ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม, เกร็ดประวัติศาสตร์

มาลัย ชูพินิจ กับวรรณกรรมสะท้อนภาพเสรีไทยหญิง ตอนจบ

26
เมษายน
2569

“เธอควรจะเป็นผู้เดินนำแถวในพิธีสวนสนามของเสรีไทย ทว่า...” 

จากบทความตอนที่แล้ว ผมได้เชื้อเชิญคุณผู้อ่านให้ทำความรู้จักกับผลงานวรรณกรรมของ มาลัย ชูพินิจ นักประพันธ์ฝีมือเยี่ยมคนสำคัญของเมืองไทย โดยมุ่งเน้นการพิจารณาถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนบรรยากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนธรรมดาสามัญผู้ช่วยเหลือประเทศชาติในนามเสรีไทยเช่นกัน แต่กลับไม่ได้เปิดเผยตัวตนหรือได้รับเกียรติยศในช่วงหลังสงครามสงบลงแล้ว โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แทบจะไม่ค่อยได้รับการบันทึกไว้ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์

สำหรับงานเขียนลักษณะดังกล่าวของ มาลัย ที่โดดเด่นอย่างยิ่ง คือผลงานเรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” โดยอาศัยนามปากกา “เรียมเอง” และได้ลงพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร ปิยะมิตรรายสัปดาห์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494

 

มาลัย ชูพินิจ

 

ในบทความตอนแรก ผมนำคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับตัวละครหลักในเรื่องสั้น อันได้แก่

ผู้หญิงอย่าง ศรีดารา วรรณวิไล ที่ถูกมองด้วยสายตาของคนในสังคมอย่างประณามหยามเหยียดว่าเธอยอมเป็นเมียของชาวญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นศัตรูของชาติเพียงเพื่อความมั่งคั่งในชีวิต

นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพบกอย่าง วรนารถ สัตยคุปต์  ผู้เคยผ่านสมรภูมิสงครามด้านพายัพหรือทางภาคเหนือของประเทศไทย เขามีปมฝังใจที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมรบต้องล้มตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่เขาเองก็บาดเจ็บจนเกิดอาการทางสภาพจิตใจและเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแสดงกิริยาเหยียดหยาม ศรีดารา เพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่ยอมเป็นเมียของชาวญี่ปุ่นศัตรูของชาติเพื่อความสุขและความมั่งมีของตนเอง

พระองค์ชาย เชื้อพระวงศ์หนุ่มที่เป็นทั้งมิตรสหายของ วรนารถ ขณะเดียวกันก็ให้ความเคารพรักต่อ ศรีดารา ประหนึ่งพี่สาว โดยมิได้นึกรังเกียจเหยียดหยามเธอเลยแม้แต่น้อย ราวกับเขาล่วงรู้และเข้าใจถึงภารกิจที่หญิงสาวผู้นี้กำลังปฏิบัติการ

และแน่นอน ตัวละคร “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นผู้ส่งเสียงเล่าเรื่องนี้ ทั้งยังดูจะเป็นเหมือนตัวแทนของผู้ประพันธ์คือ มาลัย ชูพินิจ อีกด้วย

ในตอนที่แล้ว เรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” ดำเนินมาถึงฉากที่ “ข้าพเจ้า” กับ พระองค์ชาย กำลังสนทนากันขณะอยู่ในเรือที่แล่นลำล่องไปในคลองแสนแสบ โดยเนื้อหาและประเด็นที่ทั้งสองพูดคุยกันก็เป็นการพาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ศรีดารา กับ วรนารถ ซึ่งค่อนข้างน่าฉงนว่า เหตุไฉนตัวละครแม่เสือสาวที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวและพฤติการณ์โฉบเฉี่ยวอย่าง ศรีดารา ดูเหมือนจะยอมเป็นแมวเชื่องให้กับชายหนุ่มผู้เคยสบประมาทเธอ

“เรียมเอง” กำหนดสถานการณ์และความเป็นไปในเรือลำนั้น โดยบรรยายความว่า

 

พระองค์ชายผสมวิสกี้โซดาเป็นแก้วที่ ๕ ที่ ๖ หรือที่เท่าไหร่แล้ว ข้าพเจ้าจำไม่ได้ขณะที่เรือผ่านหัวหมาก

"เป็นเรื่องยากจริง ๆ ให้ตาย!" รับสั่งพลางสั่นพระพักตร์ เอนพระองค์เข้ามากระซิบกับข้าพเจ้าเบา ๆ "ทีแรกผมก็คิดว่า เมื่อเป็นต้นเหตุพาอ้ายวายร้ายเข้าไปอาละวาดให้เกิดเรื่องขึ้น หน้าที่ของผมก็อยู่ที่จะไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้สงบเท่านั้น แต่เหตุการณ์อีตอนปลายนี่ทำท่าเหมือนผมจะกลายเป็นช่างซ่อมชีวิตเสียแล้ว"

"คืออย่างไรกระหม่อม?"

"จะอย่างไร?" รับสั่งกระซิบกระชาบต่อไป "ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด- - ผมคิดว่าผมคิดไม่ผิดแน่ - -  พี่ศรีก็รักอ้ายวายร้ายนั่นเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วละซี ทีแรกก็เพียงแต่สงสัยตะหงิดๆ คิดว่าแกพยายามจะยั่วเจ้านั่นเป็นการแก้แค้นมากกว่า แต่อีตอนกลับจากเหนือคราวนี้แหละเห็นได้ชัดทีเดียวว่าพี่ศรีรักอ้ายหมอนั่นแน่ ร้องไห้มาตลอดทางระหว่างอยู่บนรถไฟ เพราะอ้ายงั่งนั่นไม่ยอมพบด้วยเมื่อไปเยี่ยมมันที่พะเยา - ร้องไห้ทำไมถ้าไม่เป็นเพราะรักอ้ายทุยนั่น?"

"บางทีอาจจะเกิดจากความสงสาร" ข้าพเจ้าแนะ

"สงสาร!" ยึดพระองค์ขึ้นรับสั่งดัง "สงสาร! พูดอย่างนักประพันธ์ เอาละ-ในฐานที่เป็นนักศึกษาชีวิตและจิตวิทยาด้วย บอกผมหน่อยเถอะว่าความสงสารนำไปสู่อะไร?"

