ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ขบวนการชาวนาไทย หลังอภิวัฒน์ 2475 : พลังประชาธิปไตย บทเรียน และก้าวต่อไป

26
พฤษภาคม
2569

ปาฐกถาวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๒๔ 
ห้อง แอล ที ๑ คณะนิติศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
ในงาน "อภิวัฒน์ ๒๔๗๕... สู่ศตวรรษปรีดี พนมยงค์"

เรื่องชาวนา ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอมา เพราะปัญหาชาวนายังคงไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม ในประวัติศาสตร์ทั่วโลกจะเห็นว่า ทุกแห่งหนมีการเคลื่อนไหวของชาวนา ชาวไร่มาตลอด ในส่วนของสังคมไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงตอนต้นรัตนโกสินทร์ก็มีการลุกขึ้นสู้ของชาวนา ๔–๕ ครั้ง แต่รายละเอียดยังไม่ได้รับการศึกษาวิจัยมากนัก มีกบฏญาณพิเชียร กบฏธรรมเสถียร กบฏบุญกว้าง กบฏสาเกียดโง้ง และกบฏผีบุญภาคอีสาน การเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดจากการถูกกดดันและบีบคั้นจากชนชั้นปกครอง และส่วนใหญ่ก็ถูกปราบปรามไป แต่มันก็มีส่วนทำให้รัฐไทยหันมาสนใจปัญหาชาวนาชาวไร่มากขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวนา

ในช่วงรัตนโกสินทร์หลังจาก “กบฏผีบุญ” แล้วก็ไม่ปรากฏชัดว่ามีการลุกขึ้นสู้ของชาวนา ช่วงนี้ก็น่าจะมีการวิจัยเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ลูกชาวนาที่ชื่อปรีดี พนมยงค์ รวมกลุ่มคณะราษฎรทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเคลื่อนไหวของชาวนาทั่วโลก กบฏชาวนาไม่เคยล้มล้างรัฐบาลได้เลย ผู้ที่ล้มล้างอำนาจรัฐก็คือคณะนายทหารรุ่นใหม่ทั้งนั้น มีที่เดียวเท่านั้นที่เห็นว่าการเคลื่อนไหวของชาวนาประสบความสำเร็จคือการเคลื่อนไหวภายใต้การนำของประธานเหมาเจ๋อตุงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เมื่อเช้ามืดของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีการอ่านคำประกาศของคณะราษฎร ซึ่งมีใจความว่าจะล้มล้างระบบการทำนาบนหลังคนและจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา การปกครองของคณะราษฎรต้องการจัดวางโครงสร้างโดยอาศัยหลักวิชาไม่ใช่ทำแบบศักดินาซึ่งเป็นลักษณะไร้แบบแผนที่ชัดเจน

ในหลัก ๖ ประการ ข้อที่ ๓ เป็นนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งบอกว่าจะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้อดอยาก ขอให้ช่วยคณะราษฎรให้ทำงานสำเร็จแล้วทุกคนจะมีความสุขไม่อดตาย มีเสรีภาพ พ้นจากการเป็นไพร่ข้า ไม่เป็นทาสของศักดินาอีกต่อไป หมดสมัยการทำนาบนหลังคน สิ่งที่ทุกคนปรารถนาคือความสุขความเจริญเพื่อบรรลุสิ่งนี้ อ.ปรีดีเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งถ้าทำสำเร็จคิดว่าปัญหาชาวนาชาวไร่ทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขพร้อมกันในชั่วพริบตาเดียว

อ.ปรีดีได้วิเคราะห์ชนบทไทยและได้สรุปออกมาค่อนข้างชัดเจน “เมื่อเห็นสภาพชาวนาในชนบท ก็จะเกิดความสมเพชเวทนาขึ้นมาทันใด ท่านคงจะเห็นว่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่และอื่นๆ อันเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของบุคคลเหล่านี้แร้นแค้นปานใด แม้วันนี้อาจมีแต่พรุ่งนี้หรือวันต่อไปจะยังคงมีหรือขาดแคลนไม่มีใครทราบได้” อนาคตของชาวนาไทยไม่แน่นอน ความไม่เที่ยงแท้ในการดำรงชีวิตของชาวนาชาวไร่ยังดำรงอยู่ตลอด

