ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

65 ปี การประหารชีวิต ครูครอง จันดาวงศ์ อุดมการณ์ยังสุกสว่างทั่วแดนดิน

31
พฤษภาคม
2569

“ที่นี่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย...”

สิ้นเสียงสัญญาณประกาศจากเครื่องรับวิทยุ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่แผดก้องไปทั่วพระนครในวันนั้น คือคำสั่งตายภายใต้อำนาจทมิฬของ ‘มาตรา 17’ ที่ลงนามโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งส่งตัว ครูครอง จันดาวงศ์ และ ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ สองนักสู้สามัญชนแห่งเมืองสกลนคร เข้าสู่หลักประหารทันทีในข้อหากบฏต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์

ในวันนี้เมื่อ 65 ปีที่แล้ว แผ่นดินอีสานได้จารึกโศกนาฏกรรมอันอำมหิตที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เวลา 12.13 น. ณ สนามบินลับ อำเภอสว่างแดนดิน เสียงปืนรวม 90 นัดแผดคำรามขึ้นสาดตัดขั้วหัวใจของวีรชนผู้กล้า กระสุนเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ปลิดชีพบุรุษผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ทรราช แต่คือความพยายามของระบอบเผด็จการป่าเถื่อนที่หวังจะฝังรากเหง้าของสิทธิเสรีภาพ และดับแสงประทีปแห่งประชาธิปไตยให้มืดมิดลงตลอดกาล

ครูครอง จันดาวงศ์  เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2451 ในครอบครัวชาวนาชาติพันธุ์ไทญ้อ ที่คุ้มวัดศรีสะเกษ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร บิดาชื่อ นายกี จันดาวงศ์ (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นศรีภักดี) มารดาชื่อ แม่เชียงวัน ครูครองเป็นบุตรคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 9 คน ในวัยเด็ก เริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดในท้องถิ่น ต่อมาด้วยความขยันหมั่นเพียรของครอบครัว จึงสามารถส่งครูครองเข้าเรียนจนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล โรงเรียนประจำจังหวัดสกลนคร ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีการศึกษาดีมากในยุคนั้น ก่อนจะมารับราชการเริ่มอาชีพเป็นครูประชาบาลแห่งแรกที่บ้านตาลโกน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ชีวิตคู่ของครูครองมีการแต่งงาน 2 ครั้ง โดยหลังจากย้ายมาบรรจุเป็นครูที่อำเภอสว่างแดนดิน ได้แต่งงานครั้งแรกกับนางสาวมุกดา ลูกสาวกำนันบ้านบงเหนือ แต่ชีวิตสมรสดำเนินไปได้ไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดทั้งคู่จึงได้ตัดสินใจหย่าขาดจากกัน หลังจากหย่าร้างและย้ายไปสอนอีกหลายโรงเรียน ครูครองได้สมรสใหม่กับนางสาวแตงอ่อน แซ่เต็ง ลูกสาวคหบดีเชื้อสายจีนในพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2480 การแต่งงานครั้งนี้ทำให้ครอบครัวของครูครองมีความมั่นคง เป็นทั้งครู ชาวนา และพ่อค้า ที่ผู้คนในอำเภอสว่างแดนดินให้ความเคารพนับถือ นางแตงอ่อนเป็นภรรยาที่อยู่เคียงข้างครูครองจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ครูครองมีบุตร 4 คน คนแรกเกิดกับนางมุกดา ชื่อ นายเดช จันดาวงศ์ 3 คนหลังเกิดจากนางแตงอ่อน โดยมีนายวิทิต จันดาวงศ์ (สหายปาน) เป็นบุตรชายคนโต เป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ของพ่อ เขาถูกจับกุมในคดีการเมืองข้อหาคอมมิวนิสต์พร้อม ๆ กับครูครอง และเคยถูกคุมขังในเรือนจำลาดยาวร่วมกับ "จิตร ภูมิศักดิ์" ปัญญาชนคนสำคัญของไทย โดยเขาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 บุตรชายคนที่สองชื่อ นายธำรง จันดาวงศ์ และบุตรสาวคนเล็กของครอบครัวคือ นางควรครอง จันดาวงศ์ เธอเป็นหนึ่งในพยานบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกับมารดา (นางแตงอ่อน) ในการเข้าไปเก็บศพของครูครองที่ลานประหาร ณ สนามบินลับ สว่างแดนดิน ต่อมาหลังจากครอบครัวถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลเผด็จการ เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้ในเขตป่าเขาบนทิวเขาภูพาน ภายใต้ชื่อ "สหายไพร" (หมอไพร) และทำหน้าที่เป็นแพทย์สนามดูแลผู้เจ็บป่วย

 

จากขุนพลเสรีไทยภูพาน สู่นักโทษการเมืองในลาดยาว

หากเราจะเข้าใจจิตวิญญาณการต่อสู้ของครูครอง ย่อมต้องย้อนมองไปที่รากเหง้าของปัญญาชนอีสานในยุคนั้น ครูครองสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ ครูเตียง ศิริขันธ์ ปัญญาชนชาวสกลนคร ทั้งคู่เริ่มต้นจากการเป็นครูประชาบาลท้องถิ่นที่คลุกคลีกับความทุกข์ยากและการถูกกดขี่จากส่วนกลาง ก่อนจะร่วมกันจัดตั้ง "สมาคมสามัคคีธรรม" ขึ้นมา เพื่อรวบรวมกลุ่มชาวบ้านและผลักดันเรื่องสิทธิเสรีภาพ

เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 - 2488) รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมจำนนและเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎรสายพลเรือนไม่เห็นด้วย และได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นลับ ๆ เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นและรักษาเอกราชของชาติ โดยนายปรีดีมีนามแฝงว่า "รู้ธ" (Ruth) เป็นเลขาธิการและหัวหน้าใหญ่

นายปรีดีได้มอบหมายให้ เตียง ศิริขันธ์ เป็นแกนนำจัดตั้งกองกำลังเสรีไทยภาคอีสาน เครือข่ายสมาคมสามัคคีธรรมเดิมจึงถูกแปรสภาพเป็นกองทัพใต้ดิน ครูเตียงได้รับฉายาว่า "ขุนพลภูพาน" ยุทธศาสตร์ของพวกเขาคือการใช้ค่ายบ้านโนนหอมและถ้ำต่าง ๆ บนเทือกเขาภูพานเป็นฐานทัพ และมีการแอบขุดสนามบินลับขึ้นหลายแห่งในภาคอีสานเพื่อรองรับภารกิจส่งอาวุธและเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสัมพันธมิตร ทั้ง OSS ของอเมริกา และ Force 136 ของอังกฤษ

ในภารกิจกู้ชาตินี้ ครอง จันดาวงศ์ คือลูกน้องมือขวา และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของ เตียง ศิริขันธ์ ในพื้นที่สกลนคร ครูครองทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแกนนำกับชาวบ้าน ด้วยความเป็นคนซื่อสัตย์และเข้าใจจิตวิทยาคนในพื้นที่ เขาทำหน้าที่ผู้ช่วยฝึกอาวุธให้ชาวบ้าน จัดตั้งกองพลพรรคเสรีไทยบนเทือกเขาภูพาน และทำหน้าที่ประสานงานอย่างลับ ๆ จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน พ.ศ.2488 ขบวนการเสรีไทยทำให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นผู้แพ้สงคราม

หลังสงครามสิ้นสุด ยุคประชาธิปไตยเบ่งบานอยู่ได้ไม่นาน นายปรีดีขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเตียง ศิริขันธ์ ได้เป็น สส. สกลนคร และรัฐมนตรี เป็นผู้นำกลุ่ม สส. อีสาน (กลุ่มสหชีพ) ที่สนับสนุนนายปรีดีอย่างเต็มตัว เพื่อผลักดันประเด็นความเท่าเทียมของคนอีสาน ขณะที่ครูครองก็ยังคงขับเคลื่อนงานมวลชนพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แต่ความหวังของประชาชนถูกดับลงเมื่อเกิดเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างฝ่ายปรีดี จนนำไปสู่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยฝ่ายทหารขวาจัดและ พล.ท. ผิน ชุณหะวัณ

นับแต่นั้น กลุ่มเสรีไทยและสายปรีดีถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือกบฏ และถูกตามล่าอย่างโหดเหี้ยม นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ (จีนและฝรั่งเศส) หลังพยายามทวงคืนอำนาจใน "กบฏวังหลวง พ.ศ. 2492" แต่ไม่สำเร็จ และไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกเลยจนถึงแก่อนิจกรรม (กบฏวังหลวง หรือที่ฝ่ายก่อการเรียกว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" คือความพยายามของกลุ่มทหารเรือและอดีตเสรีไทยที่นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ในการใช้กำลังทหารยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เพื่อรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตย)

เส้นทางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทำให้ครูครองต้องสูญเสียอิสรภาพและถูกคุมขังในคดีการเมืองที่ "คุกลาดยาว" ถึงสองครั้งใหญ่ในชีวิต โดยถูกจำคุกครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2495 - 2500 ครูครองถูกจับกุมข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร หรือ "คดีกบฏสันติภาพ" ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านต้องถูกจองจำร่วมกับปัญญาชนและนักคิดหัวก้าวหน้าแห่งยุค เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) อยู่ในคุกลาดยาวนานเกือบ 5 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเนื่องในวโรกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในปี พ.ศ. 2500 (คดีกบฏสันติภาพ (10 พฤศจิกายน 2495) เกิดจากกลุ่มปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมืองหัวก้าวหน้า ร่วมกันจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย" เพื่อรณรงค์ต่อต้านสงครามเกาหลีและเรียกร้องให้ไทยวางตัวเป็นกลาง แต่รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง มองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นภัยคุกคามและความผิดฐานกบฏ จึงสั่งการให้ตำรวจบุกจับกุมผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากในวันดังกล่าว)

