ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม, เกร็ดประวัติศาสตร์, วันนี้ในอดีต

มาลัย ชูพินิจ กับวรรณกรรมสะท้อนภาพเสรีไทยหญิง ตอนแรก

25
เมษายน
2569

“ผู้หญิงอย่าง ศรีดารา วรรณวิไล”

25 เมษายน พ.ศ. 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาลของ มาลัย ชูพินิจ นักคิด นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของเมืองไทย ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อร่วมรำลึกถึงเขา เฉกเช่นงาน "แผ่นดินทุ่งฟ้ามาลัยใต้แสงดาว" รำลึก 120 ปีชาตกาล มาลัย ชูพินิจ ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 25 เมษายนนี้ ณ ร้านหนังสือแสงดาว ทุ่งสองห้อง ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย นั่นคือการล้อมวงเสวนาถึงบทบาทนักประพันธ์ของ มาลัย ร่วมกับผู้เป็นทายาทอย่างบุตรสาวและหลานชายในหัวข้อ “ทุ่งมหาราช-คลองสวนหมาก-ชั่วฟ้าดินสลาย” ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังเขียนบทเพลงชื่อ “มาลัยแห่งคลองสวนหมาก” ไว้สำหรับร้องขับขานในงาน ดังมีเนื้อเพลงว่า

 

ถิ่นกำเนิดผลิหน่อเนื้อนักเขียนใหญ่ นามมาลัย ชูพินิจสะกิดเตือน วาดทิวทัศน์คลองสวนหมากยากลืมเลือน สื่อถึงเพื่อนนักอ่านผ่านตัวอักษร

เพียรประพันธ์วรรณกรรมลุ่มน้ำปิง ตื่นตายิ่งฉากชีวิตแห่งตัวละคร เจ้าหนุ่มรื่นเจอสุดใจให้อาวรณ์ หยุดเร่ร่อน เฝ้าทุ่งใหญ่ ใฝ่สร้างตน

คือแหล่งที่ยุพดีพบส่างหม่อง พะโป้ครองปางไม้คล้ายหมองหม่น จึงล่ามโซ่คล้องแขนทั้งสองคน ลั่นกุญแจตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย

นามปากกาเรียมเองบรรเลงภาพ       ชวนซึ้งซาบคลองสวนหมากฝากความหมาย หอมวรรณศิลป์โดดเด่นไม่เว้นวาย ครูมาลัยจึงกลายเป็นตำนาน

 

มาลัย ชูพินิจ หรือที่ใคร ๆ มักจะเรียกขานเคลือบริมฝีปากกันว่า “ครูมาลัย” นับเป็นยอดนักประพันธ์ฝีมือเยี่ยมยากที่จะหาใครทัดเทียม เขาเป็นชาวตำบลคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร ลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2449 บิดามารดาประกอบกิจการค้าไม้สักและไม้กระยาเลย ในวัยเยาว์เขาใช้ชีวิตและเริ่มเรียนหนังสือที่ละแวกย่านคลองสวนหมาก จวบจนกระทั่งอายุประมาณ 10 ขวบเศษ จึงได้เดินทางไปเรียนต่อในกรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรก ๆ ได้ไปพำนักอาศัยอยู่กับญาติผู้หนึ่ง ครั้นเป็นวัยรุ่นแล้ว จึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านของ พระยามหาอำมาตยาธิบดี  (เส็ง วิรยศิริ) ละแวกย่านยศเส

 

มาลัย ชูพินิจ

 

ที่กรุงเทพฯ มาลัย เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข ครั้นสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เขาก็เข้าเรียนวิชาครู โดยย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ในยุคนั้นอาชีพครูแทบจะไม่ค่อยมีหนทางเจริญก้าวหน้าและเงินเดือนก็น้อยนิด แต่ มาลัย ก็ยังตัดสินใจเรียน เพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่สามารถเรียนได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน แม้เดิมทีเขาต้องการจะเรียนด้านการป่าไม้หรือกสิกรรม อีกทั้งช่วงเวลานั้น กิจการค้าไม้ของครอบครัวก็ขาดทุนอย่างย่อยยับและล้มละลาย มาลัย จึงตั้งใจเรียนวิชาครูอย่างแข็งขันจนสำเร็จชั้นประโยคครูประถมเมื่อ พ.ศ. 2465 จากนั้น เขาได้เข้าเรียนวิชาสามัญในชั้นมัธยมปีที่ 7 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รวมถึงยังไปเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษในตอนกลางคืนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์

มาลัย เริ่มต้นอาชีพครูด้วยการสอนหนังสือที่โรงเรียนวัดสระเกศ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษภาคค่ำที่สำนักงานรวมการแปลเพื่อหารายได้พิเศษ ซึ่งทำให้เขาได้พบและเป็นเพื่อนกับกลุ่มคนหนุ่มที่ทั้งสอนภาษาอังกฤษ และช่วยกันแปลหนังสือเขียนหนังสือ โดยเฉพาะเพื่อนหนุ่มคนสำคัญอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์

ช่วงเวลานั้น มาลัย ได้เริ่มมีผลงานเขียนตีพิมพ์ตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ

ภายหลังเป็นครูได้ราวสองปี  มาลัย ก็ลาออกจากราชการ เขาเดินทางลงไปภาคใต้เพื่อเข้าร่วมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ไทยใต้ ที่จัดทำโดย นายแจ้ง เลขะกุล สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา ที่นั่นถือเป็นแห่งแรกสุดที่เขาได้ทำงานในฐานะบรรณาธิการ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อของตนไว้ในหนังสือพิมพ์ก็ตาม

มาลัย ทำงานอยู่ที่สงขลาราว ๆ หนึ่งปี กุหลาบ  สายประดิษฐ์ ก็ชวนให้กลับกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมคณะในการออกหนังสือนิตยสารวรรณกรรมอย่าง สุภาพบุรุษ ที่ออกเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2472 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักประพันธ์เต็มตัว ครั้นสุภาพบุรุษ ล้มเลิกลงแล้วกุหลาบ ก็ชวน มาลัย ไปทำงานสื่อสิ่งพิมพ์อีกหลายแห่ง สื่อฉบับที่โดดเด่น โดยเฉพาะช่วงภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็คือประชาชาติ และ สุภาพบุรุษ-ประชามิตร อันเป็นแหล่งที่ มาลัย ทยอยสร้างสรรค์ผลงานเขียนออกมาหลากหลายประเภทและรูปแบบ ผ่านหลากหลายนามปากกา ไม่ว่าจะเป็น แม่อนงค์, เรียมเอง และ นายฉันทนา เป็นต้น

ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นในเมืองไทยนับแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 เรื่อยมาจนถึงกลางปี พ.ศ. 2488 มาลัย เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นพ้องกับนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษาไทยด้วยการประกาศใช้อักขรวิธีไทยแบบใหม่ขึ้นเพื่อให้การสะกดคำในภาษาไทยกะทัดรัดและลดความซ้ำซ้อนของตัวอักษรลง ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นแจ้งต่อรัฐบาลไทยว่าภาษาไทยนั้นยากทั้งการอ่าน เขียน พูด จึงจะขอให้เปิดโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นและบังคับให้คนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่นแทน รัฐบาลจอมพล ป. จึงพยายามหาหนทางแก้ไขจนออกมาในลักษณะดังกล่าว นั่นทำให้ มาลัย เลิกเขียนหนังสือไปช่วงระยะหนึ่ง โดยไปทำสวนมะพร้าวที่พนังตัก จังหวัดชุมพร ขณะเดียวกันเมื่อเขาหันกลับมาเขียนวรรณกรรมอีกครั้ง ก็มักจะอาศัยกลวิธีทางวรรณศิลป์ส่งน้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านเนื้องานอยู่เนือง ๆ

