นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง อีกทั้งเขายังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพระภิกษุสงฆ์และวัดวาอารามมาตั้งแต่เยาว์วัย อาจเพราะด้วยความที่เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงถิ่นฐานบ้านเรือนแพก็ตั้งอยู่ใกล้กับวัดพนมยงค์ นายปรีดี จึงคลุกคลีและได้รับการศึกษาจากโรงเรียนวัด ดังที่เขาเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดศาลาปูนไม่ห่างจากบ้าน
ตอนที่ยังเป็นเด็ก นายปรีดี ยังชอบการติดสอยห้อยตามผู้เป็นยายคือ นางเล็ก หรือ นางพานิชพัธนากร (เนื่องจากเป็นภริยาของ หลวงพานิชพัธนากร) ไปทำบุญและฟังเทศน์ที่วัดอยู่เนืองๆ ครั้นอายุได้เจ็ดขวบ เขาก็ขอบรรพชาเป็นสามเณร แม้จะบวชเพียงไม่กี่วันก็ตาม ครั้น นายปรีดี เข้ามาเรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ก็เริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ซึ่งก็เป็นสถานศึกษาในเขตอาณาบริเวณวัดอีก
ในช่วงวัยหนุ่ม นายปรีดี หมั่นศึกษาแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเทียบเคียงกับแนวคิดและปรัชญาของโลกตะวันตกอยู่เสมอๆ เช่นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากรีกกับหลักพระอภิธรรมของศาสนาพุทธ ทั้งยังนำมาประยุกต์ใช้ต่อการศึกษาวิชากฎหมาย
กระทั่งภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้ว เมื่อ นายปรีดี ก้าวเข้ามาครองบทบาททางการเมือง เขาก็ยังอาศัยหลักธรรมของศาสนาพุทธมาช่วยเสริมสร้างรากฐานและสนับสนุนการปกครองของประเทศสยาม ดังที่กล่าวถึงยุคพระศรีอาริย์เพื่ออธิบายระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังนำหลักไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มาพิจารณาความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย นับตั้งแต่สังคมปฐมสหการ, สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมระบบธนานุภาพ และ สังคมกิจหรือสังคมนิยม
ยิ่งตอน นายปรีดี มีความคิดจะก่อตั้งมหาวิทยาลัยสำหรับประชาชนทั่วไป เขาก็ตั้งชื่อสถานศึกษานั้นว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดและความสนใจในเรื่องหลักธรรมะ โดยเฉพาะพุทธศาสนสุภาษิตที่ นายปรีดี ยึดถือไว้เป็นคติพจน์ประจำใจคือ “อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ” หรือ
“ผลของการที่ได้ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย”
อีกเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ถึงบทบาททางด้านพระพุทธศาสนาของ นายปรีดี นั่นคือการที่เขาเลื่อมใสต่อพระภิกษุอย่าง พุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะมองเห็นว่าแนวทางของ ท่านพุทธทาส คือการปรับปรุงให้ศาสนาพุทธมีความทันสมัยสอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ดังนั้น นายปรีดี จึงปรารถนาจะให้ก่อตั้งสวนโมกข์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ปณิธานข้อนี้ไม่สัมฤทธิ์ผล สวนโมกข์ที่กรุงเก่าจึงมิได้ถูกตั้งขึ้น
แม้ นายปรีดี จะดูเหมือนให้ความสำคัญกับแนวคิดและแก่นแท้ของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา แต่ก็มิได้ละเลยศาสนพิธีหรือการร่วมพิธีกรรมเสียเลยทีเดียว ดังนั้น เขาจึงเคยไปปรากฏตัวตามงานพิธีที่จัดขึ้นในวันสำคัญต่างๆของศาสนาพุทธ
วันมาฆบูชา ย่อมจะเป็นวันหนึ่งที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา อันมีที่มาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือนมาฆะ หรือเดือน 3 ซึ่งมักจะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคมของแต่ละปี ดังใน พ.ศ. 2569 นี้ วันมาฆบูชา จะตรงกับวันที่ 3 มีนาคม
หากย้อนไปในสมัยพุทธกาล ใน วันมาฆบูชา ได้เกิดเหตุการณ์พร้อมกันทั้ง 4 ประการ จึงเรียกขานกันว่าเป็น วันจาตุรงคสันนิบาต หรือวันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 กล่าวคือ
- พระภิกษุจำนวน 1,250 รูป มารวมตัวกัน ณ วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย
- พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า
- พระภิกษุทั้งหมดล้วนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว
- วันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์พอดี
ในวันนี้เอง พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ หลักธรรมอันเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา อันประกอบไปด้วย
หลักการ 3 คือแนวทางที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติ ได้แก่
- การไม่กระทำบาปทั้งปวง
- การกระทำความดีให้ถึงพร้อม
- การทำจิตใจให้บริสุทธิ์
อุดมการณ์ 4 คือหลักสูงสุดของศาสนาพุทธที่แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ได้แก่
- ขันติ หรือความอดทนอดกลั้น
- นิพพาน หรือการบรรลุธรรมถึงขั้นหลุดพ้นจากกองทุกข์ ดับกิเลสได้หมดสิ้น
- อหิงสา หรือการไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้มีความยากลำบาก
- สันติ หรือการมีความสงบจากความวิตกทั้งรัก โลภ โกรธ หลง
วิธีการ 6 คือ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์
- การไม่กล่าวร้าย หรือการไม่โจมตีและดูถูกความเชื่อของผู้อื่น
- การไม่ทำร้าย หรือการไม่ใช้กำลังบังคับข่มขู่ผู้อื่นให้เชื่อตามตน
- ความสำรวมในพระปาติโมกข์ หรือการรักษาความประพฤติของตนให้น่าเลื่อมใส
- ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค หรือการรู้จักเสพปัจจัยสี่อย่างพอเพียง
- นั่งนอนในที่อันสงัด หรือการถือสันโดษ
- ความเพียรในอธิจิต หรือการพัฒนาจิตใจให้มีความสมถะและหมั่นทำวิปัสสนา
สำหรับสังคมไทยดั้งเดิมนั้น เดิมทีไม่ได้มีการจัดศาสนพิธีเนื่องในวันมาฆบูชา จวบจนล่วงมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์เล็งเห็นว่าควรมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาในเพ็ญเดือน 3 ขึ้น จึงเริ่มให้จัดงานพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น ซึ่งกระทำกิจกรรมคล้ายๆในงานพระราชพิธีวันวิสาขบูชา นั่นคือ บำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ และพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงหลายแห่ง ครั้นต่อมา การประกอบศาสนพิธีเนื่องในวันมาฆบูชาก็ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร
นายปรีดี ก็เป็นผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเนื่องในวันมาฆบูชาเช่นกัน ดังช่วงที่เขาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะราษฎร ก็เคยได้รับเชิญให้ไปเป็นองค์ปาฐกเพื่อแสดงปาฐกถา ณ พุทธธรรมสมาคม กรุงเทพมหานคร หรือที่ต่อมาคือพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479 (นับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 แล้ว) ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชาของปีนั้น
พุทธธรรมสมาคม หรือ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 (นับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477) ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชา ณ สามัคคยาจารย์สโมสรสถานในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยคณะพุทธมามกะชาวสยามทั้ง 5 คน อันได้แก่
พระราชธรรมนิเทศ (เพียร ไตติลานนท์) อธิบดีกรมธรรมการขณะนั้น
หลวงวรพากย์พินิจ (วินท์ อัศวนนท์) เลขาธิการคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินขณะนั้น
หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรชุดแรกสุดที่ประชุมกันในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีแทนที่ไม่ได้สังกัดกระทรวง
หลวงรณสิทธิ์พิชัย (เจือ กาญจนินทุ) อธิบดีกรมโฆษณาการขณะนั้น
และ นายสัญญา ธรรมศักดิ์
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพุทธธรรมสมาคมก็เพื่อส่งเสริมเชิดชูหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา รวมถึงสนับสนุนกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งในและนอกประเทศ โดยผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกพุทธธรรมสมาคมคนแรกสุดคือ พระราชธรรมนิเทศ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2476-2479
