ที่มาของโครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทยเริ่มได้อย่างไร
เมื่อปี 2525 ถึงระยะกาลที่ท่านจะอายุครบ 7 รอบ สังคมไทยเราก็ถือว่าสำคัญ คืออายุ 84 ปี จริง ๆ ก็คงมีลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิด โดยเฉพาะท่านอาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ท่านก็เป็นคนที่เรียกว่าใกล้ชิดท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์มาก ก็มีความดำริที่ว่า ในชาตกาลของท่านอีก 2 ปีข้างหน้า คือปี 2527 แต่ท่านคิดไว้ตั้งแต่ 2525 แล้วว่าน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวาระ 84 ปีของท่าน ก็เลยปรึกษาท่านอาจารย์ปรีดีเพราะอาจารย์สุภากับคุณป้าจินดา (จินดา ศิริมานนท์) มักจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์ปรีดีอยู่เสมอ แล้วคงหารือกันมาว่าน่าจะทำโครงการอะไรขึ้นมา เรียกว่า โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ นะครับ ผมหายหน้าไปจากกรุงเทพฯ อยู่นาน
ผู้ที่เป็นประธานก็คือ อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ แล้วรองลงมาก็คือ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งก็คือหลานของท่านผู้หญิงพูนศุข (พูนศุข พนมยงค์) แล้วก็ท่านที่สำคัญอื่น ๆ มีหลายท่าน ท่านศักดิชัย บำรุงพงศ์ หรือเสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เขียนเรื่อง ปีศาจ ใกล้ชิดกับครอบครัวของท่านอาจารย์ปรีดีมาก เพราะท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นเป็นผู้สวมมงคลและประธานในการจัดการแต่งงานให้ท่านกับป้าเครือ (เครือพันธ์ บำรุงพงศ์) วันเดียวกับที่ท่านถูกจับตัวในข้อหากบฏสันติภาพเลย แล้วก็คนสำคัญก็คือ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) ซึ่งเพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์ปรีดีที่ปารีส พอกลับมาก็มาคิดทำเรื่องนี้ด้วยกันกับอาจารย์สุภา นอกนั้นก็จะมีนักคิดคนสำคัญเช่น อาจารย์สุธี ประศาสน์เศรษฐ ซึ่งเสียชีวิตแล้ว อาจารย์ทวี หมื่นนิกร แล้วก็ปรีดี บุญซื่อด้วย เป็น 1 ใน 100 คนที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วถูกจับ แล้วก็เป็น 13 กบฏในสมัย 14 ตุลาคม พวกนี้ล้วนมีความสำคัญ
แล้วพอก่อตั้ง เราต้องหาพันธมิตร คือต้องไปคุยกับทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาก็ดีใจมากบอกว่าต้องการจัดอยู่แล้ว เนื่องจากว่าในปีชาตกาล 84 ปีของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ยังถือว่าเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์
ผลผลิตสำคัญของโครงการที่สะท้อนเจตนารมณ์ของ ปรีดี พนมยงค์ มีอะไรบ้าง
ทำครั้งแรกสุด อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมการโครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทยด้วย ท่านก็เดินทางไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นปฐมฤกษ์นะครับ ซึ่งเป็นที่มาของ หนังสือ ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ไปสัมภาษณ์บ้านอองโตนีเลย ก็ประมาณราวช่วงเดือนพฤษภาคม 2525

แล้วก็วาระนั้นเวลาไปสัมภาษณ์เขาก็ตั้งตีมไว้ 3 เรื่อง คือ อันที่หนึ่ง ให้ท่านเล่าเรื่องในอดีตว่าสังคมไทย สภาพเป็นยังไง ก่อน 2475 ถึงทำให้เกิดขบวนการของคนหนุ่มที่ร่วมกันก่อการตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้นมา
ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ให้เล่าสภาพปัญหาสังคมการเมือง เศรษฐกิจในช่วงนั้นว่าเป็นยังไง
สอง คือ เมื่อทำการสำเร็จแล้วเนี่ย พูดถึงความสำเร็จของคณะราษฎร หลังจากที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นะครับ เป็นระบบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ หรือทุกวันนี้เราเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อีกอันนึง คือ ถามท่านว่า แล้วอนาคตจากนี้ไปท่านเห็นสังคมไทยควรจะไปทางทิศทางไหน อันนี้คือตีมเรื่องที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เดินทางไปพร้อมกับนักวิชาการอีก 2 ท่าน ที่จำได้ก็คือ อาจารย์กนกศักดิ์ แก้วเทพ กับภรรยาของท่าน คืออาจารย์กาญจนา แก้วเทพ
ในช่วงปี 2525 เตรียมไว้อีกเล่มนึงก็คือ เนื่องจากลงทุนเยอะก็ให้ธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์เขาก็มีบัญชาให้ทางสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ที่จัดพิมพ์ จะทำคัดเลือกบทความ ปาฐกถา และคำบรรยายที่ท่านเคยบรรยายกับนักศึกษาในยุโรปด้วย แล้วก็ข้อสำคัญคือเอา เค้าโครงการเศรษฐกิจ มาพิมพ์ในเล่มนี้ แล้วใช้ชื่อหนังสือตรงกับชื่อโครงการก็คือ โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย คนที่คัดเลือกก็คือคนในกลุ่ม ล้วนแต่เป็นผู้เก่ง ๆ โดยเฉพาะอาจารย์สุภา (สุภา ศิริมานนท์) อาจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
ที่ผมจำได้นะ อาจารย์ฉัตรทิพย์ก็มีส่วนเยอะในการคัดเลือก แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวงต้องให้ท่านอาจารย์ปรีดีท่านเห็นชอบ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถ้าทำอะไรท่านต้องมีทฤษฎี เซกชัน (section) แรกก็จะเป็นเรื่องทฤษฎีด้านการเมืองการปกครอง ทฤษฎีเกี่ยวกับประชาธิปไตยพาร์ตต่อมาเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องเกี่ยวกับคณะราษฎร เกี่ยวกับประชาธิปไตย อันนี้คือเป็นเซกชันสำคัญ
อีกเซกชันหนึ่งก็คือ เอาสิ่งที่สมัยก่อนเรียกว่า เค้าโครงการเศรษฐกิจ ที่ท่านเคยนำเสนอให้กับ ครม.
ในยุคของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งสภาเห็นชอบ แต่พระยามโนฯ มาตีตกภายหลัง ก็คือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปี 2476 ก็มีการนำเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ พอตีตกปุ๊บ ท่านก็ถูกกล่าวหา จนกระทั่งถูกเนรเทศ แล้วก็เอามาตีพิมพ์ ทั้งสิ่งที่เรียกว่าสมุดปกเหลือง ก็หมายถึงแนวความคิดเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ท่านได้รับมอบหมายจากคณะราษฎรและจากสภาฯ ให้ร่างขึ้นมา แล้วก็จะมีคำที่เรียกว่า พระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 7 ซึ่งจริง ๆ ภายหลังก็รู้ว่าไม่ใช่ ที่เรียกว่า สมุดปกขาว เนี่ย จริง ๆ ก็เป็นของพระยามโนฯ ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านเอง ทำขึ้นมา แต่ว่าโอเคก็ทำขึ้นมาในพระนามของรัชกาลที่ 7 ก็มาตีพิมพ์ไว้ ก็เป็นประวัติศาสตร์นะครับ ในเล่มนั้นที่ให้ชื่อว่า ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย
ตอนนั้นยังไม่มีมูลนิธิเกิดขึ้นมา อีกเล่มนึงคือ ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เล่มจริงก็เป็นเล่มเรียบ ๆ ท่านเป็นคนเขียนเอง โดยให้ท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นบรรณาธิการ แล้วก็จะมีบันทึกว่า เขียนเมื่อเดือนกรกฎาคมพาร์ตแรกเสร็จในช่วง 2525 เหมือนกัน ทั้งหมด 3 เล่ม แต่กว่าจะได้พิมพ์ คือท่านถึงแก่อสัญกรรม มีเล่มเดียวเท่านั้นที่พิมพ์ในปี 2525 คือหนังสือของอาจารย์ฉัตรทิพย์ที่มาสัมภาษณ์ท่าน