ในเค้าโครงเศรษฐกิจ อ.ปรีดีเสนอว่า การที่จะส่งเสริมให้ราษฎรมีความสุขสมบูรณ์นั้นมีอยู่ทางเดียว คือ รัฐบาลต้องเป็นผู้จัดการเศรษฐกิจเสียเอง ความคิดเช่นนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็นความคิดแบบ “รัฐนิยม” เพื่อประโยชน์ของมวลชน รัฐคือผู้กำหนดทุกอย่าง ในแนวคิดหรืออุดมการณ์ของ อ.ปรีดี คิดว่ารัฐนิยมของท่านดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สุขของมวลมหาชน เค้าโครงเศรษฐกิจมีจุดอ่อนอยู่หลายอย่าง แต่ก็มีแนวคิดหลายอย่างเหมือนกันที่เสนอการแก้ไขปัญหาชาวนาชาวไร่อย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่ระบบการผลิต การจำหน่ายการบริโภค การอยู่ร่วมกันในรูปแบบคอมมูน ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จปัญหาของชาวนาชาวไร่ก็จะได้แก้ไขทั้งหมด

ในยุคสมัยใหม่ ๒๔๗๕ ถึงก่อน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จะเห็นว่าชาวนาชาวไร่เคลื่อนไหวประท้วงเป็นครั้งคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีการร้องเรียนเรื่องปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดิน ปัญหาค่าเช่านา ปัญหาการสูญเสียที่ดิน และการจัดสรรที่ดิน มีข้อสังเกตอยู่ ๔–๕ ข้อสำหรับช่วง ๒๔๗๕ ถึงก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ดังนี้

๑. การต่อสู้ของชาวนาในช่วงนี้มีมาตลอดแต่ไม่มากนัก

๒. มีเป้าหมายการต่อสู้ค่อนข้างชัดเจน ในการร้องทุกข์เรื่องที่ดินและปัญหาตามมาเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน

๓. ชาวนายังคงเพ้อฝันว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้

๔. ช่วงสมัยอยุธยาเป็นช่วงที่ชาวนาลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ แต่สมัยใหม่เป็นการต่อสู้อย่างสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายที่ดำรงอยู่

๕. ลักษณะการต่อสู้เป็นไปอย่างกระจัดกระจายรวมกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยเดินทางมาร้องเรียนที่กรุงเทพ

ถ้าจะเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์จีน จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของชาวนามีลักษณะรุนแรงมาก จนกระทั่งเป็นรูปแบบของสงครามชาวนา เห็นได้ชัดเจนจากคำพูดของประธานเหมาเจ๋อตุงว่า การปฏิวัติไม่ใช่การเล่นขายขนมครก แต่เป็นการที่ชนชั้นหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้และโค่นล้มอีกชนชั้นหนึ่ง ซึ่งการเคลื่อนไหวของชาวนาก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติสังคมในประเทศจีน

พอถึงยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทางการเมือง บรรยากาศประชาธิปไตยในช่วงนี้ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของชาวนาไทย ดังนี้

๑. ชาวนาเริ่มมีบทบาทในการแสดงออกถึงปัญหาของตนเองมากขึ้น กว้างขวางขึ้นและกินขอบเขตทั่วประเทศ ซึ่งนับแต่มีประวัติศาสตร์ชาติไทยมาไม่เคยมีการเคลื่อนไหวของชาวนากว้างขวางขนาดนี้

๒. ในช่วงการเคลื่อนไหวชาวนามีความตื่นตัวทางความคิด ยกระดับจิตสำนึกในการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา

๓. มีการจัดองค์กรของตนเองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งเกิดจากการที่ชาวนาชาวไร่มารวมตัวกันในท้องสนามหลวงหลายพันคนในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ หลังจากต่อสู้กับรัฐบาลมาหลายเดือน

๔. จะเห็นว่าข้อเรียกร้องของชาวนาชาวไร่ไม่ได้มีเพียงด้านเศรษฐกิจด้านเดียว ชาวนาได้สรุปบทเรียนจากการเคลื่อนไหวของตนเองว่าการต่อสู้ชาวนาจะต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองด้วยนับเป็นเรื่องใหม่ที่สำคัญ

การก่อตั้งสหพันธ์ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก ข้อเรียกร้องที่ได้มีการเสวนา สามารถสรุปได้ ๔ ข้อ

๑. เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาวนาชาวไร่ เป็นวัตถุประสงค์สูงสุด

๒. เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาชาวไร่ ทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน หนี้สิน ราคา ผลผลิตในช่วงนั้น

๓. ให้ชาวนาชาวไร่ได้เข้าใจ พ.ร.บ.ค่าเช่านา ปี ๒๕๑๗ ที่รัฐบาลประกาศใช้ นี่คือสิ่งที่เป็นตัวจุดชนวนแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน

๔. ต้องให้มีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง “ที่ดินจะต้องเป็นของผู้หว่านไถ”