พระราชธรรมนิเทศ เป็นชาวพระประแดงหรือนครเขื่อนขันธ์ จังหวัดสมุทรปราการ ลืมตายลโลกหนแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2434 เคยศึกษาที่โรงเรียนวัดทรงธรรมวรวิหารที่พระประแดง แล้วเข้ากรุงเทพฯมาเรียนต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กระทั่งได้รับทุนไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ
ครั้นหวนกลับคืนเมืองไทย ก็ได้เข้ารับราชการเป็นผู้บังคับการโรงเรียนราชวิทยาลัยช่วงปลายทศวรรษ 2450 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอภิบาลบุริมศักดิ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พอล่วงมาถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2462 ก็เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระราชธรรมนิเทศ กระทั่งต่อมาช่วงทศวรรษ 2470 ก็ได้เป็นเลขานุการของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้ว ก็ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธรรมการ
เนื่องในวันมาฆบูชาประจำปี พ.ศ. 2479 (ถ้าปัจจุบันก็ถือว่าประจำปี พ.ศ. 2480) พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ในฐานะนายกพุทธธรรมสมาคมคนที่สอง ได้เชิญให้ นายปรีดี ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแสดงปาฐกถาอันมีเนื้อหาว่าด้วยพระพุทธศาสนา ซึ่ง นายปรีดี แสดงปาฐกถาเรื่อง “การพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ” ดังปรากฏเนื้อความว่า
นโม พุทฺธาย
ดูกรท่านสาธุชนทั้งหลาย
วันนี้วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2479 เป็นศุภดิถีมงคลสมัย วันมาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต สมาชิกพุทธธรรมสมาคมได้มาชุมนุมพร้อมกันเพื่อบำเพ็ญกุศลตามคตินิยม
ณ โอกาสนี้ กรรมการพุทธธรรมสมาคมได้ขอให้ข้าพเจ้ามาเล่าเรื่อง การพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะสนองศรัทธาตามสติกำลัง แต่ทว่าเรื่องพุทธศาสนาในต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยืดยาวพิสดาร ยากที่จะร้อยกรองตบแต่งมาแสดงให้ถี่ถ้วนในชั่วเวลาอันน้อยเช่นนี้ เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงจำต้องขอแบ่งปาฐกถาเรื่องนี้ออกเป็นตอนๆ ในวันนี้ข้าพเจ้าจะขอแสดงแต่เพียงตอนแรก อันว่าด้วยคำปรารภทั่วไป และเมื่อโอกาสอำนวยให้ในภายภาคหน้า ข้าพเจ้าก็จะมีความยินดีแสดงในตอนอื่นๆ อีกต่อไป
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิจารณาแผนที่แห่งพุทธจักรซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาแสดง ท่านจะเห็นได้ว่าพุทธศาสนาได้แผ่ไพศาลไปเกือบทั่วเอเชียทวีป แผ่เข้าไปในยุโรปและอาฟริกา พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งโรจน์ในศตวรรษที่ 3 แห่งพุทธศักราช คือ สมัยพระเจ้าอโศกราช ซึ่งทรงปรมาภิไธยภายหลังราชาภิเษกว่า “DEVANAM PRIYA”
อธิราชพระองค์นี้ ภายหลังที่ได้ตีแคว้นกลิงคราษฎร์มาได้แล้ว ก็ทรงนึกสังเวชถึงไพร่พลทั้งสองฝ่ายที่ล้มตายไป ทรงปรารภว่า ชัยชนะอันแท้จริงนั้น คือ ชัยชนะในทางธรรม และธรรมอันใดเล่าจะประเสริฐยิ่งไปกว่าธรรมแห่งพุทธศาสนาที่มีหลักการนำความสงบมาสู่ตนและสู่โลก พระองค์เล็งเห็นมั่นเช่นนั้น จึงได้เผยแพร่พุทธศาสนาทั่วอาณาจักรของพระองค์และแผ่ไปในแคว้นอื่นๆในอินเดียจนถึงสุวรรณภูมิแผ่ไปในเปอร์เซีย แล้วเลยไปถึงยุโรปและอาฟริกา
ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์คงทราบแล้วว่า ในสมัยนั้น กรีกกับอินเดียได้มีการติดต่อระหว่างกัน อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ยกกองทัพข้ามมาถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียแล้วแต่ต้องถอยทัพกลับ ซีลิอูโกส นายทหารแห่งมาเซโดเนีย ซึ่งภายหลังเป็นกษัตริย์แห่งไซเรีย ยกกองทัพข้ามมาที่อินเดีย แต่ต้องพ่ายแพ้ พระเจ้าจันทราคุปต์ กษัตริย์แห่งมคธรัฐ ผู้ทรงเป็นพระไอยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อสงบศึกแล้วก็ได้มีเอกอัครราชทูตของซีลิอูโกสมาประจําราชสํานักมคธรัฐ การติดต่อระหว่างอินเดียกับกรีกเป็นมาโดยราบรื่นตลอดถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ในสมัยนั้น ทางฝ่ายยุโรปได้มีการรบพุ่งกันระหว่างกษัตริย์กรีก และคงจะเป็นด้วยพระเจ้าอโศกราชทรงเห็นว่าเป็นโอกาสอันเหมาะแล้วที่จะชักนำให้กษัตริย์ต่างๆ ดังกล่าวสงบศึกสงครามกัน