พอท่านถึงแก่อสัญกรรม โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย คณะกรรมการก็เห็นกันว่าคงจะต้องเปลี่ยน ก็ควรจะทำมูลนิธิขึ้นมา ก็ริเริ่มทำมูลนิธิขึ้นมาในปีนั้นเลย คือหลังจากวันที่ 2 พฤษภาคมเมื่อท่านเสียแล้ว เดือนมิถุนายนก็เริ่มทำการจดมูลนิธิเลยจากเหตุที่ท่านถึงแก่อสัญกรรม แต่ก็เกี่ยวเนื่องมากับงานโครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทยด้วย แล้วงานโครงการนี้ ภายหลังก็คือ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ในช่วงแรกของการก่อตั้งมูลนิธิเป็นอย่างไร
ในยุคที่เปิดกว้างขึ้น เราก็สามารถเคลื่อนไหวได้ ที่จะนำโอกาสที่ท่านอาจารย์ปรีดีได้ครบรอบปี 2525 หลังจากรัฐบาลเปิดกว้าง 2 ปี ทางโครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทยก็เกิดขึ้นมา ซึ่งเราก็ทำง่าย ๆ อย่างที่บอกว่าเป็นโครงการหนังสือก่อน มีการเผยแพร่ความคิดท่านในรูปของนิทรรศการด้วย ผมเองก็มีหน้าที่ทำสิ่งที่เรียกว่านิทรรศการเคลื่อนที่ ทำก็อบปีรูปภาพต่าง ๆ มาแล้วก็ทำเป็นกล่องรูปเล็ก ๆ เพื่อที่จะเดินทางไปแสดงเรื่องความคิดของ ปรีดี พนมยงค์ และก็ทำวิดีทัศน์ด้วยนะครับ
นอกเหนือจากผู้ร่วมก่อตั้งโครงการปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย ยังมีบุคคลหรือเครือข่ายใดอีกที่ร่วมผลักดันให้เกิดมูลนิธิ
โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทยเป็นการรวมภาคี อย่าง ส.ศิวรักษ์ หรือ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ถ้าไปดูในหนังสือ 3 เล่มแรกของโครงการ ออฟฟิศที่ทำเป็นของอาจารย์สุลักษณ์ บริษัทสายส่งของอาจารย์สุลักษณ์คือบริษัทเคล็ดไทย เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ เป็นผู้รับหนังสือเพราะว่าการที่จะลงทุนหนังสือมันแพง ทำขึ้นมาก็อาศัยการผลิตโดยพวกเรา โดยเคล็ดไทย โดยทุนที่อาจารย์สุลักษณ์ไปหามา ตอนนั้นทางโครงการก็ไม่ได้มีทุนของตัวเอง ให้เคล็ดไทยทำส่งให้
ตอนที่ก่อตั้งท่านผู้หญิงพูนศุขกลับมาแล้ว เมื่อท่านผู้หญิงพูนศุขกลับมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะใช้ทุนทรัพย์ของท่าน แล้วก็อาศัยเตรียมมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ก็คือเรียกว่า ต.ม.ธ.ก. เขาก็อาจจะจัดในกลุ่มของเขา ก็หาเงินได้จำนวนหนึ่ง แล้วสถานที่ตั้งมูลนิธิครั้งแรก ก็คือที่บ้านของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ อยู่ซอยสวนพลู ถนนสาทร อาศัยฟาซิลิตี (facility) ของท่านทั้งหมด พอไปตั้งที่ซอยสวนพลู ท่านก็จะอุทิศเรือนหลังเล็ก ๆ ตรงติดกับประตูทางเข้าบ้านเป็นที่ทำการ แล้วก็จ้างรุ่นพี่มาคนหนึ่ง ชื่อพี่เล็ก มาทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ผมเองไม่รับเงินจากที่นี่เลย มาช่วยทำงาน วาระ 100 ปี มูลนิธิเด็กมาผลักดันเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยอะ ในเรื่องของการพิมพ์หนังสือนะครับ
อะไรคือ “ต้นทุนทางใจ” ของผู้ร่วมทำงานในมูลนิธิ
ตอนนั้นต้องอาศัยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประธานเท่านั้น ถึงจะสามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจทั้งหมดได้
