ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เชียงราก และ ความเชื่อมโยงกับนายปรีดี พนมยงค์

22
มกราคม
2569

ช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ได้ปรากฏข่าวคราวอันเป็นกระแสเกรียวกราวไปทั่วในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือกรณีที่มีการเปลี่ยนชื่อประตูทางเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีด้านริมถนนบางขัน-เชียงรากเสียใหม่   โดย “ประตูเชียงราก 1” ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ประตูรังสิต 2”  และ “ประตูเชียงราก 2” ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ประตูรังสิต 1” ซึ่งทำให้ทั้งอดีตนักศึกษา นักศึกษาปัจจุบัน และบุคคลทั่วไป พร้อมใจส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ว่าทางมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนชื่อประตูใหม่ให้รู้สึกสับสนไปทำไมกัน

ในฐานะที่ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา 16 ปี  ทั้งยังพำนักและใช้ชีวิตละแวกย่านมหาวิทยาลัยในเขตอำเภอคลองหลวงมาเกือบๆ 18 ปีเต็ม  จึงมีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ เชียงราก เสมอมา  และครุ่นคิดว่าควรเหลือเกินที่จะร่ายเรียงเป็นบันทึกเอาไว้สักหน่อย

ตอนที่ผมเพิ่งมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2551 ประตูทางเข้าออกฝั่งถนนบางขัน-เชียงรากยังมีเพียงประตูเดียวเท่านั้น คือตรงบริเวณใกล้ๆกับหอพักอินเตอร์ปาร์คและหอพักทรงพิเชษฐ์  นักศึกษายุคผมมักเรียกขานกันติดปากว่า “ประตูเชียงราก” ส่วนประตูทางเข้าออกมายังถนนบางขัน-เชียงรากตรงที่ใกล้ๆกับโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเพิ่งจะมามีตอนก่อนน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ไม่นาน เพราะเดิมทีบริเวณนั้นยังมีสภาพเป็นทุ่งหญ้ารกและหนองน้ำ อีกทั้งอุดมไปด้วยท่านพี่งูเหลือมมาเลื้อยให้ยลโฉมกันบ่อยๆ จนผมมักพูดติดตลกว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยที่ผมเพิ่งมาถึงปีแรกๆยังมีสภาพเป็น  “ดงงูเหลือม”

ก็เมื่อมีประตูทางเข้าออกฝั่งถนนบางขัน-เชียงรากเพิ่มขึ้นมานั่นแหละ จึงเกิดคำเรียกขานกันว่า  “ประตูเชียงราก 1” หมายถึงประตูแห่งแรกใกล้ๆกับหอพักอินเตอร์ปาร์ค และ “ประตูเชียงราก 2” หมายถึงประตูแห่งที่สองใกล้ๆกับโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ถ้าผมเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนสำเร็จปริญญาตรีแล้วโบกมือหยอยๆอำลาสถานศึกษาแห่งนี้ไปเลย ก็คงจะมีแค่ความทรงจำเรื่องประตูทางเข้าออกอย่าง  “ประตูเชียงราก 1” และ “ประตูเชียงราก 2” หากผมเองมิเคยคาดนึกเหมือนกันว่าจะนำชีวิตหนุ่มมาพำนักอยู่ย่าน เชียงราก ยาวนานเกือบ 18 ปี จนมีโอกาสได้เห็นการที่ “ประตูเชียงราก” กลายเป็น “ประตูรังสิต” ทั้งยังสลับหมายเลขของประตูอีกด้วย

เชียงราก เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นที่ตั้งวิทยาเขตแห่งที่สอง ทว่ากลับถูกเรียกเป็นวิทยาเขตศูนย์รังสิต ซึ่งอาจเป็นเพราะความเข้าใจว่าตั้งอยู่ใน “ทุ่งหลวงรังสิต” อันมีอาณาเขตกว้างขวาง

แน่นอนทีเดียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มักจะมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้สถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2477 หากภาพจำของ นายปรีดี นั้น ดูเหมือนจะถูกยึดโยงกับมหาวิทยาลัยที่ท่าพระจันทร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครเสียมากกว่า  ส่วนบริเวณ เชียงราก กลับไม่ค่อยพบการกล่าวถึงให้เชื่อมโยงกับเรื่องราวของ นายปรีดี สักเท่าใด

