางเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง :

จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. เกิดวังปารุสก์ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสมัยประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์, 2552.

สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. พุทธปรัชญาประยุกต์ / โดย สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. ปาฐกถาเรื่อง พุทธศาสนาในต่างประเทศ / โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์). พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : สันติธรรม, 2528.

Crankshaw, Edward. Khrushchev : A Biography. London : Collins, 1966.

Floyd, David. Mao against Khrushchev : a short history of the Sino-Soviet conflict. London : Pall Mall Press, 1964.

Nicolson, Sir Harold. King George the Fifth: His Life and Reign. London: Constable and Co., 1952.

Werth, Alexander. Russia under Khrushchev. Greenwich : Crest Book, 1961.