เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรปในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ (ปีตามปฏิทินเก่า ถ้าเป็นปฏิทินปัจจุบันเดือนนั้นอยู่ในปี ๒๔๗๗) สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบตามพระราชประสงค์ ตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองคืตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๗๖
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทารงสละราชสมบัติตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ น. (เวลาในประเทศอังกฤษ) สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศราฯ จึงทรงพ้นหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
รัฐบาลซึ่งมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูณแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๙ ที่มีความว่า
“การสืบราชสมบัติ ท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”
ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๖) ที่ได้พระราชทานกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. ๒๔๖๗ ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้เชิญมาบัญญัติไว้
ในสมัยก่อนนั้น นักเรียนได้เรียนพระราชพงศาวดารกรุงเก่า กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ย่อมระลึกได้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตก็เกิดปัญหายุ่งยากมากในการอัญเชิญเจ้านายขึ้นครองราชสืบสันตติวงศ์เพราะไม่มีกฎมณเฑียรบาลกำหนดไว้ชัดแจ้ง ถ้าเป็นกรณีที่กรมพระราชวังบวรฯ (วังหน้า) ทรงมีพระชนม์อยู่ ก็ถือตามประเพณีนิยมว่า ท่านพระองค์นี้ทรงสืบสันตติวงศ์ แต่มีหลายกรณีในอดีตที่วังหน้าสวรรคตก่อนวังหลังซึ่งมิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว้ อาทิ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เมื่อได้เสวยราชย์ ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช พระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าจุ้ย” เป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรฯ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ซึ่งมีพระราชโอรสในเจ้าจอมมารดาต่างๆ อาทิ เจ้าจอมมารดาสำลี พระราชธิดาสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งมีพระราชโอรสหลายพระองค์ อาทิ พระองค์เจ้าชายพงศ์อิศเรศ ซึ่งเป็นต้นสกุล “อิศรเสนา” และในเจ้าจอมมารดาทรัพย์ คือพระองค์เจ้าภุมรินทร ซึ่งเป็นต้นสกุล “ภุมรินทร” (ม.ร.ว. หญิงเจียก ภุมรินทร ได้เข้าสู่สกุล “ณ ป้อมเพชร” ในฐานะเป็นมารดาของพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา บิดาท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์) แต่พระบวรราชเจ้าองค์นั้นสวรรคตก่อนพระเชษฐา (รัชกาลที่ ๒) ซึ่งยังมิได้ทรงตั้งเจ้านายองค์อื่นเป็นกรมพระราชวังบวร ครั้นเมื่อรัชกาลที่ ๒ สวรรคต พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเมื่อสมภพดำรงพระอิสริยยศ “พระองค์เจ้า” เนื่องจากพระมารดาเป็นเจ้าจอมกำเนิดชนธรรมดาสามัญได้เสด็จขึ้นครองราชย์ก่อนสมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ ซึ่งพระมารดาทรงศักดิ์สมเด็จเจ้าฟ้า
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๓) สวรรคตโดยมิได้ทรงตั้งพระราชโอรสหรือเจ้านายองค์ใดเป็นกรมพระราชวังบวรแทน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพที่ได้สวรรคตไปก่อน พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่จึงพร้อมกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎฯ ขึ้นครองราชย์ในพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๔)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ สวรรคตโดยมิได้ทรงตั้งพระราชโอรสหรือเจ้านายองค์ใดเป็นกรมพระราชวังบวรแทนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้สวรรคตก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ ขึ้นทรงราชย์ในพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๕) ในขณะต่อมาก็ได้อัญเชิญพระองค์เจ้าชายยอดยิ่งยศฯ (มีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่าพระองค์เจ้ายอชวอชิงตัน) กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญได้ทิวงคตไปก่อนแล้ว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงประกาศพระบรมราชโองการยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯ แล้วได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ ในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี (พระศรีสวรินทิราฯ) ดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อพระองค์นี้สวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธฯ ในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ที่ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงศักดิ์สูงกว่าพระนางเจ้าพระบรมราชเทวีผู้ทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศซึ่งสวรรคตไปก่อนนั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ สวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่จึงอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธฯ ขึ้นทรงราชย์ในพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๖)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระอนุชาร่วมพระราชชนนีเป็นรัชทายาท ซึ่งทิวงคตก่อนพระเชษฐาฯ จึงทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธฯ พระอนุชาร่วมพระราชชนนีเป็นรัชทายาทซึ่งทิวงคตก่อนพระเชษฐาฯ จึงทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา พระอนุชาร่วมพระราชชนนี เป็นรัชทายาท ส่วนพระอนุชาร่วมพระราชชนนีที่ทรงสมภพก่อนสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกคือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ นั้น ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนแล้ว
คณะรัฐมนตรีจึงได้ปรึกษากันในระหว่างเวลา ๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒ ถึงวันที่ ๗ มีนาคม เพื่อพิจารณาว่า เจ้านายในพระราชวงศ์จักรีพระองค์ใดสมควรที่รัฐบาลจะเสนอขอความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป เพราะในรัฐธรรมนูญนั้นได้กล่าวไว้ว่า “โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ฯลฯ” ในขณะนั้นก็มีเจ้านายหลายพระองค์ที่ทรงศักดิ์ “พระองค์เจ้า” พระโอรสแห่งสมเด็จเจ้าฟ้าหลายพระองค์ รัฐมนตรีหลายท่านก็ยังมิได้ศึกษากฎมณเฑียรบาลนั้นให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ส่วนข้าพเจ้าเองเคยศึกษาไว้บ้างโดยนำไปสอนในวิชากฎหมายปกครองที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ก็ช่วยอธิบายหลักการใหญ่ของกฎมณเฑียรบาลนั้น ที่ได้กำหนดลำดับชั้นผู้ควรสืบราชสันตติวงศ์ไว้หลายกรณี คือ (๑) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชนัดดา (๒) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา แต่ทรงมีสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนี หรือพระโอรสของสมเด็จพระอนุชา (๓) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา กับทั้งไร้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนี แต่ทรงมีสมเด็จพระเชษฐา หรือสมเด็จพระอนุชาต่างพระราชชนนี หรือพระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาหรืออนุชานี้ (๔) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา กับทั้งไร้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนี และไร้สมเด็จพระเชษฐาหรืออนุชาต่างพระราชชนนี แต่ทรงมีพระเจ้าพี่ยาเธอหรือพระเจ้าน้องยาเธอ หรือพระโอรสของพระเจ้าพี่ยาเธอหรือพระเจ้าน้องยาเธอ (๕) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา พระอนุชาร่วมพระราชชนนีและพระอนุชาต่างพระราชชนนี พระเจ้าพี่ยาเธอ น้องยาเธอ แต่ทรงมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอและพระเจ้าบรมวงศ์เธอหรือพระราชโอรส