ความที่โดยส่วนตัวผมค่อนข้างชื่นชอบพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง อีกทั้งยังใช้ชีวิตประจำวันอยู่ละแวกย่าน เชียงราก จึงหมั่นสืบค้นเรื่องราวของพื้นที่แห่งนี้เสมอๆ แล้วในที่สุดก็พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายปรีดี เช่นกัน ถึงแม้ตอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งอยู่บริเวณทุ่งเชียงรากนั้น นายปรีดี ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม

ในช่วงทศวรรษ 2510 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีความคิดที่จะขยับขยายการเรียนการสอนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขยายการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในชั้นปริญญาตรีนอกเหนือไปจากการเรียนการสอนด้านสังคมศาสตร์ ขณะเดียวกันพื้นที่มหาวิทยาลัยบริเวณท่าพระจันทร์ก็ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางวิชาการและการพัฒนา ทางมหาวิทยาลัยจึงเจรจาขอใช้ที่ดินนิคมอุตสาหกรรมจากทางรัฐบาล ซึ่งตอนแรกได้พิจารณาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน ย่านมีนบุรี ครั้นต่อมาจึงตกลงใจที่จะสร้างวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บนพื้นที่ประมาณ 2,400 ไร่ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันเป็นพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมซึ่งกำลังขยายตัวนับจากย่านรังสิตไปไกลจนถึงเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสระบุรี  ประกอบกับตอนนั้น รัฐบาลยังพยายามเปลี่ยนแปลงท้องทุ่งขนาดใหญ่ในอำเภอคลองหลวงให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมนวนครตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติอีกด้วย

แม้จะมีการจัดสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นในพื้นที่อันอาจเรียกรวมๆว่า "ทุ่งหลวงรังสิต" หากแท้จริงแล้วที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอยู่ในอาณาบริเวณทุ่งเชียงรากและทุ่งคลองหลวงซึ่งห่างไกลจากบริเวณตัวเมืองของรังสิตพอสมควร  จวบกระทั่งมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน ณ วิทยาลัยเขตแห่งนี้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 จึงส่งผลให้นักศึกษาจำนวนมากได้มาคลุกคลีกับบรรยากาศท้องทุ่ง โดยเฉพาะ ทุ่งเชียงราก นับแต่นั้นเรื่อยมาตราบปัจจุบัน

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลางทุ่งเชียงรากและทุ่งคลองหลวงในวันวาน

 

ตามเสียงเล่าของคนดั้งเดิมในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งอำเภอคลองหลวงนั้น แท้จริงแล้วด้านหน้ามหาวิทยาลัยคือบริเวณที่ติดกับถนนบางขัน-เชียงราก ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจของคนในปัจจุบันนี้ที่มองว่าด้านหน้าของมหาวิทยาลัยคือฝั่งติดกับถนนพหลโยธิน หรือฝั่งที่มีโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ดังนั้น พื้นที่บริเวณ เชียงราก จึงถือเป็นทางเข้ามหาวิทยาลัยและเป็นแหล่งชุมชนที่นักศึกษาได้สมผัสคลุกคลีมาแต่ไหนแต่ไร

 

ทุ่งเชียงรากด้านหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ถ่ายจากหน้าต่างขบวนรถไฟที่แล่นบนทางรถไฟสายเหนือ ต้นปี พ.ศ. 2553
โดย อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ

 

เชียงราก นับเป็นพื้นที่เก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณ มีสภาพเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและมีคลองล้อมรอบพื้นที่ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรไปออกปากแม่น้ำได้

