
เนื่องในวาระสำคัญครบรอบ 85 ปี วันแรกฉาย “ พระเจ้าช้างเผือก ” (The King of the White Elephant) [1] เป็นภาพยนตร์ไทย ขาว-ดำ ระบบ 35 มม. เสียงในฟิล์ม รอบปฐมทัศน์โลกพร้อมกัน 3 ประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2484 ที่ ไทย (ศาลาเฉลิมกรุง) , สิงคโปร์ และ อเมริกา (รัฐนิวยอร์ค) หอภาพยนตร์แห่งชาติ จึงได้จัดกิจกรรม “ ภาพยนตร์สนทนา ” ขึ้นในหัวข้อ “ ฟังดนตรีของ พระเจนดุริยางค์ ใน พระเจ้าช้างเผือก” เมื่อเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 เปิดโรงภาพยนตร์ศาลาศีนิมาฉาย “ พระเจ้าช้างเผือก ” อำนวยการสร้างและเขียนบทโดย ปรีดี พนมยงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) กำกับโดย สันธ์ วสุธาร เป็นภาพยนตร์ไทยที่พูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง สร้างขึ้นเมื่อปี 2484 มีสถานะเป็น มรดกภาพยนตร์ของชาติ และ เป็นภาพยนตร์ไทยทรงคุณค่าเรื่องแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “ มรดกความทรงจำแห่งโลก ” (Memory of the World) โดย UNESCO เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)
นอกจากเผยแพร่แนวคิดและเจตจำนงดำรงสันติภาพแก่นานาประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นองค์ความรู้ให้อนุชนได้ศึกษาศิลปวิทยาของบรรพชนผู้ชำนาญการในด้านต่าง ๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมไทย หนึ่งในเอตทัคคะเหล่านั้นคือ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร - ปิเตอร์ ไฟท์ วาทยะกร ผู้แต่งทำนอง “เพลงชาติ” [2] ในปี 2475 จากคำร้องของ หลวงสารานุประพันธ์ ) บูรพาจารย์ด้านดนตรีสากลของสยามมาเป็น ‘ผู้กำกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ ’ โดยหอภาพยนตร์ได้นำฉบับปรับปรุงคุณภาพเสียงใหม่มาจัดฉาย เพื่อให้ได้สัมผัสถึงเสียงต่าง ๆ ที่ท่านเรียบเรียงไว้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจบภาพยนตร์มีสนทนากับ จิตร์ กาวี อาจารย์จากสาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผู้ศึกษาค้นคว้าผลงานและชีวิตของพระเจนดุริยางค์ รวมถึงจัดแสดงเอกสารต้นฉบับลายมือและภาพถ่ายของพระเจนดุริยางค์ ที่ได้รับมอบจากทายาทมาจัดแสดงนิทรรศการที่หน้าโรงภาพยนตร์ศาลาศีนิมาอีกด้วย
พระเจนดุริยางค์ ได้ใช้วิธีประพันธ์ดนตรีขึ้นจากเพลง และบางเพลงเรียบเรียงขึ้นใหม่จากดนตรีที่มีอยู่แล้ว ทั้งเพลงไทยเดิมและเพลงคลาสสิก โดยแบ่งเป็น 6 เพลงหลัก ที่ใช้ประกอบฉากหรือตัวละครสำคัญ นอกจากนี้ยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ สอดประสานร่วมอีกหลายฉาก งานดนตรีของพระเจนดุริยางค์จึงมีบทบาทโดดเด่นมากไม่แพ้งานด้านการถ่ายภาพ (กำกับภาพโดย ประสาท สุขุม) ทั้งมีอิทธิพลในการกำหนดอารมณ์ผู้ชม และชวนให้ศึกษาการเลือกใช้เพลงประกอบ รวมถึงการตีความตามแบบของท่าน ได้รับการยกย่องว่าทั้งมวลล้วนสร้างบรรยากาศ-ให้อารมณ์คล้ายหนังฮอลลีวูด และผสมผสานดนตรีไทยกับสากลได้อย่างลงตัว เพื่อเรียกร้องสันติภาพและทัศนคติใหม่ประเพณีไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์ “ พระเจ้าช้างเผือก ” มีโครงสร้างรวม 6 องก์ (sequence) ประกอบด้วย 6 เพลงหลัก
- เพลงศรีอยุธยา (เพลงโหมโรง Overture)
- เพลงความหวังของนางสาว (A Maiden's Song of Hope)
- เพลงประกอบฉากกษัตริย์ (The King's Theme) ใช้ดนตรีที่ดูองอาจ แสดงความยิ่งใหญ่ให้สมพระเกียรติ
- เพลงฉากสงคราม (War Music - Battle Scene Music): ดนตรีเร้าใจประกอบฉากต่อสู้
- เพลงฉากงานรื่นเริง-วัฒนธรรม ดนตรีไทยเดิมที่แสดงเอกลักษณ์ไทย
- เพลงบทสรุป-สันติภาพ ดนตรีแสดงความสงบ สันติสุขตอนจบ

KING OF THE WHITE ELEPHANT
โดม สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้ง หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้สรุปงานการวิจัยไว้ในบทความ “ เทียบชั้น KING OF THE WHITE ELEPHANT กับ ALEXANDER NEVSKY ” [3] อันเป็นคัมภีร์ที่ควรบันทึกไว้เป็นหมายเหตุสำคัญ เพื่อการศึกษาและสืบค้นต่อไป
“ พระเจ้าช้างเผือก” ผู้ทำดนตรีคือ พระเจนดุริยางค์ ( ปิติ วาทยะกร 1883-1968) ซึ่งเป็นบุรพาจารย์ด้านดนตรีสากลในสยาม เป็นลููกครึ่งเยอรมัน-มอญ บิดาเป็นครููดนตรีให้วงแตรทหารไทย เขาจึงเรียนดนตรีจากบิดาตั้งแต่เด็ก และเรียนด้วยตนเองจากตำราที่บิดาสั่งซื้อจากต่างประเทศให้เมื่อปี 1940 เขาเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะราษฎรให้แต่งทำนองเพลงชาติ ซึ่งยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ขณะที่พระเจน ฯ ได้ร่วมทำหน้าที่สร้างดนตรีให้ “พระเจ้าช้างเผือก” นั้น เขามีอายุ 57 ปีแล้ว เริ่มรับราชการเป็นครูสอนดนตรีและควบคุมวงเครื่องสายฝรั่งหลวงมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 6 และขณะนั้นรับราชการเป็นครูสอนวิชาดนตรีที่ โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร และเป็นหัวหน้าวงดนตรีสากลหรือซิมโฟนี ออร์เคสตรา ของกรมศิลปากร และในปี 1936-1937 พระเจนฯ เพิ่งได้รับทุนจากกรมศิลปากรให้เดินทางไปดูงานกิจการดนตรีและการศึกษาดนตรีในหลายประเทศแถบยุโรป ได้ฟังการแสดงดนตรีคลาสสิคและการแสดงอุุปรากรระดับโลก หลายครั้งหลายแห่งในประเทศแม่ของดนตรีคลาสสิค ปรีดี พนมยงค์ ได้ยืมตัวพระเจนฯ จากกรมศิลปากรมาช่วยทำงานนี้ จึงนับเป็นการดีที่ได้คีตกรเอกอุและครูใหญ่ทางดนตรีสากลของประเทศมาร่วมงาน
ดนตรีคลาสสิคของ “ พระเจ้าช้างเผือก ” พระเจนดุุริยางค์ ใช้วิธีแต่งดนตรีขึ้นจากเพลงที่มีอยู่แล้วทั้งเพลงไทยเดิมและเพลงสากลคลาสสิค ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปในนักนิยมเพลงคลาสสิค แต่เลือกเอามาตีความใช้กับฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์ตามที่ท่านเห็นเหมาะสม ดนตรีของ “ พระเจ้าช้างเผือก ” จึงมีความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเป็น ‘อเนกภาพ’ ทว่าเป็นอเนกภาพแบบ ‘แตกต่างหลากหลาย’ แต่กลมกลืนเพราะความจัดเจนและแต่งเองควบคุมเองผู้เดียว ส่วนโครงสร้างและการลำดับเพลงดนตรีมีอยู่ 6 เพลงสำคัญ คือ
1. AIR: King of the White Elephant เพลงบรรเลง: “พระเจ้าช้างเผือก” เป็นเพลงเอกประจำภาพยนตร์ และประจำตัวพระเจ้าจักรา เป็นเพลงที่พระเจนดุริยางค์แต่งขึ้นจากโน้ตเพลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ในฐานะเป็นตัวอย่างเพลงของชาวสยาม เรียกชื่อเพลงว่า “เพลงสายสมร” จึงนับเป็นเพลงสยามเพลงเดียวสมัยอยุธยาที่มีหลักฐานเหลืออยู่ นักวิชาการดนตรีสันนิษฐานกันว่า คือทำนองเพลงเหย่ย ซึ่งเป็นเพลงร้องเล่นโต้ตอบระหว่างชายหญิง ก่อนหน้าที่พระเจนดุริยางค์จะนำโน๊ตเพลงนี้มาเรียบเรียงใหม่สำหรับบรรเลงประกอบภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” เคยมีครูฝรั่งหัวหน้าวงดนตรีของกองทัพเรือได้เรียบเรียงเพลงนี้ขึ้นสำหรับเปียโน ตั้งชื่อว่า “เพลงพระนารายณ์” หรือ “สรรเสริญพระนารายณ์” มีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ “สยามอาณาจักรแห่งช้างเผือก” ตีพิมพ์เมื่อปี 1899 พระเจนดุริยางค์เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้วงออร์เคสตร้าของกรมศิลปากรบรรเลงสำหรับใช้ในภาพยนตร์ โดยใช้เป็นเพลงเอกของภาพยนตร์ เป็นเพลงประจำตัวพระเจ้าจักรา ใช้เป็นเพลงเปิดภาพยนตร์ ใช้ในฉากสำคัญเกี่ยวกับพระเจ้าจักรา และใช้ในฉากจบภาพยนตร์