แต่รายละเอียดในการลำดับอาวุโส (ที่เจ้านายเรียกว่า “โปเจียม”) ของพระบรมวงศานุวงศ์นั้น รัฐมนตรีแทบทุกคนยกเว้นเจ้าพระยาวรพงษ์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวังที่รู้เรื่องแล้ว นอกนั้นไม่รู้ละเอียดว่า พระโอรสและพระธิดาของเจ้านายองค์ใดทรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้า พระองค์เจ้า สมเด็จเจ้าฟ้า โดยสังเกตว่า พระราชโอรสบางองค์ของพระมหากษัตริย์เป็นพระองค์เจ้าก็มี เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าก็มี พระโอรสของพระองค์เจ้าเป็นพระองค์เจ้าก็มี เป็นหม่อมเจ้าก็มี พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าทรงสมภพมาเป็นพระองค์เจ้าก็มี เป็นหม่อมเจ้าก็มี จึงต้องใช้เวลาศึกษาจนได้ความว่า ตามพระราชประเพณี ท่านได้คำนึงถึงศักดิ์ทางฝ่ายพระมารดาประกอบด้วย คือ ถ้าพระโอรสพระมหากษัตริย์ทรงมีพระมารดาทรงศักดิ์ตั้งแต่พระอัครชายาเธอขึ้นไป พระโอรสนั้นก็ทรงศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าฟ้า และในบรรดาสมเด็จเจ้าฟ้าก็ทรงมีอาวุโสต่างกัน สุดแต่พระมารดาเป็นสมเด็จ พระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี พระนางเจ้าพระราชเทวี พระนางเธอ พระอัครชายาเธอ
ส่วนพระโอรสสมเด็จเจ้าฟ้านั้น ก็คำนึงถึงพระมารดา ซึ่งถ้าเป็นพระองค์เจ้าหญิง พระโอรสนั้นก็เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าถ้า พระมารดาเป็นคนสามัญ พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้านั้นเดิมทรงเป็นหม่อมเจ้า แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ประกาศเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๐ ให้ยกหม่อมเจ้าที่ประสูติแล้วและที่จะประสูติต่อไปในสมเด็จเจ้าฟ้าหลายพระองค์เป็น “พระวรวงศ์เธอ” พระองค์เจ้า อันเป็นฐานันดรที่ลดหลั่นจาก “พระเจ้าวรวงศ์เธอ” พระองค์เจ้า
ส่วนพระโอรสของพระเจ้าลูกยาเธอแห่งพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระราชสมภพเป็นพระองค์เจ้านั้น ถ้าพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหญิงก็ดำรงพระอิสริยยศตั้งแต่สมภพเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า อาทิ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ในกรมพระกำแพงเพ็ชรฯ และพระองค์เจ้าหญิงประภาวสิทธิ์ฯ ถ้าพระมารดาเป็นคนธรรมดาสามัญก็ทรงเป็นเพียงหม่อมเจ้า
นอกจากนั้นยังมีหม่อมเจ้า พระองค์เจ้า สมเด็จเจ้าฟ้า ในกรมพระราชวังบวรฯ (วังหน้า) และเจ้านายสูงศักดิ์อื่นๆ อีก
คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในประเด็นแรกว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระเชษฐาร่วมพระราชชนนี ที่มีพระราชโอรสทรงพระชนม์ชีพอยู่ คือ
(๑) พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถที่ทรงเป็นรัชทายาทในรัชกาลที่ ๖ ครั้นแล้วจึงพิจารณาคำว่า “โดยนัย” แห่งกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ นั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จะต้องยกเว้นตามมาตรา ๑๑ (๔) แห่งกฎมณเฑียรบาลนั้นหรือไม่เพราะพระมารดามีสัญชาติเดิมเป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งตามตัวบทโดยเคร่งครัดกล่าวไว้แต่เพียงยกเว้นผู้สืบราชสันตติวงศ์ที่มีพระชายาเป็นคนต่างด้าว (ขณะนั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ยังไม่มีชายาเป็นนางต่างด้าว) รัฐมนตรีบางท่านเห็นว่า ข้อยกเว้นนั้นใช้สำหรับรัชทายาทองค์อื่น แต่ไม่ใช่ในกรณีสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สถาปนาเป็นรัชทายาทนั้นก็ทรงมีพระชายาเป็นนางต่างด้าวอยู่แล้ว และทรงรับรองเป็นสะใภ้หลวงโดยถูกต้อง แต่ส่วนมากของคณะรัฐมนตรีตีความว่าคำว่า “โดยนัย” นั้น ย่อมนำมาใช้ในกรณีที่ผู้ซึ่งจะสืบสันตติวงศ์มีพระมารดาเป็นนางต่าวด้าวด้วย
(๒) พระองค์เจ้าวรานนท์ฯ เป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ ที่เป็นพระเชษฐาร่วมพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แต่รัฐมนตรีเห็นว่า พระมารดาก็ของพระองค์เจ้าวรานนท์ฯ เป็นคนธรรมดาสามัญ ซึ่งเป็นหม่อมชั้นรองของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นที่ทรงมีพระชายาเป็นหม่อมเจ้าได้รับพระราชทานเสกสมรสแต่ไม่มีพระโอรส ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้ผ่านการพิจารณาพระองค์เจ้าวรานนท์ฯ
ครั้นแล้วจึงได้พิจารณาเสมือนว่า กรณีที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัตินั้น เป็นกรณีที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา กับทั้งไร้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนี แต่ทรงมีสมเด็จพระเชษฐาหรือสมเด็จพระอนุชาต่างพระราชชนนีหรือพระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาหรืออนุชานี้”
ขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระชนม์อยู่ แต่พระองค์เสด็จไปประทับในต่างประเทศโดยคำขอร้องของคณะราษฎร คณะรัฐมนตรีจึงไม่พิจารณาถึงพระองค์ท่านและพระโอรสของพระองค์ท่านที่มีอยู่หลายพระองค์ โดยอาศัยคำว่า “โดยนัย” ดังนั้นจึงได้พิจารณาว่า พระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาหรือสมเด็จพระอนุชาต่างพระราชชนนีกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีท่านผู้ใดบ้าง ก็ได้ความจากเจ้าพระยาวรพงษ์ฯ ว่า มีพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ และของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ
ในระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้น พระมารดาก็ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชเทวี ซึ่งทรงศักดิ์สูงกว่าพระมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ แต่ในชั้นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าแต่ละพระองค์ดังกล่าวนั้น พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ มีพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหญิง ส่วนพระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ มีพระมารดา คือหม่อมสังวาลย์ (เรียกพระนามในขณะนั้น) แต่ก็ได้รับพระราชทานเสกสมรสเป็นสะใภ้หลวงโดยชอบแล้ว และสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นก็ได้ทรงยกย่องให้เป็นพระชายาคนเดียวของพระองค์ โดยคำนึงถึงสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ที่ได้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ราษฎร และเป็นเจ้านายที่บำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิปไตย เป็นที่เคารพรักใคร่ของราษฎรส่วนมาก คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบพร้อมกันเสนอสภาผู้แทนราษฎรขอความเห็นชอบที่จะอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงประกาศเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๐ ให้ยกหม่อมเจ้าอานันทมหิดล และหม่อมเจ้าในสมเด็จเจ้าฟ้าหลายพระองค์เป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ไว้แล้วนั้น ดังนั้นเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ (ปีอย่างเก่า) สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบตามคำเสนอของรัฐบาลในการอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ ย้อนหลังไปก่อนวันลงมติ คือให้ถือว่า ขึ้นทรงราชย์ตั้งแต่วันและเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติ คือตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ น. (เวลาในประเทศอังกฤษ)
ในการประกาศว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ย้อนหลังไปเช่นนั้นโดยถือตามคติสากลนิยมแห่งราชาธิปไตยที่ถือว่า ราชบัลลังก์ไม่สั่นสะเทือนไม่ว่าในกรณีใดๆ แม้ในกรณีที่พระมหากษัตริย์สวรรคตและมีพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ที่สืบราชสันตติวงศ์ ราษฎรในหลายประเทศก็ได้เปล่งอุทานถวายพระพรว่า “THE KING IS DEAD LONG LIVE THE KING” ซึ่งแปลว่า พระมหากษัตริย์สวรรคตขอให้พระมหากษัตริย์ทรงพระเจริญ ดังนี้ประกอบกันไป
ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมีพระชนมพรรษา ๙ พรรษาเศษ ยังทรงพระเยาว์อยู่ จะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ และจะทรงตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงจะต้องมีบุคคลหนึ่งหรือหรือหลายคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา ๑๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งได้อนุญาตไว้ด้วยว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นชั่วคราว
คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีและรวมทั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบกด้วย นายพันเอก หลวงพิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรองผู้บัญชาการทหารบก, นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัยเป็นรัฐมนตรีลอยและเสนาธิการทหารเรือ, ข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่บังคับบัญชากรมตำรวจด้วย เพราะขณะนั้นนายพันตำรวจเอก หลวงอดุลเดชจรัสเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ, และมีรัฐมนตรีอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการควบคุมกำลังอาวุธ คณะรัฐมนตรีชุดนี้มิได้ช่วงชิงโอกาสอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปิดทางไว้เพื่อเพิกเฉยไม่เสนอผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยจะกระทำหน้าที่เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสียเองเหมือนดังที่ในสมัยต่อมา คือในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกำลังเสด็จประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งจากสิงคโปร์อยู่ในอ่าวสยามก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ในระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนกับต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ นั้น ได้เกิดมีรัฐประหารทางวิทยุ อันเป็นเหตุให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งไว้ต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นจอมพล ป. จึงได้กราบทูลถวายพระพร ณ ท่าราชวรดิษฐ์ ๒ ครั้ง คือ ในฐานะคณะผู้สำเร็จราชการครั้งหนึ่ง และในฐานะคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง (ขณะนั้นข้าพเจ้าอยู่ที่ปักกิ่ง ได้เปิดเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงฟังวิทยุกรุงเทพฯ ได้ความตามที่ยังจำได้ดังกล่าวนี้ หวังว่าผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ คงพอจำกันได้บ้าง)
คณะรัฐมนตรีคณะที่นายพันเอก พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนั้น พิจารณาเห็นว่า สมควรเสนอสภาผู้แทนราษฎรตั้งผู้สำเร็จราชการในทันใด ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบในการอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ ในวันที่ ๗ มีนาคม นั้น ในการนี้ก็จะต้องทาบทามท่านที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมควรเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ล่วงหน้า ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้นายกรัฐมนตรีและข้าพเจ้า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อกราบทูลขอให้ทรงรับเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ด้วย แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศราฯ รับสั่งว่า พระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ถ้าจะทรงรับเป็นผู้สำเร็จราชการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่แล้วก็จะมีผู้ติฉินนินทาว่า พระองค์ต้องการจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอดกาล จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาพระบรมวงศานุวงศ์อื่นและข้าราชการผู้ใหญ่ที่สมควรเถิด
คณะรัฐมนตรีจึงประชุมกันสมควรมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ๓ ท่าน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์องค์หนึ่งเป็นประธาน อีกองค์หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในคณะ และอีกท่านหนึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความชำนาญในราชการแผ่นดิน
ในการพิจารณาพระบรมวงศานุวงศ์ที่สมควรเป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ก็ปรากฏว่า พระบรมวงศานุวงศ์ส่วนมากในขณะนั้นได้เสด็จไปประทับอยู่ในต่างประเทศ ภายหลังกรณีที่เรียกว่า “กบฏบวรเดช” ส่วนท่านที่ยังทรงอยู่ในสยาม นอกจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศราฯ ก็มีเจ้านายที่ทรงกรมอยู่อีกองค์หนึ่ง คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอ๊อสคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ซึ่งเป็นพระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ซึ่งนายพันเอก พระยาพหลฯ คุ้นเคยกับท่าน เพราะรับราชการเป็นราชองครักษ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ด้วยกัน ส่วนข้าพเจ้านั้น พระองค์ท่านทรงรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาอยู่ในปารีส คือเมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งเป็นพระภคินีร่วมพระชนกและพระชนนีของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เมื่อครั้งสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทรงไปรักษาพระองค์ในประเทศฝรั่งเศส