ข้าพเจ้าไม่ได้ทูลตอบในข้อนี้ บางทีรู้สึกว่าจะเป็นการล่วงเกินเข้าไปในชีวิตของคนอื่นโดยไม่ได้รับเชิญ และบางทีก็อาจจะเป็นการยอมจำนนต่อเหตุผลของพระองค์ชาย

"เห็นหรือยังล่ะ ว่านอกจากในฐานเป็นคนก่อเรื่องที่พยายามจะลบรอยร้าวครั้งนั้นให้เลือนหาย ในขณะนี้ผมกำลังจะเป็นทั้งหมอทั้งที่ปรึกษา และอย่างว่า---ช่างซ่อมชีวิตของพี่ศรีต่อไป จนใคร ๆ เขาลือกันไปทั้งคลองแล้วว่า-- ว่า-- " โน้มพระเศียรลงมาใกล้ข้าพเจ้าอีกขณะที่กระซิบต่อไป "ว่าผมกำลังหลงหรือคิดจะเคลมพี่ศรีดารา" หัตถ์ขวายกแก้วขึ้นโยนวิสกี้หยดสุดท้ายหายเข้าไปในพระศอแล้วถอนพระทัยรับสั่งต่อไปด้วยเสียงเดิม "โธ่ ผู้ชายทุกคนแหละคุณเอ๊ย  ยินดีที่จะวางคอลงบนเขียงเพื่อแลกกับความรักของคน ๆ นี้ แต่ไม่มีใครสำเร็จหรอก นอกจากอ้ายราก - - อ้าย--เปรตนั่นคนเดียว- -  "วันนั้นเกือบไม่มีฉายาอะไรเหลืออยู่ในปทานุกรมอีกเลยสำหรับพระองค์ชายจะเอามาใช้กับสหายของพระองค์คนนั้น "พี่ศรียอมเป็นเมียอ้ายนายห้างบ้าบอนั่น ไม่ใช่เพราะความรัก ไม่ใช่เพราะหลงเงินทอง หรือความร่ำรวยอะไร ผมไม่รู้เหตุผลแน่ แต่เหตุผลน่ะต้องมี คุณรู้ไหมตอนที่ได้ข่าวว่าเจ้าคนนั้นไปตายที่โชนันน่ะ ทั้งหมดที่พี่ศรีแสดงออกมาก็เพียงถอนใจพึมพำว่า "สิ้นเวรสิ้นกรรมกันเสียที" ดูเถอะ คนใจแข็งอย่างนั้น เดี๋ยวนี้กลับป้อแป้เจ็บกระเสาะกระแสะซูบซีดไปได้ เพราะ-เพราะหลงรักอ้ายผู้ชายบัดซบ - - อ้าว ถึงสะพานสูงแล้ว? เร็วจริง - - คุยกันสนุกดี ถ้ามีเวลาว่างผ่านไปทางโน้นแวะเยี่ยมพี่ศรีบ้าง เห็นพูดถึงคุณบ่อย ๆ แล้วก็เรื่องที่เขียนและความคิดความเห็นที่ปลอบใจ"

 

ถึงแม้ “ข้าพเจ้า” จะได้ผ่านไปยังเขตอำเภอมีนบุรีอยู่หลายหน แต่เขากลับมิได้แวะเยี่ยมเยียน ศรีดารา ซึ่งพำนักริมคลองแสนแสบในเขตอำเภอนั้นเลย นั่นเพราะเขาเกิดสำนึกว่า

 

เปล่า ข้าพเจ้ามิได้เคยแวะเยี่ยมศรีดารา แม้ว่าหลายครั้งจะได้เคยผ่านไปในการเปิดสถานที่ราชการใหม่ที่อำเภอมีนบุรี ยิงนกที่ลำลูกกาและคลองสอง การเยี่ยมเยียนเป็นข้อควรกระทำระหว่างญาติพี่น้องและมิตรสหาย หรือผู้ที่เขาอาจจะเป็นประโยชน์ได้เท่านั้น ข้าพเจ้าไม่คิดว่าข้าพเจ้าอยู่ในฐานะหนึ่งฐานะใดกับศรีดารา นอกจากนั้นเมื่อกรกฎาคมมาถึง และข่าวปราชัยของกองทัพโอรสแห่งสวรรค์ปรากฏขึ้นทุกด้าน แสนยานุภาพทั้งทางเรือและทางอากาศของอเมริกันอังกฤษใกล้ดินแดนอาทิตย์อุทัยประเทศ และอาณาเขตที่อยู่ในความยึดครองเข้าไป ความคาดหมายว่าวันหนึ่งญี่ปุ่นจะถอยจากพม่าและไทยลงใต้สู่แหลมมลายูหรือตะวันออกสู่อินโดจีน พร้อมด้วยการทำลายแหล่งอาหารและอาวุธตามยุทธวิธีเผาผลาญพื้นดิน ก่อนจะจากที่หนึ่งที่ใดไปเพื่อมิให้เป็นประโยชน์แก่ศัตรู ทำให้พวกเราที่รู้อะไรอยู่บ้างหวั่นวิตกว่า พระนครอาจแปรสภาพเป็นย่างกุ้ง เราไม่มีอำนาจหรือความสามารถใดในการเกี่ยวข้องกับการป้องกันพระนคร แต่เป็นสิทธิและหน้าที่ของพวกเราชาวแสนแสบที่จะป้องกันตัวเอง และช่วยตัวเองตามมีตามเกิดเท่าที่จะทำได้

 

บรรยากาศตลองแสนแสบสมัยก่อน
ที่มา: https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_44179

 

จวบจนกระทั่งเขาได้รับมอบหมายหน้าที่ให้คอยติดต่อกับครอบครัวของผู้อพยพนั่นแหละ เขาจึงเลี่ยงมิได้ที่จะต้องไปเยี่ยมบ้านของ ศรีดารา และสบโอกาสพูดคุยกัน ซึ่งหญิงสาวบอกเล่าเรื่องราวของเธอให้เขารับฟังเสียอย่างเปิดเผย

 