ในระหว่างที่ครูครองถูกขังครั้งแรกนั้น ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นในห้องคุมขัง ข่าวร้ายที่ย่างกรายเข้ามากลับเยือกเย็นและกรีดลึกยิ่งกว่าเครื่องพันธนาการใด ๆ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 สี่อดีตรัฐมนตรีผู้เป็นทั้งสหายร่วมรบและขุนพลแห่งอุดมการณ์เสรีไทย ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถวิล อุดล จำลอง ดาวเรือง และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ถูกกลุ่มตำรวจการเมืองภายใต้อำนาจทมิฬของ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ คุมตัวไปลั่นไกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทิ้งศพไว้ที่ทุ่งบางเขน ปิดฉากชีวิตนักสู้ประชาธิปไตยไปอย่างน่าอนาถ แต่อำนาจชั่วยังไม่หยุดทำงาน ในอีกเพียงสามปีต่อมา พ.ศ. 2495 ชะตากรรมอันโหดร้ายก็เอื้อมมือมาถึง ครูเตียง ศิริขันธ์ แกนนำเสรีไทยสายอีสานผู้ยิ่งใหญ่ เขาถูกจับกุมและนำตัวไป "อุ้มฆ่า" อย่างไร้ความปรานี ก่อนที่ร่างจะถูกเผาทำลายหลักฐานจนมอดไหม้ไปกับกองฟืนในป่าลึกจังหวัดกาญจนบุรี เป็นการปิดฉากชีวิตของ "ขุนพลภูพาน" ในวัยเพียง 43 ปี ทิ้งไว้เพียงรอยเลือด คราบน้ำตา และความเงียบงันของยุคทมิฬที่กลืนกินเหล่าวีรบุรุษไปทีละคน

 

(ครอง จันดาวงศ์ ในปี พ.ศ. 2502)

 

เผด็จการยัดข้อหา

แม้ขุนพลอีสานจะถูกเด็ดหัวไปทีละคน แต่ครอง จันดาวงศ์ ยังคงปักหลักต่อสู้ทางความคิดในพื้นที่อีสานต่อไป เขาฟื้นฟูการทำงานมวลชนช่วยเหลือชาวนา จนกระทั่ง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 มีมาตรา 17 กฎหมายเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งประหารชีวิตใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องมีการไต่สวนของศาล และให้ถือว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายทันที

ครูครองถูกยัดข้อหา "กบฏต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์" จากการเคลื่อนไหวร่วมกับชาวบ้าน นำไปสู่การถูกจับกุมและคุมขัง ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 โดยครูครองถูกจับกุมพร้อมกับครูทองพันธ์ สุทธิมาศ และผู้เคลื่อนไหวคนอื่น ๆ ซึ่งทั้งสองท่านถูกควบคุมตัวและสอบสวนอย่างเข้มงวดอยู่ภายในห้องขังของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสว่างแดนดินเป็นเวลาราว 25 วัน โดยไม่มีโอกาสได้พบหน้าหรือร่ำลาครอบครัวแม้แต่คำเดียว ท่ามกลางบรรยากาศอันสิ้นหวัง จอมพล สฤษดิ์ได้ใช้อำนาจมาตรา 17 สั่งประหารชีวิตครูครอง และครูทองพันธ์ ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการศาล

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน ระหว่างถูกคุมขังอยู่ภายในห้องขังของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสว่างแดนดิน ครูครองได้แอบเขียนจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายส่งผ่านออกมาถึง "แม่ครูแตงอ่อน" และลูก ๆ ของเขา เนื้อความในจดหมายตอกย้ำถึงความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างหนักแน่น และฝากฝังให้ลูกทุกคนยืดอกยึดมั่นในเกียรติยศของพ่อผู้ไม่เคยทรยศต่ออุดมการณ์

 

ลำดับเหตุการณ์ ณ สนามบินลับ สว่างแดนดิน (31 พฤษภาคม 2504)

บรรยากาศและพฤติกรรมก่อนสิ้นลมของครูครอง และครูทองพันธ์ สุทธิมาศ ได้รับการบันทึกไว้จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ และผู้ใกล้ชิด ดังนี้

เวลาประมาณ 08.30 น. บรรยากาศภายในห้องขัง สภ.อ.สว่างแดนดิน เต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อผู้บังคับการตำรวจภูธรเขตและคณะเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาแจ้งว่าจะเบิกตัวครูครองและครูทองพันธ์ออกไป แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าเป็นการย้ายไปสอบสวนต่อที่จังหวัดสกลนคร แต่เพื่อนนักโทษการเมืองร่วมห้องขังและห้องข้างเคียงต่างรู้ดีด้วยสัญชาตญาณว่านี่คือวาระสุดท้าย ครูครองได้เดินเข้าไปจับมือและโอบกอดร่ำลาเพื่อนผู้ต้องขังทีละคนอย่างสงบนิ่ง พร้อมทั้งกล่าวฝากฝังอุดมการณ์และให้กำลังใจทุกคนว่า "ขอให้ทุกคนต่อสู้ต่อไป อย่าได้ย่อท้อ" ขณะที่ครูทองพันธ์เองก็ยืดอกน้อมรับชะตากรรมด้วยความเด็ดเดี่ยวโดยไม่มีอาการหวาดวิตก ทั้งสองนักสู้ร่วมกันให้กำลังใจเพื่อนนักโทษจนนาทีสุดท้าย ก่อนจะถูกคุมตัวเดินออกจากประตูเรือนโรงสถานีตำรวจไป

เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่คุมตัวครูครองและครูทองพันธ์ออกจาก สภ.อ.สว่างแดนดิน โดยรถยนต์นำทางเลี้ยวเข้าสู่สนามบินลับ (ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณโรงเรียนสว่างแดนดิน)

เมื่อไปถึงลานบิน พื้นที่โดยรอบถูกล้อมไว้ด้วยทหารและตำรวจติดอาวุธ มีหลักประหารตั้งรออยู่ เจ้าหน้าที่ได้อ่านประกาศคำสั่งมาตรา 17 ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้ทั้งสองฟัง ทั้งคู่รับฟังด้วยความสงบนิ่ง ไม่มีใครร้องขอชีวิต

เมื่อเพชฌฆาตจะนำผ้าดำมาผูกตาตามธรรมเนียม ครูครองและครูทองพันธ์ได้ปฏิเสธ โดยครูครองกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ไม่ต้องผูกหรอก ผมไม่กลัวตาย" (บางบันทึกระบุว่าท่านต้องการจ้องมองความตายด้วยตาเปล่า)

ทั้งสองถูกมัดเข้ากับหลักประหารโดยหันหน้าเข้าหาเพชฌฆาต ก่อนสิ้นเสียงสัญญาณยิง ครูครองได้ชูมือที่ถูกมัดขึ้นเท่าที่พันธนาการจะเอื้ออำนวย และตะโกนคำขวัญปฏิวัติที่ดังก้องลานบินว่า "เผด็จการจงพินาศ! ประชาธิปไตยจงเจริญ" ก่อนที่ชุดกระสุนปืนกลจะรัวเข้าใส่ร่างตัดขั้วหัวใจของนักสู้ทั้งสองในเวลา 12.13 น.

ข้อเท็จจริงข้างต้นถูกบันทึกและสืบค้นไว้อย่างเป็นระบบในแหล่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ คือ

หนังสือ "บันทึกของวิทิต จันดาวงศ์" เป็นแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่สำคัญที่สุด ซึ่งวิทิตได้รวบรวมจดหมายลายมือจริงของพ่อที่ส่งมาจากในคุก รวมถึงการสัมภาษณ์ตำรวจและประจักษ์พยานที่อยู่ในลานประหารวันนั้น ซึ่งยืนยันว่าจดหมายสั่งเสียถูกเขียนและส่งออกมาจากในห้องขัง ไม่ใช่ที่ลานบิน

งานศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและกรณีครูครอง จันดาวงศ์ โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รวมถึงวิทยานิพนธ์และงานวิจัยเรื่องขบวนการนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอีสานของนักวิชาการอีกหลายท่าน ซึ่งระบุถึงพฤติกรรมการเผชิญหน้ากับความตายอย่างเด็ดเดี่ยวของครูครองและครูทองพันธ์ ว่าเป็นการปฏิเสธผ้าผูกตาและตะโกนคำขวัญปฏิวัติจนนาทีสุดท้าย

หนังสือ "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์ทางการเมืองยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บันทึกคำสั่งมาตรา 17 และรายละเอียดการประหารชีวิตนักคิดนักการเมืองสายสังคมนิยมในยุคนั้นอย่างละเอียด

 

(ครอง จันดาวงศ์ และผู้ต้องหาคดีความมั่นคงคนอื่นๆ ลงจากเครื่องบินพิเศษของกรมตำรวจที่สนามบินดอนเมืองเพื่อนำมาสอบสวนที่สันติบาลในกรุงเทพมหานคร)

 

หยาดน้ำตาความปวดร้าวของครอบครัว

เมื่อเอ่ยถึงความทุกข์ยากที่ครอบครัวจันดาวงศ์ต้องเผชิญ คำบอกเล่าของภรรยา บุตร และคนรอบข้าง ต่างสะท้อนภาพโศกนาฏกรรมและการถูกกดดันอย่างแสนสาหัสจากน้ำมือของรัฐเผด็จการ บาดแผลทางจิตใจเริ่มต้นขึ้นอย่างรุนแรง ณ ลานประหารสนามบินเก่าสว่างแดนดิน เมื่อนางแตงอ่อน (ภรรยา) และควรครอง (ลูกสาว) ต้องเผชิญหน้ากับความมหันตภัยในการเข้าไปเก็บกู้ร่างอันไร้วิญญาณของครูครองด้วยตัวเอง หลังจากร่างนั้นถูกสาดกระสุนใส่ถึง 45 นัด (เช่นเดียวกับครูทองพันธ์ สุทธิมาศ ที่ถูกยิงคนละ 45 นัด) ซ้ำร้ายหลังเสาหลักของบ้านถูกปลิดชีพ ความทุกข์ทรมานยังคืบคลานเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เมื่อครอบครัวถูกตีตราว่าเป็น "พวกคอมมิวนิสต์" ส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรทางสังคม (Social Sanction) อย่างรุนแรง เพื่อนบ้านและคนในชุมชนต่างพากันหลบเลี่ยงไม่กล้าเข้าใกล้เพราะหวาดกลัวอำนาจทมิฬของมาตรา 17 จนทำให้ธุรกิจการค้าและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต้องพังทลายลงในพริบตา