ที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ ที่นี่เป็นที่ดินของคุณครูองุ่น มาลิก ที่ดินของท่านมีอยู่ประมาณ 500 กว่าตารางวาเศษ ท่านก็แบ่ง 371 ตารางวาซึ่งเป็นที่ดินส่วนใหญ่ยกให้ จริง ๆ ท่านมีดำริยกให้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่สมัยที่ท่านอาจารย์ปรีดียังมีชีวิต และตอนที่เราดำริที่จะทำเรื่องฉลองชาตกาล 7 รอบของท่าน เพราะว่าคุณครูองุ่น มาลิก กับผมสนิทกัน แล้วท่านก็อุทิศที่ดินนี้ บอกว่าถ้าไปทำอะไรที่บ้านท่านผู้หญิง มันเล็กไปแล้วก็ดูไม่เป็นสาธารณะ ถึงเวลาก็ต้องปิดบ้าน เพราะงั้นที่ดินตรงนี้ 371 ตารางวา อุทิศให้กับท่านผู้หญิงพูนศุข กับท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งคิดดูนะซอยทองหล่อที่วาละเท่าไหร่
พอหลังจากนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขต้องจ่ายเงินเองนะครับ ประมาณ 300,000 กว่าบาทโอนที่ แล้วก็ไปขายที่ดินแถววังน้อย ซึ่งเป็นที่มรดกของท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เงินมาก้อนใหญ่ จากนั้นเตรียม ม.ธ.ก. เขาก็ระดมทุนกันมา ได้เงินประมาณ 20 กว่าล้าน ก็สร้างตึกหลังแรก ที่พวกเราก็คุ้นตากันอยู่แล้ว ตึกหลังใหม่ก็พยายามจะรักษาลักษณะรูปลักษณ์ของตึกหลังนั้น ซึ่งก่อสร้างด้วยอิฐและเหล็ก ดูค่อนข้างมั่นคงแข็งแรง อันนี้ก็ได้จากของคุณครูองุ่น มาลิก และก็ส่วนของ อาจารย์องุ่น มาลิก ท่านก็ทำมูลนิธิของท่านเอง ชื่อว่าไชยวนา คือชัยชนะของป่า มีอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธานในยุคแรก ๆ แล้วผมก็เป็นประธานมูลนิธิไชยวนาเกิน 10 ปี ก็พยายามเชื่อมระหว่าง มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ กับ ไชยวนา ด้วยกันนะครับ กว่าจะทำได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายนะครับ
พันธกิจหลักของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์คืออะไร
พันธกิจหลักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือ เราจะต้องส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามแนวคิดของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเวลานี้เราก็ถือว่าใกล้เคียง ก็คือมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใกล้เคียงกับราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญตามที่อาจารย์ปรีดีเคยให้นิยามศัพท์ไว้
อันที่ 2 ก็คือพยายามที่จะเผยแพร่คุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ต้องเข้าใจว่าในประเทศไทยเรา มีรัฐบุรุษอาวุโสเพียงท่านเดียว นอกนั้นอาจจะเป็นรัฐบุรุษ หรือเชษฐบุรุษ แต่คำว่า Senior Statesman มีคนเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโดยในหลวงรัชกาลที่ 8 เนื่องจากว่าท่านเป็นทั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วก็เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยที่ร่วมขบวนการนำสันติภาพมาสู่โลก แล้วก็นำเอกราชอธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ จึงได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส
คุณูปการสำคัญที่เราจะต้องทำ คือ ต้องนำอัฐิของท่านกลับมา เมื่อก่อตั้งมูลนิธิหลังปี 2526 การนำท่านกลับมาไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมีการวางแผนและโครงการ ปรากฏว่าเราสามารถทำได้สำเร็จในปี 2529 อาศัยบารมีของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ พวก ต.ธ.ม.ก เรียกท่านว่าคุณแม่ และอาจารย์ปรีดีเปรียบเสมือนพ่อผู้ประศาสน์การ ตอนนี้ก็เหมือนลูก ๆ ทั้งหลายมารวมตัวกัน