2. AIR: Ayudhya Eternal เพลงบรรเลง: อโยธยาคู่ฟ้า เป็นเพลงที่ พระเจนดุริยางค์นำทำนองจากเพลงไทยเดิม “ขับไม้บัณเฑาะว์” มาเรียบเรียงใหม่สำหรับบรรเลงโดยวงออร์เคสตร้า ใช้เป็นเพลงเปิดเข้าหนังหลังจากหมดเครดิตไตเติล บรรเลงสั้น ๆ กับภาพประเทศไทยปัจจุบันของหนัง แล้วเมื่อเข้าสู่แผนที่สมัยอโยธยาก็เปลี่ยนไปเป็นเพลงประจำเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และมาใช้อีกครั้งเมื่อเสร็จศึกพระเจ้าจักราประกาศปล่อยทัพหงสาให้กลับบ้านเมือง กองทัพหงสาเดินทางกลับ ต่อกับฉากกองทัพอโยธยาก็เดินทางกลับกรุุงอโยธยา เพลงนี้บรรเลงเชื่่อมอยู่ทั้งสองฉาก (ทำนองเพลงนี้ก็เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมาก่อน)
3. AIR: His Majesty King Chakra เพลงบรรเลง: พระเจ้าจักรา เป็น เพลงที่พระเจนดุริยางค์ประพันธ์ทำนองขึ้นมาใหม่ ใช้เป็นเพลงประจำตัว พระเจ้าจักรา เรียบเรียงบนฐานเสียงห้าเสียงแบบเพลงไทย สำหรับบรรเลงโดยวงออร์เคสตร้า ปรากฏในฉากที่มีพระเจ้าจักราเดินเรื่องอยู่ โดยให้ได้ยินเสียงเพลงคลอเบา ๆ เป็นพื้นหลัง มีทำนองอ่อนหวานละเมียดละไมลุ่มลึก
4. FANFARE: The King is Here ! เพลงแตร: พระองค์เสด็จแล้ว ! เป็นทำนองเพลงประโคมด้วยแตรหรือแฟนแฟร์ เป็นเพลงสัญญาณสำหรับรับเสด็จพระเจ้าแผ่นดิน สืบทอดมาแต่โบราณของราชสำนัก เชื่อกันว่าต้นตอมาจากเมื่อครั้งทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสนำเข้ามากรุงศรีอยุธยาสมัยพระนารายณ์ใช้ในฉากพระเจ้าจักราเสด็จออกท้องพระโรง
5. SONG: A Maiden’s song of hope เพลงร้อง: เพลงความหวังของ นางสาว เป็นเพลงขับร้องจากทำนองเพลงไทยเดิมเก่าแก่มาแต่สมัยอยุธยา คือ “ลาวครวญ” ใช้ในฉากงานเลี้ยงที่บ้านสมุหราชมณเฑียร เมื่อเรณูนางเอกร้องกับวงดนตรีไทย ให้บิดาและเพื่อน ๆ ฟัง พระเจนดุริยางค์ได้นำทำนองและเนื้อร้องเพลงนี้มาทำเป็นโน้ตสากลไว้
6. AIR: March of the Men of the North เพลงบรรเลง: ยาตราของ ผู้คนจากทางเหนือ เป็นทำนองเพลงไทยเดิม ชื่อ “เชิดจีน” ของ พระประดิษฐ์ ไพเราะ แต่งไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 พระเจนดุริยางค์นำมาเรียบเรียงเป็นเพลง สำหรับบรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้า ใช้เป็นเพลงประจำฝ่ายหงสา โดยเฉพาะกับเจ้าบุเรง ใช้บรรเลงคลอฉากเมื่อเจ้าบุเรงเป็นทูตเดินทางไปอโยธยา และฉากเข้าเฝ้าถวายสาส์น และใช้อีกครั้งเมื่อเจ้าบุเรงต้องนำทัพหลวงหงสาออกไปสู้กับทัพพระเจ้าจักรา

นอกจากเพลงทั้ง 6 นี้แล้ว พระเจนดุริยางค์ยังนำเพลงเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ มาใช้ประกอบในภาพยนตร์อีกหลากหลายเพลง แต่ไม่พบหลักฐานว่าท่านนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ และให้วงออร์เคสตร้ากรมศิลปากรบรรเลงด้วยหรือไม่ เช่น เพลง “สะระหม่า” คือเพลงปี่กลองที่เรารู้จักกันดีในการไหว้ครูก่อนชก และระหว่างชกมวยไทย พระเจนดุริยางค์เอามาใช้ให้ตัวละครเป่าปี่และตีกลองจริงในฉากขบวนแห่ช้างเผือก ที่พระเจ้าจักราเพิ่งเสด็จไปจับได้ในป่า และทรงตรัสว่า “ช้างเผือกเป็นสิ่งมงคล จะนำสันติสุุขมาสู่ราษฎร” สำหรับคนไทยที่รู้จักเพลงนี้อยู่แล้วจะรู้สึกคึกคักฮึกเหิม เสียงกลองหนัก ๆ ก็ลงจังหวะกับจังหวะเดินของช้าง แต่การตีความของผู้ชมที่คุ้นเคยกับเพลงปี่กลองมวย จะรู้สึกถึงสันติสุขหรือรู้สึกฮึกเหิมออกศึก
อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงบรรเลง “วิลเลียมเทล โอเวอร์เจอร์” พระเจนดุริยางค์เอามาใช้บรรเลงประกอบฉากเดินทัพของพระเจ้าหงสา ตั้งแต่กองทัพหงสาเดินทัพผ่านชายแดน จนเข้าตีเมืองการบุรีแตก เป็นเพลงที่พลิกแพลงหลายกระบวนลีลา บางช่วงมีน้ำเสียงไปทางหยอกล้อหรือล้อเลียนกองทัพหงสาที่มีจอมทัพเมาสุรานารี เพลงบรรเลงนี้จะมีหยอกอยู่เป็นครั้งคราวในภาพกองทัพหงสา ส่วนกองทัพอโยธยา เมื่อเปิดตัวฉากจัดทัพอโยธยาก็ครอบเจิมด้วยเพลง “พระเจ้าช้างเผือก” ประจำภาพยนตร์ก่อน และเมื่อพระเจ้าจักราประกาศเหตุผลในการยกไปรบกับกองทัพหงสาแล้วเคลื่อนทัพ พระเจนดุริยางค์ใช้เพลง “ระบำแคน” แคน ที่คุ้นหูกันทั่วไปเป็นเพลงเดินทัพอโยธยา แม้จะให้ความรู้สึกคึกคัก สนุกสนาน กระฉับกระเฉง แต่ก็ชวนพิศวงว่าพระเจนดุริยางค์ตีความอย่างไรจึงใช้เพลงนี้ และบรรเลงยาวจนจบเพลงพร้อมกับจบฉากเดินทัพ
นอกจากนี้ยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดอีกสองสามเพลงที่ใช้เป็นเพลงแบคกราวนด์เบา ๆ ในบางฉาก แต่มิใช่ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ใช้เพลงประกอบไปทุกฉาก มีหลายช่วงเวลาของบางฉากที่ไม่ให้มีเสียงดนตรีเลย แต่ปล่อยให้เสียงในบรรยากาศหรือเสียงที่ควรมีอยู่ตามธรรมชาติของกาลเทศะในฉากนั้น ๆ ทำงาน เช่น ใน “พระเจ้าช้างเผือก” ฉากรบระหว่างกองทัพหงสานำโดยเจ้าชายบุเรง กับกองทัพอโยธยานำโดยพระเจ้าจักรา เมื่อเริ่มรบปรากฏว่าไม่มีดนตรีประกอบเลยตลอดฉากการรบราว 5 นาที แต่ใช้เสียงในบรรยากาศจริงของฉาก คือเสียงทหารโห่ร้อง เสียงปืน เสียงอาวุธดาบฟันกัน เสียงช้างร้อง เสียงเหล่านี้ตลบอบอวลอยู่ในฉาก และยังต่อเนื่องไปจนถึงฉากยุทธหัตถีตัวต่อตัวระหว่างสองกษัตริย์ และยาวต่อไปถึงฉากที่พระเจ้าจักราสั่งสอนกองทัพหงสาและอโยธยาให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แล้วปล่อยทหารหงสากลับบ้านเมืองซึ่งเป็นเวลาถึง 16 นาทีเต็ม