การประชุมเปิดขึ้นหลายครั้งที่บ้านท่านผู้ใหญ่ในวงราชการคนหนึ่งซึ่งอพยพออกไปรวมอยู่ด้วยที่นั่น หลายคนและหลายครอบครัวที่มีความคิดเห็นร่วมกัน กำหนดแบ่งหน้าที่ว่าควรจะทำอย่างไร ในกรณีที่ทหารญี่ปุ่นถอยร่นขึ้นไปตามลำคลองแทนขบวนรถไฟ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เรามิได้คิดที่จะตั้งเป็นกองโจร เพราะไม่มีอาวุธและผู้คนพอที่จะทำได้เช่นนั้น เราเพียงแต่คิดหาวิธีป้องกันตัวเองหากถูกข่มเหง ครอบครัวริมคลองทั้งหลายถูกสมมุติให้กระจายกันเข้าไปตามคลองซอยที่มีอยู่นับไม่ถ้วน ผู้หญิงและเด็กจะต้องอยู่ในที่ซ่อนเร้น ตามเกาะ, ดอนและนา ห่างจากทางสายใหญ่เข้าไป หน้าที่ของพวกผู้ชายถูกแบ่งไปในการให้ความอารักขาแก่ผู้หญิงและเด็กเหล่านั้น ในการป้องกันทรัพย์สมบัติจากญี่ปุ่นและโจรผู้ร้าย ตลอดจนการต่อต้านถ้าหากจะมีการปะทะกันขึ้น มันอาจจะเป็นไปได้เช่นนั้น แต่มันก็อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ติดต่อครอบครัวอพยพทั้งหลายตั้งแต่มีนบุรีลงมาจนถึงหลอแหล ฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่วันหนึ่งจะต้องแวะเข้าไปที่บ้านพักของศรีดาราและพบหล่อนที่นั่น

เป็นการยากที่ข้าพเจ้าจะอดสะเทือนใจได้ในความเปลี่ยนแปลงของศรีดาราซึ่งเป็นไปถึงเพียงนั้น ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งซูบซีดไปอย่างผิดตา ถึงกระนั้นก็ยังไม่เท่ากับกิริยาอาการที่กระปรี้กระเปร่าของสาวใหญ่ในวัยต้น ๓๐ ที่ร่วงโรยเฉื่อยชาไปเป็นหญิงในวัย ๖๐ นัยน์ตาของหล่อนมิได้มีประกายอันบาดตาอีกต่อไป แทนที่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวา เหมือนสิงอยู่ด้วยความหลังอย่างใดอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ศรีดาราต้อนรับข้าพเจ้าด้วยดี ตัดพ้อต่อว่านิดหน่อยตามธรรมเนียม ที่ข้าพเจ้าไม่เคยย่างกรายไปมาหาสู่เลย นับแต่การเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่คราวนั้น แต่เมื่อหันมาถึงปัญหาที่ข้าพเจ้าไปหา ศรีดารานั่งคิดอย่างไตร่ตรองอยู่สักครู่ก็ส่ายหน้าช้า ๆ

"ทหารญี่ปุ่นจะไม่ผ่านคลองสายนี้" หล่อนว่า "แสนแสบไม่มีความจำเป็นแก่การลำเลียงของเขาอย่างภาษีเจริญ ประตูน้ำบางแวก และแม่กลอง”

"อะไรทำให้คุณศรีคิดอย่างนั้น?" ข้าพเจ้าพิศวง

"ดิฉันไม่ได้คิด---ดิฉันรู้!" ศรีดาราตอบ สายตาที่ค้านทั้งคู่เป็นประกายขึ้นเป็นครั้งแรก - - หล่อนจ้องดูข้าพเจ้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนจะอ่านความคิด ครั้นแล้วก็ถอนใจ "ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปิดบังอีกต่อไป - - ไม่มีวันใดก็วันหนึ่งมันจะต้องแดงออกมา - - คุณรู้ดีเท่า ๆ กับดิฉันรู้ว่านายเตี้ยไม่มีวันจะชนะสงครามคราวนี้ คุณรู้เท่า ๆ ดิฉันว่านับวันนับแต่อวสานจะมาถึงคนพวกนั้นเท่า ๆ กับเรา ซึ่งเคราะห์กรรมบันดาลให้ยื่นคอเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เส้นเดียวกัน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น การให้คุณรู้เสียเดี๋ยวนี้หรือให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จึงมีผลเท่ากัน" หล่อนหยุดหน่อยหนึ่ง หันไปชำเลืองดูโดยรอบอย่างระมัดระวัง เมื่อหันกลับมาหาข้าพเจ้าอีกครั้งศรีดาราผู้อิดโรยราวหญิงชรากลับเป็นศรีดาราต้น ๓๐ ในวัยจริงไป "คุณรู้ไหมคะว่าทำไมดิฉันจึงแต่งงาน- - พูดกันสั้น ๆ ตามภาษาตลาดดีกว่าว่าทำไมดิฉันผู้แม้จะมีเลือดจีน แต่ก็เป็นไทยเต็มตัวทั้งโดยสัญชาติ โดยจิตใจ โดยความรักผืนแผ่นดินไทยเท่า ๆ กัน หรือยิ่งกว่าคนชั้นปกครองบางคน จึงต้องยอมทนให้ถูกประณาม ถูกมองด้วยสายตาอย่างหยาบหยาม และรู้สึกอย่างขยะแขยง? ความรักหรือ? เป็นไปได้อย่างไรในเมื่อดิฉันมีโอกาสจะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย ที่มีฐานะตำแหน่งและความมั่งมีไม่น้อยกว่ากัน?- - ความโลภเพื่อทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็เปล่าอีก ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วคุณเข้าใจหรือยังคะ ว่าเพราะอะไรดิฉันจึงได้ยอมเป็นเมียเจ้านายญี่ปุ่นคนนั้น ได้ชื่อว่าขายตัวให้กับมัน มีลูกกับมัน ดิฉันผู้ซึ่งโดยวัยสาว ความสวยและโอกาสที่จะมีสุขกับคนไทยที่ดีที่สุดทุกประตู - - ยอมเป็นเมียเจ้าคนต่างชาติที่เป็นศัตรูต่ออุดมคติต่อเมืองไทยทั้งที่เราเรียกกันในนามอื่น และทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นนายทหารในกองทัพบกญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาค้าขายในเมืองไทยเพื่อประโยชน์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันบัดนี้เป็นที่แจ้งกันทั่วแล้ว - - เพราะอะไรคะ?"