แล้วสิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุขดำริขึ้น สำคัญมากก็คือ มูลนิธิเราต้องไปทำอนุสรณ์สถานเพราะว่าผู้ที่เป็นรัฐบุรุษอาวุโสของทุกประเทศที่เป็นรัฐบุรุษ (statesman) จะต้องมีที่ที่เป็นชาตุภูมิ ชาตุภูมิของท่านอยู่ที่อำเภอกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา บนเรือแพริมแม่น้ำลพบุรี หน้าวัดพนมยงค์ อันเป็นที่มาของนามสกุล พนมยงค์ ท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นผู้วางทั้งสิ้น ผมเองก็มีหน้าที่กับท่านเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ ตอนนั้นท่านเสวตรท่านมีบารมี ท่านก็หาซื้อไม้เก่ามาทำเรือนไทยส่วนผมมีหน้าที่อย่างหนึ่งคือดูแลเรื่องเรือน ที่จะเป็นเรือนเรียกว่าทำนิทรรศการถาวรขึ้น จะมี 2 เรือนคือ เรือนบ้านเกิดท่าน ที่ทำเหมือนเรือนแพติดริมแม่น้ำ แล้วก็มีเรือนหลังใหญ่อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนไม้เก่า ทำเป็นนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเรื่องราวท่านอาจารย์ปรีดี แล้วก็อาศัยผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยท่านรองผู้ว่าเนี่ยมาช่วยเต็มที่ แล้วก็มีศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เป็นคนสำคัญอยู่ที่อยุธยามาร่วมด้วย ทำเป็นอนุสรณ์สถาน และสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า หลักหกประการ ขึ้นมา เป็นอุดมการณ์ของท่านอาจารย์ปรีดี แล้วหลังจากนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขก็มีดำริว่า ยกอนุสรณ์สถานบ้านเกิดให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้บริหารของสถาบันเชื่อมโยง “อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ไว้ด้วยกันได้อย่างไร
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ท่านก็สืบทอดจิตวิญญาณ เรียกว่าเสมือนหนึ่งเป็นท่านปรีดี พนมยงค์ ด้วยตัวเอง แล้วหลังจากนั้นมาก็ยังมีลูก ๆ ของท่าน แม้ว่าพี่ปาล พนมยงค์ จะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่จิตวิญญาณของท่าน เพื่อนท่านอย่างลุงสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ที่เป็นกรรมการแล้วก็เตรียม ม.ธ.ก. รุ่นของท่านก็มาช่วยกัน พวกนี้เขามีจิตวิญญาณทั้งนั้น
แล้วก็อย่างคุณครูสุดา พนมยงค์ ลูกสาวท่าน คุณดุษฎี พนมยงค์ คุณศุขปรีดา พนมยงค์ แม้ว่าท่านจะพยายามอยู่เบื้องหลัง แต่ท่านก็อยู่ใกล้ชิด ช่วยกันทำหนังสือ ช่วยกันทำงาน แม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นกรรมการในชุดแรก มีแต่ท่านผู้หญิงพูนศุข แต่ผมก็ดีใจว่าผมก็เป็นกรรมการในชุดแรก ๆ แล้วหลังจากนั้นมายังมีคนที่อยู่ในพนมยงค์ ซึ่งก็สืบทอดเจตนารมณ์ ผมเชื่อมั่น ไม่ใช่เฉพาะของปรีดี พนมยงค์ แต่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร สืบทอดเจตนารมณ์ของหลักหกประการได้

ผมถือว่าเรื่องเจตนารมณ์ผมไม่ค่อยห่วง แล้วก็ยิ่งเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุขท่านมีวิสัยทัศน์ ท่านบอกว่า หนังสือที่เธอทำเป็น Complete Works (ชุดรวมผลงาน) มันเป็นกระดาษ มันจะหมดไป ท่านก้าวหน้ามาก ท่านบอกว่าอยากจะให้ทำอีบุ๊ก โดยร่วมมือกับหอสมุดปรีดี พนมยงค์ ของธรรมศาสตร์ ผมก็ดีใจ ต้องบอกคุณูปการว่ามีสำนักพิมพ์สุขภาพใจ เขาจะมารับพิมพ์งานใหญ่ ๆ อยู่เสมอ เช่นคราวหนึ่งเราทำงานครบรอบ 90 ปีของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ก็ทำหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมา ปรากฏว่าทางสุขภาพใจสปอนเซอร์ให้หมดเลย แล้วเราทำแบบจำหน่ายด้วย แล้วก็บอกเขา เขาซื้อหมดเลย จำได้ว่า 500,000 บาท ท่านผู้หญิงพูนศุข ท่านไม่เก็บไว้เลย ท่านบอกนี่แหละเอาไปทำอีบุ๊ก