โดยปกติแล้ว ผู้ศึกษาเรื่องราวของ มาลัย ชูพินิจ มักจะมุ่งเน้นความสนใจต่อบทบาทความเป็นยอดนักประพันธ์ รวมถึงผลงานวรรณกรรมที่โดดเด่นและเข้มข้นในชั้นเชิงวรรณศิลป์ ดังงานเขียนอันลือลั่นอย่างเช่น ทุ่งมหาราช และ ชั่วฟ้าดินสลาย เป็นต้น หากบทบาทหนึ่งของ มาลัย ที่แม้จะเริ่มมีผู้เหลียวหันมาสนใจศึกษาบ้าง แต่ก็ยังค่อนข้างน้อย นั่นคือการเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของบรรยากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการปฏิบัติภารกิจของขบวนการเสรีไทย ซึ่งเขาเองได้ร่วมคลุกคลีกับกลุ่มคนเหล่านั้นมาไม่น้อย จนสามารถสร้างผลงานชิ้นสำคัญอย่าง X.O.Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย โดยอาศัยนามปากกา นายฉันทนา

แต่กระนั้น ผลงานของ มาลัย ที่ดูเหมือนมักจะถูกละเลยความสนใจและไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพิจารณาคืองานวรรณกรรมที่สะท้อนบรรยากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนธรรมดาสามัญผู้ช่วยเหลือประเทศชาติในนามเสรีไทยเช่นกัน แต่กลับไม่ได้เปิดเผยตัวตนหรือได้รับเกียรติยศในช่วงหลังสงครามสงบลงแล้ว โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แทบจะไม่ค่อยได้รับการบันทึกไว้ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์

สำหรับงานเขียนที่โดดเด่นของ มาลัย ในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งยังตราตรึงใจของผมนับแต่ได้อ่านครั้งแรก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 2550 ย่อมมิแคล้วผลงานเรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง”

ย้อนเวลาไปเมื่อคราวที่ผมมีโอกาสเป็นผู้ร่วมเสวนาในงาน ประวัติศาสตร์มีชีวิต 71 ปี วันสันติภาพไทย ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  ช่วงเวลา 15.00-17.00 น.  ซึ่งวิทยากรร่วมคนอื่น ๆ ได้แก่ อาจารย์อนุสรณ์ ติปยานนท์, ดร.สิทธิธรรม โรหิตะสุข และคุณศุภวัฒน์ หงษา โดยพวกเราพูดคุยกันหัวข้อ “มองประวัติศาสตร์ไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และขบวนการเสรีไทยอย่างมีชีวิต : ผ่านมุมมองและร่องรอยทางศิลปวัฒนธรรม” ผมเองพรั่งพรูเรื่องราวมากมายว่าด้วยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับผู้ฟังในห้องอเนกประสงค์ หอศิลป์กรุงเทพฯ บ่ายวันนั้น ซึ่งต่อมาได้มีการนำถ้อยคำเสวนาของวิทยากรแต่ละรายมาเผยแพร่ในหนังสือ 71 ปี วันสันติภาพไทย : สันติ-ประชา-ทำ จัดพิมพ์โดยหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แน่นอนว่า บทบาทของ มาลัย ชูพินิจ ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมสะท้อนให้เห็นบรรยากาศช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และความเคลื่อนไหวแบบลับ ๆ ของขบวนการเสรีไทยย่อมได้รับการถ่ายทอดด้วยเสียงเล่าของผมผ่านไมโครโฟนบนเวทีในงานเสวนาเช่นกัน ดังถ้อยความว่า

 

อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็ก ๆ ผมสนใจเรื่องราวของตัวละครที่อยู่ในสงคราม เวลาผมอ่านหนังสือ ก็เลยสนใจเรื่องราวของเสรีไทย เรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สงครามโลก และผมก็สนใจเรื่องของคนเล็ก ๆ  ด้วย  ผมสนใจเรื่องพวกนี้มากเลย เพราะรู้สึกว่าเกร็ดเล็ก ๆ เหล่านี้มันน่าค้นหา ช่วงนั้นเราก็อยากค้นหาต่อไปเรื่อย ๆ  พอดีผมชอบอ่านวรรณกรรม แล้วก็อ่านวรรณกรรมเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างเยอะด้วย อย่างอ่านของครูมาลัย ชูพินิจ อ่านเรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง”  ผมก็สะเทือนใจ เพราะในความคิดผมแต่ก่อนนั้น ผมคิดว่าเสรีไทยต้องเป็นผู้ชายมาดแมน ห้าวหาญ แต่ในเรื่องสั้น “ศรีดาราฯ” ของครูมาลัย กล่าวถึงตัวละครผู้หญิง ผมชอบงานของครูมาลัยเพราะครูชอบเล่าถึงผู้หญิง ศรีดาราเป็นตัวละครที่ถูกหาว่าทรยศต่อชาติ เพราะตอนหลังเธอไปเป็นเมียญี่ปุ่น แต่จริง ๆ ที่ต้องไปเป็นเมียญี่ปุ่นเพราะว่าเธอไปล้วงความลับมาจากญี่ปุ่น แล้วครูมาลัยก็จบตอนท้าย ๆ เรื่องด้วยประโยคหนึ่งซึ่งผมชอบมากคือ ครูมาลัยบอกว่า คนอย่างศรีดาราควรจะได้ยืนแถวหน้าของขบวนเดินสวนสนามของเสรีไทยด้วยซ้ำ เพราะว่าเธอก็เสียสละ แต่ไม่มีใครรู้

 

มาลัย ชูพินิจ เขียนเรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” โดยอาศัยนามปากกา “เรียมเอง” และได้ลงพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร ปิยะมิตรรายสัปดาห์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494 เรื่องสั้นนี้เล่าถึงตัวละครหลักคือ ศรีดารา หญิงสาวที่ถูกมองด้วยสายตาของคนในสังคมอย่างประณามหยามเหยียดว่าเธอยอมเป็นเมียของชาวญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นศัตรูของชาติเพียงเพื่อความมั่งคั่งในชีวิต หากแท้แล้ว เมื่อความจริงปรากฏขึ้นก็อาจนับได้ว่าเธอคือผู้เสียสละต่อประเทศชาติ

เรียมเอง เริ่มเปิดฉากเรื่องสั้นด้วยสถานการณ์ที่กลายเป็นข่าวครึกโครมผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ และชวนให้ผู้เล่าเรื่องต้องหวนระลึกถึงตัวละครเอกที่มีนามว่า ศรีดารา วรรณวิไล ดังเนื้อความว่า

 

หนังสือพิมพ์เช้ารายงานข่าวมรณกรรมของศรีดารา วรรณวิไลเมื่อวานนี้ รายการละเอียดที่เสนอไม่มีอะไรมากนักนอกจากข้อความสั้น ๆ เพียงครึ่งคอลัมน์ ทำนองเดียวกับข่าวของบุคคลผู้ปราศจากความหมายและความสนใจจากสังคมทั้งหลาย ซึ่งปรากฏอยู่ในหมายเหตุประจำวันของสถานีตำรวจท้องที่และหน้าใน ๆ ของหนังสือพิมพ์ แม้กระนั้นครั้งหนึ่งสังคมก็เกือบจะไม่มีความหมายอะไรถ้าปราศจากศรีดารา งานสโมสรสันนิบาตอาจจะมีชีวิตแต่ก็ปราศจากชีวา ถ้าไม่มีหล่อนร่วมอยู่ด้วย