ความเดือดร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่คอยจับตาและข่มขู่ผู้ที่มาติดต่อซื้อขายกับครอบครัวจันดาวงศ์ โรงสีข้าวขนาดเล็กและร้านค้าของครอบครัวถูกสั่งปิดโดยพฤตินัย ไม่มีใครกล้าขายวัตถุดิบให้ และไม่มีใครกล้าซื้อของจากพวกเขา แม้กระทั่งเสื้อผ้าเย็บปักที่นางแตงอ่อนพยายามทำเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกก็ไม่มีใครกล้ารับซื้อ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บาดแผลยังลามไปถึงลูก ๆ ที่ยังเป็นเยาวชนอย่าง "ธำรง" และ "ควรครอง" ที่ต้องเผชิญกับการถูกตราหน้าในชุมชนและสถานศึกษา ถูกรุมล้อเลียนว่าเป็น “ลูกคอมมิวนิสต์ขายชาติ” และถูกจำกัดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากระเบียบอันเข้มงวดของรัฐในยุคนั้นที่มีต่อครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงสูงสุด ชีวิตในแต่ละวันถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัว เสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านหน้าบ้านยามค่ำคืนกลายเป็นเสียงที่ทำให้ทุกคนในบ้านต้องสะดุ้งตื่นด้วยความผวาว่าจะถูกอุ้มหายหรือจับกุมซ้ำรอยผู้เป็นพ่อ

ขณะเดียวกัน วิทิต จันดาวงศ์ บุตรชายคนโต ก็ต้องสูญเสียอิสรภาพและความรุ่งโรจน์ในวัยหนุ่มไปกับการถูกจับกุมจองจำในคุกลาดยาวอย่างยาวนาน ความกดดันและการคุกคามที่ไร้จุดจบนี้ บีบคั้นให้สายเลือดที่เหลืออยู่ทั้งภรรยาและลูกสาวจำเป็นต้องทิ้งบ้านเกิดซัดเซพเนจรเข้าสู่เขตป่าเขาบนทิวเขาภูพานเพื่อเอาชีวิตรอดและสู้รบภายใต้ขบวนการใต้ดิน การที่ครูครองถูกจับกุมไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2504 และนำตัวไปประหารในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 โดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลาครอบครัวครั้งสุดท้าย ทำให้พื้นที่สว่างแดนดินตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ชุมชนสูญเสียผู้นำที่เป็นปากเป็นเสียง และทำให้ครอบครัวจันดาวงศ์ต้องแบกรับบาดแผลทางประวัติศาสตร์นี้ ขับเคลื่อนผ่านความเงียบงันเพื่อเปลี่ยนความทุกข์ยากให้กลายเป็นพลังในการต่อต้านการถูกลืมมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวเหลือแสนที่ไม่คิดว่ามนุษย์จะทำกับมนุษย์ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้ลงคอ

 

แสงดาวแห่งศรัทธา

แรงบันดาลใจสู่งานเพลงปฏิวัติของ จิตร ภูมิศักดิ์

จากอุดมการณ์และหยาดเลือดของ ครูครอง จันดาวงศ์ ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ ครูเตียง ศิริขันธ์ และนักสู้คนอื่น ๆ ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและวัตถุดิบชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนงานความคิดของปัญญาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังข่าวการประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์ และครูทองพันธ์ สุทธิมาศ แผ่ขยายเข้าไปถึงข้างในเรือนจำ มันได้สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้แก่เหล่านักโทษการเมืองใน "คอมมูนลาดยาว"

ความสูญเสียในครั้งนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงแค้นและพลังสร้างสรรค์ ผลักดันให้ จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนคนสำคัญซึ่งกำลังถูกคุมขังอยู่ในคอมมูนลาดยาวช่วงปี พ.ศ. 2501 - 2507 รังสรรค์บทเพลงอมตะขึ้นมา 2 เพลงในช่วงปลายปี พ.ศ. 2504 คือเพลง “วีรชนปฏิวัติ” และ เพลง “สว่างแดนดิน”

สอดคล้องกับบันทึกในหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ของ ทองใบ ทองเปาด์ อดีตเพื่อนร่วมคุกของจิตร ที่บอกเล่าถึงบรรยากาศในเรือนจำช่วงนั้นว่า ข่าวการยิงเป้าครูครองได้จุดไฟแห่งความเจ็บปวดและเคียดแค้นให้แก่ผู้ต้องขังคดีการเมืองเป็นอย่างมาก แรงขับนี้ส่งผลให้จิตรหล่อหลอมความสูญเสียออกมาเป็นเนื้อเพลง “วีรชนปฏิวัติ” เพื่อไว้อาลัยและสืบทอดเจตนารมณ์ของนักสู้ที่จากไป