“ศรีอยุธยา” Sri Ayutthaya เพลงประกอบภาพยนตร์ยุคแรกในสยาม
เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” [4] https://www.youtube.com/watch?v=LqNlvy8MY-0
หนึ่งในเพลงหลักของ “พระเจ้าช้างเผือก” คือ “ศรีอยุธยา” (SRIAYUTHAYA) หรือ “ศรีอโยธยา” เป็นอีกเพลงที่ได้รับการเรียบเรียงใหม่หลาก version โดยนักดนตรีหลายรุ่น อาทิ ในวาระสำคัญครบรอบ 100 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ นำเสนอโดย สถาบันปรีดี พนมยงค์ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 และเปิดแสดงรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 เพลงชุด “ศรีอยุธยา” [5]ประพันธ์โดย พระเจนดุริยางค์ เรียบเรียงเสียงประสานและอำนวยเพลง โดยวาทยกรและนักประพันธ์เพลงคลาสสิก สมเถา สุจริตกุล ชื่อผลงาน “ซิมโฟนีหมายเลข 4” หรือ “ ปรีดีคีตานุสรณ์ ” (Pridi Gitanusara) [6] บรรเลงโดยวง Bangkok Symphony Orchestra (BSO) ร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียง “11 พฤษภา” จัดแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับเสียงตอบรับสูงมาก และในปีต่อมาได้มีการต่อยอดใหม่อีกครั้งโดยวงเยาวชน “ ด็อกเตอร์แซ็ค แชมเบอร์ ออร์เคสตร้า ” (Dr. Sax Chamber Orchestra) บันทึกไว้ใน Album : SRI AYUTHAYA เมื่อปี 2545 โดยมี พันเอก ดร. ประทีป สุพรรณโรจน์ เป็นผู้อำนวยเพลง และผู้เรียบเรียงเพลงประจำวง [7] มีคำบรรยายในช่อง YouTube : Siammelody บันทึกไว้ว่า
“ เป็นวงเครื่องสายของเด็ก ๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูดนตรี ได้ตั้งใจให้เรียนดนตรีกันตั้งแต่เล็ก ๆ ควบคู่กับการเรียนวิชาการอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “พรสวรรค์สร้างได้” โดยไม่ต้องไปรอคอยใครทั้งสิ้น
“ศรีอยุธยา” เป็นชื่อเพลงที่ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร มีชีวิตระหว่าง 2426 - 2511) ดุริยกวี ครูดนตรีคนสำคัญของไทย ได้ประพันธ์เพลง “ศรีอยุธยา” ขึ้น โดยนำทำนองเก่าซึ่งอยู่ในหนังสือ “จดหมายเหตุลาลูแบร์” [8] (เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) และได้บันทึกเพลง “สยาม” (A Siamese Song) เอาไว้เมื่อพุทธศักราช 2230 ซึ่งคนไทยทั่วไปเรียกชื่อเพลงนี้ว่า “สายสมร” เพราะเนื้อเพลงที่ลาลูแบร์เขียนไว้ว่า “สายสมร เอยลูกประคำซ้อนเสื้อ ขอแนบเนื้อฉะอ้อน...” พระเจนดุริยางค์นำทำนองเพลงสายสมรในลาลูแบร์มาเรียบเรียงใหม่ เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” เมื่อปี พ.ศ. 2484 แล้วตั้งชื่อเพลงใหม่ว่า “ศรีอยุธยา”
ชื่อ “ศรีอยุธยา” คือ การนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ศรีอยุธยาเป็นเพลงไทยโบราณเพลงเดียวที่มีหลักฐานบันทึกไว้โดยเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส (พ.ศ. 2230 หรือปี ค.ศ. 1687) ในสมัยบาโรคของประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก ขณะเดียวกับเพลงอื่นที่นำมาบันทึกไว้ในแผ่นเสียงชุดนี้ ก็เป็นเพลงโบราณเสียส่วนใหญ่ เพลงไทย เพลงพื้นบ้าน นำมาเรียบเรียงใหม่ แผ่นเสียงชุด
“ศรีอยุธยา” เป็นแผ่นเสียงชุดใหม่ของวง “ด็อกเตอร์แซค แชมเบอร์ ออร์เคสตร้า” ซึ่งได้บันทึกเสียงระหว่างเดือน เม.ย. 2545 โดยมี ศ.ดร. เฮอร์มาน เด็กเค็น ซึ่งเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีรับเชิญจากประเทศออสเตรีย เป็นผู้ดูแลวงดนตรี คัดเลือกเพลง ฝึกซ้อม และบันทึกเสียง ตั้งชื่อว่าชุด "ศรีอยุธยา" เพื่อที่จะเป็นเกียรติแก่ พระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นครูเครื่องสาย (เชลโล) คนสำคัญของไทย เพลงที่นำมาบันทึกเสียงในชุด “ศรีอยุธยา” เป็นเพลงสั้น ๆ เลือกเฉพาะท่อนที่เด็กสามารถเล่นได้ดี ในการนำมาบันทึกเสียงนั้นเป็นการบันทึกไว้เพื่อการศึกษา เพื่อเป็นหลักฐานว่าเด็ก ๆ ได้พัฒนาการเล่นดนตรีไปถึงไหนแล้ว ”
Album : SRI AYUTHAYA
Artist : Dr.Sax Chamber Orchestra
https://www.youtube.com/watch?v=LqNlvy8MY-0
@siammelodies
- Concerto for Violin & Orchestra "La Primavera"
- Canzon a otto
- German Suite
- Concerto in g-minor for 2 Violoncellos & Orchestra
- Sri Ayuthaya - ศรีอยุธยา
- Concerto in a-minor for 2 Violins & Orchestra
- Serenade No. 2, KV 101
- Northem Melody - เพลงพื้นบ้าน ภาคเหนือ
- Sonata in F major
- Lao Music
- Concerto for Violin & Orchestre op. 25
- Elegy for Strings (1884)
- The Flight of the Bumble
- Southern Melody - เพลงพื้นบ้าน ภาคใต้
DR. Sax Chamber Orchestra
GUEST CONDUCTOR : Prof. Dr. phil Hermann Dechant
โครงการวิจัยพรสวรรค์ศึกษา Talent Education Research Project
รศ.ดร. สุกรี เจริญสุข
อาจารย์พูนสุข กุหลาบวงษ์ ผู้อำนวยการ
อาจารย์สิทธิชัย เพ็งเจริญ
VIOLIN
สรีวันท์ วาทะวัฒนะ / ผ่องพรรณ อังคสุภณ
พริม สุวรรณนิช / วรรณ วัชรามาก
VIOLIN
กมลมาศ เจริญสุข / กมล บูรณกุล
มีดี จรรยาภัค / สุภัทร ฉันทวีระ
GUEST MUSICIANS
Flute : สุรัติ ประพัฒน์รังสี / จักรกฤษณ์ มลิวัลย์
Soprano – Saxophone : เอกปิยะ สังขทับทิมสังข
Alto-Saxophone : เอกวีร์ โกวิททวีเกียรติ / ดุษฎีพล สุประดิษฐ ณ อยุธยา
Baritone-Saxophone : อรรณวิน เกิดที่สุด
Harpsichord : อุษา นภาวรรณ
VIOLA มิติ วิสุทธิ์อัมพร / จักรกฤษณ์ เจริญสุข / รมย์ รักปถพีสุวรรณ
CELL0
ตปาลิน เจริญสุข / สมรรถยา วาทะวัฒนะ / พงษพัฒน์ อังคสุภณ
DOUBLE BASS : พงศธร สุรภาพ


อ.จิตร์ กาวี วิทยากร ผู้บรรยาย
กิจกรรม “ ภาพยนตร์สนทนา ” หัวข้อ “ ฟังดนตรีของ พระเจนดุริยางค์ ใน พระเจ้าช้างเผือก” เมื่อเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 13:00 น. ณ โรงภาพยนตร์ศาลาศีนิมา วิทยากร ผู้บรรยาย โดย อ.จิตร์ กาวี อาจารย์จากสาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู ผู้คนให้ความสนใจมากมาย ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นน้องพี่ ที่นอกจากผู้ชมภาพยนตร์แล้วยังมีทายาทพระเจนดุริยางค์ และทายาทดนตรีหลายรุ่นมารวมกัน ร่วมสังสรรค์สนทนาสลับกับฉายหลายตัวอย่างเพลงประกอบภาพยนตร์ ทำให้โสตสัมผัสชัดขึ้นกับเสียงซึ่งเสมือน ‘นามธรรมสุนทรีย์’ ที่บางคนเคยมองข้าม…
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผู้นำทางการเมืองไทยต่างมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ภาพยนตร์ คือกระบอกเสียงซึ่งทรงพลังที่สุดในการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะ ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายก้าวหน้าประชาธิปไตย ผู้มีเจตจำนงส่งสารถึงผู้นำทั่วโลกเพื่อเรียกร้องสันติภาพให้เกิดสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ เครื่องมือสำคัญสำหรับท่านคือ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรี เป็นที่มาของงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” จึงได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทุกด้านทุกสาขาที่เกี่ยวข้องมาร่วมมือกัน หนึ่งในนั้นคือ พระเจนดุริยางค์ ดุริยกวีศรีรัตนโกสินทร์ ได้แสดงศักยภาพด้านดนตรีไทยไว้มากมาย เช่นรวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่องก่อนที่จะทำ “พระเจ้าช้างเผือก” อาทิ “เลือดทหารไทย”,“บ้านไร่-นาเรา” ฯลฯ (เป็นกระบอกเสียงกระจายนโยบายของรัฐบาลสู่ประชาชน) ผลงานของวงดนตรี พระเจนดุริยางค์ ที่ร่วมกับ กรมมหรสพ และกรมศิลปากร ได้รับการยกย่องสูงทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ รวมทั้งผลงานประสบการณ์ทางเสียงส่วนตัว ที่เกิดจากความเป็น ‘คีตพหูสูต’ จึงเอื้อต่องานภาพยนตร์ที่ต้องการสื่อสาร ‘หัวใจในความเป็นสากล’ สู่สายตาชาวโลก (วัฒนธรรมไทย สันติภาพ ฯลฯ)