ศรีดาราตายด้วยกระสุนปืนของสามี ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนและแพทย์ผู้ชันสูตรศพไม่สามารถจะอธิบายได้ถึงภาวะจิตใจของเขาขณะที่ลงมือทำการ และเพราะว่าศรีดาราตายไปอย่างคนอนาถาอยู่ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ ในตรอกสกปรกแห่งหนึ่งปราศจากทั้งญาติขาดทั้งมิตร ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครสนใจพอที่จะค้นคว้าหาข้อเท็จจริงต่อไป แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ซึ่งครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยภาพของศรีดารา และข่าวของศรีดารา--ศรีดาราในท่าเดิน--ศรีดาราในท่านั่ง--ศรีดาราบนหน้าปก--ศรีดาราในหน้าในประกอบบทความซึ่งหล่อนให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวประวัติปัญหาของชีวิตหรือฐานะสตรีในระบอบประชาธิปไตย สมัยนั้นท่านเกือบไม่มีวันจะหนีศรีดาราพ้นไม่ว่าจะย่างไปที่ไหน งานวันเกิด งานสโมสรหรือการตาย ในวงการค้าเท่า ๆ กับวงการราชการ ตลอดจนกลุ่มการสนทนาใด ๆ ซึ่งมีเรื่องของผู้หญิงปะปนอยู่ด้วย แต่เมื่ออวสานของหล่อนมาถึง ศรีดาราก็ตายไปอย่างผู้ที่โลกลืมคนหนึ่งและลืมภายในระยะ ๕-๖ ปีเท่านั้น ข้าพเจ้าเองก็อาจจะเช่นเดียวกัน ถ้าไม่เพียงแต่ครั้งหนึ่ง ศรีดาราผ่านเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและพิมพ์ใจไว้ด้วยเรื่องราวในชีวิตของหล่อนอย่างยากที่พวกเรานักเขียนผู้ใช้มโนคติและจินตนาการจะลืมหรือปล่อยให้ผ่านไปได้ง่าย ๆ

ทำนองเดียวกับขาประจำของหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย หน้า ชื่อ และชีวประวัติของศรีดารา วรรณวิไล ชินแก่ความทรงจำของข้าพเจ้ามาแล้วก่อนสงครามมหาบูรพาอาเซียจะระเบิด แต่เราก็ยังไม่เคยพบปะและสนทนากัน จนกระทั่งในวันอพยพใหญ่ เมื่อพลุส่องแสงระเบิดเพลิงระเบิดทำลายชุดแรกตกลงในใจกลางของพระนคร บนเรือจ้างและท่ามกลางคลองแสนแสบซึ่งแน่นไปด้วยทะเลผู้อพยพ ออกจะเป็นสถานที่แปลกในการพบและรู้จักสตรีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสังคมอย่างศรีดารา แต่นั่นแหละคือที่ซึ่งเราแรกพบกัน ความจริงนั้นความสำนึกในภัยร่วมกัน ตลอดจนภาวะของสถานการณ์ ซึ่งมิได้รับความสนใจไยดีจากทางราชการเตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อน อาจทำให้ท่านพบและรู้จักใครต่อใครได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญที่ท่านไม่เคยเข้าถึง หรือมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ

 

จากนั้น ผู้ประพันธ์ก็พาผู้อ่านย้อนเวลาเข้าไปสำรวจถึงเรื่องราวชีวิตของตัวละครนี้เสียอย่างยืดยาว เริ่มจากครั้งแรกสุดที่ได้พบเธอบนเรือจ้างที่กำลังแล่นล่องไปในคลองแสนแสบ

 

๗ ปีอาจจะผ่านไป แต่ข้าพเจ้ายังจำหน้าแฉล้มเจ้าของร่างเล็ก ๆ  เพรียวลมภายในสแล็คชุดสีฟ้า ซึ่งโดดลงมาในเรือจ้างประทุน ขณะที่เราแวะซื้อบุหรี่ที่ท่าซอยทองหล่อเย็นวันนั้นได้ หล่อนไม่มีพิธีรีตองอะไรทั้งนั้น นอกจากโดดลงมาเฉย ๆ แล้วจึงถามทีหลังว่าเราจะไปไหน

"สะพานสูงครับ--สะพานสูง" คนแจวเรือจ้างตอบ "แต่คุณท่านเหมาเสียแล้ว”

"แหม ดีทีเดียว ทางเดียวกัน ฉันอยู่เลยไปใกล้ ๆ มีนบุรี" เสียงของหล่อนไพเราะกังวาน หัวเราะร่าเริง นัยน์ตาที่หันมาดูข้าพเจ้าเป็นประกาย "คุณไม่รังเกียจไม่ใช่หรือคะ ดิฉันรู้ว่าคุณน่ะถึงอย่างไรก็ไม่รังเกียจ -- ดิฉันชื่อศรีดารา"

อ๋อ แน่นอนข้าพเจ้าไม่รังเกียจ ไม่มีผู้ชายคนไหนจะรังเกียจนัยน์ตาและวาจาเช่นนั้นได้ เพียงแต่ข้าพเจ้ามิได้แสดงความรู้สึกออกไปโดยสิ้นเชิงเท่านั้น

"ไปมัวโอ้เอ้ที่ร้านดัดผมเสียค่ะ เลยไม่ทันเรือเพื่อนที่นัดไว้" ศรีดาราอธิบายต่อไปโดยไม่จำเป็น แต่นั่นแหละลักษณะของศรีดารา ตรงไปตรงมา เปิดเผยและง่าย ๆ เป็นนิสัยของหล่อน และโดยข้าพเจ้ามิได้ซักถามเลย ศรีดาราเล่าว่า หล่อนซื้อที่ทิ้งไว้ใต้อำเภอมีนบุรีมาแต่เดือนก่อน กำลังปลูกบ้าน คงจะเสร็จทันพร้อมกับเรือออกจากอู่ในเดือนต่อไป "เค้ามันบอกมา แต่กลางปีแล้วนี่คะว่าต่อไปกรุงเทพฯ จะไม่ปลอดภัย มันจะไม่ใช่ทางอากาศอย่างเดียว ถึงบนพื้นดินก็เหมือนกัน ป้อมตามถนน หรือตั้งประจันที่มั่นมหามิตรอยู่ราวกะดอกเห็ด ดิฉันขายบ้านที่เอกมัย ต่อไปคิดว่าถึงร้านก็เห็นจะต้องเซ้ง ยามฉุกเฉินอย่างนี้ไปหวังพึ่งใครได้ นอกจากตัวของตัว"

ก่อนที่เรือจะผ่านคลองตัน การงานและชีวิตของศรีดาราก็ปรากฏแก่ข้าพเจ้าโดยสิ้นเชิง แต่ข้าพเจ้าเคยระแคะระคายจากหนังสือพิมพ์และสังคมมาบ้างแล้ว และบ้างก็ใหม่จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดจึงเอ่ยขึ้นแก่ข้าพเจ้า ทั้ง ๆ ที่เราแรกรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมง เมื่อเรือผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าราว ๒๐.๐๐ น. เศษ คนแจวเบนหัวจะแวะ และข้าพเจ้าบอกให้เดินทางต่อไปเพื่อส่งศรีดารา ปัญหาก็หมดไป

"ดิฉันคลับคล้ายคลับคลาอยู่แล้วเชียว ว่าเคยเห็นคุณมาจากที่ไหน?" ศรีดารา วรรณวิไลหัวเราะน้อย ๆ เอนหลังพิงกระทบเรือมองดูป้ายหน้าบ้านข้าพเจ้า แล้วมองอีก "ที่แท้ก็คุณนี่เอง-นึกออกละว่าเห็นหน้าจากรูปเขียนเสียจนชิน"

ข้าพเจ้ายิ้มอย่างเก้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรควรแก่การละอาย ในเมื่อมีใครมาเอ่ยทักขึ้นว่า ข้าพเจ้าเป็นข้าพเจ้า แต่ผู้ชายเรามักเป็นเช่นนั้นเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศรีดารา วรรณวิไล ถ้าท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าหมายถึงอะไรเมื่อพูดถึงศรีดารา

"เป็นชีวิตที่น่าอิจฉา" ศรีดารากล่าวต่อไป จะหมายให้เป็นอภินันทนาการหรือด้วยความจริงใจ ท่านเข้าใจได้ทั้ง ๒ ประการ "เป็นสุขได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอย่างไร บอกคุณตามตรงก็ได้ค่ะ ว่าเพราะอ่านข้อความที่คุณเขียนถึงชีวิตในคลองนี้ ไมตรีจิตที่ชาวบ้านแสดงต่อมิตรภาพระหว่างผู้อพยพด้วยกันมีน้ำหนักจูงใจดิฉันยิ่งกว่าสาเหตุอื่นใดให้มาที่นี่ แทนที่จะไปที่อื่น"