“เชียงราก” เป็นคำเก่ามาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา บ้างสันนิษฐานว่ามาจากภาษามอญที่เดิมทีใช้กันว่า “เชิงราก” เพราะตรงบริเวณชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียกว่า “บางหลวงเชียงราก” ซึ่งมีคลองลัดแม่น้ำที่ขุดขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกมอญ คำนี้ยังปรากฏในโคลงตอนหนึ่ง  กำสรวลสมุทร ที่ผู้ประพันธ์เล่าถึงตอนล่องเรือจากกรุงศรีอยุธยาผ่านมาถึงบริเวณนี้ ก็ได้เปรียบเปรย “เชิงราก” อันเป็นสถานที่ กับ “เชองราค” อันหมายถึงชั้นเชิงของอารมณ์ความใคร่ ดังความว่า “ไก่ใดขนนนิ่งน้อง นางเฉลอย  เชอญท่านทยานเปน ผนน  ฝากแก้ว เยียมาบลุะเสบอย  เชองราค ไฟราคดาลแพร้วแพร้ว พร่างตาฯ”

ล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อครั้งที่ สุนทรภู่ เดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองก็ได้เดินทางมามายัง เชียงราก เช่นกัน ดังที่บันทึกไว้ใน นิราศภูเขาทอง ตอนหนึ่งว่า

ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก  สู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา

เป็นล่วงพ้นรนราคราคา ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เริ่มมีการสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกในประเทศไทยในปี  พ.ศ. 2434 คือเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพมหานครถึงนครราชสีมา ทุ่งเชียงราก ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ทางรถไฟตัดผ่าน ซึ่งในยุคนั้นทุ่งแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยโขลงช้างจำนวนมาก ครั้นการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ก็เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดทางรถไฟอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  21 ธันวาคมปีเดียวกัน

เชียงราก มีชื่อเสียงลือลั่นขึ้นมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2451 กล่าวคือ ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2451 ขณะรถไฟสายนครราชสีมาแล่นมาถึงทุ่งเชียงรากในระหว่างสถานีเชียงรากใหญ่กับเชียงรากน้อย ได้มีช้างพังมายืนขวางอยู่บนรางรถไฟ ด้วยความมืดจึงทำให้พนักงานขับรถไฟมองไม่เห็นและขับรถไฟชนช้างพังนั้นนระยะกระชั้นชิดจนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถไฟตกราง สภาพรถไฟพังระเนระนาด และมีพนักงานบนรถไฟเสียชีวิต 3 ราย 

เหตุการณ์ขบวนรถไฟสายนครราชสีมาชนช้างพังที่ทุ่งเชียงรากนี้ ไม่เพียงเป็นข่าวครึกโครมในประเทศสยาม แต่กลับกลายเป็นที่รู้จักในระดับโลกในฐานะอุบัติเหตุอันแปลกประหลาด เนื่องจากได้มีชาวต่างชาตินำไปเป็นปกหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ของประเทศฝรั่งเศสฉบับประจำวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1908

 

หนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ฉบับประจำวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1908 ที่แสดงภาพขบวนรถไฟสายนครราชสีมาชนช้างพังที่ทุ่งเชียงราก

 

เดิมทีนั้น เชียงราก ยังเคยเป็นชื่ออำเภอของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2450 เคยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอสามโคก และอำเภอเชียงราก โดยมีอาคารที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสามแห่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2458 ทางจังหวัดปทุมธานีได้มีคำสั่งให้นายอำเภอเชียงรากย้ายที่ทำการอำเภอจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปปลูกสร้างใหม่ที่ตำบลระแหง แล้วเปลี่ยนชื่ออำเภอใหม่เป็นอำเภอระแหง เป็นอันว่าชื่ออำเภอเชียงรากจึงหายไป ครั้นในปี พ.ศ. 2460 จึงเปลี่ยนชื่ออำเภอระแหงใหม่เป็นอำเภอลาดหลุมแก้ว 

อย่างที่ผมเกริ่นไว้แล้วว่า เชียงราก มีความเชื่อมโยงกับ นายปรีดี พนมยงค์ ด้วยความที่เขาเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา เมื่อจะต้องเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพมหานคร ก็คงจะเคยได้โดยสารขบวนรถไฟแล่นผ่านทุ่งเชียงรากและสถานีรถไฟเชียงรากอยู่หลายหน

อีกทั้งถ้าจะกล่าวถึง ทุ่งเชียงราก ในช่วงทศวรรษ 2450 ซึ่งตรงกับช่วงที่ นายปรีดี ยังเป็นเด็กและวัยรุ่นนั้น ก็นับเป็นพื้นที่อันเต็มไปด้วยโขลงช้าง ดังได้เกิดเหตุการณ์ที่ขบวนรถไฟชนเข้ากับช้างพังเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2451