photo : AjAek Aeknarin viyakron
เอตทัคคะคีตพหูสูต
พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร - Peter Feit) เกิดวันที่ 13 กรกฎาคม 2426 เป็นบุตรของ จาคอป ไฟต์ (Jacob Feit) มารดาชื่อนาง ทองอยู่ ทำหน้าที่เป็นครูโรงเรียนอัสสัมชัน ในปี พ.ศ. 2444-2446 และ รับราชการกรมรถไฟหลวงกว่า 10 ปี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนเจนรถรัฐ (พ.ศ. 2446-2460) วิชาการดนตรีได้ซึมซับศึกษาจากบิดาซึ่งเป็นครูแตรวงในวังหลวง (วังหน้า) หลังบิดาเสียชีวิต ได้มีการสรรหาครูแทนหลายท่านแต่สอนอยู่ไม่นาน จึงได้มีการทาบทามพระเจนฯ เข้ากรมมหรสพ เริ่มทำงานดนตรีหน้าที่เป็นครูฝึกสอนเครื่องสายวงฝรั่งหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2460 (ต่อมายุบกรมมหรสพ เปลี่ยนเป็นวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร)
วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้โอนพระเจนดุริยางค์มาเป็นผู้ช่วยปลัดกรมเครื่องสายฝรั่ง กรมมหรสพ พร้อมกับรับพระราชทานยศชั้นหุ้มแพร ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงเจนดุริยางค์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2460 ในตำแหน่งครูวงเครื่องสายฝรั่งหลวง สอนวิชาดนตรีสากลให้ สามัคยาจารยสมาคม และผลักดันให้วิชาขับร้อง (ด้วยโน้ต) เป็นวิชาเลือกในการสอบเลื่อนวิทยฐานะ ทั้งชุดของครูประถมและครูมัธยม
ที่ วังวรดิศ พ.ศ 2473เป็นแม่กองในการปฏิรสเพลงไทย (เมื่อครูดนตรีหลายคนมารวมกันบันทึกเพลงไทยให้เป็นโน้ตสากล โดยมีพระเจนดุริยางค์เป็นผู้ตรวจสอบโน้ตสากลทั้งหมด) ดังนั้น จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานระหว่างดนตรีไทยกับสากล ที่พระเจนดุริยางค์ทำ นับเป็นการเริ่มก่อร่างสร้างฐานสานโครงจากตรงนี้
ในปี 2475 มีผลงานชิ้นสำคัญที่รู้จักกันดีคือทำนอง “เพลงชาติไทย” มีบทบาทในหลายมิติ ปี 2478 เปิดโรงเรียนเอกชนสอนดนตรีสากลชื่อ “วิทยาลัยสากลดนตรีสถาน” ในปี 2477 และเดินทางไปดูงานที่ยุโรปในปี 2479 - 2480 [9] แวะหลายเมืองไปอู่ต่อเรือที่อิตาลี มีการถ่ายเป็นภาพยนตร์เก็บไว้ พระเจนดุริยางค์ได้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ข่าวชุดนี้ด้วย
พระเจนดุริยางค์ โอนสังกัดไปสอนใน วงดุริยางค์ทหารอากาศ (เป็นช่วงที่ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ “บ้านไร่นาเรา” สะท้อนนโยบายรัฐบาลทหารของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม) และเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. 2483 เมื่ออายุได้ 57 ปี จนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2486 หลังเกษียณได้รับเชิญจากกรมศิลปากรอีกครั้ง เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์การดนตรี” เพื่อปรับปรุงวงดุริยางค์สากลของกรมศิลปากร ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ได้รับพระบรมราชานุญาตให้กลับคืนมีบรรดาศักดิ์ดังเดิม ต่อมาได้ลาออกจากกรมศิลปากร และกรมตำรวจได้ขอยืมตัวให้ไปช่วยก่อตั้งวงดุริยางค์สากลกรมตำรวจและทำงานด้านดนตรี ตลอดชีวิตได้สร้างผลงานการควบคุมวงดนตรีราชการในเหล่าทัพต่าง ๆ สร้างตำราทางดนตรี การประพันธ์และเรียบเรียงบทเพลง งานสร้างสรรค์เพลงประกอบมากมาย จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2511 สิริ อายุได้ 85 ปี 5 เดือน

ถอดรหัสเพลงพระเจนฯ
ดนตรีประกอบภาพยนตร์ เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ผลงานเล็ก ๆ ของพระเจนดุริยางค์ ที่ได้รังสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) ซึ่งในขณะนั้นคนไทยสามารถสร้างภาพยนตร์เองได้แล้ว มีกลุ่มผู้สร้างาพยนตร์ที่โดดเด่นเช่น บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง โดยพี่น้องตระกูล วสุวัต , บริษัทภาพยนตร์ไทย จำกัด โดยกลุ่มนักเรียนนอกนำโดย พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ุ ยุคล เป็นต้น ในช่วงยุคของภาพยนตร์ที่พระเจนดุริยางค์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดนตรีนั้น เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาพยนตร์ถูกนำมาใช้เป็นกระบอกเสียง เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ของผู้สร้าง ดนตรีประกอบภาพยนตร์จึงเป็นสื่อสัมผัสที่ช่วยส่งเสริมให้วัตถุประสงค์ของภาพยนตร์นั้นสามารถนำเสนอแนวคิด และชักจูงผู้ชมให้คล้อยตามได้
นอกจาก 6 เพลงหลักแล้ว บทเพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ล้วนถูกคัดเลือกจากเพลงไทยเดิมอันทรงคุณค่า และเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทย เช่น ขับไม้บัณเฑาะว์ ลาวครวญ เชิดจีน ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีการคัดเลือกบทเพลงพื้นบ้านไทย ไปจนถึงบทเพลงคลาสสิคตะวันตกมาประกอบด้วย เช่น ต้นบรเทศ บรรเลงโดยวงปี่พาทย์ ,“William Tell Overture” โดยคีตกวีชาวอิตาเลียน โจอัคคีโน โรสชีนี (Gioachino Rossini) หรือเพลง “The Can-can” โดยคีตกวีชาวฝรั่งเศส ยาค ออฟเฟ็นบาค (Jacques Offenbach) เพลงคลาสสิคอื่น ๆ ที่ปรากฏภายในเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” เชื่อว่าเป็นผลจากประสบการณ์ทางเสียงที่พระเจนฯ สั่งสมมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไปยุโรป เป็นปัจจัยสำคัญต่อการคัดเลือกบทเพลง ได้มีการขยายรายละเอียดงานวิจัยไว้อย่างครบถ้วนในการบรรยายครั้งนี้

“ กราบสวัสดีทุกท่านและญาติผู้ใหญ่ทายาทของพระเจนดุริยางค์ที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมงานในวันนี้ด้วยนะครับ สำหรับในมุมของดนตรีประกอบ ช่วงเริ่มฉายเราจะเห็นชื่อของ พระเจนดุริยางค์ แต่บทบาทที่ถูกวางไว้จะไม่ได้วางในบทของนักประพันธ์อย่างเดียวเท่านั้น ภาษาอังกฤษเขียนเป็น Musical Director หมายความว่าเป็นผู้ควบคุมทุกด้านของดนตรีในเรื่องนี้ เพราะจะมีดนตรีอีกหลายมุมที่ไม่ใช่ของพระเจดุริยางค์ด้วย เพลงคลาสสิคที่ไม่ใช่เพลงไทยก็มี จะเคียงคู่กันมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์มีสีสัน มีภาพความหวานซึ้ง มีความอลังการ ฯลฯ ในส่วนอื่น ๆ มีอะไรบ้างผมได้สอบถาม อาจารย์ ทรงพล เลิศกอบกุล [10] แต่ ‘เรื่องมือ’ (ฝีมือการเล่นดนตรีที่แสดงให้เห็นถึง ‘ทางเพลง’) นี่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นสำนักไหนเพราะเพลงที่เล่นเป็นเพลงกลาง ๆ อย่าง “ลาวครวญ” แต่เท่าที่ฟังจะเอนเอียงไปทางสำนักกรมศิลปากร ซึ่งสอดคล้องกับหลาย ๆ เรื่อง เพราะพระเจนฯ มาจากกองสังคีตกรมศิลปากร เข้าใจว่ามี connection ที่จะดึงศิลปินหรือบุคคลากรอื่น ๆ เข้ามาด้วยเหมือนกัน เป็นอีกประเด็นที่จะวางไว้ก่อนแล้วมาต่อยอดกันในอนาคต
ใน “ พระเจ้าช้างเผือก ” เพลง “ His Majesty King Chakra ” เพลงบรรเลง “ พระเจ้าจักรา ” เป็นเพลงที่พิเศษมากเพราะแต่งใหม่ขึ้นมา พระเจนดุริยางค์ประพันธ์ทำนองเอง (ดร.วิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองมีความเห็นว่าควรจะใช้เป็นเพลงชาติ) ในณะที่เพลงอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นการยืมทำนองเพลงไทยเดิมที่รู้จักกันดีมาใช้ เช่น เพลง “ The King is Here! ” “ พระองค์เสด็จแล้ว! ” เป็นบทประโคมแตร / เพลงมาร์ช “ March of the Men of the North ” / เพลง “ A Maiden’s song of hope” เพลงร้องชื่อ “ความหวังของ นางสาว” ปรากฏพิเศษคือวงดนตรีไทยมี เรณู เป็นนักร้องประกอบ / ผมชอบมากฉากพระเจ้าหงสาประกาศทำสงครามกับอโยธยา จัดถ่ายที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตอนพระเจ้าหงสากล่าว ไม่มีดนตรีประโคม ความจริงกลองพม่ามีเยอะมาก คิดว่าในสถานการณ์ตอนนั้นอาจหาไม่ได้ ก็เลยใช้เปิงมางแทน เข้าใจว่าพยายามเลียนแบบกลองพม่าคือ ปัตวาย (Pat Waing) เพราะว่ารูปลักษณ์ เสียง คล้าย ๆ กัน / เพลงอื่น ๆ เช่น เพลง “พญาเดิน” ในตอนแรกฉากร่ายรำจะมีเพลงนำนางรำออกมา เป็นเพลงที่ใช้สำหรับผู้สูงศักดิ์ (เปิดหนัง-เพลง) หรือเพลงประกอบการร่ายรำคือ “ต้นวรเชษฐ์” ไม่ถูกพูดถึงนัก แต่ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ฉากนั้นสมบูรณ์ (เปิดฉากเพลงต้นวรเชษฐ์) หรือฉากที่กองทัพหงสาพักผ่อนหย่อนใจก็มีฆ้องกลอง ไม่แน่ใจว่าล้อ “พม่ากลองยาว” หรือเปล่า หรือทำนองปี่มวยใช้แห่กองทัพพกลับเข้าอโยธยา ถ่ายที่วัดพระแก้วใช่ไหม เหล่านี้เป็นเสียงสำคัญที่สร้างบรรยากาศให้ภาพยนตร์มีความเป็นเอกลักษณ์ เพราะใช้ดนตรีไทย (นอกจากเอาดนตรีไทยไปทำสากลซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำอยู่แล้ว)