แล้วใครจะทำล่ะ ก็คือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านเป็นกรรมการอยู่แล้ว ท่านก็ไปเที่ยวค้นมาให้หมดเลย ไม่ใช่เฉพาะหนังสือ แม้แต่เป็นปาฐกถา ซึ่งผมก็เคยเอามาใช้ แล้วก็งานเขียนคำนำปาฐกถาที่ท่านพูด ในคราวท่านมาเปิดงานตอนอาจารย์พุทธทาสภิกขุ มาพูดเรื่องประชาธิปไตย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มาพูดเรื่องประชาธิปไตย เชื่อมโยงกับศาสนา แม้แต่อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ยอมรับว่าพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยมาจากท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งคนไม่รู้เลยเรื่องพวกนี้
แล้วเรื่องที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ให้อาจารย์พุทธทาสมาหาที่บ้านของผู้สำเร็จราชการที่อยู่ริมแม่น้ำอาจารย์พุทธทาสก็บันทึกไว้ เราก็ให้ทางสวนโมกข์เขามาทำเป็นเล่ม บันทึกไว้ว่าไปพบกับท่านผู้สำเร็จฯ คุณแม่ของท่านอาจารย์ปรีดีท่านก็มาพักอยู่ที่บ้านผู้สำเร็จราชการด้วย ท่านพุทธทาสก็มาบันทึกไว้ พวกนี้เขาต้องค้นมาทั้งหมด หรือคำนำที่ท่านเขียนให้กับหนังสือ ปฏิวัติฝรั่งเศส ของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เขาก็ต้องค้นมา แล้วทำเป็นเป็นดิจิทัลไฟล์ เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถเสิร์ชหาได้หมดเลย เป็นการที่ทำให้ความคิดของท่านเผยแพร่ไป
การได้รับรางวัล UNESCO ทำให้มูลนิธิมีบทบาทในการสร้างความตื่นรู้ต่อคนรุ่นใหม่อย่างไร
เวลาเสนอ (ส่งรายชื่อให้ UNESCO พิจารณา) ต้องเสนอในนามธรรมศาสตร์ แล้วพอธรรมศาสตร์เสนอปุ๊บ ก็ต้องเสนอในนามของรัฐบาล โชคดีว่ารัฐบาลช่วงนั้นก็โอเค เป็นช่วงของรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย เขาไม่ค้านเลย แต่ตอนที่ไปเสนอที่ปารีสมีการคัดค้านเยอะ ซึ่งท่านวิเชียร วัฒนคุณ ได้ปรารภไว้ท้ายหนังสือทุกเล่มที่ผมทำ เพราะว่าผมก็จะมีหน้าที่เป็นบรรณาธิการ ทำสิ่งที่เรียกว่า Complete works ได้สำเร็จ โดยอาศัยมูลนิธิเด็กฟันดิง (funding) ให้ ทำเป็นสิ่งที่เรียกว่าโครงการจัดทำการสื่อสารเผยแพร่กิตติคุณของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ในช่วงชาตกาล 100 ปี แก่เด็กและเยาวชน ทำหนังสือออกมาเรียกได้ว่าเกือบครบทุกเล่ม
หลังจากนั้นโชคดีว่า UNESCO โดยท่านวิเชียร วัฒนคุณ ไปพรีเซนต์ที่ประชุมใหญ่ที่ปารีสเลย โดยท่าน (ปรีดี พนมยงค์) ก็ถูกกล่าวหา กรณีสวรรคต กรณีเยอะแยะเลย แต่ว่าไม่เป็นความจริงเพราะท่านเองไม่เคยเป็นจำเลยในคดีนี้ แล้วท่านก็ต่อสู้ทางคดีมาโดยตลอด แล้วก็ชนะมาทุกศาล ในประเทศไทย 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2513 จนกระทั่งหลังจากนั้น แล้วเผอิญว่าท่านก็บริสุทธิ์ในเรื่องนี้ แล้วก็ท่านก็ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก แล้วก็เป็นเกียรติแก่ประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นการทำงานในหลังจากนั้นก็จะง่ายขึ้น
หลังจากปี 2543 ก็คือ ค.ศ. 2000 บทบาทของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ภายใต้มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ที่มีวัตถุประสงค์สำคัญว่า จะต้องเผยแพร่คุณูปการของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้วหลังจากนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในวัตถุประสงค์หลักก็คือ ต้องสนับสนุนส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เขาทำวิจัยค้นคว้าศึกษาแนวความคิดด้านประชาธิปไตยกับสังคมไทย ไม่ใช่ปรีดีเลย คือมุ่งสู่อนาคต
มูลนิธิต้องสร้างสมดุลระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “การจัดการ” อย่างไร จึงจะไม่เสียสมดุล
เราคำนึงถึงความมั่นคง ปกติขององค์กรต้องมีดิน น้ำ ลม ไฟ ใช่ไหม ดินก็คือจะต้องมีปัจจัย มีกำลังทุนในการที่จะดำเนินการ ตอนนี้เราไม่ได้คิดกันมากเพราะว่าอาศัยท่านผู้หญิงพูนศุข ในการที่จะมีผู้คน โดยเฉพาะพวกเตรียมธรรมศาสตร์ซึ่งล้วนแต่อยู่ในภาครัฐ ในภาคเอกชน ภาคธุรกิจ เยอะแยะมากในการที่เขาจะมาช่วยสนับสนุน ทางด้านแรงด้วยนะครับ หลายคนอายุท่าน 70 ท่านก็มาช่วยทำงานให้ นอกจากนี้เรามีเจ้าหน้าที่ประจำที่เป็นผู้จัดการแล้ว มีอาจารย์องุ่น มาลิก ช่วย เพราะฉะนั้นทำให้เราได้รากฐานที่สำคัญที่นี่แล้วสามารถเปิดได้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวาระ 50 ปีของเสรีไทยด้วย เราทำพร้อมกันเลย
50 ปีเสรีไทย สมเด็จพระเทพรัตนฯ (พระยศในขณะนั้น) ท่านเสด็จฯ ที่ธรรมศาสตร์ ท่านผู้หญิงก็ต้องไปที่ธรรมศาสตร์อยู่แล้ว แล้วจัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านปรารภว่าในยุโรปประเทศต่าง ๆ เวลาได้ชัยชนะ เขาจัดงานกันทั้งนั้น แม้แต่เยอรมันที่เขาแพ้ก็ยังจัดเลย พวกยุโรปที่เขาชนะก็ถือว่าวันที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาจัดกันหมดมีแต่เราไม่เคยจัด นอกจากว่าจัดกันภายใน แต่ปรากฏว่าสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ แม้จะจัดภายในธรรมศาสตร์เอง ก็ต้องถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับประเทศ แล้วกำหนดให้ 50 ปีสันติภาพ ตั้งแต่นั้นมา เป็นวันสำคัญของประเทศไทยที่ไม่มีวันหยุด
แล้วก็เปิดตึกที่นี่ด้วย แล้วเราเปิดที่นี่ อาศัยพระที่ทรงปัญญา ที่เรียกว่าได้รับการยกย่องสูงสุดในทางสติปัญญา คือ ท่านพระธรรมปิฎก ซึ่งขณะนี้คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน ท่านมาเปิดให้กับสถานที่แห่งนี้ อันนี้เราพยายามจะปูพื้นทำให้สังคมไทยหลังจากที่ไม่เคยรู้เรื่องอาจารย์ปรีดีมาตลอด

ต้องเข้าใจนะว่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อยู่จีนมา 21 ปี ท่านอยู่ฝรั่งเศสอีก 13 ปี สังคมไทยไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลยในทางเปิดเผย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ราชการไม่เคยพูดถึงเรื่องคุณูปการของเสรีไทยที่มีท่านเป็นหัวหน้าขบวนการ ไม่เคยพูดถึงคุณูปการท่านในการที่เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้จะยังไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ก็ตาม แต่ก็ทำให้มีการเปลี่ยนมูลฐานของการปกครองเนี่ย ที่ประชาชนหรือมวลราษฎรมีส่วนร่วม ถือว่าเป็นคุณูปการสำคัญของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ตอนที่ท่านสามารถนำมูลนิธิเรามาจนกระทั่งเป็นอาคาร คือสถาบันปรีดีตั้งมาพร้อมกับมูลนิธิตั้งแต่แรกในตราสารอยู่แล้ว เพราะตราสารพูดถึงสถาบันปรีดี พนมยงค์ ส่วนมูลนิธิก็เอาไว้หาทุนรอน สถาบันก็มีหน้าที่ทำงานทางด้านเผยแพร่คุณูปการ แล้วก็ช่วยฟันดิงโครงการวิจัยเท่าที่ทำได้ อาศัยว่าเขาทำงานกันตั้งใจจริง ขอกล่าวถึงมูลนิธิกระจกเงา มาเป็นเลเบอร์ (labor) ให้ช่วงที่เป็นอาคารหลังเก่า เขามาช่วยเยอะมาก แล้วเขาก็ช่วยลงทุน แล้วก็ลงแรงในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งที่เราต้องใช้ทุนรอนจำนวนมากเนี่ย เขามาช่วยให้นะครับ