พระองค์จึงได้ส่งทูตเชิญพระธรรมไปแสดง ซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกราชกฤษฎีการที่ 13 เป็นในความว่า ชัยชนะโดยทางธรรมนี้พระองค์ได้มาแล้วในอาณาจักรของพระองค์ ในแคว้นใกล้เคียงและในแคว้นแห่งกษัตริย์โยนะ ทรงพระนามเรียกตามภาษาปรากฤตว่า “แอนติโยกา” (ตรงกับแอนติโอกุสที่ 2 แห่งไซเรีย 260-247 ก่อนคริสต์) และ อีก 4 กษัตริย์ทรงพระนามว่า “ตุลามายา” (ตรงกับปโตเลมีย์ที่ 2 แห่งอียิปต์ 285 - 247 ก่อนคริสต์) “แอนติกินา” (ตรงกับแอนติโกนุส โกนาตัสแห่งมาเซโดเนีย 276-230 ก่อนคริสต์) “มากา” (ตรงกับมากาสแห่งซีรีน หรือ ตริโปลีทุกวันนี้ 300 250 ก่อนคริสต์) “อาลิกียาษุดาลา” (ตรงกับอเล็กซานเดอณ์แห่งเอบีรัส 272-255 ก่อนคริสต์) หรือ อเล็กซานเดอร์แห่งโครินทร์ 252-244 ก่อนคริสต์) ภายหลังสมัยที่พระเจ้าอโศกราชได้แผ่พระพุทธศาสนาล่วงมาได้ราว 3 ศตวรรษ ก็ได้มีพระเยซูคริสต์เกิดขึ้นในเยรูซาเล็ม แคว้นซีเรียซึ่ง ณ แคว้นนี้พระเจ้าอโศกราชได้เคยส่งสาส์นทูตไปเผยแพร่แล้ว
ต่อมาเมื่อ พระเจ้ากนิษกะ ได้ทรงมีอำนาจในอินเดีย คือ ในราวศตวรรษที่ 7 แห่งพุทธศักราช พุทธศาสนาได้เฟื่องฟูขึ้นอีก โดยอธิราชพระองค์นี้ได้ทรงเผยแพร่พระธรรมไปในจีน ญี่ปุ่น ซึ่งยังปรากฏว่า จีนและญี่ปุ่นยังคงถือพุทธศาสนาอยู่จนทุกวันนี้
หลังจากการเผยแพร่ของพระเจ้าอโศกราชและพระเจ้ากนิษกะแล้ว พุทธศาสนาก็หยุดชะงักลงเพียงนั้น มิได้รับการเผยแพร่ให้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้นอีกต่อมาเป็นเวลาช้านาน แต่ในระหว่างนั้นบางประเทศที่พุทธศาสนาได้แผ่ไปถึง เช่น สยาม พม่า เขมร ลังกา จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น ได้มีการฟื้นฟูและการติดต่อซึ่งกันและกันอยู่บ้าง ในอันที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ให้มั่นคงเพียงในขอบเขตของตนเท่านั้น
ส่วนในอินเดียซึ่งเป็นแหล่งเดิมแห่งพุทธศาสนานั้น พุทธศาสนาได้เสื่อมลงโดยมิอาจต่อต้านอำนาจแห่งศาสนาอื่น เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้สงบไม่ใช้การรุนแรง ผู้ใดเลื่อมใสก็นับถือ ไม่เลื่อมใสก็ไม่นับถือ ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ แต่ผู้ใดถือธรรมที่ดี กรรมที่ดีก็ย่อมตามสนอง ข้อนี้ได้เห็นชัดอยู่แล้ว
ในขณะที่พระพุทธศาสนาหยุดชะงักอยู่นั้น นานาประเทศกําลังแสวงหาธรรมะอันจะเป็นเครื่องชักจูงให้ต่างประเทศ จําต้องประพฤติในทางที่ดีที่ชอบต่อกัน จึงได้มีธรรมะระหว่างประเทศขึ้น แต่ธรรมะระหว่างประเทศไม่มีผลบังคับจริงจังในทางโลก เหตุฉะนั้น บางประเทศก็อาจไม่ประพฤติตาม แต่ถ้าหากธรรมะระหว่างประเทศจะอาศัยศาสนาเข้าช่วยเพาะในจิตใจของมนุษย์ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่า หลักความเกี่ยวพันระหว่างประเทศจะดีกว่าไม่มีผลบังคับจริงจังเสียเลย ดั่งเช่นทุกวันนี้ ธรรมะซึ่งนานาประเทศพึงประสงค์นั้นมีปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนานี้เอง
เหตุฉะนั้น เมื่อปราชญ์ชาวตะวันตกได้เข้าไปศึกษาและค้นคว้าอารยธรรมโบราณของอินเดีย ในบรรดาสิ่งที่ขุดค้นมาได้นั้น มีศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกราชที่ทําให้สะดุดใจชาวตะวันตก ซึ่งเมื่อได้มีผู้แปลคำจารึกออกเป็นภาษาต่างประเทศแล้วคงได้แก่นธรรมของพุทธศาสนา เป็นต้นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาสอนความจริงซึ่งอาจพิสูจน์ได้ (เอหิปัสสิโก) พุทธศาสนาสอนให้รู้ว่าความดีความชั่วที่บุคคลได้มีได้เป็นขึ้นก็เพราะอาศัยการกระทำของตน ไม่ใช่เพราะปัจจัยภายนอก พุทธศาสนาไม่มีการใช้อำนาจ ไม่มีการถือพวกถือเหล่า แต่เป็นหลักความจริงซึ่งตั้งไว้เป็นอย่างกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งใช้ได้ทุกกาลทุกสมัย (อกาลิโก) พุทธศาสนาสอนให้แผ่เมตตาจิตทั่วๆ ไป ตั้งต้นแต่ตนตลอดจนบุคคลอื่น ไม่เลือกชาติและศาสนากับรวมทั้งสัตว์เดียรฉานด้วย พุทธศาสนามีวิธีการซักฟอกดวงจิตให้สะอาดผ่องใส อันเป็นวิธีที่อบรมความสงบอย่างสูง ทั้งในส่วนบุคคลและส่วนประเทศ
ดั่งนี้แล้ว พุทธศาสนาก็เริ่มจะฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ยังขาดการเผยแพร่อยู่นั่นเอง