นอกจากเพลงไทยแล้วยังมีบทเพลงคลาสสิกตะวันตกหลายเพลงมาจัดวางเป็นองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากในท้องพระโรงหงสาวดี , ฉากเคลื่อนทัพของคิงจักรา , ฉากเคลื่อนทัพของหงสา , ฉากเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองกาญบุรีที่ทัพหงสายึดได้แล้ว เพลงเหล่านี้พอศึกษาแล้วคิดว่าอาจมีอาจารย์ปรีดีมาให้คำปรึกษาด้วยหรือเปล่า เพราะว่าเกินครึ่งจะเป็นเพลงของคีตกวีชาวฝรั่งเศสหมดเลย เช่น ยาค ออฟเฟ็นบาค (Jacques Offenbach) เป็นชาวเยอรมันก็จริงแต่เปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวฝรั่งเศส , Christoph Willibald Gluck - composer เข้าใจว่าเพลงของเขาถูกเลือกมาเสริมเพราะเป็นเพลงคลาสสิกทั่วไป , ของ Adolphe Adam เข้าใจว่าเพลงของเขามีชื่อเสียงในระดับหนึ่งเลยถูกนำมาใช้ในหนัง ฯลฯ อาจารย์ปรีดีก็จบที่ฝรั่งเศสอาจซึมซับวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาเยอะ นี่เป็นเหตุลที่ทำไมเพลงคลาสสิกของฝรั่งในพระเจ้าช้างเผือกไม่ค่อยคุ้นหูคนไทย เราจะคุ้นเพลง “William Tell Overture” ที่ทำนองดุดัน (โดยคีตกวีชาวอิตาเลียน โจอัคคีโน โรสชีนี - Gioachino Rossini) แต่คนที่จะชินเพลงฝรั่งเศสก็มีแค่สองคนคืออาจารย์ปรีดีที่เป็นศิษย์เก่าฝรั่งเศส กับพระเจนฯ ที่ไปฝังตัวคลุกคลีกับวัฒนธรรมเพลงคลาสสิคอยู่ที่ยุโรปมา 10 เดือน อยู่ฝรั่งเศสเกือบเดือน สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างกับผู้ทำดนตรี เช่นจากฉากคล้องช้างของ ออฟเฟ็นบาค ชื่อเพลง “Orpheus in the Underworld” ซึ่งเป็นเพลงขนาดใหญ่ ตอนท้ายก็เป็นเพลง “The Can-can” (พร้อมเปิดฉากพระเจ้าจักราปฏิเสธการมีมเหสี 365 คน ไปคล้องช้างก่อน ตามด้วยเพลงของ Gluck : Orfeo ed Euridice เป็นเพลงที่เมืองหงสาให้ความรู้สึกยียวน)
บางช่วงบางฉากผมตั้งข้อสังเกตว่าคุณภาพใช้ได้ ทักษะใช้ได้ ไม่แน่ว่าเป็นคนไทยเล่นเอง บรรเลงโดยกรมศิลป์ (พระเจนฯ ควบคุมวง) หรือว่าเป็นของต่างชาติเปิดจากแผ่นเสียงหรือไม่ แต่พอไปค้นเพิ่มเติมพบว่า จังหวะที่เล่นในปัจจุบัน นอกจากเทคนิคต่าง ๆ แล้ว ความเร็วก็สำคัญนะครับ กลายเป็นว่าฉบับที่เราฟังในภาพยนตร์มันเล่นช้ากว่าต้นฉบับค่อนข้างมากเลยทีเดียว เข้าใจว่าน่าจะเป็นขีดจำกัดของนักดนตรีไทยในตอนนั้น อนุมานว่าอาจจะเป็นคนไทยเล่น เพื่อให้ตัวบันทึกเสียงมีความทัดเทียมเท่ากัน สามารถใช้ประกอบภาพยนตร์ได้โดยทุกเพลงเท่ากัน ไม่ต้องผสมเสียงมาก วางไว้ให้ดูก่อน ต้องไปค้นต่อครับ
(เปิด “William Tell Overture” และเพลงออกศึก Adam: Si j'étais roi: Overture) นี่เพลงปลุกเร้า … แต่บางครั้งจะมีเสียงวิจารณ์มาว่าดนตรีที่ใช้ในฉากเดินทัพของอโยธยาหรือทัพหงสา มีความขบขันเช่นเพลง “The Can-can” ดูเป็นเพลงระบำเชิงรื่นเริงเกินไปหรือเปล่า ไม่เหมาะสมหรือเปล่า ทำไมไม่ใช้เพลงที่ยิ่งใหญ่ มองได้หลายมุม มุมหนึ่งอาจจะมองว่า ต้องการเพลงที่มีความเคลื่อนไหวเร็วสูง ซึ่งเพลงที่ตอบโจทย์ก็มีไม่กี่เพลง หรืออาจมีไม่กี่เพลงที่สามารถซ้อมและบรรเลงได้ในตอนนั้น มองในระยะยาวอาจดูตลกขบขัน เป็นประเด็นปลีกย่อยที่สะท้อนมาจากคำวิจารณ์ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์มาแชร์กันจะได้เห็นหลายมุมนะครับ

มรดกทางดนตรีที่เกิดขึ้นหลัง “พระเจ้าช้างเผือก” มีหลายอย่างเกิดขึ้น ที่ใกล้กันก็จะมีเพลง “ King Chakra ” Sweet ที่รวบรวมเอาทำนองจาก “พระเจ้าช้างเผือก” มาเรียบเรียงเป็นบทเพลงสำหรับคอนเสิร์ต Peace เพลงบรรเลงเพื่อการฟังโดยเฉพาะ ต่อมาพระเจนฯ ได้มาประจำการที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ก็ได้มีโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์อีกหลายเพลง เช่นในเรื่อง “บ้านไร่-นาเรา” มีเพลง “บ้านไร่-นาเรา” [11] หรือเพลง “ สดุษฎีพิบูลย์สงคราม ” ที่สะท้อนนโยบายรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสูจิบัตร ปี พ.ศ. 2492 บอกเป็นเสียงร้องของ มัณทนา โมรากุล ก็ต้องมาเทียบกันให้ชัดเจน แล้วยังมีเพลงไทยประสานเสียงหลายเพลงเช่น “King Chakra” เป็นตัวอย่างที่นำเพลง ไปใส่เนื้อร้องใหม่หลาย version เมื่อสองสามปีที่แล้วก็มี “King Chakra” Suite [12]บรรเลงโดยวง สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

photo : AjAek Aeknarin viyakron
มีเอกสารของอาจารย์ปรีดีหลายชิ้นที่เพิ่งได้รับมาจากทายาท (เอกณรินทร์ ไวยะกรรณ์ AjAek Aeknarin viyakron ผู้ดูแลเอกสารฉบับดั้งเดิมทั้งหมดของพระเจนดุริยางค์) ที่กล่าวโยงถึงพระเจ้าช้างเผือก (ต้นฉบับเพลง “King Chakra” ในภาพยนตร์ “ พระเจ้าช้างเผือก ” เป็นต้นฉบับจริงสมัยรัชกาลที่ 7 ที่ พระเจนดุริยางค์ ได้นำมาเรียบเรียงเป็น Music Score ปัจจุบันบางส่วนจัดเก็บโดยทายาทและ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร และสถาบันต่าง ๆ ) [13] ผมคัดมาบางส่วนสั้น ๆ จาก “บันทึกข้อบกพร่อง” ของ “พระเจ้าช้างเผือก” โดยอาจารย์ปรีดีที่ตอนนั้นได้ลี้ภัยไปประเทศจีน มีการสร้าง copy film ฉบับหนึ่งไปมอบให้รัฐบาลจีนด้วย ตอนหนึ่งในบันทึกบอกว่า “ การคัดค้านสงครามและส่งเสริมสันติภาพเป็นจุดประสงค์ของภาพยนตร์ แต่ยังมีอีกข้อที่สะท้อนให้เห็นถึงเจตจำนงของผู้สร้างอย่างชัดเจนคือ วัฒนธรรมไทยกับบทบาทของช้าง คำว่า ‘วัฒนธรรมไทย’ ตีความได้กว้างมาก ไม่ว่าจะเป็น เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม รวมไปถึงการดนตรี และนาฏศิลป์ด้วย
อิทธิพลของแนวทางการประพันธ์แบบพระเจนดุริยางค์ ใน “พระเจ้าช้างเผือก” ที่มีต่อวงการดนตรีคลาสสิก และดนตรีประกอบภาพยนตร์ไทยในรุ่นต่อมา ไม่ใช่แต่เพียงดนตรีตะวันตก หรือพระเจนดุริยางค์ แต่ดนตรีไทยที่เป็นเสียงของชาติก็ยังคงจำเป็นต้องทำการศึกษาให้กระจ่าง จะทำให้องค์ความรู้ทางดนตรีใน “พระเจ้าช้างเผือก” มีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด”

ความคิดเห็นของผู้ชม 1
“ มาวันนี้ได้ประโยชน์มากทีเดียวครับ เพราะว่าได้มุมมองใหม่ไปต่อยอดมากมาย “พระเจ้าช้างเผือก” เป็นภาพยนตร์ที่ดูกี่ครั้ง ๆ ก็จะค้นพบอะไรใหม่ ๆ ทุกครั้ง ในกิจกรรมครั้งถัดไปเราอาจจะได้อะไรมากขึ้นจากนี้ก็ได้ ในส่วนของผมขออนุญาตให้ความเห็นเรื่องเพลงประกอบที่เป็นเพลงร้อง ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบคุณ มัณฑนา มาก (มัณฑนา เกียรติวงศ์ เป็นที่รู้จักกันดีในนาม มัณฑนา โมรากุล มีชีวิตอยู่ในช่วง 30 มีนาคม พ.ศ. 2466 – 8 มีนาคม พ.ศ. 2569 สิริรวมอายุ 103 ปี เป็นนักแสดงสตรีชาวไทย ที่เป็นนักร้องหญิงคนแรกของ วงดนตรีกรมโฆษณาการ และเป็นนักร้องรุ่นแรกของ วงดนตรี สุนทราภรณ์ ที่อายุมากที่สุด เคยใช้นามแฝงในคณะละครว่า จำนรรจ์ เครือสุวรรณ) ขอให้ข้อสังเกตว่าในส่วนเพลงประกอบที่อาจเป็นเสียงร้องของคุณมัณฑนา แต่ผมไม่ฟันธงว่าในเรื่องนี้จะเป็นเสียงของท่านหรือไม่ ให้ 50/50 ด้วยข้อจำกัด 3 ประการ คือ
- ในการบันทึกเสียงผมไม่แน่ใจว่ารอบมันหมุนเร็วไปรึเปล่า ซึ่งจะทำให้ไม่ตรงคีย์เสียงของท่านจริง ๆ เทคโนโลยีต่าง ๆ มีผลต่อเสียงแค่ไหนครับ
- ในปี พ.ศ. 2483 - 2484 ช่วงนั้นท่านยังสาวมากอาจไม่ใช่เสียงที่เราคุ้นเคยกัน ถ้าฟังตอนก่อนที่ท่านจะเข้ากรมโฆษณาการก็จะมีความรู้สึกว่า เสียงท่านจะเล็ก ๆ แหลม ๆ กว่าตอนที่อยู่กรมโฆษณาการก็ได้
- อย่าลืมว่าคุณมัณฑนาท่านเคยอยู่ในวังสวนสุพรรณมาก่อน เป็นลูกสาวของ ครูผัน โมรากุล ซึ่งเป็นครูละคร มีโอกาสได้ร้องเพลงไทยเดิม วิธีการร้องท่านอาจจะใช้เสียงแบบไทยเดิม ซึ่งไม่ใช่แบบสากลก็เลยอาจไม่เหมือนตอนที่ท่านร้องไทยสากลร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ
เรื่องค่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คุณมัณฑนาพามาด้วย ต้องมาหารือกันก่อนหาหลักฐานเพิ่มเติมกันอีกนะครับ เข้าใจว่าในหนังสือ “ดาวประดับฟ้า โมรากุล” ท่านให้สัมภาษณ์ว่าท่านได้ร้อง แต่ว่าตัวเพลงมันเป็นอีกชื่อหนึ่ง “พรไตรรัตน์” หรืออะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจครับ ”