เสด็จในกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ได้รับสั่งให้ข้าพเจ้านำพระองค์ท่านทัศนาจรกรุงปารีสหลายครั้ง ข้าพเจ้านับถือท่านมากที่ได้เห็นพระจริยาวัตรเยี่ยงนักประชาธิปไตย ไม่ทรงถือองค์ว่าเป็นเจ้านายที่สูงศักดิ์ บางครั้งทรงลงพระหัตถ์ทำพระกระยาหารที่ครัวสถานทูตด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า มีอาหารเสวยบางอย่างที่โอชาซึ่งข้าพเจ้าศึกษาจากพระองค์โดยรับเป็นผู้ซื้ออาหารสดถวายตามที่ทรงวาน แล้วเป็นลูกมือท่านส่วนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อนายพันเอก พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าไปเฝ้าเสด็จในกรมองค์นั้น เพื่อขอประทานอนุญาตเสนอพระนามท่านต่อสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติเห็นชอบในการตั้งท่านเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านก็ได้ประทานอนุญาต
ครั้นแล้วพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ราชเลขานุการในพระองค์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้เสด็จมาพบ พ.อ. พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าที่วังปารุสกวัน ได้ทรงนำเอกสารต่างๆ มาให้ พ.อ. พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าพิจารณา พ.อ. พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าเห็นว่า พระองค์ได้ทรงร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดีจึงได้ทาบทามท่านที่จะขอเสนอพระนามเป็นผู้สำเร็จราชการอีกองค์หนึ่ง พระองค์ทรงยินดี (ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพเจ้านั้น พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่พระองค์ศึกษาในประเทศอังกฤษ และได้มาเยือนปารีสหลายครั้ง ซึ่งได้กรุณาให้ข้าพเจ้าเป็นมัคคุเทศก์ของพระองค์บางครั้ง ข้าพเจ้าเห็นว่า พระองค์ท่านไม่ถือองค์ว่าสูงศักดิ์ แต่ทรงบำเพ็ญองค์เยี่ยงนักประชาธิปไตย ต่างกับพวกปลายแถวพระราชวงศ์บางคนที่อวดอ้างเป็นเจ้ายิ่งกว่าหม่อมเจ้า)
ในส่วนข้าราชการผู้ใหญ่นั้น คณะรัฐมนตรีเห็นว่า มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งเคยรับราชการเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ในตำแหน่งสำคัญๆ อาทิเป็นอุปทูตรักษาการสถานทูตสยาม กรุงลอนดอน ระหว่างที่สยามพิพาทกับฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ. ๑๑๒ ต่อมาเป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งปกครองบริเวณ ๗ หัวเมือง ของไทยอิสลามด้วย ต่อมาได้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ กระทรวงนครบาล ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ซึ่งทรงยกย่องเจ้าพระยายมราชในฐานะพระอาจารย์ระหว่างทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ ดังปรากฏความพิสดารในสุพรรณบัตรที่พระราชทานบรรดาศักดิ์สูงนั้นแล้ว ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงนครบาลเป็นกระทรวงเดียวกันกับกระทรวงมหาดไทย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่จัดระบบใหม่นี้ ท่านรับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แล้วกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง ท่านผู้นี้จึงมีอาวุโสสูงสุดในบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ พ.อ. พระยาพหลฯ ขอให้ข้าพเจ้าไปกราบเรียนทาบทามท่าน แต่ข้าพเจ้าขอตัวด้วยเกรงว่าจะมีผู้ครหาว่า ข้าพเจ้าลำเอียงญาติผู้ใหญ่ของข้าพเจ้า (ดูภาคผนวก) ดังนั้นจึงขอให้ พ.อ. พระยาพหลฯ ทาบทามท่านเอง เมื่อทาบทามแล้ว ท่านยินยอมอนุญาตให้เสนอนามท่านต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติตั้งท่านเป็นคนหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ครั้นเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบตามข้อเสนอของรัฐบาลให้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ต่อมาในวันที่ ๗ มีนาคม นั้นเอง สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบในการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการประกอบด้วย
- พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประธาน
- พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการ
- มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ผู้สำเร็จราชการ
ข่าวที่ทำให้ข้าพเจ้าสลดใจเป็นอันมาก คือ ขณะที่เรือเดินสมุทร “กงเดแวร์เด” ซึ่งข้าพเจ้าโดยสารไปยุโรปเพื่อเจรจาลดดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลและทาบทามนานาประเทศในการที่จะแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคนั้น ได้เทียบท่าเมือง “บรินดิซี” ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เพื่อนโดยสารชาวต่างประเทศคนหนึ่งซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมาอ่านพบข้อความพาดหัวเรื่องว่า พรินซ์อนุวัตร์ ผู้สำเร็จราชการสยาม ปลงพระชนม์เอง คนต่างประเทศนั้นจึงเอาหนังสือพิมพ์นั้นมาให้ข้าพเจ้าอ่านดู ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าข่าวนั้นจะเป็นจริงจึงบอกเขาว่า ข่าวนั้นไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อก่อนข้าพเจ้าจากสยามก็ได้ไปทูลลาท่าน ไม่เห็นท่านทรงมีพระอาการอย่างใดที่จะทำให้ท่านปลงพระชนม์เอง คนต่างประเทศนั้นตอบว่า ข่าวที่ส่งมาโดยสำนักข่าวที่เชื่อถือได้นั้นต้องเป็นความจริง ข้าพเจ้าโดยสารเรือลำนั้นต่อไปถึงเมือง “แบรินสิ” เพื่อเยี่ยมอู่ต่อเรือที่มีนายทหารเรือไทยประจำอยู่ แล้วขอเลื่อนการพบมุสโสลินีไว้ก่อน โดยข้าพเจ้ารีบโดยสารรถไฟตรงไปยังเมือง “โลซานน์” เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและสมเด็จพระอนุชา (รัชกาลที่ ๙) และพระราชชนนี (พระนามในขณะนั้น) ข้าพเจ้าขอให้หลวงสิริราชไมตรี ราชเลขานุการในพระองค์ เอาโทรเลขที่รัฐบาลกราบบังคมทูลมาให้ดู ปรากฏข้อความตามข่าวที่ข้าพเจ้าได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับที่กล่าวแล้ว ไม่มีรายละเอียดว่า ปลงพระชนม์ด้วยวิธีใดและเหตุใด ข้าพเจ้าจึงรีบมากรุงปารีส แล้วได้รับรายงานจากนายพันตำรวจเอกหลวงอดุลเดชจรัสว่า หลวงอดุลฯ เองได้เป็นผู้ทำการชันสูตรพระศพเสด็จในกรมหมื่นอนุวัตรฯ ปรากฏว่าพระองค์ทรงใช้อาวุธปืนสั้นปลงพระชนม์เอง โดยทรงอมปากกระบอกปืนไว้ที่พระโอษฐ์ แล้วใช้นิ้วของพระองค์เองลั่นไก กระสุนเจาะเพดานพระโอษฐ์ทำให้สิ้นพระชนม์ สอบสวนพระชายาและคนในวังได้ความว่า ก่อนสิ้นพระชนม์ เคยรับสั่งว่า “เวลานี้เราจะทำอะไร แม้แต่กระดิกนิ้วก็มีคนเขาว่า” ได้ความต่อไปอีกว่า มีเจ้าบางองค์ค่อนขอดท่านในการเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการโดยคณะราษฎรสนับสนุน มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ประณามท่านต่างๆ (ถ้ากรมตำรวจยังรักษาสำนวนการสอบสวนไว้ก็อาจเปิดเผยได้แล้วในเวลานั้น มีหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ แทบทุกฉบับลงรายละเอียดในการปลงพระชนม์ของเสด็จในกรม แต่ผู้สันทัดในการตะโกนตามโรงภาพยนตร์ยังไม่ปรากฏตัวในสยาม)
ต่อมาในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ปีนั้น คณะรัฐมนตรีจึงเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติเห็นชอบในการตั้งเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินเป็นผู้สำเร็จราชการในตำแหน่งที่ว่างอยู่ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย คณะผู้สำเร็จราชการต่อจากนั้นจึงประกอบด้วย
- พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการ
- เจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการ
- เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ผู้สำเร็จราชการ
โดยเฉพาะเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินนั้น ท่านสืบเชื้อสายจากเจ้าฟ้าทองอินทร ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี ท่านมิได้ร่วมในคณะราษฎร แต่บังเอิญในตอนเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านซึ่งออกจากราชการแล้ว ได้ไปเดินเล่นเวลาเช้าตามปกติ เมื่อท่านเดินมาถึงหน้ากำแพงรั้วเหล็กพระที่นั่งอนันตสมาคม ท่านเห็น พ.อ. พระยาพหลฯ ที่ได้ประกาศยึดอำนาจในนามคณะราษฎรแล้วนั้น กำลังใช้เหล็กงัดโซ่ที่ล้อมประตูกำแพงรั้วเหล็กใส่กุญแจเหล็กไว้นั้น ทั้งนี้เพราะ พ.อ. พระยาพหลฯ มีข้อกำยำแข็งแรงนัก เจ้าพระยาพิชเยนทรจึงเดินเข้าไปดู พลางท่านก็ปรารภว่า “พวกนี้มันสามารถ” แล้วท่านก็จากไป ต่อมาเวลาคณะราษฎรมีงานทำบุญท่านก็อุตส่าห์มาร่วมบ่อยๆ ท่านจึงได้รับความนับถือจากคณะราษฎร