ใน พ.ศ. 2434 นายพันเอก ห.ส. ออลคอต (Colnel H.S. Olcott) ชาวอเมริกันผู้ถือพุทธศาสนาที่ลังกา ได้เชิญเถระทั้งฝ่ายมหายานและหินยานแห่งญี่ปุ่น พม่า ลังกา และมองโกเลีย ไปประชุมปรึกษาหารือที่เมืองมคราส อินเดีย เพื่อสรุปความเชื่ออันร่วมกันของนิกายต่างๆ ในพุทธศาสนารวม 16 ข้อ ซึ่งนายกคนก่อนของพุทธธรรมสมาคมได้พิมพ์แจกในวันเปิดพุทธธรรมสมาคม ณ วันมาฆบูชา พ.ศ. 2476 นั้นแล้ว
พ.ศ.2435 ท่านอานาคาริก ธรรมบาล ชาวสิงหฬ ผู้ร่วมงานกับนายพันเอกออลคอต ได้ตั้งมหาโพธิสมาคม (The MAHA Bodhi Society) ขึ้นด้วยวัตถุที่ประสงค์ในอันที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาด้วยวิธีออกหนังสือพิมพ์รายคาบชื่อ มหาโพธิ เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงแห่งพุทธวัจนะและชักชวนให้เลื่อมใสในพุทธศาสนา หนังสือพิมพ์รายคาบนี้ได้แพร่หลายไปยังยุโรปและอเมริกาโดยเร็ว
พ.ศ. 2436 ได้มีการประชุมสันนิบาตศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกที่เมืองชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ท่านอานาคาริก ธรรมบาล ได้เข้าประชุมเป็นผู้แทนพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกาที่ใคร่เชื่อศาสนาตามแนวเหตุผลหันมาเชื่อพุทธศาสนากันบ้างแล้ว
ตอนกลับจากการประชุม ท่านอานาคาริก ธรรมบาล ได้แวะที่เกาะฮอนโนลูลู และได้พบปะกับ นางมารี อี. ฟอสเตอร์ (Mrs. Mary E. Foster) ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาและได้บริจาคเงินส่วนใหญ่ช่วยในการสร้างวิทยาลัยที่สารนาถที่อินเดียเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ฮอนโนลูลูมีคนเลื่อมใสในพุทธศาสนามากเป็นลําดับมานับตั้งแต่ครั้งนั้น นับว่าพุทธศาสนาได้กลับฟื้นขึ้นอีกในแหล่งเดิม ดั่งนี้ ถ้าหากพุทธศาสนาได้มีวิธีการเผยแพร่ธรรมะให้แพร่ไปในนานาประเทศแล้ว โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็จะมีสันติสุขหาน้อยไม่
นอกจากท่านที่เอาใจใส่ในการเผยแพร่ซึ่งข้าพเจ้าอ้างมาแล้วในตอนต้น ข้าพเจ้าขอชมเชยผู้ที่ถือนิกายมหายานว่า ได้เอาใจใส่ในเรื่องนี้มากเหมือนกัน และใช้วิธีเผยแพร่เหมาะแก่กาลเทศะ ความแข็งกระด้างแห่งนิสัยสันดานย่อมจะต้องทำให้ลดละด้วยความอ่อนหวาน ผู้ถือนิกายมหายานบางพวกสวดมนต์ประกอบด้วยเสียงดนตรีดังจะเห็นได้ที่เกาะฮาวาย ซึ่งพุทธศาสนาได้เผยแพร่ได้ผลมาก
ในอรรถกถาธรรมบทเรื่องนางรูปนนทเถรีก็ได้กล่าวถึงบุคคลที่เลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าด้วยเหตุ 4 ประการ
1. รูปปมาณิก เห็นว่า พระพุทธเจ้ามีพระรูปลักษณะงดงามสะสวย
2. โฆสปมาณิก เห็นว่า พระพุทธเจ้าอุโฆษด้วยเกียรติคุณ และการแสดงธรรม
3. ลูขปมาฝึก เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงเครื่องแต่งกายอย่างเรียบๆ
4. ธัมมปมาณิก เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงศีลสมาธิปัญญาเป็นอย่างดีไม่มีใครเสมอเหมือนหรือเทียมเท่าพระองค์ด้วยคุณธรรม มีศีล เป็นต้น
ดั่งนี้ ข้าพเจ้าก็มีความปรารถนาที่จะเชิญชวนให้พุทธธรรมมิกทั้งหลายได้ช่วยกันคิดหาทางเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศ ให้สมดั่งที่พระเจ้าอโศกราช ได้ทรงรับสั่งไว้ว่า “ชัยชนะอันแท้จริงนั้น คือ ชัยชนะในทางธรรม”
ในการเรียบเรียงปาฐกถานี้ ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระราชธรรมนิเทศ และ นายเสงี่ยม อำพรสุต ที่ได้ช่วยเหลือ และขอบคุณ นายสงัด มุสิกถาวร ที่ได้ช่วยเขียนแผนที่
ในที่สุด ขอขอบคุณท่านสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้ให้เกียรติยศแก่ข้าพเจ้าในการมาฟังปาฐกถานี้ ขอผลแห่งเนื้อนาบุญที่ท่านได้บำเพ็ญวันนี้ จงเป็นกรรมตามสนองให้ท่านประสบความสุขสำราญ
ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ
ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมให้สมุทรสาครบริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ฉันนั้น
ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน
ขอความดำริทั้งปวงจงบริบูรณ์เหมือนกับจันทร์วันเพ็ญ และแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดีฉันนั้นเถิด
สพฺพีติโย วิวชฺชนฺตุ
ความร้ายทั้งปวง จงหายไป