ช่วงวัยเยาว์ นายปรีดี เองก็เคยติดตาม นายเสียง ผู้เป็นบิดาไปร่วมไล่ช้างเพื่อบุกเบิกที่ดิน แม้กระทั่งตอนเป็นผู้ใหญ่วัย 20 ปีในปี พ.ศ. 2463 แล้ว ก่อนที่จะไปเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศส เมื่อ นายปรีดี เดินทางจากกรุงเทพมหานครกลับบ้านที่พระนครศรีอยุธยา ระหว่างทางเขาก็มักจะได้เห็นช้างตามท้องทุ่งต่างๆ

เหตุการณ์สำคัญที่ ทุ่งเชียงราก ได้มีความเกี่ยวโยงกับ นายปรีดี นั่นคือตอนที่เขาและพลพรรคได้เคลื่อนไหวต่อสู้ทวงคืนประชาธิปไตยกลับมาจากรัฐบาลเผด็จการทหารหรือจะเรียกว่าขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 แต่กลับต้องเผชิญกับความล้มเหลวและเป็นเหตุให้ นายปรีดี ต้องอำลาจากเมืองไทยไปเนิ่นนานถึงสามสิบกว่าปีโดยไม่มีโอกาสได้หวนย้อนมาอีกเลย

ย้อนไปในช่วงต้นปี พ.ศ. 2492 ฝ่ายรัฐบาลทหารที่มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระแคะระคายว่าจะมีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ ทางกระทรวงกลาโหมจึงตระเตรียมความพร้อมของกำลังพลไว้ให้รัดกุม  สืบเนื่องจากภายหลังคณะรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2490 แล้ว สภาพการเมืองไทยตกอยู่ในสถานการณ์ผันผวนและตึงเครียด อีกทั้งฝ่ายรัฐบาลทหารเผชิญกับขบวนการที่พยายามจะมาล้มอำนาจบ่อยครั้ง

พอล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน  ฝ่ายรัฐบาลทหารเริ่มแว่วยินหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องที่ นายปรีดี ลอบเข้าประเทศมาติดต่อกับพวกทหารเรือบริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะติดต่อกับ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) และ พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ เพื่อขอให้ทางทหารเรือช่วยสนับสนุนขบวนการที่นายปรีดี จะย้อนเข้ามาเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมาจากคณะรัฐประหาร 2490

ขณะที่ฝ่ายทหารเรือทางฟากชลบุรีกำลังฝึกซ้อมรบแข็งขัน ฝ่ายรัฐบาลมิวายเคลือบแคลงสงสัยว่าคงจะมีการเคลื่อนไหวบางอย่างที่มากไปกว่าการซ้อมรบของทหารเรือตามปกติเสียแล้ว ฉะนั้น กองทัพฝ่ายรัฐบาลจึงเร่งรัดให้มีการซ้อมรบ โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ จะทำการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ ณ ทุ่งเชียงราก และกองกำลังนาวิกโยธินก็จะทำการฝึกซ้อมในเขตกรุงเทพ-นครปฐม  โดยสำนักงานปลัดกระทรวงนี้ได้มีหนังสือลงวันที่  21 กุมภาพันธ์ ว่าด้วยเรื่องการฝึกยิงปืนใหญ่ที่ตำบลทุ่งเชียงราก ลงนามปลัดกระทรวงกลาโหมคือ พลโท หลวงเสนาณรงค์ (ศักดิ์ เสนาณรงค์) ส่งไปถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยคือ พระยารามราชภักดี (หม่อมหลวงสวัสดิ์ อิศรางกูร) ความว่า

“ด้วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ จะทำการฝึกยิงปืนใหญ่ประจำปีที่ตำบลทุ่งเชียงราก ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ เวลา ๐๘.๐๐ น. และกระทรวงกลาโหมได้ติดต่อขอให้กรมโฆษณาการประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้าทางวิทยุกระจายเสียง ๓ วัน...”