ข้าพเจ้ามองตาศรีดาราโดยพูดไม่ออก พอจะรู้ความหมายที่วาจาเหล่านั้นเสนอซึ้งเข้าไปในสำนึก เพียงแต่ยังไม่ได้ภาพชัด เพราะขาดห่วงโซ่หนึ่งห่วงโซ่ใดเท่านั้น

คุณทำงานให้กับรัฐบาล?" ข้าพเจ้าเอ่ยอย่างงงงัน เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นของหล่อนขัดขึ้น จนข้าพเจ้าต้องนิ่งไป

"เปล่า ดิฉันทำเพื่อพวกเราซึ่งมีอุดมการณ์อย่างเดียวกัน"- หล่อนบอก "พวกเราที่ไฟเสรีภาพลุกสว่างอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าในท่ามกลางความทุกข์ยากคับขันหรือคับแค้นเพียงไหน สิ่งใดที่ดิฉันมีอยู่ไม่ว่าจะนอกกายหรือในกายเป็นของอุดมการณ์นั้น ทุกบาททุกสตางค์ที่ดิฉันมี พรหมจารีซึ่งเป็นยอดของสงวนสำหรับผู้หญิงทุกคน อุทิศให้ทุกอย่าง พวกเราเป็นใคร? ดิฉันไม่อยู่ในฐานะจะบอกได้ แต่ต่อไปในวันหนึ่งคุณก็คงจะรู้ เท่า ๆ กับคนไทยทั้งประเทศรู้และทั่วโลกจะรู้"

ข้าพเจ้านิ่งอยู่นาน มองดูสีหน้าและนัยน์ตาของศรีดาราซึ่งอิ่มเอิบไปด้วยความสุขทั้ง ๆ ที่ซูบซีดเหมือนเห็นปาฏิหาริย์ อดคิดไม่ได้ว่าขณะนั้นข้าพเจ้าและหล่อนหาได้อยู่ในโลกเดียวกันไม่

"คุณศรีบอกผมหน่อยไหมว่า คุณวรนารถอยู่ในโครงการของคุณศรีด้วยหรือเปล่า?"

สีหน้าของหล่อนเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ลมหายใจขึ้นมาติดตะกุกตะกักอยู่ในลำคอ ครั้นแล้วศรีดาราก็หัวเราะน้อย ๆ

"อย่างนักหนังสือพิมพ์ทั่วไป คุณอดระแวงไม่ได้ว่าเหตุการณ์ในงานขึ้นบ้านใหม่ครั้งนั้น เป็นละครฉากหนึ่งระหว่างดิฉันกับนารถ แต่อย่างนักประพันธ์คุณก็อยากจะคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ดิฉันจะขอตัดบทแต่สั้น ๆ ว่ามันเป็นเรื่องจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข่าวเล่าลือ หรือเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นหลังจากนั้นจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ก็เป็นความจริง"

นั่นเป็นการสารภาพของผู้หญิงนอกนิยายประโลมโลกที่ข้าพเจ้าเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรกในชีวิต ศรีดาราถอนใจยาว มองข้ามข้าพเจ้าลอดหน้าต่างที่เปิดอยู่ออกไปสู่ท้องนาที่เวิ้งว้าง ประดับไปด้วยสีขาวของใบเรือและทิวเขาบางปลาสร้อยเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

"ดิฉันไม่อายที่จะบอกคุณตามตรงว่า เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ดิฉันรัก" เสียงของหล่อนเลื่อนลอยมาแต่ไกล เสียงนั้นเปิดเผยแสดงความสนิทสนม ราวกับปรารภแก่มิตรสหายที่คุ้นกันมาเป็นเวลาสิบ ๆ ปี "แต่ที่จริงก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอายในการที่คนเราจะบอกว่ารักหรือไม่รักใคร ทั้งที่บางคนอาจจะเห็นขัน ในการที่ดิฉันจะไปรักคนอย่างนารถซึ่งถูกแนะนำด้วยการสบประมาท และดิฉันก็ตอบแทนอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน ดิฉันถูกเขาสบประมาทต่อมาอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยตอบแทนอีกต่อไป เพระได้คิดดีว่า คิดตามสายตาของสามัญชน คล้ายเป็นอย่างที่นารถเขาประณามทุกประการ คุณรู้ไหมคะว่าดิฉันเคยตามเขาไปถึงชายแดนภาคเหนือ?"

"ครับ ผมทราบ"

ศรีดาราหัวเราะ "พระองค์ชายตามเคย--" หล่อนว่า "ไม่เคยเก็บความลับอะไรกับใครใด้ แต่ท่านก็เหมือนน้องชายของดิฉัน ท่านพยายามเสมอที่จะให้เรา - - นารถกับดิฉันดีกัน นั่นคือได้กันตามความหมายของท่าน แต่-- แต่ก็เห็นจะไม่มีวันเป็นไปได้ ในเมื่อเขาปักใจเห็นดิฉันเป็นผู้หญิงอย่างเขาเข้าใจว่าเป็นไปเสียแล้ว"

"ก็ทำไมคุณศรีไม่เล่าให้เขาฟังตามความจริงว่าคุณศรีไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้น" ข้าพเจ้าเสนอ "บางทีคุณศรีจะได้คุณนารถมาเป็นกำลังสำคัญในงานที่คุณศรีดำเนินอยู่ด้วยซ้ำไป"

"ดิฉันทำไม่ได้" หล่อนสั่นศีรษะไปมาเนิบ ๆ "นอกจากจะเป็นการนอกเหนือข้อบังคับและคำปฏิญาณ ดิฉันยังไม่อาจยอมเสี่ยงความไว้ตัวของดิฉัน ที่จะเอางานของบ้านเมืองมาใช้ประโยชน์ในงานส่วนตัว"

เป็นปรัชญาชีวิตที่ประหลาดอะไรเช่นนั้น ในขณะเดียวกันเป็นหลักการที่สูงส่งน่าสรรเสริญ จนข้าพเจ้าต้องยอมจำนนนิ่งอั้นไป

 

หลังจากนั้น ตัวละครผู้เล่าเรื่องก็ไม่ได้พบกับ ศรีดารา อีกเลย จวบจนได้ทราบข่าวคราวว่าเธอกำลังจะแต่งงาน ซึ่งผู้เป็นเจ้าบ่าวก็มิใช่ใครอื่น เขาคือ วรนารถ สัตยคุปต์ นั่นเอง

 

ข้าพเจ้าไม่ได้พบศรีดาราอีก จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม ข่าวสงครามยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ และการพ่ายของทัพญี่ปุ่นทั้งทางบก ในน้ำและในอากาศเพิ่มความหวั่นหวาดเท่า ๆ กับความยินดีให้แก่พวกเรา ประการแรกเกี่ยวกับอนาคตของบ้านเมือง ประการหลังเกี่ยวกับวันดีคืนดีที่จะมาถึงเป็นส่วนตน