ขณะเดียวกัน การที่จิตรได้อยู่ร่วมคุกและร่วมรับรู้ความเจ็บปวดกับ วิทิต จันดาวงศ์ ลูกชายของครูครอง ประกอบกับการที่มีชาวบ้านและนักสู้จากอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ถูกกวาดล้างจับกุมและส่งตัวเข้ามาขังร่วมกับจิตรในเวลาต่อมา ยิ่งกลายเป็นประกายไฟให้เขาแต่งเพลง “สว่างแดนดิน” ขึ้นมาในนามปากกา "สุธรรม บุญรุ่ง" เพื่อยกย่องจิตใจอันเด็ดเดี่ยวไม่ยอมสยบต่ออำนาจเถื่อนของชาวบ้านเหล่านั้น

จากส่วนหนึ่งในบันทึกคำบอกเล่าของ วิทิต จันดาวงศ์ ในวาระรำลึกประวัติศาสตร์การเมืองลาดยาว ระบุว่า "ในคุกเรามีวงดนตรี... เพลงหลายเพลงของจิตรเกิดขึ้นที่นี่เพื่อประโลมใจและปลุกเร้าการต่อสู้"

ต่อมาเมื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2507 เขาได้ตัดสินใจเข้าป่า ก้าวข้ามจากเมืองสู่ดินแดนเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชนในฐานะ "สหายปรีชา" และที่นี่เอง เขาได้รังสรรค์เพลง “ภูพานปฏิวัติ” บทเพลงมาร์ชอันยิ่งใหญ่ที่แต่งขึ้นท่ามกลางเสียงปืนและสมรภูมิรบ ในปี พ.ศ. 2508

บทเพลงทั้งสามเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ปราชญ์คนสำคัญแห่งยุค ได้บันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน แม้ชีพของครูครอง ครูทองพันธ์ ครูเตียง และเหล่านักสู้สว่างแดนดิน รวมถึง จิตร ภูมิศักดิ์ จะดับสลาย ทว่าอุดมการณ์ของพวกเขากลับไม่เคยตาย แต่กลับได้รับการส่งต่อ และโบยบินออกมาสู่สังคมอย่างทรงพลัง โดยสามเพลงปฏิวัติที่สำคัญของจิตร มีเนื้อหาดังนี้

 

1. เพลง วีรชนปฏิวัติ

(คำร้อง-ทำนอง: จิตร ภูมิศักดิ์ แต่งขึ้นปลายปี พ.ศ. 2504 ณ คุกลาดยาว)

(สร้อย) ... ลูกไทยห้าวหาญ สู้เผด็จการทารุณ ไม่เคยไหวหวั่น

เผด็จการประหารชีวัน ศรัทธายังมั่น เสมอจนสิ้นใจ

เลือดไทยสาดแดง ลงอาบระแหงซึมซาบแผ่นดินกว้างใหญ่

ดุจเปลวเพลิง ที่โหมดวงใจ ประทุเป็นไฟ เคียดแค้นคุโชน

ตื่นเถิดลูกไทย จงเหมือนไฟที่ราดน้ำมัน

โลดถลาห้ำหั่นสมุนศักดินา และจักรพรรดินิยม

เลือดศัตรูต้องหลั่ง ด้วยแรงพลังลูกไทยถล่ม

เมืองไทยต้องเป็นของไทย ประชาไทยต้องมีเสรี

เลือดเนื้อของวีรชนเพิ่มแค้นทับถม

เพื่อนทรุดเรายังไม่ล้ม จะล้างผู้ข่มขี่ไทยสืบแทน

(สร้อย) ...

ตื่นเถิดลูกไทย จงพร้อมใจร่วมสามัคคี

สู้ทั้งน้องทั้งพี่ ทั้งสาวทั้งหนุ่มเด็กเล็กชรา

กลิ่นเลือดคาวคลุ้งอยู่ไม่อาจทนอยู่ด้วยความมึนชา

รวมพลังเถิดเราผองไทย เกรียงไกรหยัดยืนมั่นคง

โค่นล้มมันลง พวกคลั่งสงคราม ขายชาติประชา

จักรพรรดิ อเมริกา เหยียดไทยเป็นทาส กวาดล้างออกไป

บากบั่นอดทน เราผองชนต้องบรรลุชัย

สู้พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา

หยาดเลือดไทยยิ่งหลั่ง ยิ่งเพิ่มพลังให้เราฟันฝ่า                  

เราตายอย่างวีรชน ปวงชนต้องมีเสรี

อุทิศชีวีเพื่อศักดิ์ศรีไทยดำรงคู่ฟ้า

ดังแสงตะวันแดงจ้า สาดแสงส่องฟ้าทั่วแคว้นแดนไทย

 

2. เพลง สว่างแดนดิน

(คำร้อง-ทำนอง: จิตร ภูมิศักดิ์ แต่งขึ้นปลายปี พ.ศ. 2504 ณ คุกลาดยาว)

แดนดินสว่างไสว ไฉนจึงกลับมืดมน

เมื่อทรราชย์เบ็ดเสร็จปล้น ความเป็นคนไปจากปวงชน

เสียงปืนกึกก้องสะท้าน แผ่นดินอีสานเดือดสาดด้วยเลือดข้น

ปลิดชีพวีรชน ผู้ทนสู้เพื่อประชา

ครูครอง จันดาวงศ์ ทรนงยืนหยัดท้า

ไม่เกรงหลักประหารตรงหน้า ชูมือเอ่ยลาประชาชน

ก่อนร่างจะล้มพับ เปล่งคำสำทับก้องฟ้าสากล

"เผด็จการจงพินาศ ประชาไทยจงเจริญ"

ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ เคียงข้างร่วมทางเดิน

พลีชีพไม่คิดขัดเขิน ร่วมเผชิญความตายทรนง

หยาดเลือดที่หลั่งไหล จะกลายเป็นไฟปะทุมั่นคง

สืบสานปณิธานสูงส่ง ปลูกเมล็ดพันธุ์ตรงยอดภูพาน

 

3. เพลง ภูพานปฏิวัติ

(คำร้อง-ทำนอง: จิตร ภูมิศักดิ์ / ใช้นามแฝง "สหายปรีชา" แต่งขึ้น พ.ศ. 2508 ณ เทือกเขาภูพาน)

ยืนตระหง่านฟ้า แผ่ไพศาลทิวยาวยอดสูงสง่า

ภูพานมิ่งขวัญคู่หล้าแหล่งไทย                                               

ธงพรรคเด่นแดงเพลิงสะบัดพลิ้วเหนือยอดภู

สู้พายุโบกโบยพัดอยู่ ไม่เคยหวั่นไหว

ประทีปแห่งยุคคือคิดมาร์กซิสเลนินนิสต์ (หรือเวอร์ชันสากล: เหมือนแสงอาทิตย์อุทัย)

นำทางสู่ชัย ส่องแสงศรัทธาทั่วไทย

นักรบเหนือภูพาน ทหารของมวลชน

เด็ดเดี่ยวอดทน เลือดเนื้อพลีเพื่อประชา

ทุกดงดิบลำเนา ขุนเขาสูงเสียดฟ้า

พวกเราฟันฝ่าดั้นด้นทนทาน

เสียงปืนก้องคำราม คุกคามทั่วแดนดง

ระเบิดทุ่มลงปานฝน ไม่เคยสะท้าน

สงครามประชาชน Everyone ล้วนอาจหาญ (หมายเหตุ: นิยมใช้ "ทุกคนล้วนอาจหาญ")

ยืนหยัดตระหง่าน ดั่งภูพานไม่หวั่นผองภัย

มวลชนเกรียงไกร ชี้ขาดชัยสงคราม

เพลิงปฏิวัติ แผ่สะพัดโหมฮือเป็นเปลวลุกลาม

ธงแดงเด่นงาม โบกทายท้าเหนือยอดภูพาน

 

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบ 118 ปีชาตกาล ของครูครอง จันดาวงศ์ แม้กายหยาบของท่านจะจากไปเป็นเวลาถึง 65 ปีแล้ว แต่อุดมการณ์ของท่านยังสุกสว่างทั่วแดนดิน วันเวลาที่ผันผ่านได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่ากลุ่มอำนาจเผด็จการนั้นคิดผิด ในขณะที่ทรราชผู้สั่งฆ่าล้มหายตายจาก และถูกประวัติศาสตร์ก่นด่าสาปแช่งมาจนถึงปัจจุบัน แต่จิตวิญญาณของครูครองกลับได้รับการยกย่องเทิดทูน ชื่อของท่านกลายเป็นอมตะที่ไม่มีวันล่มสลาย ความตายของครูครองไม่ได้ทำให้ประชาชนสยบยอม แต่กลับกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการตื่นรู้ที่ผลิหน่อออกผลงอกงาม ส่งต่อไฟฝันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีวันมอดดับ

หากวันนั้น ครูครองเลือกที่จะหันหลังให้ภารกิจกู้ชาติของ เตียง ศิริขันธ์ และ ปรีดี พนมยงค์ ในขบวนการเสรีไทย หรือยอมสวามิภักดิ์กราบเท้าทรราชสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เขาก็ย่อมรักษาชีวิตรอดและอยู่จนแก่ตายไปตามอายุขัย ร่างกายคงย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยฝังดินไปแบบธรรมดาสามัญ แต่เพราะท่านเลือกที่จะยึดมั่นในหลักการ คงความสัตย์ และกล้าหาญทางจริยธรรมจนนาทีสุดท้าย ณ หลักประหาร เสียงตะโกนสุดท้ายของท่านจึงยังคงยืนยงกึกก้อง และแปรเปลี่ยนร่างเนื้อให้กลายเป็น "ปุ๋ยทางอุดมการณ์" ที่คอยหล่อเลี้ยงต้นกล้าแห่งเสรีภาพบนผืนแผ่นดินนี้มาจนถึงปัจจุบัน

อย่าให้เลือดทุกหยดและการเสียสละของครูครอง รวมถึงวีรชนทั้งหลาย ต้องกลายเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ถูกลืม จงนำความระลึกถึงในวันนี้ มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม สานต่อปณิธานและยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย เพื่อร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีงามร่วมกัน