ก่อนที่ต่อมา กรมโฆษณาการก็เผยแพร่คำประกาศทางวิทยุกระจายเสียง

“ด้วยในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ ระหว่างเวลา ๗.๐๐ น.- ๑๗.๐๐ น. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ จะทำการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ด้วยกะสุนจริง และกะสุนซ้อมยิง บริเวณทุ่งเชียงราก ระหว่างถนนประชาธิปัตย์ กับทางรถไฟสายเหนือ ตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ ๓๒ จนถึงหลักกิโลเมตรที่ ๔๑ ของถนนประชาธิปัตย์

ฉะนั้น จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกัน และห้ามประชาชนและสัตว์พาหนะเข้าไปในเขตต์ฝึกซ้อมยิงตามวันและเวลาดังกล่าวด้วย ฉะเพาะถนนประชาธิปัตย์ และทางรถไฟสายเหนือคงใช้สัญจรไปมาได้ปกติ.”

พอวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมแจ้งมา อีกทั้งเห็นควรแจ้งกรมต่าง ๆ และจังหวัดพระนครให้รับทราบ

ถนนประชาธิปัตย์ ที่เรียกขานกันในตอนนั้น ปัจจุบันก็คือ ถนนพหลโยธิน นั่นเอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเปลี่ยนชื่อถนนเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าผู้ก่อการคณะราษฎรและอดีตนายกรัฐมนตรี

พอพวกนักหนังสือพิมพ์แว่วยินคำประกาศของกรมโฆษณาการ ก็พากันเรียกขานการฝึกยิงปืนใหญ่ข้างต้นว่า “การประลองยุทธที่ตำบลทุ่งเชียงราก”

การประลองยุทธที่ตำบลทุ่งเชียงรากในวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ยังมิทันเสร็จสิ้นจบกระบวน พันเอก ศิลป รัตนพิบูลชัย (หรือ ขุนศิลป์ศรชัย) เจ้ากรมรักษาดินแดน ได้รายงานด่วนมายังฝ่ายรัฐบาลว่า ในวันเดียวกันจะมีคณะนายทหารจำนวนหนึ่งวางแผนยึดอำนาจภายในกรมรถรบ แล้วนำรถถังหุ้มเกราะหลายคันพร้อมอาวุธครบมือเคลื่อนมาเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลตอนที่คณะรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมกัน  ดังนั้น พลโท ผิน ชุณหะวัณ ผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท กาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งกำลังบัญชาการประลองยุทธใหญ่ที่ตำบลเชียงราก ปทุมธานี จึงได้สั่งให้หยุดชะงักการประลองยุทธลงก่อน

ครั้นรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาประมาณ 19.30 น. การฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ของกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ณ ทุ่งเชียงราก และการฝึกซ้อมกองกำลังนาวิกโยธินในเขตกรุงเทพ-นครปฐมก็ได้รับคำสั่งเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมตัวปราบจราจลที่จะเกิดขึ้นจากขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างฉับพลันทันที

ล่วงมาถึงคืนวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ นายปรีดี และพลพรรคก็เข้ายึดพื้นที่เมืองหลวง ประกาศยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านทางวิทยุ ก่อนที่จะนำกองกำลังประกอบด้วยอดีตเสรีไทยและลูกศิษย์เข้ายึดพื้นที่พระบรมมหาราชวัง จนมีการปะทะกับกองกำลังทหารบกของฝ่ายรัฐบาล แล้วในที่สุดฝ่ายของ นายปรีดี และพลพรรคก็ประสบความพ่ายแพ้

 

พลโท ผิน ชุณหะวัณ

 

พลโท กาจ กาจสงคราม

 

จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของ นายปรีดี ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง การซ้อมรบ ณ ทุ่งเชียงราก ซึ่งในขณะนั้น นายปรีดี คงไม่คาดคิดหรอกว่า อาณาบริเวณที่ทางทหารฝ่ายรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยใช้ฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่และซ้อมรบเพื่อมาปราบปรามขบวนการต่อต้านรัฐบาล หรือจะพูดง่ายๆว่าเพื่อมาปราบปรามการเคลื่อนไหวของ นายปรีดี และพลพรรคนั้น หลายปีต่อมาจะกลายเป็นพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง 