หากมองไปในอีก 10-20 ปีข้างหน้า อยากเห็นมูลนิธิและสถาบันมีบทบาทอย่างไร
ตอนนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนคณะที่ทำงานใหม่ เพราะว่ารุ่นเก่าก็อายุมาก หมดอายุไปแล้วก็มี ส่วนผมเผอิญโชคดีที่ยังมีอายุอยู่ได้เห็นถึงวันนี้นะครับ ตอนนี้ผมเข้าใจว่าเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรที่เป็นรากฐาน เรื่องทุน ก็อาจจะเบาลงไป แต่ก็ต้องอาศัยความเสียสละของผู้จัดการ ทีมผู้ทำงาน เพราะยังไงเราอาจจะได้มีทุนรอนที่เราได้อาศัยพื้นที่ดินจากของคุณครูองุ่น มาลิก แต่เราไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร
ทุนก็ได้มาจากการที่เราอาศัยที่ดินผืนนี้ แล้วคนที่เข้ามาเช่าที่เขาก็ไม่ได้ทำกิจการอะไรที่เป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของท่านอาจารย์ปรีดี แล้วก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อที่จะทำนุบำรุงใช้เป็นเงินรูทีนในการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ สืบไป แล้วก็ยังได้ห้องที่มีสัดส่วนใช้งานได้เต็มที่เลย ก็จะสามารถใช้ทำกิจกรรม แล้วก็สามารถที่จะหารายได้จากคนที่มีความคิดที่จะไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ปรีดี คนหนุ่มสาวก็มาใช้ได้เลย สำหรับคนที่ต้องการใช้สถานที่ก็สามารถมาเช่าใช้ได้เหมือนกับตอนที่เป็นอาคารปรีดี พนมยงค์ สมัยก่อน เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าจะไม่มีภาระมากในเรื่องของการหาทุนทรัพย์มาใช้ในการดำเนินกิจกรรม แล้วก็เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของบุคลากรมากนัก
ในเรื่องที่จะต้องมุ่งเป้าหมาย ผมก็หวังความเข้มข้น แต่ตอนนี้สังคมภายนอกก็มีคนรุ่นใหม่ที่เขาเติบโตขึ้น
ตามแนวคิดในแนวทางประชาธิปไตย หลายกลุ่มผมก็ยอมรับว่าเขาอาจจะล้ำหน้าไปมากกว่าแนวความคิดของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เพราะนี่คือคนรุ่นใหม่ในศตวรรษใหม่ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์เมื่อครบ 100 ปี ก็คือว่าเป็นการเริ่มต้นศตวรรษที่ 2000 ก็ถือว่าท่านเองก็ก้าวสู่ศตวรรษใหม่ แต่ผู้ที่จะนำพาแนวความคิดประชาธิปไตยและต่อยอดไปให้ไกลเนี่ย นอกจากองค์กรของเรา ซึ่งจะต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะว่าทุนรอนที่เราได้ฟันดิงมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูทีนตลอดทั้งปีเนี่ย ในวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดอาจารย์ปรีดี เราต้องมาทำตรงนี้อยู่แล้ว
หากต้องสรุปเป็นข้อคิดให้คนรุ่นใหม่ในการสืบสารเจตนารมณ์ของปรีดี พนมยงค์ อยากเน้นย้ำเรื่องใดมากที่สุด
ผมหวังมากว่า ผมไม่ได้หวังสูงสุดนะครับ เพราะผมมีอายุเท่านี้แล้ว ผมหวังว่าคนรุ่นใหม่จะสามารถทำประชาธิปไตยให้เป็นของคนเล็กคนน้อย เป็นของประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่มีทุนทางเศรษฐกิจ มีฐานเศรษฐกิจของเขาเอง ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยของบ้านใหญ่อีกต่อไป