โรคทั้งปวง จงหายขาด
อันตราย จงอย่ามีแก่ท่าน
ท่านจงมีความสุข มีอายุยืน
ผู้ที่เคารพต่อผู้เฒ่าเป็นเนืองนิตย่อมเจริญไปด้วยธรรม 4 ประการ คือ อายุ วัณโณ สุขํ พลํ
จากถ้อยปาฐกถาข้างต้น จะเห็นว่า นายปรีดี เปิดฉากด้วยการเอ่ยถึงบทบาทของ พระเจ้าอโศกมหาราช ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่หลายทั้งในอินเดียและภูมิภาคอื่นๆ
หากย้อนไปก่อนหน้าที่ พระเจ้าอโศก จะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนานั้น พระองค์ได้รับฉายาว่า “จัณฑาโศก” หรืออโศกผู้ดุร้าย จวบจนคราวหนึ่งได้ยกกองทัพไปรบที่แคว้นกาลิงคะ แล้วมองเห็นไพร่พลบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จึงพลันเกิดความสลดสังเวชและรู้สึกว่าตนเองได้สร้างบาปกรรมมามาก ครั้นได้ฟังการแสดงธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็รู้สึกเลื่อมใสจนทรงผนวชทั้งๆที่ยังครองราชย์อยู่ เมื่อลาสิกขาแล้วก็นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการปกครองบ้านเมืองแทน ทำให้พระองค์กลายเป็น “ธรรมราชา”
พระเจ้าอโศก ยังส่งพระสมณทูตออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาถึง 9 สาย โดยสายที่ 8 นั้น มี พระโสณะ และ พระอุตตระ เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิหรืออาณาบริเวณของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังจัดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นครั้งที่ 3 ณ เมืองปาฏลีบุตร ทั้งยังทรงสถาปนาสังเวชนียสถาน 4 แห่งซึ่งเป็นสถานที่ประสูติคือสวนลุมพินีวัน สถานที่ตรัสรู้คือพุทธคยา สถานที่แสดงปฐมเทศนาคือสารนาถ (หรือที่เคยเป็นป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) และสถานที่ปรินิพพานคือกุสินารา ให้กลายเป็นแหล่งสักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
นายปรีดี ยังกล่าวถึงการติดต่อกันระหว่างกรีกกับอินเดียที่มีมาก่อนรัชสมัยของ พระเจ้าอโศก โดยในตอนที่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งกรีกและขุนศึกแห่งมาซิโดเนียได้ยกกองทัพเข้ามาถึงอินเดีย แต่กลับเผชิญความพ่ายแพ้ต่อ พระเจ้าจันทราคุปต์ กษัตริย์แห่งมคธรัฐและเป็นพระอัยกา (ปู่) ของ พระเจ้าอโศกจนต้องถอยทัพไป อย่างไรก็ดี พระเจ้าอโศก เล็งเห็นว่าการทำสงครามนั้นไม่เป็นผลดี จึงปรารถนาที่จะเชิญชวนให้กษัตริย์ต่างๆรวมถึงกษัตริย์กรีกและกษัตริย์ในยุโรปสงบศึกสงครามกัน จึงได้ส่งพระสมณทูตไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในหลายดินแดน แม้กระทั่งในดินแดนที่ต่อมาเป็นจุดกำเนิดของศาสนาคริสต์
กษัตริย์อินเดียอีกพระองค์ที่ นายปรีดี กล่าวถึงคือ พระเจ้ากนิษกะ อันเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์กุษาณซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์มองโกล โดยพระองค์มีความเลื่อมใสและได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปในแผ่นดินจีน เกาหลี และญี่ปุ่น
นับจากนั้นมา ก็ดูเหมือนว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปจากอินเดียจะหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันในช่วงหลายร้อยปีต่อมาก็เริ่มมีชาวตะวันตกเข้าไปศึกษาอารยธรรมโบราณของอินเดียและได้พบหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธด้วย ส่งผลให้พุทธศาสนาเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง
นายปรีดี ยังกล่าวถึงช่วงทศวรรษ 2430 ซึ่งปรากฏบุคคลผู้มีบทบาทต่อพระพุทธศาสนาอย่าง พันเอก ห.ส. ออลคอต หรือ เฮนรี สตีล โอลคอต (Henry Steel Olcott) นายทหารชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงทางด้านเทวปรัชญา เดิมทีเขานับถือศาสนาคริสต์เพรสไบทีเรียน (Presbyterian) อย่างเคร่งครัด หากต่อมามีความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาหลังจากได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนและลองตีความผ่านมุมมองแบบชาวตะวันตก ท้ายที่สุดจึงเปลี่ยนตนเองมาเป็นพุทธศาสนิกชน