ทุ่งเชียงราก ได้รับการระบุว่ามีอาณาบริเวณอยู่ตรงกลางระหว่างถนนพหลโยธินกับทางรถไฟสายเหนือที่ทอดยาวขนานกันไป เริ่มนับเนื้อที่ตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 32 จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 41 แต่พื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในอำเภอคลองหลวงนั้น ตั้งอยู่ใน ทุ่งเชียงราก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 40 กับหลักกิโลเมตรที่ 41

ตามเสียงเล่าของคนดั้งเดิมในพื้นที่นั้น ตรงบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยมีสภาพเป็นทุ่งนา ทุ่งหญ้า และหนองน้ำ  ตอนที่ยังไม่ได้สร้างถนนบางขัน-เชียงรากแถวนั้นยังเป็นคันดินและคูคลอง โดยเฉพาะคลองคุ้งผ้าพับเมื่อก่อนยังมีขนาดกว้างใหญ่ ชาวบ้านสามารถพายเรือสัญจรไปมาระหว่างตลาดบางขันกับสถานีรถไฟได้ โดยไปเชื่อมกับคลองมะดัน

  ครั้นต่อมามีการสร้างถนนบางขัน-เชียงรากแยกมาจากถนนพหลโยธินตรงหลักกิโลเมตรที่ 40 หรือฝั่งตรงข้ามตลาดบางขันไปจนถึงแยกเชียงรากใหญ่ รวมถึงเมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งและเปิดการเรียนการสอนนับแต่ปี พ.ศ. 2529 ย่าน เชียงราก ก็ได้รับการพัฒนาและมีความเจริญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจวบจนปัจจุบันนี้  เท่าที่ผมเองได้สัมผัสมาตลอดเกือบ 18 ปี ก็พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไม่น้อนเลย จากเดิมที่เคยมีสภาพเป็นท้องทุ่งในตอนผมเพิ่งมาถึงหมาดใหม่ เดี๋ยวนี้ตึกสูงๆ ก็เหยียดร่างขึ้นมาหลายต่อหลายแท่ง  หรือนักศึกษารุ่นพี่ๆที่เคยมาสัมผัสบรรยากาศก่อนหน้าผม ก็เคยบอกเล่าว่าสมัยที่เขามาเรียนหนังสือ ตรง “ประตูเชียงราก” ซึ่งเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ประตูรังสิต 2” นั้น ยังเป็นบ่อนไก่อยู่เลย

กล่าวได้ว่า เชียงราก เป็นสิ่งที่แนบแน่นในความทรงจำของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาหลายต่อหลายรุ่นมาตลอดเกือบ 40 ปี มิหนำซ้ำ ยังปรากกหลักฐานว่ามีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ  นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สถาปนามหาวิทยาลัยอีกด้วย

ประตูเชียงราก อาจจะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ประตูรังสิต แล้ว แต่ก็น่าเชื่อเหลือเกินว่า เชียงราก ย่อมจะไม่เสื่อมคลายไปจากความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยสูดลมหายใจและคลุกคลีกับละแวกย่านแห่งนี้

หมายเหตุ :

ถ้อยความที่อ้างอิงมาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะรักษาการสะกดคำไว้ตามเดิมที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับ

 

เอกสารอ้างอิง

  • หจช. มท. 0201.2.1.8/30  การฝึกยิงปืนใหญ่ที่ตำบลทุ่งเชียงราก  ( พ.ศ. 2492)
  • ไทยน้อย (เสลา เรขะรุจิ).  ๒๕ คดีกบฏ. พระนคร: ประมวลสาส์น, 2513.
  • "ประกาศเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ." ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34  (29 เมษายน 2460). หน้า 40-68.
  • “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งชื่อทางหลวงแผ่นดินและสะพานขนาดใหญ่.” ราชกิจจานุเบกษา, ตอน 67 เล่มที่ 67 (12 ธันวาคม 2493)
  • ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (๒๔๗๕-๒๕๑๗). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ชุมนุมช่าง, 2517
  • ปรีดี พนมยงค์. ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ: โครงการ “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, 2526
  • พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ) ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พุทธศักราช 2516. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2516
  • สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย ว่าด้วยรัฐ และการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ.2491-2500). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : 6 ตุลารำลึก, 2553