หลายคนเคยพูดอย่างนั้น มันอาจจะเกิดจากความรู้สึกจริงใจ แต่ท่านก็ต้องไม่ลืมว่า แสนแสบไกลพอที่จะปลอดภัยทางอากาศ ในขณะเดียวกันก็ใกล้พอสำหรับดำเนินการงานและชีวิตในพระนครของท่านต่อไป อย่างไรก็ดีข้าพเจ้ารับอภินันทนาการของศรีดาราด้วยหน้าและยิ้มเก้อ ๆ ต่อไป ขณะเดียวกันก็อดภาคภูมิใจไม่ได้- -ภาคภูมิใจอย่างทุกคนรู้สึกเมื่อทราบว่าตนเป็นประโยชน์  หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีความหมายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

หล่อนถามถึงการใช้ชีวิตของข้าพเจ้า ตลอดเวลาปีเศษที่เข้ามาอยู่ในคลองนั้น - - ปีเศษของการขึ้น ๆ ล่อง ๆ อยู่ระหว่างงานที่ยังค้างอยู่ ณ สวนมะพร้าว อ่าวพนังตัก และงานหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ และข้าพเจ้าก็เล่าให้ฟังอย่างย่อ ๆ พอเป็นสังเขปด้วยความจริงใจ ไร่นาที่ข้าพเจ้าท่องเที่ยวทุกวันอาทิตย์ ชีวิตของผู้คนที่ข้าพเจ้าได้ผ่าน งานพิธีตามประเพณีของชาวพื้นเมืองที่ข้าพเจ้าเคยร่วม เพราะฉะนั้นจึงมากพอสำหรับศรีดาราผู้ชีวิตเกือบไม่พ้นจากแสงไฟและเสียงเรียกร้องของของนครธรรมออกไปไหนได้ แม้เพียงชานพระนคร

เราแวะที่หลอแหลเรียกกาแฟร้อนดื่มคนละถ้วยแล้วเรือจ้างลำนั้นก็แจวเอื่อยต่อไป พร้อมด้วยศรีดารา วรรณวิไล ซึ่งคุยจ้อและข้าพเจ้าซึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นปัญหาว่าหลังจากส่งศรีดาราขึ้นท่าน้ำหน้าบ้านที่กำลังปลูกใหม่เมื่อเวลาเกือบ ๒ ยาม เราจะไม่จากกันในฐานชอบพอราวกับรู้จักกันมาสัก ๑๐ ปี

"คุณคุยสนุกดี" หล่อนบอกหมายถึงการเป็นนักฟังที่ดีของข้าพเจ้า "ดิฉันหวังว่าเราจะได้พบกันอีกบ่อย ๆ จนกว่าสงครามบ้าบอนี่จะสิ้นสุด โปรดแวะเยี่ยมบ้างนะคะถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้"

เป็นธรรมดาอีกเหมือนกันที่ข้าพเจ้าจะต้องรับคำจะโดยมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม แล้วเราก็อำลาจากกัน

ตลอดเวลาเดือนสองเดือนต่อมานั้น ข้าพเจ้าและศรีดาราพบกันบนเรือยนต์โดยสาร ๒-๓ ครั้ง ทุก ๆ ครั้ง หล่อนเป็นร้องทักด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ชั่วเวลาไม่ช้าไม่นาน ก็เป็นที่เห็นได้ว่าความสนใจนั้นมิได้มีเป็นพิเศษแต่สำหรับข้าพเจ้าโดยเฉพาะคนเดียว หล่อนยิ้มและสนทนาปราศรัยกับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนโดยสารผู้อพยพด้วยกัน หรือชาวพื้นเมืองที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน และทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหล่อนเป็นคนมีครอบครัวแล้ว ทุกครั้งที่พบศรีดาราก็ไปและมาคนเดียว

"นั่นน่ะ เศรษฐีนีสงครามคนแรกของเมืองไทย" ครั้งหนึ่งสหายเพื่อนอพยพรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าบอก "ลูกเจ๊กเต้ารั่วแท้ ๆ ปีเดียวแม่รวยเป็นแสน ๆ เพราะ- -เพราะผ้าและผัวญี่ปุ่น"

ข้อนั้นไม่ใช่ความรู้ใหม่อีกเหมือนกันเมื่อท่านอยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมของคลองแสนแสบสมัยอพยพ ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อค้า ข้าราชการ และคหบดีไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเอาใจใส่ ศรีดารามิใช่ผู้หญิงคนเดียวที่มีชีวิตเหมือนซินเดอเรลลาเช่นนั้น ข้อสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าไม่สนใจในการวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าชายหรือหญิงเมื่อไม่มีเจ้าตัวอยู่ร่วมด้วย

 

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ซึ่ง มาลัย  ใช้เป็นฉากหลังในท้องเรื่อง คือละแวกย่านริมฝั่งคลองแสนแสบที่ทอดยาวจากจากเขตพระนครไปจนถึงเขตอำเภอมีนบุรี อันเป็นแหล่งที่ชาวพระนครในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อพยพหนีภัยทางอากาศหรือเครื่องบินทิ้งระเบิดไปพำนักอาศัยอยู่จริง ๆ กระทั่งตัวของ มาลัย ก็เคยอพยพไปอยู่ริมคลองแสนแสบเช่นกัน ดังนั้น ตัวละคร “ข้าพเจ้า” ผู้เล่าเรื่องจึงคลับคล้ายจะเสมือนเป็นภาพแทนของ มาลัย ด้วย

 

บรรยากาศในท้องเรื่อง

 

เรียมเอง ยังคงบรรยายความเป็นไปในเรื่องสั้นอีกว่า

 

อย่างไรก็ดี ศรีดาราทำข่าวใหญ่ใน ๖ เดือนต่อมา เมื่อปลูกบ้านเสร็จและประกอบพิธีฉลอง เกือบทุกคนที่เป็นใครและอะไรอยู่ในคลองแสนแสบ แต่หัวหมากถึงหนองจอกได้รับเชิญไปในงานนั้น มันเป็นงานขึ้นบ้านใหม่ที่เอิกเกริกที่สุดประจำปี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นขึ้นไปหรือภายหลังต่อมาจนกระทั่งสิ้นสงคราม และเมื่อพูดถึงคนสำคัญตลอดคลองท่านต้องเข้าใจว่าคนสำคัญทั้งพระนคร  ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น จะในฐานะคนสำคัญตามความหมายของศรีดารา วรรณวิไลประเภทไหน บางทีจะอ่านได้จากหมายเหตุท้ายบัตรเชิญซึ่งเขียนโดยมือของหล่อนเองว่า- - "คุณเป็นคนหนึ่งในจำนวนผู้ที่ดิฉันมีกำหนดตัวว่า ต้องมา ดิฉันอยากให้เขารู้กันว่าเราอาจสนุกและร่าเริงกันได้อย่างไรในคลองนี้" หมายความอีกทีคือ ศรีดาราต้องการให้ข้าพเจ้าเสนอข่าวการเลี้ยงครั้งนั้น  แต่เพื่อการยุติธรรมแก่ศรีดารา มันอาจจะเนื่องมาจากการสำนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราจากการแรกพบกันครั้งนั้นก็ได้

ศรีดารา วรรณวิไล ในคืนนั้นสวยอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นสวย และผู้ชายหลายคนแวดล้อมตอมหล่อนอยู่เกือบตลอดเวลา อาจจะเพราะกิตติศัพท์ในความร่ำรวย แต่ส่วนใหญ่คงจะด้วยเสน่ห์แห่งทรวดทรง สีหน้า นัยน์ตาและวาจาของหล่อนมากกว่าอื่น ศรีดาราในวัย ๒๕ ปี มิใช่สาวรุ่นที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป หล่อนเป็นสาวใหญ่สุกงอมเพียบพร้อมไปด้วยความสันทัดจัดเจนในโลกและชีวิต ข้อนั้นเองคืออันตราย หรือความได้เปรียบก็สุดแท้แต่ท่านจะเรียก ที่หล่อนมีอยู่เหนือสาวรุ่น บริสุทธิ์ พรหมจารีตามความหมายทั้งหลาย หล่อนทำให้พวกผู้ชายในวัยฉกรรจ์นึกถึงอนาคตและคนชรานึกถึงอดีต ขณะที่ผู้หญิงทุกคนอยากจะเกิดใหม่ ศรีดารา วรรณวิไล เปรียบเหมือนผีเสื้อแสนสวยที่ว่อนอยู่ในท่ามกลางแขกเหรื่อเหล่านั้น หยุดทักทายที่โต๊ะนี้ เดินไปปราศรัยที่โต๊ะนั้น ทำหน้าที่ทั้งในฐานะเจ้าภาพและผู้ช่วยคนใช้

เมื่อใกล้เวลาอาหารคาวจะสิ้นสุดลง และถึงของหวาน อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกผู้มีอาวุโสอยู่ในงานก็ลุกขึ้นกล่าวอวยชัยให้พรแก่เจ้าของบ้านและจบลงท่ามกลางการตบมือกราวใหญ่ ศรีดารา วรรณวิไลกล่าวตอบแต่เพียงสั้น ๆ แต่ไพเราะจับใจ หล่อนปลาบปลื้มจนไม่สามารถจะกล่าวตอบอย่างไรได้ถูกต้องในการต้อนรับ ที่นิคมผู้อพยพมาก่อนในคลองแสดงต่อหล่อน หล่อนคิดว่าจะอยู่เป็นสุขได้ในท่ามกลางมิตรสหายเหล่านั้น และคิดว่าการพบปะเช่นนี้จะมีอีกต่อไป

ไม่ต้องสงสัยว่า ประโยคหลังซึ่งจับใจกลุ่มหนุ่มและแก่ ที่เหล้าเข้าปากจนความอยากหายไปอย่างถึงขนาด เพราะเสียงตบมือและไชโยดังสนั่นและดังอยู่นานกว่าครั้งใด ๆ ทุกคนยืนขึ้นเพื่อดื่มให้แก่เจ้าภาพผู้นี้ “มีน้ำใจกว้างขวางเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา"--- ข้าพเจ้าหมายถึงทุกคนที่ยืนขึ้น นอกจากชายคนหนึ่ง ซึ่งนั่งกลิ้งแก้วเปล่าที่ถืออยู่ในมือ เฉยอยู่หมือนปราศจากความสนใจไยดีต่อเสียงและคนที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ ใบหน้าของเขาคล้ามไปด้วยกร้านแดด ไหล่ที่กว้างห่อนิด ๆ คะเนอายุอยู่ในราวต้อง ๓๐ เป็นอย่างมาก

นัยน์ตาอันคมของศรีดาราสังเกตเห็นชายผู้นั้น อย่างที่ข้าพเจ้าเห็น และอีกหลายคนเห็น หล่อนเดินตรงเข้าไปหาเชื่องช้าและสุภาพ ยิ้มปรากฏอยู่ที่สีหน้า หัวเราะปรากฏที่นัยน์ตา ไม่ต้องสงสัยคงเข้าใจว่าเขาเมาจนลุกไม่ขึ้นอย่างที่พวกเราเข้าใจ จนกระทั่งใกล้เข้าไป และปรากฏว่าเขาไม่ได้แตะต้องอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม หล่อนเลิกคิ้ว

"คุณ--คุณ—ไม่ทานอะไรเลย?-- " ศรีดาราถามอย่างแปลกใจ

สายตาของชายผู้นั้นคงจับอยู่ที่แก้วเปล่าในมือ เขามิได้แสดงกิริยาแม้แต่ว่าจะได้ยินหล่อนพูด

"คุณไม่สบายกระมังคะ?" ศรีดาราเอ่ยขึ้นอีก ยังไม่ทันขาดคำชายผู้นั่งอยู่ก็ผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหัน นัยน์ตาเป็นประกาย กระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรงเหมือนโกรธใครมาเป็นเวลาแรมปี

"เปล่า ผมสบายดี ถ้าหมายถึงสติสัมปชัญญะกับอาการสามสิบสอง” เขาบอก

สายโลหิตที่เรื่ออยู่ตามแก้มและหน้าผากของศรีดาราหายไป แต่นัยน์ตาหล่อนยังเต็มไปด้วยอาการหัวเราะ หัวเราะอย่างงงงัน

"ดิฉัน-- ดิฉันคิดว่าคุณจะมาสนุกกับพวกเรา - กินและดื่มกับพวกเรา"

“เปล่า ผมไม่ต้องการจะมาสนุกกับพวกของมหามิตรอาทิตย์อุทัยที่เหยียบอยู่บนกบาลผม - - ไม่ต้องการกินเลือดและเนื้อที่สูบไปจากเพื่อนร่วมชาติของผม-- ฝ่ายชายตอบเสียงกร้าว ผลักเก้าอี้ไปเสียทางหนึ่ง พลางหันหน้ากลับจะเดินออกไปที่ท่าน้ำ

ทุกคนตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้คาดฝันเช่นนั้น ทุกคนยืนกระสับกระส่าย พระองค์ชายหนุ่มองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางอยู่ในสังคมทั่วไปแหวกฝูงชนจากวงดนตรีพยายามจะเข้ามาให้ถึงที่เกิดเหตุ บ่นพึมพำว่า "อะไรกันล่ะ? ตายละ.... ตาย!" ก็พอดีเสียงของศรีดารา วรรณวิไลดังขึ้น ....ไม่ดังถึงกับจะเรียกได้ว่าตะโกน แต่ก็ดังพอที่สำเหนียกถึงความเกรี้ยวกราดดุดันของแม่เสือร้ายซึ่งแฝงอยู่ในกังวานนั้น

"งั้นก็เชิญไสหัวออกไป-- ที่นี่เป็นที่ต้อนรับมิตร ไม่ใช่ศัตรู"

ศรีดาราในเวลาโกรธจัดงามน่าดู ต่างกว่าในเวลาปกติมากนัก ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็สมัครที่จะเป็นมิตรหล่อนมากกว่าฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้น

หน้าคล้ำของเขาหักกลับมา อ้าปากจะตอบหรือกล่าวอะไรไม่มีใครทันได้ยิน เพราะขณะนั้นเองพระองค์ชายก็เข้าถึงตัวขวางหน้าไว้

"นารถ--- นารถ--อ้ายหะ-- อย่าพูดอะไรต่อไปอีก" ทรงคำรามอยู่ในลำคอ พลางหันมายกมือไหว้ศรีดารา "ขอทีพี่ศรี-- ไหว้ละ- -ความผิดของผมเองที่รั้งมันมาที่นี่ด้วย - -ขอโทษพี่ศรีเสียนะ - - แล้วเราจะได้ไป”

"มีอะไรจะต้องขอโทษเมื่อมันเป็นความจริง!" วาจาของเขาเพียงแต่จะเพิ่มบรรยากาศที่เคร่งเครียดอยู่แล้วให้เคร่งเครียดหนักขึ้น

ก่อนที่ใครจะทันรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น ศรีดาราผลักพระองค์ชายพ้นไปเสียทางหนึ่ง ถลันเข้าถึงชายผู้มีนามว่า นารถ หน้ามือของหล่อนซัดฉาดเข้าที่แก้มซ้ายของเขา

"นี่สำหรับการสบประมาทต่อหน้าธารกำนัล" หลังมือข้างเดียวกันชัดเข้าอีกทีที่แก้มขวา "นี่สำหรับการบุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ"

ชั่วขณะหนึ่งทุกคนตะลึงพรึงเพริดไปหมด พระองค์ชาย แขกเหรื่อทั้งหลาย วงดนตรี ตลอดจนชาวบ้านที่มาล้อมวงดูแน่นติดอยู่ตามริมรั้ว ชั่วขณะหนึ่งใบหน้าซึ่งคล้ำแดดของฝ่ายชายซีดลงแล้วก็แดงก่ำ ไม่มีใครบอกได้ว่าผู้ชายอย่างเขาจะกล้าทำอะไรลงไปอีก หลังจากแสดงกิริยาวาจาอันก้าวร้าวออกไปเช่นนั้นได้ แต่อึดใจเดียวต่อมา - อึดใจเดียวเท่านั้น ทุกคนก็ถอนใจเฮือกเมื่อเห็นเขายิ้มละไม สายตาที่ก้มลงมองดูศรีดารา จากส่วนสูงของเขากึ่งขบขัน กึ่งเยาะ ๆ ครั้นแล้วก็หันไปพยักหน้าพระองค์ชาย

"ไป -- ฝ่าบาท!"

ภายในพริบตาเดียว ร่างอันสูงของเขาก็ออกเดินดุ่ม ๆ ไปที่สะพานท่าน้ำ มีพระองค์ชายซึ่งหันมาละล่ำละลักขอโทษศรีดาราไม่ขาดปากติดตามออกไปด้วย

งานซึ่งสัญญาณทุกอย่างส่อแสดงว่า จะเริงรื่นชื่นบานมาแต่แรก ลงเอยอย่างน่าอึดอัด บรรดาหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความชื่นบานบริสุทธิ์กลายเป็นยิ้มแหยตามประเพณีไป ศรีดารารับคำอำลาจากแขกเหรื่อทั้งหลายซึ่งเริ่มทยอยกันกลับไปด้วยสีหน้าและกิริยา ซึ่งบังคับได้อย่างน่าพิศวง เมื่อถึงคราวข้าพเจ้าหล่อนก็ตรงเข้ามา ยิ้มละไมปรากฏอยู่บนดวงหน้าอันงาม แต่หน้าผากและแก้มซึ่งแดงก่ำอยู่เมื่อสักครู่ดูซีดเผือด

"เสียใจค่ะที่เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น คุณคงไม่ได้รับความสำราญเท่าที่ควรจะได้รับ" หล่อนบอก "แต่-- คงไม่มีค่าหรือความหมายอะไรพอที่คุณจะเขียนนะคะ?”

อ๋อ, แน่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้ดีและมีมารยาทพอที่จะรับรองหล่อนว่าข้าพเจ้าได้รับความสำราญถึงขนาดในการเลี้ยงวันนั้น สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล่า ถึงข้าพเจ้าเองก็เสียใจแทนเหมือนกัน มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลย และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ควรนึกถึง หรือถือสาให้เป็นเรื่องขุ่นใจ

"ถ้าความจำของผมไม่ผิด" ข้าพเจ้าเสริม "ดูเหมือนคุณวรนารถจะเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลพักฟื้นใหม่ ๆ --เป็นคนหนึ่งในจำนวนนายทหารบาดเจ็บหรือคนไข้ชุดแรกที่ส่งมาจากกองทัพด้านพายัพ"

ศรีดารามองดูข้าพเจ้าเขม็ง ประกายนัยน์ตาหายไป สายโลหิตแล่นขึ้นสู่แก้มแดงเรื่อ

"ดิฉัน-- ดิฉันไม่ทราบ" หล่อนว่า "แต่จะเป็นเทวดาหน้าไหนก็ตาม ไม่มีสิทธิ์ที่จะบุกรุกเข้ามาเพื่อสบประมาทกันเล่นอย่างหยาบคายร้ายกาจเช่นนั้น ดิฉันไม่มีวันจะให้อภัยเขาได้ เว้นไว้แต่จะขอโทษต่อหน้าธารกำนัลอย่างที่เขาทำกับดิฉัน"

ข้าพเจ้าเองก็คิดเช่นนั้น ทุกคนที่รู้จักศรีดาราในระยะนั้น มิใช่จะเป็นแต่เพียงเศรษฐีมีเงินและโฉมงาม ซึ่งชีวิตและความประพฤติส่วนตัวอาจจะเป็นที่สงสัย --- แต่ใครบ้างที่สนใจชีวิตส่วนตัวของคนเรา สมัยสงคราม ตราบใดที่มีเงิน -หากหล่อนยังมีอิทธิพลพออยู่ในวงสังคมและทางราชการไม่ว่าทางฝ่ายทหารหรือพลเรือน ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่ใครจะวาดภาพได้ว่าหล่อนจะให้อภัยแก่การสบประมาทโดยวรนารถ สัตยคุปต์ ร้อยเอกเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งเกือบไม่มีใครรู้จักเช่นนั้น

 

บรรยากาศในยุคสมัยนั้น

 

จากถ้อยความข้างต้น เป็นการเผยให้เห็นตัวละครสำคัญอย่าง วรนารถ สัตยคุปต์ และ พระองค์ชาย ซึ่งชายหนุ่มทั้งสองจะมีบทบาทในเรื่องราวต่อไปข้างหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวละคร “ข้าพเจ้า” เพียรอธิบายสถานการณ์ต่อไป โดยกล่าวว่าตนคาดคะเนผิด เพราะคิดว่าถึงอย่างไร ศรีดารา ก็คงไม่ให้อภัยแก่ วรนารถ เป็นแน่แท้

ทว่า…

 

ข้อนี้พวกเราเข้าใจผิดถนัด เมื่อปรากฏว่าต่อมาอีกไม่กี่วัน วรนารถ สัตยคุปต์ พร้อมด้วยพระองค์ชายนั่งป้อมากับศรีดาราในเรือยนต์ส่วนตัวของหล่อนซึ่งออกจากอู่ใหม่ ๆ ข้าพเจ้าผ่านเรือลำนั้นหลายครั้ง มีโอกาสเปิดหมวกและโบกมือกับศรีดาราและพระองค์ชายหลายหน อาจจะสนใจในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยินดีที่ปรากฏว่า การแตกร้าวระหว่างหญิงชายคู่นั้นดูเหมือนจะประสานกันได้ อย่างน้อยที่สุดกิริยาอาการของศรีดาราและวรนารถที่แสดงต่อกันก็บอกเช่นนั้น

ชั้นแรกเขาและพระองค์ชายก็ติดเรือศรีดาราจากกรุงเทพฯ เข้าไปในคลองที่บ้านอพยพของหล่อนใต้อำเภอมีนบุรีเพียงทุกเสาร์ นานเข้าก็ทุกวัน ครั้นแล้ววรนารถ สัตยคุปต์ก็หายไป เหลือแต่พระองค์ชาย ซึ่งในที่สุดก็หายไปเหมือนกัน ทำนองเดียวกับศรีดารา ซึ่งไม่มีใครรู้เรื่องราวและก็ไม่มีใครเอาใจใส่ ภัยทางอากาศซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อฤดูหนาวมาถึง และความอลหม่านของตลาดการค้า ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่หายากและแพงลิบคุกคามพวกเราให้เอาใจใส่และกังวลถึงแต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเรามากกว่าจะเอาธุระกับเรื่องราวของคนอื่น

 

“ข้าพเจ้า” ได้หายหน้าไปจากกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปจัดการกิจธุระที่ชุมพร ครั้นเขาหวนคืนกลับมาก็ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ชวนแปลกตาไป ซึ่งผู้ที่จะมาแจกแจงให้เขาฟังคือตัวละคร “พระองค์ชาย” อีกตามเคย ดังที่ผู้ประพันธ์ถ่ายทอดว่า

 