ท่ามกลางภาวะอันสับสนของเหตุการณ์บ้านเมืองและชีวิตประจำวันเช่นนี้เอง เรื่องของศรีดาราเลือนหายไปจากความทรงจำและความเอาใจใส่ของข้าพเจ้าอีกวาระหนึ่ง จนกระทั่งจู่ ๆ ก็มีข่าวกล่าวขวัญไปทั่วทั้งลำคลองและในพระนครว่าศรีดาราจะแต่งงานอีก! กับใคร? มิใช่ความเร้นลับซับซ้อนอีกต่อไป เมื่อมีข่าวว่าวรนารถ สัตยคุปต์ได้รับบาดเจ็บจากยุทธภูมิชายแดน ถูกส่งตัวกลับมารักษาที่เสนารักษ์พญาไท และศรีดาราไปเยี่ยมทุกวัน

เหตุการณ์ตอนนี้ พระองค์ชายซึ่งพบกับข้าพเจ้าที่งานฌาปนกิจศพสหายคนหนึ่ง ที่วัดมกุฎกษัตริยารามเล่าให้ฟังว่า

"การกลับใจของเจ้านารถอาจจะมาจากความดีของศรีดารา ที่แสดงต่อมันมาช้านานเหลือเกินนั่นเอง หรือจะเกิดจากความสงสาร เมื่อคิดว่ามันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ที่ศรีดาราได้รับอยู่ในขณะนั้น ผมสังเกตได้ว่าวันแรกที่ศรีดาราไปเยี่ยมเจ้าควายนั่นยังหน้าตึงอยู่ แต่ทุก ๆ วัน นานเข้าความแข็งกระด้างก็ค่อยเปลี่ยนไป กลายเป็นความอ่อนโยน สีหน้าคนเราอ่านง่ายจะตายไป ผมรู้ดีตั้งแต่ในอาทิตย์แรกแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในอาทิตย์ที่สี่เมื่อใกล้กำหนดเจ้านารถจะออกจากโรงพยาบาล และศรีดาราบอกผมว่าเขากับนารถจะแต่งงานกัน ก่อนเจ้านารถออกแนวหน้าอีกครั้ง ผมจึงไม่ประหลาดใจเลย

‘เราจะแต่งงานกันเงียบ ๆ ค่ะ’ ศรีดาราบอกผม ‘ความประสงค์ของเขาไม่ต้องการให้เอิกเกริกอะไร ดิฉันก็ตั้งใจจะให้เป็นไปตามความปรารถนาของเขา เราตกลงกันแล้วว่า ในทันทีที่สงครามสงบลง นารถจะลาออกจากราชการ ดิฉันจะขายบ้าน เซ้งร้านและเลิกกิจการทั้งหมดในนี้ ออกไปอยู่ที่บางสะพาน หรือบางละมุง ตามแต่นารถจะเลือกชีวิต เราต่างคนต่างผ่านความเคร่งเครียดมามากเต็มที สถานที่ห่างจากผู้คนและความเงียบสำหรับพักผ่อนเป็นสิ่งที่เราต้องการต่อไปและเราก็ควรจะได้รับ’ ผมแสดงความยินดีกับเขาด้วย แต่เมื่อพบเจ้านารถ - -ประหลาดไหมล่ะ อ้ายทุยนั่นดูไม่ยินดียินร้ายอะไร ได้แต่ยอมรับว่าข่าวนั้นจริง มันครองความเป็นโสดมานานพอสมควรแก่เวลาแล้ว น่าจะมีครอบครัวเสียที นั่นเป็นของใหม่ที่ผมเพิ่งได้รับจากเจ้านารถ แต่มันก็ออกจะเป็นนิสัยธรรมดาของผู้ชายเราที่ใช้ชีวิตอย่างหัวหกก้นขวิด ไม่เคยรู้ว่ารสของความอบอุ่นในชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร ครั้งหนึ่งเมื่อได้ตกลงปลงใจว่าจะมีเรือนก็เร่งวันเร่งคืนทีเดียว ผมว่ามันน่าจะรอให้สงครามสงบเสียก่อน แต่อ้ายหอกนั่นใจร้อนชิบ-เลยให้ตาย เขาจะแต่งกันในต้นเดือนหน้านี่แหละ ศรีดารายังสั่งผมมาด้วยว่า ถึงงานนี้จะไม่ออกบัตรเชิญเขาก็ขอให้คุณไปร่วมเป็นพยานด้วยระหว่างเพื่อนฝูงสนิทไม่กี่คนเท่านั้น" 

          

กระนั้น ตัวละคร “ข้าพเจ้า” ก็มิได้ไปร่วมงานสมรสของ ศรีดารา และ วรนารถ เพราะเป็นช่วงที่เขากำลังเดินทางกลับจากชุมพรมายังกรุงเทพฯ พอดี ซึ่งเขาได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ขณะโดยสารอยู่บนรถไฟ แต่แล้วพอวันรุ่งขึ้น เขาก็ได้รับข่าวร้ายสะเทือนขวัญเมื่อได้อ่านหนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ซื้อจากสถานีรถไฟเพชรบุรี

 

ข้าพเจ้าไม่มีโชคดีพอที่จะได้ไปในงานนี้ หน้าที่ของคนหนังสือพิมพ์ไม่มีอะไรแน่นอน ที่ท่านจะไปรับนัดหมายกับใครเขาได้ อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าอ่านข่าวการแต่งงานระหว่างศรีดารากับวรนารถ สัตยคุปต์ เป็นใจความสั้น ๆ ไม่กี่บรรทัดขณะที่อยู่บนรถไฟจากชุมพร แต่ก่อนที่จะถึงกรุงเทพฯ  หนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าซื้อที่สถานีเพชรบุรีก็ลงข่าวใหญ่ของหญิงชายคู่นี้ ในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายกาจที่สุดคดีหนึ่งประจำปีนั้น

วรนารถ สัตยคุปต์ ฆ่าศรีดาราภรรยาของเขาภายหลังที่อยู่กินร่วมกันได้ไม่ทันล่วงคืน

หล่อนตายด้วยกระสุนปืนพกทหารประจำตัวของเขา จากคำให้การของผู้ต้องหา กระสุนนัดแรกซึ่งเข้าที่ใต้หัวใจร้ายแรงพอที่จะฆ่าหล่อนได้  ถึงกระนั้น  วรนารถก็คงยิงต่อไป นัดหนึ่งที่หู นัดหนึ่งที่ปาก นัดหนึ่งที่ท้อง และนัดสุดท้ายที่ศีรษะตัดสมองทั้ง ๆ ที่ศรีดาราสิ้นใจแล้ว!

รายการละเอียดของคำสารภาพเหล่านั้น บอกถึงการกระทำอย่างโหดร้ายทารุณของผู้ร้ายใจอำมหิต มิฉะนั้นก็ผู้วิกลจริต ซึ่งผิดจากลักษณะของวรนารถที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเคยรู้จักมา ข้อสำคัญการฆาตกรรมทุกรายต้องมีเจตนาเป็นเบื้องต้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถจะเอาความจริงออกมาจากเขาได้ วรนารถยินดีเล่าด้วยความสมัครใจทุกอย่างถึงรายละเอียดของการฆาตกรรมนั้น- - รายการซึ่งอ่านแล้วทำให้คลื่นเหียนวิงเวียนศีรษะเหมือนจะเป็นลม - - เพราะความอำมหิตร้ายกาจของมัน เขาสารภาพต่อไปด้วยถึงแผนการที่จะสังหารศรีดารา แม้กระทั่งการแต่งงานกับหล่อนก็อยู่ในแผนการนั้น แต่เมื่อมาถึงเจตนาของการฆาตกรรมทั้งผู้ต้องหาและผู้ไต่สวนก็เจอะตรอกตัน แม้เจ้าตัวเองก็งงงันตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงฆ่า 

 

ครั้นตัวละคร “ข้าพเจ้า” เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร เขาจึงเร่งไปสอบถามและสืบสาวเรื่องราวจาก พระองค์ชาย 

 

ในทันทีที่ถึงพระนครนั่นเอง ข้าพเจ้าก็ตรงไปหาพระองค์ชายที่วัง พอแลเห็นพระพักตร์ก็รู้ได้ว่า คดีฆาตกรรมศรีดารากระทบกระเทือนพระทัยของพระองค์ท่านเพียงใด

"ครั้งหนึ่ง ผมเคยบอกคุณว่าผมอยู่ในฐานะผู้ซ่อมชีวิตของเขา" ทรงรับสั่ง "ไม่รู้เลยว่าจะเป็นผู้ทำลายชีวิตเขาด้วย"

เปล่า พระองค์ชายหาเหตุผลอธิบายไม่ได้เหมือนกันถึงเจตนาของการฆาตกรรม

"ดูมันเหมือนคนบ้า ซักถามอะไรไม่ได้ความทั้งนั้น นอกจากรายละเอียดในการฆ่าศรีดารา คิดดูเถอะว่าผมจะได้รับความสะเทือนใจเพียงใด กินเลี้ยงและส่งตัวตอนหัวค่ำ ยังหัวร่อต่อกระซิกสนุกสนานกันอยู่แท้ ๆ พอรุ่งเช้ายังไม่ทันสร่างเมาสิ - - ศรีดาราตายเสียแล้ว ตายเพราะมือของผู้ชายที่เธอรักเป็นคนแรกและคนหลังในชีวิต บอกไม่ถูกเลยว่ามันเกิดจากอะไร นอกจากวิกลจริต และผมก็บอกตำรวจที่เขาไต่สวนไปตามนั้น- -คุณต้องไม่ลืมว่านารถถูกส่งกลับมารักษาตัวถึง ๒ ครั้งในสงครามคราวนี้ ครั้งแรกมาเลเรียขึ้นสมอง ครั้งที่สองบาดเจ็บเพราะกระสุน ใครจะบอกได้นอกจากหมอโรคจิตว่า ความกระทบกระเทือนที่มันได้รับทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะไม่ทำให้เจ้านารถกลายเป็นคนวิกลจริตไป"

ทัศนะของพระองค์ชายในข้อนี้ ในที่สุดก็ค่อยขยายตัวออกไป ชั้นแรกในหน้าหนังสือพิมพ์ก่อน แล้วก็ในวงการตำรวจ วงการแพทย์ และอัยการ อ๋อ แน่ละ คดีนั้นขึ้นสู่โรงศาล แต่จะเป็นเพราะข้อหาหลักฐานของอัยการฝ่ายโจทก์บกพร่อง หรือน้ำหนักของแพทย์ที่ทนายจำเลยนำเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ว่า ขณะที่เกิดเหตุจำเลยอยู่ในภาวะสติวิกลจริต หรือจะด้วยคุณงามความดีที่นารถทำไว้แก่บ้านเมืองและการวิ่งเต้นในประการใดก็ตาม ในที่สุดไม่ช้าไม่นานศาลก็ยกฟ้องหลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้

แต่วรนารถมิได้เป็นวรนารถคนเดิมอีกต่อไป จากพระองค์ชาย ข้าพเจ้าทราบว่า เขาดื่มหนักขึ้น เงียบขรึมยิ่งขึ้น ปลีกตัวออกจากเพื่อนฝูง ไม่เอาใครทั้งนั้น สุขภาพของสังขารร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน ถึงกระนั้นเขาก็คงอยู่ในพระนคร

 

“เรียมเอง” ปิดท้ายเรื่องสั้นว่า

 

วันหนึ่งขณะที่ยืนดูการสวนสนามของขบวนเสรีไทยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ข้าพเจ้าได้รับความประหลาดใจที่ปรากฏว่า พระองค์ชายและวรนารถยืนอยู่ถัดข้าพเจ้าไป สีหน้าของเขาเหมือนเพิ่งสร่างเมามาใหม่ ๆ สายตาที่จับอยู่กับภาพของชายฉกรรจ์เหล่านั้น เลื่อนลอยราวกับใจไม่อยู่ติดตัว จนกระทั่งขบวนทั้งขบวนผ่านไป จึงได้ยินเสียงถอนหายใจยาว พึมพำออกมาเบา ๆ ว่า

“ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่เดินนำแถวควรจะเป็นเธอ ผู้หญิงคนเดียวที่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเมืองไทย” พูดแล้วเขาก็ผละจากพระองค์ชายดุ่ม ๆ รีบไปในฝูงชนโดยไม่ฟังเรียก ไม่ฟังการทักท้วงแต่ประการใด

“หม่อมคิดว่าปล่อยเขาไว้ชั่วคราวดีกว่า” ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นข้างหลัง

พระองค์ชายหันกลับมา

“คุณ - -ได้ยิน ได้เห็นทุกอย่าง”

“เป็นการบังเอิญเท่านั้น ยังไม่หมดทีเดียวฝ่าบาท” ข้าพเจ้าตอบ “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง - - ฐานะอันแท้จริงของคุณวรนารถ”

“ก็ทหารในกองทัพบก”

“เท่านั้น?”