นางเอกพระเจ้าช้างเผือก หนังไทยแห่งสันติภาพ | ไอรีน นิตยวรรธนะ | PRIDI Interview https://youtu.be/sRjLMcLMphw?si=F0Y2cZvj269JkpR0
ความคิดเห็นของผู้ชม 2
“ ขอขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะที่จัดงานวันนี้ “พระเจ้าช้างเผือก” ดูมาหลายครั้ง แต่พอดูวันนี้บางตอนเหมือนไม่เคยดู ขอบคุณหอภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของ พระเจนดุริยางค์ ท่านเป็นชาวฝรั่งด้วย เรื่องนี้พูดถึงเสรีภาพของผู้หญิงด้วย วันนี้คุณไพรินอายุเกือบร้อยแล้ว (รับบท ‘เรณู’ ธิดาสมุหราชมณเฑียร เป็นนางเอกใน “พระเจ้าช้างเผือก”) อยากให้ส่งหนังเรื่องนี้ไปฉายอเมริกาอีกครั้งที่ทำเนียบขาว ให้ประธานาธิบดีดู ขอบคุณมากค่ะ ” (ปัจจุบันประธานาธิบดีคนที่ 47 โดนัลด์ ทรัมป์ Donald Trump )
บทเพลง “ A Maiden’s song of hope ” หรือ “ ความหวังของนางสาว ” [14] ประกอบฉากงานเลี้ยงที่บ้านของ สมุหราชมณเฑียร มีลูกสาวชื่อ เรณู นางเอก ร้องขับกล่อมร่วมกับวงดนตรีไทยให้บิดากับเพื่อน ๆ รับฟังอย่างไพเราะ แสดงโดย ไอรีน นิตยวรรธนะ [15] Irene Nittayavardhana หรือใช้ชื่อในการแสดงว่า ไพริน นิลเสน พระเจนดุริยางค์ได้นำ “ ลาวครวญ ” ทำนองเพลงไทยเดิมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยามาเรียบเรียงใหม่ สันนิษฐานว่าแต่งเนื้อร้องโดย ปรีดี พนมยงค์
[“พระเจ้าช้างเผือก” ไม่ทิ้งสีสันบันเทิงเชิงขนบ ขบขันด้วยประเด็นโดดเด่นเรื่อง ‘ผัวเดียวเมียเดียว’ ซึ่งมีเจตจำนงส่งผ่านคัดค้านประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล ว่ากษัตริย์ต้องมีมเหสี 365 องค์ ด้วยเหตุผลการสืบสันตติวงศ์ ดำรงยศศักดิ์ พิทักษ์ราชบัลลังก์ ที่หลายประเทศทั่วโลกล้วนโละทิ้งไปนาน จึงเป็นการประกาศ ‘ความเป็นอารยะ’ ด้วยค่านิยมใหม่แบบประชาธิปไตย ที่ให้เกียรติเคารพสิทธิสตรีอย่างเท่าเทียมของประเทศไทย] เรณู ถูกส่งมาสู้อำนาจปิตาธิปไตย ในฐานะตัวแทนของผู้หญิงหัวก้าวหน้า วิธีคิดล้ำสมัย เพื่อให้ส่งสารนำเสนอแนวคิดเรื่องงบประมาณแผ่นดิน กับความสิ้นเปลืองเกินไปโดยใช่เหตุ หากมีมเหสีที่มากเกินพอดี เพราะไม่ใช่การแสดงบารมีแบบโบราณราชประเพณี ที่ต้องแต่งตั้งมเหสีที่ได้มาจากหลายแว่นแค้นเพื่อคานอำนาจ ในบทบาท ‘ราชทูต’ อีกต่อไป จึงควรนำเงินจากคลังแผ่นดินที่ต้องบำเรอปรนเปรอความสุขของคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ไปบำรุงเลี้ยง ‘ช้าง’ (เหล่าอาณาประชาราษฎร์) จะเป็นการเหมาะควรถ้วนถี่ดีงามกว่าแน่นอน เพราะมเหสีหนึ่งองค์นั่นหมายรวมถึงบริวารและวงศ์วานว่านเครือที่จะมาร่วมอยู่ในความรับผิดชอบอีกมากมาย จึงไม่ใช่แค่ความหมายของ ‘ครอบครัว’ ซึ่งเป็นสถาบันเล็ก-สำคัญสุดในโครงสร้างทางสังคมเท่านั้น แต่คือฐานสำคัญมีบทบาทต่อความมั่นคงของชาติด้วย]

ความคิดเห็นของผู้ชม 3
“ ผมติดใจคำว่า ‘ทางเพลง’ เลยสงสัยว่าสมัยนั้นนอกจาก พระเจนฯ แล้ว ยังมีคนอื่นอีกไหมที่ชัดเจน ทำไมท่านปรีดีถึงเลือกพระเจนฯ ทำไมไม่เลือกทางเพลงของคนอื่น ๆ ที่ร่วมรุ่นร่วมสมัยกันครับ”
อ. จิตร กาวี “ เรื่อง ‘ทางเพลง’ เกิดขึ้นจากดนตรีไทยมาก่อน เพราะมีเรื่องของสำนัก แต่ละบ้านมีความแตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะของแต่ละที่ ส่วนคำว่า ‘ ทางของพระเจนดุริยางค์ ’ เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะวิดีโอ ครูทีฆา โพธิเวส [16] กับ “ดนตรีทีคาทางพระเจนฯ” เพราะตัวนั้นเป็นการนำเสนองานของครูทีฆากับพระเจนดุริยางค์ ซึ่งพระเจนดุริยางค์เป็นอาจารย์ของ ครูทีฆา โพธิเวส ปัจจุบันท่านยังมีสุขภาพแข็งแรงดีนะครับ
ส่วนทางเพลงที่ต้องเป็นของพระเจนดุริยางค์ สอดคล้องกับใน slide แรก ๆ ที่ผมพูดไว้ “ทำไมต้อง ‘พระเจนดุริยางค์’ ในพระเจ้าช้างเผือก” เรื่องทักษะฝีมือเราใส่เป็นข้อแรก ๆ อยู่แล้ว อีกเรื่องคือสิ่งที่พระเจนฯ ทำ ในช่วงนั้นมีอยู่ไม่กี่คนที่ทำวง Orchestra แล้วใช้เพลงไทยมาเป็นวัตถุดิบในการหยิบจับ ยุคนั้นเป็นข้อจำกัดเพราะหน่วยงานที่จะทำได้ต้องมี power พอสมควรคือ กรมศิลปากร ขณะนั้นพระเจนดุริยางค์เป็นหัวหน้าอยู่พอดีก็เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันไปทำงานตรงนั้นได้ อีกปัจจัยคือเรื่องของ connection เพราะพระเจนฯ ไปดูงานที่ยุโรป แล้วมีหลักฐานพูดคุยกันระหว่างพระเจนฯ กับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรืออาจารย์ปรีดี ทำให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กันมาก่อน คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเชิญชวนมาทำงานเรื่องนี้ด้วย เราจะเห็นว่ามีการให้อิสระพอสมควรในการทำงานครับ ”
จดหมายจากหอจดหมายเหตุที่แสดงถึงสายสัมพันธ์อันดีระหว่าง ปรีดี พนมยงค์ กับ พระเจนดุริยางค์ ว่ามีมาก่อนร่วมงาน “พระเจ้าช้างเผือก” ครั้งนั้นพบกันก่อนท่านเดินทางไปยุโรป (พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ส่งพระเจนฯ ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการดนตรีเป็นเวลา 10 เดือน) อ.ปรีดี ได้ฝากหาอุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อใช้ในการบันทึกเสียง ภายหลังเมื่อพระเจนดุริยางค์ได้พบเครื่องที่มีคุณสมบัติตามต้องการแล้ว จึงมีจดหมายส่งกลับมาที่กรมศิลปากร ผู้รับเรื่องคือ หลวงวิจิตรวาทการ ความว่า “ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2480 กระผมได้กราบลา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์) ท่านบรรชาให้กระผมช่วยสืบดูเครื่องอัดจานเสียง กระผมได้เพียรสืบหาแต่แรกมาก็ไม่มี ฯ ”