ให้เสียงกระสุน 90 นัดในวันนั้น กลายเป็นเสียงเตือนใจพวกเราชั่วนิรันดร์ ว่าตราบใดที่ดวงดาวบนทิวเขาภูพานยังคงส่องแสง อุดมการณ์ของครูครอง จันดาวงศ์ จะไม่มีวันดับสูญ

"เผด็จการจงพินาศ! ประชาธิปไตยจงเจริญ"

"เผด็จการจงพินาศ! ประชาธิปไตยจงเจริญ"

"เผด็จการจงพินาศ! ประชาธิปไตยจงเจริญ"

 

_______

 

*ภาคผนวก: คอมมูนลาดยาว - มหาวิทยาลัยหลังกำแพงคุก

หลังจากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารกวาดล้างครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 และได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ในเวลาต่อมา รัฐบาลเผด็จการทหารได้ทำการจับกุมปัญญาชน นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักหนังสือพิมพ์สายก้าวหน้า มาขังรวมกันเป็นจำนวนมากที่เรือนจำลาดยาว (ระหว่าง พ.ศ. 2501 - 2507) ซึ่งกลุ่มผู้ต้องขังเหล่านี้ได้ร่วมกันเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า "คอมมูนลาดยาว"

แม้จะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่พวกเขาได้ร่วมกันเปลี่ยนระเบียงคุกลาดยาวให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ มีการตั้งกลุ่มศึกษาทฤษฎีการเมือง แลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาษา ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรม โดยบุคคลสำคัญที่มีความเชื่อมโยงในหน้าประวัติศาสตร์ยุคนั้น ได้แก่

วิทิต จันดาวงศ์ (สหายปาน) ทายาทและผู้สืบทอดอุดมการณ์ของครูครอง ซึ่งถูกจับกุมในคดีการเมืองข้อหาคอมมิวนิสต์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับบิดา โดยเขาถูกส่งตัวลงมาคุมขังอยู่ที่ลาดยาว กรุงเทพฯ (ในขณะที่ ครูครอง จันดาวงศ์ และครูทองพันธ์ สุทธิมาศ ถูกควบคุมตัวและสอบสวนอยู่ที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครจนถึงวันประหารชีวิต โดยไม่ได้ถูกส่งตัวมาที่คุกลาดยาวด้วย) นายวิทิตได้ใช้ชีวิตร่วมห้องขังเดียวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัตย์ซื่อรวมถึงวาระสุดท้ายของบิดา จนกลายเป็นเพลิงแค้นและแรงบันดาลใจให้จิตรกลั่นกรองออกมาเป็นบทเพลงปฏิวัติ

เปลื้อง วรรณศรี อดีต ส.ส. และนักเขียนกวีการเมืองคนสำคัญ สหายสนิทของจิตรที่ร่วมกันขับเคลื่อนวรรณกรรมเพื่อชีวิต

อิศรา อมันตกุล นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก ผู้เป็นเสาหลักด้านสื่อมวลชนเสรี

ทองใบ ทองเปาด์ ทนายความและนักหนังสือพิมพ์ (ต่อมาได้รับรางวัลแมกไซไซ) ผู้ทำหน้าที่ทนายความให้เพื่อนพ้องและบันทึกเรื่องราวของชาวคอมมูนลาดยาวลงในหนังสือเล่มสำคัญ

อุดม สีสุวรรณ (บรรจง บรรเจิดศิลป์) นักเขียนและนักวิจารณ์วรรณกรรมคนสำคัญของไทย

สุภา ศิริมานนท์ และ สุภัทร สุคนธาภิรมย์ นักคิดและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองสายมาร์กซิสต์

ส่วน จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เขาได้ใช้เวลาหลังกำแพงคุกแห่งนี้เขียนงานวิชาการและแต่งเพลงปฏิวัติ จนกระทั่งศาลยกฟ้องและได้รับการปล่อยตัว เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2507 หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจเดินทางมุ่งสู่เทือกเขาภูพานเพื่อเข้าร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธในเวลาต่อมา

 

อ้างอิง

  • สื่อออนไลน์และวิดีโอ:
    • คำพูดก่อนความตายของครอง จันดาวงศ์. (2564). [วิดีโอ]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=zOpmtpBAisM
    • ครอง จันดาวงศ์. (ม.ป.ป.). ใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. https://th.wikipedia.org/wiki/ครอง_จันดาวงศ์
    • ธีรภัทร เจริญสุข. (2564, 31 พฤษภาคม). ครอง จันดาวงศ์: แสงดาวแห่งสว่างแดนดินผู้ไม่มีวันดับสูญ. The 101.world. https://www.the101.world/documentary-krong-chandawong/
  • หนังสือและเอกสารวิชาการอ้างอิงเพิ่มเติม:
    • ทองใบ ทองเปาด์. (2517). คอมมูนลาดยาว. คนหนุ่ม.
    • วิทิต จันดาวงศ์. (2545). บันทึกความทรงจำ "จากลานประหารสู่ภูพานปฏิวัติ". ม.ป.พ.
    • พิพิธภัณฑ์ครูครอง จันดาวงศ์. (ม.ป.ป.). เอกสารประวัติศาสตร์และนิทรรศการถาวร. โรงเรียนบ้านบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร.