ทุกปีในวันที่ 1 พฤษภาคม ประเทศไทยจัดพิธีรำลึกวันแรงงานแห่งชาติ มีเวที มีไมโครโฟน มีผู้นำแรงงานกล่าวสุนทรพจน์ มีข้าราชการระดับสูงมอบดอกไม้ มีการเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่วนซ้ำเหมือนเดิมทุกปี และเมื่อพิธีเสร็จสิ้น ทุกคนก็กลับบ้าน แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในพิธีนั้น ไม่ได้รับดอกไม้ ไม่มีใครกล่าวถึงชื่อพวกเขา และที่สำคัญที่สุด พวกเขาไม่มีวันหยุดในวันที่ 1 พฤษภาคม เพราะพวกเขาคือแรงงานนอกระบบ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้าหาบเร่ คนทำงานบ้าน เกษตรกรรายย่อย ผู้รับงานมาทำที่บ้าน และแรงงานแพลตฟอร์มที่ทำงานทุกวันโดยไม่มีสัญญาจ้างงานรองรับ คำถามที่ควรถามในวันแรงงานทุกปีจึงไม่ใช่ว่า "เราจะขึ้นค่าแรงได้เท่าไร" แต่คือ "วันแรงงานเฉลิมฉลองแรงงานแบบใด และลืมใครไว้เบื้องหลัง"
ในประเทศไทย แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานทั้งประเทศ พวกเขาเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจที่ไม่ถูกนับ เป็นแรงงานที่ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานโดยไม่มีชื่ออยู่ในสัญญา พวกเขาผลิตอาหาร ดูแลเด็ก ขนส่งสินค้า ซ่อมบ้าน ทำความสะอาด และรองรับชีวิตประจำวันของคนงานในระบบทั้งหมด แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับตอบแทนจากรัฐคือการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งให้สิทธิประโยชน์น้อยที่สุดในระบบประกันสังคม ไม่มีสิทธิลาคลอดที่เท่าเทียม ไม่มีกองทุนชราภาพที่มั่นคง และไม่มีเสียงในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับชีวิตของพวกเขา
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมนั่งคุยกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ขายอาหารเช้าหน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอตื่นตีสี่ทุกวัน รวมถึงวันที่ 1 พฤษภาคม เธอจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 40 ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อถามว่าเธอรู้จักสิทธิประโยชน์ที่ตัวเองมีอยู่หรือไม่ เธอส่ายหัว "รู้แต่ว่าต้องจ่าย ไม่รู้ว่าได้อะไรคืน" ประโยคนี้ไม่ใช่ความโง่เขลา แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ถูกออกแบบมาให้ซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ และในความซับซ้อนนั้นเองที่ความเหลื่อมล้ำซ่อนตัวอยู่
ปัญหาของแรงงานนอกระบบไม่ใช่แค่เรื่องค่าแรงต่ำ แต่คือการขาดความมั่นคงเชิงโครงสร้างในทุกมิติ นักสังคมศาสตร์ Guy Standing เรียกคนกลุ่มนี้ว่า "precariat" กลุ่มชนชั้นใหม่ที่ไม่ใช่ชนชั้นแรงงานแบบเดิมที่มีสหภาพคุ้มครอง แต่เป็นคนที่อยู่ในความไม่แน่นอนโดยถาวร ไม่มีสัญญาระยะยาว ไม่มีอัตลักษณ์ทางอาชีพที่มั่นคง และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเสียงทางการเมืองที่แท้จริง ใน บริบทไทย precariat คือแรงงานที่รัฐมองข้ามในนโยบายหลัก และที่ขบวนการแรงงานกระแสหลักก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เรื่องนี้ผมพบเห็นชัดในงานที่ทำร่วมกับ UNICEF ในการศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายสิทธิลาคลอดให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบภายใต้มาตรา 40 ตัวเลขที่ได้มานั้นชัดเจน ปัจจุบันแรงงานนอกระบบที่ตั้งครรภ์ไม่ได้รับสิทธิลาคลอดที่มีรายได้ทดแทนอย่างเต็มที่ เธอต้องเลือกระหว่างพักฟื้นหลังคลอดกับปากท้องของครอบครัว การที่รัฐยังไม่ขยายสิทธินี้ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่ถูกนับอยู่ในสมการทางการเมือง พวกเธอไม่มีสหภาพ ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ และไม่มีตัวแทนในห้องประชุมที่ตัดสินชะตากรรมของพวกเธอ
ความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดของระบบประกันสังคมไทยคือในขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งเป็นแรงงานในระบบได้รับสิทธิประโยชน์รวมกันกว่า 135,586 ล้านบาทในปี 2567 แรงงานนอกระบบภายใต้มาตรา 40 ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่พวกเขาคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด มีรายได้ไม่แน่นอนที่สุด และต้องการหลักประกันมากที่สุด ระบบที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องแรงงานกลับปกป้องแรงงานที่มีอำนาจต่อรองอยู่แล้ว และทิ้งคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองไว้กับความเสี่ยงที่ไม่มีใครแบ่งปัน นี่คือสิ่งที่นักวิชาการด้านรัฐสวัสดิการเรียกว่า "Paradox of Redistribution" ที่ระบบซึ่งอ้างว่าช่วยเหลือทุกคนกลับเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่เข้มแข็งกว่าอยู่เสมอ
ความเจ็บปวดที่ลึกกว่าค่าแรงต่ำ คือการที่ขบวนการแรงงานไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นโครงสร้างที่รับใช้ตัวเอง ไม่ใช่คนงาน ผู้นำแรงงานบางส่วนสะสมตำแหน่งในคณะกรรมการและบอร์ดต่าง ๆ ราวกับว่านั่นคือเป้าหมายสูงสุด พวกเขาปรากฏตัวในพิธีวันแรงงานทุกปี กล่าวสุนทรพจน์อันไพเราะเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของแรงงาน แล้วก็กลับไปเจรจาต่อรองในเงามืดที่ผลประโยชน์ตกกับกลุ่มแคบ ๆ ที่พวกเขาเป็นตัวแทนอยู่แล้ว ส่วนแรงงานนอกระบบยังคงถูกทิ้งไว้ข้างนอกประตู พวกเขาไม่ยื่นข้อเสนอใด ๆ เพื่อขยายนิยามของ "แรงงาน" ให้กว้างขึ้น ไม่เรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรา 40 อย่างจริงจัง และไม่เคยพูดถึงแม่ค้าที่ตื่นตีสี่บนเวทีวันแรงงานแม้แต่ครั้งเดียว ขบวนการแรงงานที่แท้จริงต้องกลับมาถามตัวเองว่า ตำแหน่งที่ได้มานั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ หรือเพื่อรักษาสถานะของตัวเอง เพราะถ้าคำตอบคือข้อหลัง วันแรงงานก็ไม่ต่างจากพิธีบูชาโครงสร้างอำนาจเดิมที่แต่งหน้าทาปากด้วยคำว่าความเป็นธรรม
ในอุรุกวัย ขบวนการ PIT-CNT ไม่ได้หยุดอยู่แค่แรงงานในระบบ แต่ผลักดันให้รัฐออกกฎหมายแรงงานในบ้านที่ให้สิทธิเต็มรูปแบบแก่คนทำงานบ้านนับแสนคน รวมถึงสิทธิลาป่วย วันหยุดพักผ่อน และกองทุนบำนาญ ส่วนในอินเดีย SEWA หรือ Self-Employed Women's Association พิสูจน์มาหลายทศวรรษว่าแรงงานนอกระบบสามารถจัดตั้งได้ มีเสียงได้ และได้รับสวัสดิการได้โดยไม่ต้องรอให้รัฐหยิบยื่นให้ก่อน SEWA มีสมาชิกกว่าสองล้านคนที่ล้วนเป็นแรงงานนอกระบบ และสามารถเจรจาต่อรองกับรัฐบาลได้ในฐานะองค์กรที่มีพลัง ทั้งสองกรณีชี้ชัดว่าการรวมแรงงานทุกประเภทเข้าสู่ระบบคุ้มครองไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่ต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่ยึดติดกับขอบเขตแรงงานแบบเดิม และไม่กลัวว่าการขยายฐานสิทธิจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจต่อรองที่สะสมมา
วันแรงงานจะมีความหมายอีกครั้ง เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามกับระบบที่กีดกันคนส่วนใหญ่ออกไป แรงงานนอกระบบไม่ได้ขอความเมตตา พวกเขาขอสิทธิที่ควรได้มาตั้งนานแล้ว...
การขยายประกันสังคมมาตรา 40 ให้ครอบคลุมสิทธิลาคลอด บำนาญที่เพียงพอ และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือรากฐานขั้นต่ำของรัฐสวัสดิการที่เรียกตัวเองว่าเป็นธรรม ถ้าประเทศนี้ยังเชื่อว่าแรงงานทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ก็ถึงเวลาที่ความเชื่อนั้นต้องแปลงเป็นตัวเลขงบประมาณ เป็นกฎหมาย และเป็นโครงสร้างที่แม่ค้าหน้าโรงพยาบาลคนนั้นสามารถสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในสุนทรพจน์ เพราะรัฐที่ยุติธรรมต่อแรงงานไม่ใช่รัฐที่จัดพิธีสวยงามปีละครั้ง แต่คือรัฐที่ทำให้แน่ใจว่าคนที่ตื่นตีสี่ทุกวันได้รับการดูแลอย่างที่พวกเขาสมควรได้ ตลอดสามร้อยหกสิบห้าวัน ไม่ใช่แค่วันที่ 1 พฤษภาคม