ข้าพเจ้าเองลงไปทำธุระขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับงานสวนมะพร้าวที่ชุมพรเสียหลายสัปดาห์ เมื่อกลับขึ้นมาในต้นเดือนมกราคมก็พบพระนครและศรีดาราในสภาพที่ทรุดโทรมลงไปอย่างผิดตา การโจมตีทางอากาศอย่างหนักทั้งกลางคืนและกลางวัน ทำให้โฉมหน้าพระนครเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น และครั้งแรกที่ได้เห็นศรีดารารู้สึกราวกับว่าหล่อนเพิ่งรื้อไข้  แทบทุกเย็นเรือยนต์ลำนั้นพาหล่อนและพระองค์ชายผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าไป แต่ไม่ปรากฏวี่แววของวรนารถ สัตยคุปต์ ศรีดารานั่งพิงเบาะแพรอยู่ที่พนักตอนท้าย ซูบซีดและเฉยเมยราวกับไม่มีความสนใจในสิ่งแวดล้อมและบุคคลโดยรอบในคลองนั้นอีกต่อไป ขณะที่พระองค์ชายนั่งอยู่ตอนกลาง บางครั้งก็อ่านหนังสือ บางครั้งสนทนา ศรีดาราพยักหน้ารับหรือสั่นศีรษะปฏิเสธ แต่เกือบไม่ได้เอ่ยตอบอะไร

หลายคนบอกว่าพระองค์ชายติดเบ็ดเศรษฐีนีศรีดารา แต่ข้าพเจ้าเองไม่คิดเช่นนั้น พระองค์ชายจะก้อร่อก้อติกเท่า ๆ กับสนุกโลดโผนคบคนได้ไม่เลือกชั้น ดื่มและกินได้ไม่เลือกว่ากลางแสงตะวันหรือแสงเดือน แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ท่านอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเราได้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ข้าพเจ้าเชื่อในประการหลัง

เย็นวันนั้น ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังยืนรอเรืออยู่ที่ประตูน้ำ เรือยนต์ของศรีดาราลำนั้นก็ผ่านมาจากท่าในพร้อมด้วยพระองค์ชายแต่ไม่มีศรีดารา เมื่อเห็นข้าพเจ้ายืนกะเร่อกะร่าอยู่ก็รับสั่งให้เรือเบาเครื่อง โผล่พระเศียรออกมาจากใต้ม่านผ้าบังแดดร้องถามว่า

"กลับบ้านหรือจะไปไหน?"

บ้าน-- หม่อม" ข้าพเจ้าร้องตอบ

เรือลำนั้นบ่ายหัวเข้ามาเทียบกับกราบเรือประจำท่า "ไปด้วยกันกับผมถึงเร็วกว่า" รับสั่งบอก "พี่ศรีให้คนมาตามว่าไม่สบาย จะเข้าไปเยี่ยมหน่อย" ข้าพเจ้าก้าวลงไปด้วยความยินดี ยังไม่ทันที่เรือจะเบนออกจากบริเวณประตูน้ำ พระองค์ชายก็ส่งแก้ววิสกี้มาให้

"ว่าไปพลาง ๆ " รับสั่งแล้วก็เอนพิงพนักท้าย จัดการผสมของพระองค์ท่านเองต่อไปใหม่ "ตราขาวผมยังมีอีกหลายหีบ พอจะกินไปได้อีกสักปี พี่ศรีบอกว่าถึงหมดก็พอจะส่งเสียได้จนกว่าสงครามจะเลิก เสียดายอ้ายหอกนั่นไม่อยู่ ผมหมายถึงเข้านารถน่ะ กินเหล้าคนเดียวไม่สนุก”

เราสนทนากันถึงภาวะของสงครามและอนาคตของบ้านเมือง พระองค์ชายมีความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของประชาชนเท่า ๆ กับผู้รับผิดชอบทั้งหลาย แม้ในส่วนพระองค์เองจะได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ทรงตำหนิถึงวิธีการปันส่วนที่ไม่ได้รับการควบคุมให้รัดกุมพอ ทรงตำหนิถึงการอพยพพลเมืองซึ่งไม่มีแผนการล่วงหน้า ทรงตำหนิถึงหลักประกันสวัสดิภาพซึ่งทหารตามชายแดนได้รับอยู่ในปัจจุบัน เหนือสิ่งอื่นใดคือนโยบายที่รัฐบาลดำเนินอยู่เวลานั้น

"เขาไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์กันบ้างหรืออย่างไร ว่านโยบายที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับเมืองไทยเราอยู่ที่อย่าไปยุ่งกับใครเขา- -” ทรงส่ายพระพักตร์พลางถอนพระทัย "ว่าของเราต่อไปดีกว่า พูดมากจะกลายเป็นขายชาติ แต่ขึ้นไปเห็นภาวะที่เจ้านารถกับทหารของมันได้รับอยู่ทางเหนือแล้วเหลืออดจริง ๆ ไข้กินเป็นระนาวทั้งกองร้อย หายากินไม่ได้จนเม็ดเดียว หยูกยาที่ทางกองบัญชาการและประชาชนส่งไปให้ ไปไหนเสียหมด?"

พระองค์ท่านเพิ่งกลับจากเยี่ยมกองทหารของเราที่พะเยาและเชียงตุงเมื่อต้นเดือนก่อน

"เปล่า ไม่มีธุระกับเขาที่โน่นหรอก นอกจากพาพี่ศรีขึ้นไปเที่ยว อ้อ--พูดกันตรง ๆ ดีกว่า เยี่ยมเจ้านารถ - -"

"อ้อ" ข้าพเจ้าสบตาท่านอย่างอัศจรรย์ใจ แต่มิได้แสดงกิริยาผิดปกติอย่างใดอีกต่อไป

"เขาดีกันแล้วละ" ทรงรับสั่งอีก

"กระหม่อมก็คิดอย่างนั้น ตั้งแต่เห็นนั่งเรือผ่านบ้านหม่อมไปกันกับฝ่าบาท”

"เจ้านารถมันบ้า - - อ้ายหอกหักน่ะ" ทรงพระสรวล "เล่นเอาผมเกือบมองหน้าใครไม่ได้ ในคืนนั้นเคราะห์ดีที่พี่ศรียังเห็นแก่ผมอยู่บ้าง ไม่งั้นคงไปกันใหญ่ รู้ไหมว่ารุ่งขึ้นพี่ศรีไปรายงานผู้ใหญ่ที่กระทรวง ถึงกับสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ผมต้องเข้าไปชี้แจงและรับรองว่าจะจัดการไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้เรียบร้อย เรื่องถึงได้ยุติกันได้"

"หมายความว่า - - คุณวรนารถยอมขออภัยคุณศรีดารา?"

"ขออภัยกะแมวอะไร เมื่อผมรั้งตัวเอาไปจะให้แสดงความเสียใจ อ้ายหะ- - มันกลับไปด่าพี่ศรีเข้าอีก" ทรงเกาพระเศียร "ด่าเสียป่นปี้ว่าคนไทยในโลกไม่มีแล้วหรือจึงได้ไปยอมเป็นเมียศัตรู เพื่อความสุขสำราญของตัวเอง"

"ไหนเรารับคนพวกนั้นเป็นมหามิตร?"