พันเอกโอลคอต มีบทบาทในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา เริ่มต้นด้วยการที่ได้สนทนาธรรมกับ ศรีปิยรัตน์ ติสสะ มหานายก เถโร (Sri Piyaratana Tissa Mahanayake Thero) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาแห่งแรกในศรีลังกาเป็นเวลานานสองปี เขาจึงตัดสินใจเดินทางมายังกรุงโคลัมโบเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2423 และเพียงสามวันก็เข้ารับศีลห้าปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนับถือศาสนาพุทธ ณ วัดวิชยานันทวิหาร (Wijayananda Viharaya) ที่เมืองกอลล์ (Galle)
นับจากนั้น พันเอกโอลคอต ก็พยายามฟื้นฟูพุทธศาสนาในศรีลังกาและอาณาบริเวณใกล้เคียง เขาเขียนหนังสือคำสอนพุทธศาสนาหลายเล่มเพื่อเผยแผ่หลักธรรมสู่สายตาชาวตะวันตก ทั้งยังสร้างโรงเรียนสอนพุทธศาสนาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยอนันดา (Ananda College) เมื่อ พ.ศ. 2429 วิทยาลัยธรรมราชา (Dharmaraja College) ที่เมืองแคนดี (Kandy) เมื่อ ค.ศ. 2430 วิทยาลัยมาลิยาเทวะ (Maliyadeva College) ที่เมืองกุรุเนกาลา (Kurunegala) เมื่อ พ.ศ. 2431 และ วิทยาลัยมหินทะ (Mahinda College) ที่เมืองกอลล์ เมื่อปี พ.ศ. 2435
ในปี พ.ศ. 2428 พันเอกโอลคอต ยังมีบทบาทในการออกแบบและประดิษฐ์ธงพุทธศาสนาที่มีแถบฉัพพรรณรังสีขึ้นมาใช้เพื่อความเป็นสากลและเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธทั่วโลก
นายปรีดี ให้ความสนใจต่อ พันเอกโอลคอต ในฐานะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดการประชุมปรึกษาหารือเพื่อสรุปความเชื่อในหลักธรรมที่มีร่วมกันของศาสนาพุทธนิกายต่างๆ โดยประมวลมาได้รวม 16 ข้อ ซึ่งหนังสือที่แสดงเนื้อหาข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวนี้ พระราชธรรมนิเทศ นายกพุทธธรรมสมาคมคนแรกสุดได้จัดพิมพ์แจกในวันงานพิธีเปิดพุทธธรรมสมาคม เมื่อวันมาฆบูชาประจำปี พ.ศ. 2476 แล้ว

พันเอกเฮนรี สตีล โอลคอต
อีกบุคคลผู้มีบทบาทต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและ นายปรีดี เอ่ยพาดพิงถึงคือ อนาคาริก ธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) ซึ่งเป็นชาวสิงหลแห่งประเทศศรีลังกา แต่มีบทบาทในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย
ธรรมปาละ เป็นบุตรชายของครอบครัวที่มั่งคั่ง เดิมทีมีชื่อว่า ดอน ดาวิด เฮวาไวธาราเน (Don David Hewavitharane ) เคยเรียนหนังสือในสถานศึกษาของศาสนาคริสต์ เขาเริ่มสนใจและซาบซึ้งต่อพระพุทธศาสนาเมื่อได้อ่านหนังสือ ประทีปแห่งเอเชีย (The Light of Asia) ของ เซอร์ เอดวิน อาโนลด์ (Sir Edwin Arnold) นั่นทำให้ออกเดินทางสู่อินเดียในปี พ.ศ. 2428 แล้วก็ต้องสะเทือนใจเมื่อพบว่า เจดีย์พุทธคยา (Bodh Gaya) อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าถูกทอดทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก เพราะผู้ปกครองดินแดนนั้นซึ่งมิใช่ชาวพุทธไม่ได้สนใจดูแลเลย เขาจึงตั้งปณิธานแม่นมั่นว่าจะต้องฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
ดอน ดาวิด เฮวาไวธาราเน เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นภาษาบาลีว่า “อนาคาริก ธรรมปาละ” หมายถึง ผู้ไร้บ้านที่พิทักษ์ธรรม
ธรรมปาละ เคยมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ พันเอกโอลคอต เริ่มจากช่วงปี พ.ศ. 2429 ขณะที่ ธรรมปาละ รับราชการเป็นเสมียนชั้นผู้น้อยประจำกรมศึกษาธิการที่กรุงโคลัมโบ พันเอกโอลคอต ตั้งใจจะเดินทางจาริกทั่วเกาะลังกา เพื่อพบปะกับพุทธศาสนิกชนและต้องการล่ามช่วยแปลภาษา ธรรมปาละ จึงอาสาจะเป็นล่ามให้ ทั้งสองจึงสนิทสนมกัน และนับแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2430 เป็นต้นไป ก็ได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่ไปทั่วในโลกตะวันตกทั้งยุโรปและอเมริกา ดังในปี พ.ศ. 2435 อนาคาริก ได้ก่อตั้ง มหาโพธิสมาคม (Maha Bodhi Society) ขึ้นในกรุงโคลัมโบ เพื่อที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวาง โดยสมาคมนี้ได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ มหาโพธิรีวิว (Mahabodhi Review) ซึ่งเป็นที่รู้จักในสายตาชาวตะวันตก กระทั่งต่อมาภายหลังจึงย้าย มหาโพธิสมาคม ไปตั้งที่กัลกัตตา ประเทศอินเดีย