ความคิดเห็นของผู้ชม 4
“ ขอบพระคุณหอภาพยนตร์กับอาจารย์น้ำต้นครับ ในสไลด์เมื่อสักครู่ ภาพขวามือเห็นอาคารเก่าของ กองดุริยางค์ ที่ทุ่งมหาเมฆ ปี 2485 ผมน่าจะเป็นคนเดียวในห้องนี้ที่ได้เห็นอาคารนี้จริง ๆ ถ้าไม่ได้บอกเล่าจะเสียใจครับ ผมเป็นรุ่น หลานศิษย์ ของพระเจนฯ ครับ ครูอารี สุขะเกศ กับ ครูทีฆา โพธิเวส คือคนที่ได้นั่งเรียนกับพระเจนดุริยางค์ ใน โรงเรียนดุริยางค์ทหารอากาศ (Royal Thai Air Force School of Music) ครูอารีย์สอน ครูบุญเสริม อีกทีครับ (น.อ.บุญเสริม ช้างใหญ่ อดีตรองผู้บังคับการกองดุริยางค์ทหารอากาศ) เป็นเวลา 4 ปี ที่ผมใช้ชีวิตอยู่ก่อนย้ายไปทุ่งมหาเมฆ ในการควบคุมวงทุกครั้งผมจำคำพระเจนฯ มาใช้เสมอ ท่านสอนว่า ‘ ผู้ควบคุมวงจะต้องมีความเข้มงวดกับนักดนตรี ที่จะต้องบรรเลงออกมาให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งสำคัญมาก’ พอฟังเพลงในพระเจ้าช้างเผือกที่ผมดูหลายครั้ง ทั้งจาก VDO ที่คุณโดมให้ไป ทั้งดูผ่าน YOUTUBE และจอหนัง ในทัศนะของผมคิดว่าเป็นวงที่มีความสมบูรณ์แบบมาก โดยเฉพาะในบริบทเทคนิคการเล่นดนตรียุคนั้น นักดนตรีเล่นเนี้ยบมาก ที่อาจารย์น้ำต้นเอาโน้ตมาเทียบแล้วใช้คำว่า อนุมาน ผมก็อนุมานเหมือนกันว่า พระเจนฯ ต้องคัดนักดนตรีที่มีฝีมือดีที่สุดในยุคนั้นมาเล่นด้วย แล้วท่านก็มีความเข้มงวดในการควบคุมออกมาให้ดี ทั้งโครงสร้าง เนื้อดนตรี กับองค์ประกอบดนตรีทั้งหมด ในความเห็นของผมคิดว่าสมบูรณ์แบบมากครับ ”

พุทธพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ : ถ้าตอนนั้นไม่ใช่พระเจนดุริยางค์พอจะนึกถึงคนอื่นออกไหมครับ
อ.จิตร์ กาวี : น่าจะมีน้อยคนชื่อพระเจนดุริยางค์จะอยู่ลำดับต้น ๆ ตอนที่พระเจนฯ ไปยุโรป 10 เดือน ได้มีการแต่งตั้งลูกศิษย์ที่จบมาแล้วรับราชการหลายคน ส่วนระดับครูรุ่นก่อนพระเจนฯ จะมีฝรั่งที่ท่านไปทำงานแทน อัลแบร์โต นาซารี (Professor Alberto Nazzari ชาวอิตาเลียน ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ให้มาเป็นครูดนตรีและผู้ฝึกซ้อมวง) ก็ไม่ได้อยู่ถึงช่วง “พระเจ้าช้างเผือก” , ที่กองทัพเรือมีทูลกระหม่อมบริพัต (ผู้บัญชาการทหารเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 – 18 มกราคม พ.ศ. 2487) เริ่มเบาแล้ว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองท่านก็ลี้ภัยไปด้วย, นอกนั้นก็มีครูฝรั่งที่เดินทางมาสอนดนตรีในระบบการศึกษาก่อนปี พ.ศ. 2500 แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเรื่องการทำดนตรี เพราะเขามาในฐานะครูไม่ใช่ศิลปินในกรมศิลปากรซึ่งทำหน้าที่ในการเผยแพร่ดนตรีอยู่แล้ว
ในกรมศิลปากรก็มีอีกส่วนหนึ่งคือส่วนละครของ หลวงวิจิตรวาทการ ที่ทำละครปลุกใจรักชาติมีดนตรีออกมาเยอะมาก เข้าใจว่าเป็น ครูสังข์ อสัตถวาสี [17] เป็นวาทยกร (เป็นครูดนตรี ผู้ก่อตั้งชุมนุมดนตรีสากล และวง TU Band มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แต่ครูสังข์ไม่ได้เน้นเรียบเรียงเพลง แต่จะเป็นการควบคุมวง มีความเข้าใจในดนตรีตะวันตก ถ้าเรื่องความเหมาะสมชื่อ พระเจนดุริยางค์ จะมีภาษีที่สุดในช่วงเวลานั้น

พุทธพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ : ในสถาบันการศึกษาเรื่องดนตรีในประเทศไทย เพลงในหนัง “พระเจ้าช้างเผือก” ถูกนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนในสถาบันมากน้อยแค่ไหนครับ
จิตร์ กาวี : ผมเรียนที่ ม.มหิดล ได้รู้จัก “พระเจ้าช้างเผือก” ครั้งแรกจากโฆษณา “ Conduct Yourself ” จัดฉายก่อนแสดงคอนเสิร์ตที่มหิดล เขาใช้เพลงมาอธิบายว่าเข้าดูคอนเสิร์ตต้องทำอะไรยังไง ต้องปิดเสียง แต่งตัวให้เรียบร้อย ต้องเงียบ ตอนนั้นไม่รู้จักเพลงแต่ทำนองเพราะมากเลยครับ (จากแคมเปญ “Conduct Yourself = Care for each other” แสดงนำโดยหัวหน้ากลุ่มคลาริเน็ตของวง คือ วุฒิ-วรวุฒิ คำชวนชื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อพลังบวกและความรักดนตรี จัดฉายก่อนคอนเสิร์ตของวง Thailand Philharmonic Orchestra (Thailand Phil) ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร เป็นภาพยนตร์แนะนำมารยาทในการชมการแสดงดนตรีคลาสสิก มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการฟังดนตรี ประกอบด้วยเพลงและบรรยากาศที่สื่อถึงการให้เกียรติศิลปินและผู้ฟังท่านอื่น)
ต่อมาถึงรู้ชื่อเพลงว่า “เศียรพญา” เป็นฉบับที่ พันเอกประทีป นำมาเรียบเรียงใหม่ โดยใช้เพลงจาก “พระเจ้าช้างเผือก” มาทำ (พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ [18] เป็นนักดนตรีและนักเรียบเรียงเสียงประสานชาวไทยที่โดดเด่นในการนำเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านมาเรียบเรียงใหม่สำหรับวงออร์เคสตรา (Orchestration) มีผลงานมากกว่า 300 เพลง เคยเป็นผู้ควบคุม วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิก แห่งประเทศไทย (TPO) และมีบทบาทสำคัญในการผสานดนตรีไทย-สากลให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ , เป็นผู้อำนวยเพลงและผู้เรียบเรียงเพลงประจำวง “ ด็อกเตอร์แซ็ก เชมเบอร์ออร์เคสตร้า” เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดดนตรีนานาชาติที่สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ)
พอเรียนไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนเรียนดนตรีจะเจอ เช่น ในวงดุริยางค์เยาวชนไทย ครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ. 2538-2539 มีโครงการที่ อาจารย์สุกรี เจริญสุข ทำ รวมเพลงเกียรติยศต่าง ๆ เช่น เพลงชาติ , มหาฤกษ์ , มหาชัย และเพลงอื่น ๆ มาเรียบเรียงใหม่เป็นโน้ตเพลง มีบันทึกเสียง พิมพ์จำหน่าย หนึ่งในนั้นมีเพลง “ศรีอยุธยา” รวมเข้าไปด้วย ผมคิดว่ากระบอกเสียงสำคัญที่ทำให้ทำนองเพลง “พระเจ้าช้างเผือก” ไปอยู่ในแวดวงการศึกษา ถึงระดับชั้นประถมได้เลยก็คือเพลงนี้ “ศรีอยุธยา” ทำโน้ตจำหน่ายไป ตอนนั้นน่าจะเรียบเรียงโดย อาจารย์วิจิตร์ จิตรรังสรรค์ (ปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาดนตรีตะวันตก) ตอนนี้ท่านก็ยังอยู่นะครับ เป็นอีกรายการที่ผมเห็นว่ามันกระจายไปสู่วงกว้างอีกครั้งหนึ่ง แต่ในระบบการศึกษายังไม่เห็นเด่นชัดขนาดนั้น เพราะปัจจุบันหลักสูตรเน้นไปเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ เรื่องประวัติศาสตร์ดนตรีอาจจะเป็นพาร์ทเล็ก ๆ พาร์ทหนึ่งเท่านั้น ในอนาคตก็ต้องดูต่อไปว่าจะไปในทิศทางไหนอีก

พุทธิพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ : เมื่อสักครู่เราพูดถึงโน้ตเพลงลายมือพระเจนดุริยางค์ซึ่งเป็นแต่ละเพลงที่อยู่ใน “พระเจ้าช้างเผือก” หน้าปกเขียนว่า Selection from The Film “ King Chakra” ที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการด้านหน้า เข้าใจว่าไม่ใช่โน้ตที่เขียนตอนทำหนังใช่ไหมครับ อยากให้ขยายความเพิ่มเติมว่ามันเป็นโน้ตสำหรับทำอะไรครับ
จิตร์ กาวี : ผมคิดว่าเพลงประกอบหนังตอน production เขาก็คงมีการทำโน้ตแยกเป็นเพลง ๆ ไป (มีปรากฏอยู่ในสูจิบัติของภาพยนตร์ด้วย) เพื่อจะเอาเพลงมาวางประกอบฉากต่าง ๆ พอบริบทเปลี่ยนไป ตัวโน้ต selection มันคือการรวบรวมทำนองเพลงต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังเอามาเรียงร้อยใหม่ อย่างเพลง “The King Is Here!” ที่เป็น Funfair มีเสียงแตรโบราณ ในหนังก็อย่างหนึ่ง แต่ว่าพอมาเรียบเรียงเป็นโน้ตสากลมันคนละบริบทกัน เขาก็ต้องเรียบเรียงให้มันมีความทันสมัยขึ้น เพิ่มคอร์ดเข้าไปให้มีความไพเราะมากขึ้น selection ก็คือการเลือกใช่ไหมครับ การเลือกเพลงเอกของ “King Chakar” มาเรียงร้อยกัน เปลี่ยนบริบทใหม่จากเพลงประกอบภาพยนตร์ มาเป็นบทเพลงบรรเลงเพื่อการฟัง (เป็นเพลงเดียวกับที่ประกอบภาพยนตร์ มักปรากฏบ่อยในปัจจุบัน)
ใน Hollywood จะเห็นว่ามีการคัดเลือกเพลงประกอบภาพยนตร์ theme เด็ด ๆ มาใส่ เช่น Selection of Sci -fi Movie , Drama Movie ฯลฯ พระเจนดุริยางค์ก็เป็นลักษณะนั้น ในยุคแรก ๆ ผมว่าเป็น Trend ด้วย เพราะเราจะเห็นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า ถ้ามีหนังใหญ่สักเรื่องมาเขามักจะทำเพลง selection ไว้บรรเลง โดยเฉพาะถ้าหนังมันดังเพลงชุดเหล่านี้จะถูกนำมาบรรเลงบ่อยครั้งมากเลย เข้าใจว่า “King Chakra” ก็เป็นบริบทคล้ายกัน มีเกือบครบเพลงหลัก ขาดเพลง “His Majesty King Chakra” ไปหนึ่งเพลง (เป็นเพลงที่พระเจนฯ ประพันธ์) แต่เพลงนั้นมันไปอยู่ในอีกเพลงหนึ่งคือเพลงศรีอยุธยาที่มีทำนอง “The King of The White Elephant” , “Ayuttaya Eternal” แล้วก็อีกเพลง “His Majesty King Chakra” คิดว่าคงสลับใช้งานนะครับ

photo : Jit Gavee - Bedroom Studio
“การพูดในวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นการโยนหินถามทางด้วย ว่าเราจะศึกษากันยังไงหรือให้ประเด็นไปช่วยกันดูต่อไป ที่เรามาร่วมกันดู “พระเจ้าช้างเผือก” ในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ดูหนังแล้วจบ แต่อยากให้มีสิ่งที่เอาไปคิดต่อ ว่าเราทำอะไรได้ต่อจากนี้ เพื่อให้สังคมไปต่อได้ ผมเชื่อว่านี่ก็เป็นจุดประสงค์หนึ่งของการสร้าง “พระเจ้าช้างเผือก” ขึ้นมานะครับ”
เรียนเชิญผู้ที่สนใจด้าน ศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และบันเทิง ติดตามรับฟัง อาจารย์น้ำต้น จิตร กาวี (Jit Gavee) ผู้บรรยาย พูดคุยเกี่ยวกับ พระเจนดุริยางค์ และภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ในรายการ “สบาย…สบายหลังข่าว” ได้ที่ FM92.5 MHz [19]สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 19:30 น - 20:00 น.

“ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย” ปรีดี พนมยงค์
ความคิดเห็นของ โดม สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งหอภาพยนตร์ และเป็นผู้บุกเบิกการตามหาฟิล์มพระเจ้าช้างเผือก
“ ขอบคุณอาจารย์น้ำต้นกับครูบาอาจารย์ทางดนตรีทุกท่าน หอภาพยนตร์เรามีหน้าที่อนุรักษ์เก็บรักษาหนังให้เป็นมรดกของชาติ หนังทั้งหลายที่เรามีกับหนังไทยที่เราสร้างเวลานี้รวมหกเจ็ดพันเรื่องนั้น มีที่เป็น ‘ช้างเผือก’ หลายเรื่อง เช่นเดียวกับ “พระเจ้าช้างเผือก” ก็ถือเป็นช้างเผือกเชือกหนึ่งของหนังไทย อย่างไรก็ดีที่ฉายวันนี้เราพยายามทำหน้าที่อนุรักษ์ให้ดีที่สุด เท่าที่ผู้สร้างได้สร้างหนังเรื่องนี้มานะครับ ผมรู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่สมบูรณ์พอในแง่หน้าที่ของหอภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้เมื่อแรกสร้างออกฉาย อาจาย์ปรีดีท่านตั้งใจไปฉายในเมืองหลวงของ ‘ภาพยนตร์โลก’ คืออเมริกาที่นิวยอร์ค ถ้าศึกษาจากบทวิจารณ์ รีวิวในแม็กกาซีนในหนังสือพิมพ์ เราได้รับการดูถูกว่าเป็นหนังสมัครเล่น ทำเหมือนเด็กแก่แดด เพราะพูดเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากคือเรื่อง ‘สันติภาพ’ ผมคิดว่าแรงดลใจที่ใหญ่มากของอาจารย์ปรีดีคือสันติภาพ เพราะเวลานั้นประเทศไทยมีบรรยากาศกระหายสงคราม แล้วกำลังจะเกิดสงครามอินโดจีน ไทย-ฝรั่งเศส (สงครามครั้งแรกที่ไทยต่อสู้กับนักล่าอาณานิคมเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2483 คือสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์ไทยเรียกว่า “สงครามอินโดจีน” แต่เอกสารทางฝ่ายตะวันตกเรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างไทยกับฝรั่งเศส”) [20]ท่านต้องการสร้างหนังเพื่อต้านกระแสนี้ซึ่งก็ไม่ทันเกิดสงครามโลกในยุโรป หนังออกฉายหลังสงครามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการประกาศ ภาพยนตร์ประกอบด้วยศิลปะหลายแขนง วันนี้ดีใจที่มีอาจารย์ทางดนตรีมาให้ความรู้ เราไม่รู้เรื่องดนตรีแต่เราเชื่อว่าผู้สร้างคืออาจารย์ปรีดีได้รวบรวมครูบาอาจารย์ชั้นเลิศที่สุดในเวลานั้นมาประกอบสร้างหนังเรื่องนี้ ดีใจที่อาจารย์ทั้งหลายมองเห็น หนังที่เราอนุรักษ์ยังไม่สมบูรณ์ แต่ได้เห็นว่าองค์ประกอบทางด้านดนตรีที่ปรากฏอยู่ในหนังนั้นเป็นเลิศที่สุดแล้ว ขอบคุณทุกท่านครับ”

ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าว โดย หอภาพยนตร์แห่งชาติ

คลังข้อมูล • หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) • ปรีดี พนมยงค์
“ พระเจ้าช้างเผือก ”
https://pridi.or.th/th/libraries/1583115249

คลังข้อมูล • หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) • ปรีดี พนมยงค์
The King of the White Elephant
https://pridi.or.th/th/libraries/1583071906
[1] พระเจ้าช้างเผือก 2484 (พากย์ไทย) หนังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก , Film Archive Thailand (หอภาพยนตร์) https://youtu.be/DenTuorhSNI?si=6pGLi6IcufN-UqfN
[2] สยามศิลปิน, พระเจนดุริยางค์ ผู้วางรากฐานดุริยางคศิลป์ของไทย https://youtu.be/xkXdg3re_Ds?si=XzsZDuyE_AMGcB-4
[3] โดม สุขวงศ์ : ดนตรี พระเจ้าช้างเผือก https://fapot.or.th/assets/upload/ebook/[email protected]
[4] ศรีอยุธยา Sri Ayutthaya เพลงประกอบภาพยนตร์ยุคแรกในสยาม เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” https://www.youtube.com/watch?v=LqNlvy8MY-0
[5] ปรีดีคีตานุสรณ์ รอบใหญ่ 2: ศรีอยุธยา https://youtu.be/6TrQshlViMI?si=2yzDUx6xCcnZ0p2y
[6] ปรีดีคีตานุสรณ์ https://pridi.or.th/th/content/2020/05/104
[7] พันเอก ดร. ประทีป สุพรรณโรจน์ https://youtu.be/5Qpodi3X_U0?si=kAyb-nlIt6DssLJf
[8] “จดหมายเหตุลาลูแบร์” https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/eaErXglVFUI9FyHfdLSUlWX5PVOAiEhwEDLEnXrN.pdf
[9] EP 171 พระเจนดุริยางค์ in Europe https://youtu.be/Os2QmXYmtzo?si=HJYD0rWO1NOtUiuL
[10] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพล เลิศกอบกุล https://www.music.cmru.ac.th/songpon_loedkobkune/
[11] บ้านไร่ - นาเรา เฉลิมขวัญ โหมดประดิษฐ์ - สุวรรณ พลอยประดิษฐ์ ขับร้อง / วงดนตรีซาลูน ทหารอากาศ https://youtu.be/WhP0FCp6_EE?si=kweOs7z8VdUzl-zo
[12] “King Chakra” Suite (พระเจ้าช้างเผือก) - PGVIM Brass Band https://youtu.be/sCh7p3zVlqU?si=WKk0ZTB_1s8Z0Fjt
[13] ต้นฉบับเพลงภาพยนตร์ King Chakra (พระเจ้าช้างเผือก) https://www.facebook.com/share/p/1CunAZGz1G/
[14] เพลง A Maiden’s song of hope หรือ ความหวังของนางสาว https://www.facebook.com/ThaiFilmArchivePage/videos/714853711648320/
[15] นางเอกพระเจ้าช้างเผือก หนังไทยแห่งสันติภาพ | ไอรีน นิตยวรรธนะ | PRIDI Interview https://youtu.be/sRjLMcLMphw?si=F0Y2cZvj269JkpR0
[16] พ.ต.ท. ดร.ทีฆา โพธิเวส https://online.anyflip.com/dcpov/utah/mobile/index.html
[17] สังข์ อสัตถวาสี https://www.facebook.com/share/p/18ULU3HmA4/
[18] อาศรมมิวสิก : ลาวดวงเดือนเปลี่ยนชีวิต พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ https://share.google/eqKjwLgpc3nYamwFB
[19] รายการ “สบาย…สบายหลังข่าว”, https://www.tiktok.com/@prpromasscommlimi
[20] โรม บุญนาค : สงครามอินโดจีน https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000113180