“เอ้อ- - - หัวหน้าหน่วยต่อต้านอิสระอีกหน่วยหนึ่ง ทำนองเดียวกับศรีดารา ทำนองเดียวกับขบวนเสรีไทย และทำนองเดียวกับหน่วยหรือขบวนอะไรอื่นอีกที่ไม่ได้ร่วมในการเดินขบวนวันนี้ เพราะมิได้ปรากฏตัวเป็นทางการ มิได้มีการติดต่อกัน เพื่อรักษาสวัสดิภาพของงาน เพราะฉะนั้นเคราะห์ร้ายของความระแวงแคลงใจจากผู้ทรยศจึงอาจเกิดขึ้นได้อย่างกรณีของศรีดารากับวรนารถ อ้าย - - อ้ายนั่นเพิ่งสารภาพกับผมเมื่อคืนนี้เอง”

“หมายความว่าฝ่าบาทไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยเลยในงานนี้?”

พระองค์จ้องหน้าข้าพเจ้าอย่างอัศจรรย์อยู่ครู่ใหญ่ ๆ แล้วก็สรวลก้อง “เกี่ยวกับงานต่อต้านเหล่านี้ - - ผม? โธ่ เมียคนเดียวกับหมาตัวยังเอาชนะไม่ได้ ไอ้นารถมันคงรู้ดีว่า ให้ผมรู้เรื่องด้วยไม่ถึง ๓ วัน เรื่องแดงหมดทั้งเมือง มันต้องคนอย่างนั้น มันต้องคนอย่างพี่ศรี” น้ำเนตรเชื่อมลงทันทีเมื่อรับสั่งถึงนามนี้ “น่าเสียดายอะไรเช่นนั้น ที่เขาไม่ได้ทำงานร่วมกัน - - ผมสงสัยว่าภายในช่วงเวลาอันเล็กน้อยที่ร่วมรับความสุขด้วยกันคืนนั้น อ้ายนารถจะได้รับทุกข์ทรมานสักเพียงใด ก่อนที่มันจะลงมือสังหารผู้หญิงคนเดียวที่มันรักโดยสำคัญผิดคิดว่าทรยศต่อชาติบ้านเมือง เรื่องของทุก ๆ ฝ่ายคงจะยังไม่เผยขึ้นเลยถ้าสงครามยังไม่สงบลง”

ข้าพเจ้าไม่ได้ทูลตอบประการใด เพราะในขณะนั้นกำลังคิดไปถึงศรีดารา คิดถึงวรนารถ สัตยคุปต์ และคนไทยอย่างเขาทั่ว ๆ ไป บ้างใหญ่ บ้างเล็ก บ้างได้รับการยกย่องเป็นทางการและบ้างเสร็จจากงานก็หันกลับเข้าหาไถ วัว ควาย ไร่นาต่อไป ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก พร้อมด้วยการตอบแทนอย่างเดียว คือความภาคภูมิใจเมื่อสำนึกว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว เมื่อประเทศชาติเรียกร้องต้องการตัว

 

มาลัย ชูพินิจ ดูเหมือนตั้งใจจะให้เรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” สะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงที่ยอมเสียสละทั้งเกียรติยศและความสุขส่วนตัวเพื่อประเทศชาติ แม้สายตาสังคมทั่วไปจะเข้าใจผิดจนมองเห็นเธอเป็นผู้หญิงน่าเหยียดหยามและสมควรแก่การถูกประณาม เนื่องจากเธอแต่งงานกับชาวญี่ปุ่นซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็นชาติศัตรูและยังเข้าใจว่าเธอกระทำไปด้วยความยินดีปรีดา ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการตัดสินใจแต่งงานกับชาวญี่ปุ่นนั้น เธอต้องยอมทนกล้ำกลืน แต่ก็เพื่อที่จะคอยสืบข่าวให้กับพวกขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นหรือที่ต่อมาภายหลังเป็นที่รู้จักกันในนาม “ขบวนการเสรีไทย”

 

ผู้หญิงอย่าง ศรีดารา วรรณวิไล ไม่เพียงต้องเผชิญกับสายตาสังคมที่มองเธอในแง่เสื่อมเสียเท่านั้น แม้กระทั่งกับผู้ชายที่เธอหลงรักเขาสุดหัวใจอย่าง วรนารถ สัตยคุปต์ ซึ่งฉากแรกสุดที่เริ่มทำความรู้จักกัน เขาก็แสดงกิริยารังเกียจเหยียดหยามเธอเสียเหลือเกิน จวบกระทั่งในฉากสุดท้าย แม้เขาจะกลายมาครองสถานะเป็นเจ้าบ่าวของเธอแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ได้ก่อเหตุสังหารเธออย่างโหดร้าย เพราะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นพวกขายชาติด้วยการยินดีตกเป็นเมียของชาวญี่ปุ่น ก่อนที่จะมารับทราบภายหลังว่า แท้จริงแล้วทั้งเขาและเธอต่างก็เป็นผู้รักชาติและกระทำเพื่อประเทศชาติในฐานะสมาชิกของขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นเหมือนกัน

ใช่แล้ว ทั้ง ศรีดารา และ วรนารถ ล้วนเป็นแนวร่วมของขบวนการเสรีไทย แต่ด้วยความที่การปฏิบัติภารกิจนี้ต้องดำเนินไปอย่างลับ ๆ และไม่มีการเปิดเผยตัวตน ท้ายที่สุดจึงนำมาสู่โศกนาฏกรรม นั่นคือแนวร่วมเสรีไทยได้สังหารแนวร่วมเสรีไทยด้วยกันเอง

ศรีดารา ประหนึ่งภาพแทนหรือตัวแทนของผู้หญิงสามัญหลายคนในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยอมเสียสละตนเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ แม้จะไม่มีใครล่วงรู้ถึงสิ่งที่พวกเธอกระทำเลย อีกทั้งพวกเธอเองก็มิได้รับเกียรติยศหรือได้รับการบันทึกไว้ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ มิหนำซ้ำ บางรายในหมู่พวกเธอยังถูกเหยียดหยามเพราะความเข้าใจผิดด้วย