หรือในปี พ.ศ. 2436 มีการประชุมสันนิบาตศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก จัดที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ธรรมปาละ ก็เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งตอนขากลับได้แวะเยือนเมืองฮอนโนลูลู (Honolulu) บนเกาะฮาวาย จึงเผยแผ่ศาสนาพุทธที่นั่นอีก ทั้งยังได้รับบริจาคเงินทุนมาใช้ในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียอีกด้วย ดังที่ แมรี อลิซาเบธ มิคาลาฮา โรบินสัน ฟอสเตอร์ (Mary Elizabeth Mikahala Robinson Foster) ซึ่งถือเป็นชาวพุทธคนแรกสุดบนเกาะฮาราย ก็เคยบริจาคสร้างวิทยาลัยที่สารนาถอันเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า
อย่างไรก็ดี ต่อมา ธรรมปาละ ก็แตกหักกับ พันเอกโอลคอต เพราะจุดยืนและความคิดเรื่องแก่นแท้ของพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน แต่ ธรรมปาละ ยังคงทุ่มเทอย่างแข็งขันเพื่อการนำพุทธคยากลับคืนมาสู่ชาวพุทธ ซึ่งกว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลาเนิ่นนานหลายปีเลย
ในตอนที่ นายปรีดี แสดงปาฐกถานั้น ธรรมปาละ เพิ่งจะอำลาโลกไปได้สามปีกว่าจะย่างสี่ปี นั่นคือเขาหมดสิ้นลมปราณในวันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2476

อนาคาริก ธรรมปาละ
พระธรรมบทเรื่อง นางรูปนนทเถรี คืออีกเนื้อหาหนึ่งที่ นายปรีดี อ้างถึงไว้ โดย นางนันทา นั้นคือพระราชธิดาของ พระเจ้าสุทโธทนะ กับ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งถือเป็นน้องสาวต่างมารดาของพระพุทธเจ้า นับว่าเป็นสตรีเลอโฉมรูปงาม จนถึงกับมีฉายาว่า “รูปนันทา” หมายถึง มีรูปเป็นเครื่องบันเทิงใจ ต่อมาเมื่อ นางนันทา ออกบวชแล้ว แต่เธอก็ยังยึดติดอยู่กับรูปโฉมอันงดงามของตนเอง จนได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งปฏิบัติอสุภกรรมฐาน จึงพบว่าร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งไม่เที่ยง และบรรลุอรหันต์ในที่สุด พระธรรมบทนี้เลยว่าด้วยเรื่องรูปอันน่าเลื่อมใส ซึ่งรวมถึงความเลื่อมใสที่บุคคลมีต่อพระพุทธเจ้าด้วย
นายปรีดี ทิ้งท้ายการแสดงปาฐกถาด้วยการขอให้ชาวพุทธไทยช่วยกันคิดหาหนทางเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ ก่อนจะกล่าวขอบคุณต่อ พระราชธรรมนิเทศ และ นายเสงี่ยม อำพรสุต ที่ช่วยเหลือในด้านการเรียบเรียง รวมถึง นายสงัด มุสิกถาวร ที่ช่วยเขียนแผนที่แห่งพุทธจักรซึ่ง นายปรีดี ใช้ประกอบการกล่าวเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะ นายสงัด นั้นเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งโรงเรียนเพาะช่าง จากนั้น นายปรีดี กล่าวอำนวยอวยพรผู้ฟังทั้งเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย
นายปรีดี พนมยงค์ ไม่เพียงเป็นผู้เลื่อมใสพระพุทธศาสนาในเชิงของแก่นแท้และแนวความคิดของหลักธรรมคำสอนเท่านั้น แต่ยังประกอบกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับศาสนพิธีในวันสำคัญต่างๆทางพุทธศาสนาด้วย ดังเช่นการแสดงปาฐกถาเรื่อง “การพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ” เนื่องในวันมาฆบูชาประจำปี พ.ศ. 2479 ก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
เอกสารอ้างอิง :
ปรีดี หงษ์สต้น. "การรื้อฟื้นพุทธศาสนา (Buddhist Revival) ในศรีลังกาภายใต้อาณานิคมอังกฤษช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19." วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 13, 1 (ม.ค.-มิ.ย. 2560). หน้า 113-142.
สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. พุทธปรัชญาประยุกต์ / โดย สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. ปาฐกถาเรื่องพุทธศาสนาในต่างประเทศ / โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์). พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : สันติธรรม, 2528.
Sangharakshita, Bhikshu. Anagarika Dharmapala : a biographical sketch. Calcutta : Maha Bodhi Society of India, 1956.
Prothero, Stephen R.. The White Buddhist: The Asian Odyssey of Henry Steel Olcott. Bloomington: Indiana University Press, 1996.