"โธ่ อย่าพูดอย่างอารมณ์นักหนังสือพิมพ์หน่อยเลย" ยกแก้วว่าเข้าไปอีกกรุบหนึ่ง พระพักตร์แดงก่ำเป็นผลตำลึงสุก "วรนารถก็เหมือนคุณ เหมือนผม เหมือนคนไทยทั้งหลายที่พอรู้อะไร ๆ อยู่บ้าง ชังน้ำหน้าผู้หญิงทุกคนที่ขายตัวเช่นนั้น เพียงแต่อ้ายนั่นรู้สึกอะไรแล้วเก็บไว้ในใจไม่ได้ และเพียงแต่พี่ศรีไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายอย่างนั้น- - วันหนึ่งเถอะคุณจะรู้อย่างที่ผมรู้ แต่พยายามอธิบายให้เจ้านารถเข้าใจอย่างไรมันก็ไม่ยอมเชื่อ เล่นงานพี่ศรีเสียราวกับว่ามันเป็นพ่อที่เห็นลูกสาวกำลังจะเสียคนไป แต่แปลกไหมล่ะ พี่ศรีไม่ได้โต้ตอบอะไรมัน ได้แต่ร้องไห้ นั่นแหละเป็นขีดสุดขั้นสุดท้ายของความโกรธเจ้านารถ แล้วต่อมาเขาก็เข้ากันได้ ไม่ใช่เจ้านารถเป็นฝ่ายอ่อนน้อมยอมรับผิด แต่กลายเป็นพี่ศรีพยายามเอาใจ"

"ฝ่าบาทนั่งเรือไปนั่งเรือมากับเขาด้วยก็เพื่อเป็นพี่เลี้ยง- - เป็นกันชนงั้นกระมั้ง?"  ข้าพเจ้าชำเลืองไปดูคนขับข้างหลัง แล้วมองพักตร์พระองค์ชาย

"ไม่เป็นไร คนเรือของผมเอง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องให้ร้ายใส่ความใคร" รับสั่งตอบ "ถูกอย่างคุณพูด ความประสงค์ของผมก็ปรารถนาอย่างนั้น ผมต้องการให้เขารู้จักกันดีขึ้น เข้าใจกันดีขึ้น พี่ศรีเองก็พยายามทุกอย่างที่จะให้เจ้านารถเปลี่ยนทัศนะเสียใหม่ เอาใจหรือสารพัด กิริยาภายนอกของมันอาจจะดีขึ้น แต่ใจของมันไม่เปลี่ยนแปลง ฟังมันพูดเวลาอยู่ด้วยกันโดยเฉพาะเห็นแสดงกิริยารังเกียจสะอิดสะเอียนพี่ศรีราวกับเป็นตุ๊กแกหรือไส้เดือนแล้ว บางครั้งอยากจะแพ่นกบาลมันเหลือเกิน ถ้าไม่คิดว่ามันเป็นเพื่อน แล้ว -- แล้วผมก็สู้มันไม่ได้"

 

ด้วยการสนทนากับ พระองค์ชาย ยิ่งทำให้ตัวละคร “ข้าพเจ้า” บังเกิดความฉุกคิดใคร่ครวญว่า

 

ข่าวนี้อาจจะใหม่และแปลกใจสำหรับบางคน แต่ไม่ใช่ข้าพเจ้า ผู้หญิงเรามีฐานะดี มีชื่อเสียงหรือชื่อเสีย ได้รับการยกยอปอปั้นสรรเสริญอยู่เนืองนิตย์ จนคิดว่าในโลกนี้มีแต่คนชอบและรัก เมื่อเจอะกับผู้ชายจริงที่ปากพูดอย่างใจคิด  จับชีวิตของหล่อนมาฉีกออกเป็นชิ้น ๆ อย่างไม่แยแส ชั่วขณะหนึ่งหล่อนอาจจะเป็นแม่เสือ เพื่อจะแก้แค้น เพื่อจะพิสูจน์ว่าตนเป็นผู้ชนะ แต่นานไปบุคลิกภาพของอีกฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งกว่า ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่หล่อนจะต้องพ่ายแพ้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น อย่างที่ผู้หญิงแทบทุกคนปรากฏมาแล้วแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากข้อเท็จจริงเหล่านั้น  ข้าพเจ้าคิดอีกว่าบุคลิกภาพของผู้ชายอย่าง วรนารถเป็นผู้ชายคนแรกที่ศรีดาราได้พบ ผู้ชายอื่น ๆ มีแต่อ่อนเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟเมื่ออยู่ในสายตา กำมือ หรืออ้อมแขนหล่อน ตามแต่จะปั้นให้เป็นอะไร แต่วรนารถไม่ใช่ผู้ชายเช่นนั้น จากเรื่องราวที่ข้าพเจ้าเคยทราบ และรับสั่งที่พระองค์ชายรำพัน เขาไม่มีหลักฐานอะไรจะต้องเป็นห่วง ไม่มีครอบครัวจะต้องรับผิดชอบ ไม่มีอนาคตอะไรสำหรับจะคิด ชีวิตของเขาเป็นของเพื่อนฝูงและความสำราญทั่วไป พูดง่าย ๆ ชีวิตของเขาเป็นชีวิตของนักเผชิญโชคทั้งหลาย ซึ่งสงคราม สุรานารี และความตาย มีความหมายอย่างเดียวกัน แม้กระนั้นเขาก็เป็นคนมีอุดมคติเมื่อเกี่ยวกับปัญหาประชาชนและชาติไทย ในขณะที่ศรีดาราเป็นสมบัติของชื่อเสียง เงินทอง และตัวหล่อนเอง ความภาคภูมิใจไว้ตัวใด ๆ แม้กระทั่งความคิดในเรื่องสวัสดิภาพก็เป็นในทัศนะนั้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การปะทะซึ่งไม่ก้ำกึ่งกันระหว่างบุคลิกภาพของชายหญิงทั้งสองนี้จะลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายไหน ฟังตามรับสั่งของพระองค์ชายแล้ว ข้าพเจ้าวาดภาพเห็นแม่เสือร้ายผึ่งผายและสวยสง่าเป็นราศีอยู่บนยอดสุดของสังคมพระนครขณะนั้น กลายเป็นแมวเชื่องอยู่แทบเท้าของชายหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากความตายที่รอคอยอยู่ในสนามรบ และความภาคภูมิใจที่จะเผชิญกับความตายนั้นอย่างลูกผู้ชายชาติทหาร และคนไทยที่ไม่เคยต้องขอความกรุณาจากใคร

 

เรื่องราวการสนทนาระหว่างตัวละคร “ข้าพเจ้า” กับตัวละคร พระองค์ชาย ขณะอยู่ในเรือที่แล่นลำล่องไปในคลองแสนแสบยังคงไม่สิ้นสุดลง มาถึงตอนนี้ผมได้นำเสนอให้คุณผู้อ่านพอจะทราบแล้วว่า ตัวละครแม่เสือสาวที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวและพฤติการณ์โฉบเฉี่ยวอย่าง ศรีดารา กำลังดูเหมือนจะเพลี่ยงพล้ำจนยอมเป็นแมวเชื่องให้กับชายหนุ่มผู้เคยสบประมาทเธอ

หรือนั่นอาจจะเป็นเพราะอำนาจของการหลงรักก็เป็นได้

จริงละรึ! ที่ ศรีดารา จะหลงรัก วรนารถ ชายหนุ่มผู้มีปมฝังใจจากสมรภูมิสงคราม บุรุษผู้เคยแสดงกิริยาเหยียดหยามเธออย่างไม่น่าให้อภัย

นี่คือสิ่งที่ยังไม่ได้คลี่คลาย ซึ่งในบทความตอนถัดต่อไป ผมจะนำคุณผู้อ่านทั้งหลายไปสู่ความกระจ่างอย่างแน่แท้

 

เอกสารอ้างอิง:

  • นายฉันทนา (มาลัย ชูพินิจ). X.O.Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล., 2544.
  • มาลัยอนุสรณ์. ลมูล อติพยัคฆ์ บรรณาธิการ.พระนคร : โรงพิมพ์ไทยแบบเรียน, 2506.
  • เรียมเอง. “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง.” ใน รวมเรื่องเอกของเรียมเอง. ยศ วัชรเสถียร (บรรณาธิการ). พระนคร: แพร่พิทยา, 2511.
  • สุธิรา สุขนิยม. มาลัย ชูพินิจ และผลงานประพันธ์เชิงสร้างสรรค์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2532.
  • อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “กำนัน นายพราน และ ชาวประมง พวกเขาก็เป็นเสรีไทย” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (11 สิงหาคม 2564).
  • 71 ปี วันสันติภาพไทย: สันติ-ประชา-ทำ. กษิดิศ อนันทนาธร, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559.