ดังนั้น ผู้หญิงเฉกเช่น ศรีดารา จึงนับได้ว่าเป็นเสรีไทยหญิงคนสำคัญ แม้นามของเธอจะไม่เคยถูกบันทึกไว้ในทำเนียบสมาชิกของขบวนการเสรีไทยก็ตาม  ซึ่งแท้แล้ว ควรเหลือเกินที่เธอจะได้ยืนนำอยู่แถวหน้าสุดของขบวนในพิธีสวนสนามของขบวนการเสรีไทยบนถนนราชดำเนินกลางเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 เสียด้วยซ้ำ

หาก ศรีดารา กลับต้องมาสูญสิ้นชีวิตอย่างทารุณด้วยน้ำมือของชายหนุ่มที่เธอหลงรักเป็นนักหนา ก็เพราะความเข้าใจผิดและสติวิปลาสของเขา จนกลายเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรม

อาจเป็นไปได้อีกว่าตัวละคร ศรีดารา คงจะเป็นหญิงสาวสักคนหนึ่งที่เคยมีตัวตนอยู่จริง ๆ ซึ่ง มาลัย อาจจะเคยพบเจอและทำความรู้จักกับเธอ ก่อนจะนำมาเป็นตัวละครในวรรณกรรมของเขา

เรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” มุ่งเน้นจะถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ดังจะเห็นว่า มาลัย ชูพินิจ ได้นำเสนอและสอดแทรกรายละเอียดของสถานการณ์ต่าง ๆ ช่วงสงครามโลกผ่านเนื้อหาและบทสนทนาของตัวละคร พร้อม ๆ กับแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ เช่น การกล่าวถึงข่าวคราวความเป็นไปของสงครามโลกครั้งที่ 2 จากต่างประเทศ ความทุกข์ยากในสมรภูมิสงครามของนายทหารแห่งกองทัพด้านพายัพ และที่สำคัญคือการเผยให้เห็นถึงฉากและชีวิตของผู้อพยพหนีภัยทางอากาศหรือเครื่องบินทิ้งระเบิดมาพำนักอยู่ละแวกย่านริมคลองแสนแสบ มาลัย แสดงภาพและรายละเอียดของการล่องเรือในคลองแสบแสบที่ทอดยาวจากจากเขตพระนครไปจนถึงเขตอำเภอมีนบุรี มีการระบุพื้นที่ต่าง ๆ ที่เรือจะต้องแล่นผ่าน เช่น ประตูน้ำ สะพานสูง และมีนบุรี เป็นต้น

อีกจุดหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่น่าสนใจและในเรื่องสั้นเอ่ยถึงไว้ นั่นคือ หลอแหล ซึ่งก็ไม่ไกลมากนักจากสะพานสูง และเป็นหลักแหล่งชุมชนของชาวมุสลิม โดยมีคลองหลอแหลแยกออกมาจากคลองแสนแสบด้วย ดังที่ “เรียมเอง” ได้ให้ตัวละคร “ข้าพเจ้า” แวะดื่มกาแฟร้อนที่หลอแหล เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวมุสลิมประกอบอาชีพขายน้ำชากาแฟอยู่ริมคลอง

แม้ผู้ประพันธ์จะกำหนดให้กาลเวลาในท้องเรื่องสิ้นสุดลงที่การปิดฉากของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2488  แต่กว่าที่เรื่องสั้นชิ้นนี้จะได้อวดโฉมสู่สายตาของนักอ่านผ่านหน้าสื่อสิ่งพิมพ์นั้น เวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงกลางทศวรรษ 2490 แล้ว กล่าวคือตีพิมพ์เผยแพร่ใน ปิยะมิตรรายสัปดาห์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494

“ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” ยังมีลักษณะของงานวรรณกรรมที่สามารถผูกโยงเรื่องราวแนวพิศวาสฆาตกรรมเข้ากับสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงบรรยากาศสังคมไทยได้ลงตัวและเต็มเปี่ยมด้วยอรรถรส ซึ่งน่าชื่นชมในชั้นเชิงวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์ยิ่งนัก

ย้อนกลับไปสู่ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ระหว่างที่กำลังเสวนาในงาน ประวัติศาสตร์มีชีวิต 71 ปี วันสันติภาพไทย นั้น ผมเคยกล่าวถ้อยคำหนึ่งว่า

ในประเทศนี้ยังมีใครอีกหลายคนที่เขาได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้รับการบันทึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์

นั่นเพราะผมสนใจต่อเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญหรือชาวบ้านทั่วไปผู้ร่วมมีบทบาทในการช่วยเหลือประเทศชาติตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  แม้ว่าปัจจุบันชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาพวกเธอกลับมิค่อยเป็นที่รู้จักมักคุ้นเลยก็ตาม แน่นอนทีเดียว พฤติการณ์ของตัวละครอย่าง ศรีดารา ก็เข้าข่ายเป็นคนหนึ่งในพวกเขาพวกเธอเหล่านั้น

กล่าวได้ว่า ผลงานเรื่องสั้น “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง” ที่ประพันธ์โดย เรียมเอง อันเป็นนามปากกาของมาลัย ชูพินิจ คือวรรณกรรมชิ้นเอกที่ช่วยปลุกเร้าให้ภาพของเสรีไทยหญิงหรือผู้หญิงที่เสียสละตนเพื่อช่วยเหลือขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งมักถูกหลงลืมไปจากโฉมหน้าประวัติศาสตร์ได้โลดแล่นมาสู่ความรับรู้ของบรรดาผู้อ่านชาวไทยทั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ร่วมซึ้งซาบต่อวีรกรรมของพวกเธอทั้งหลายเหล่านั้น

 

เอกสารอ้างอิง:

  • นายฉันทนา (มาลัย ชูพินิจ). X.O.Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล., 2544.
  • มาลัยอนุสรณ์. ลมูล อติพยัคฆ์ บรรณาธิการ.พระนคร : โรงพิมพ์ไทยแบบเรียน, 2506.
  • เรียมเอง. “ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่สอง.” ใน รวมเรื่องเอกของเรียมเอง. ยศ วัชรเสถียร (บรรณาธิการ). พระนคร: แพร่พิทยา, 2511.
  • สุธิรา สุขนิยม. มาลัย ชูพินิจ และผลงานประพันธ์เชิงสร้างสรรค์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2532.
  • อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “กำนัน นายพราน และ ชาวประมง พวกเขาก็เป็นเสรีไทย” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (11 สิงหาคม 2564).
  • 71 ปี วันสันติภาพไทย: สันติ-ประชา-ทำ. กษิดิศ อนันทนาธร, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559.