การเคลื่อนไหวของสหพันธ์ทั้ง ๔ ข้อ ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากให้กับอำนาจท้องถิ่น มีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มเจ้าที่ดินใหญ่ กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง การค้า กับกลุ่มชาวนาชาวไร่สหพันธ์ บ่อยครั้งที่มันจบลงด้วยความรุนแรง ชาวนาถูกจับ ถูกนำขึ้นศาลและถูกลอบสังหาร

ข้อเรียกร้องของสหพันธ์ฯ นับเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม และอยู่ในขอบเขตของกฎหมายมาตลอด แต่คำตอบที่ได้รับคือขบวนการล่าสังหารชาวนา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นส่วนใหญ่ ผู้นำสหพันธ์ฯ ๔๐ คนได้ถูกกวาดล้าง ถูกล่าสังหารไป และในช่วงหลัง ๖ ต.ค. ๒๕๑๙ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอีกกี่คนที่ถูกล่าสังหารไปเพราะช่วงนั้นอยู่ในยุคมืด จนถึงปี ๒๕๒๒ ปีที่รัฐบาลประกาศให้เป็น “ปีแห่งชาวนาชาวไร่ไทย” แท้จริงต้องเรียกว่าปีแห่งอวสานของการเคลื่อนไหวชาวนาไทย เพราะปีนั้นพ่อหลวงจำรัส ม่วงยาม ถูกลอบสังหารเป็นคนสุดท้าย

ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ การเคลื่อนไหวของชาวนาไทยเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมนับแสนทั่วประเทศ แต่หลังจากนั้น ๔ ปี ในปี ๒๕๒๑ พ่อจำรัส ม่วงยาม ก็สามารถสรุปบทเรียนได้อย่างรวดเร็วในหนังสือ “ทางเดินของชาวนาไทย” ซึ่งมีข้อสรุปอยู่ ๓ ข้อ คือ

๑. ชนชั้นปกครองนอกจากจะปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมแล้วยังคุกคามเข่นฆ่าชาวนาอย่างโหดเหี้ยม

๒. การเคลื่อนไหวของชาวนาในช่วงนั้น ทำให้ได้เห็นธาตุแท้ของเจ้าของที่ดินและนายทุน ซึ่งไม่มีวันที่จะยอมเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาของชาวนา ข้อสรุปของเราก็คือปัญหาชาวนาจะต้องได้รับการแก้ไขโดยชาวนาเอง

๓. การจะแก้ไขปัญหาชาวนาได้นั้น ชาวนาจะต้องร่วมกันต่อสู้กับประชาชนทุกองค์กรในการสร้างสังคมใหม่ที่มีสิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตยและความยุติธรรม การเคลื่อนไหวของชาวนาต้องเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ของทั้งหมดนี้

พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง เขียนในบทนำ “ชาวนาไท” ว่าทางออกของชาวนาท่ามกลางการปราบปราม คือ ต้องติดอาวุธทางความคิดให้ถูกต้องเพื่อให้ชาวนาชาวไร่ ได้เข้าใจกฎเกณฑ์การต่อสู้ พ่อหลวงอินถาได้พยากรณ์ไว้ว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่เหลียวแลชีวิตชะตากรรมของชาวนาชาวไร่ วันหนึ่งพวกเขาต้องลุกขึ้นมาตอบโต้อย่างแน่นอน และการต่อสู้ของชาวนาก็มิอาจหลีกหนีความรุนแรงได้เลย

จากวันนั้นถึงวันนี้ขบวนการชาวนาไทยได้เงียบหายไป แต่ปัญหาของชาวนายังคงอยู่เหมือนเดิม และรัฐบาลก็ยังใช้คำพูดเหมือนเดิม อยากให้ดูเปรียบเทียบจากคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ในปี ๒๕๑๗ กับปีที่แล้วที่ให้กับสมัชชาคนจน จะเห็นว่าเหมือนกันเปี๊ยบ

คำถามวันนี้ คือ ชาวนายังคงทุกข์ยากและปัญหายังคงรุนแรงเหมือนเดิม แต่ขบวนการชาวนาไทยหายไปไหน? ในวาระครบรอบ ๒๕ ปีนี้ สหพันธ์จะสามารถฟื้นคืนชีพได้หรือไม่?

ขอจบลงด้วยประโยคสั้นๆ “วาทกรรมดีกว่าทารุณกรรม” คำถามคือจะพูดกับชาวนาอย่างไรดี นี่คือวาทกรรม ส่วนทารุณกรรมก็คือจะไล่ฆ่าชาวนาอย่างไรดี นี่คือดีสคอร์สร่วมสมัยของชาวนาไทย “วาทกรรม ดีกว่าทารุณกรรม”


หมายเหตุ :

  • คงอักขระตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ
  • คงเลขไทยในเนื้อหาไว้ตามต้นฉบับ