ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส กับการศึกษาในสังคมไทย ตอนที่ 1

23
มีนาคม
2569

สมโชติ อ๋องสกุล

สถาบันจักรวาลวิทยา

*ปรับปรุงจากบทความเสนอในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย : มุมมองทางวิชาการ จัดโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 14 มกราคม 2542 เวลา 10.45-12.15 น.

(ขอขอบคุณ รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์ แห่งสถาบันจักรวาลวิทยา ที่เปิดโอกาสให้ได้ร่วมทำงานสำคัญครั้งนี้ ขอขอขอบคุณ รศ.สุรัสวดี อ๋องสกุล ทีอาสารับส่งลูกในวันเด็กซึ่งเป็นวันที่จราจรในเชียงใหม่ติดขัดไม่แพ้กรุงเทพฯ ทำให้มีเวลาเขียนได้เสร็จทันตามกำหนด ขอขอบใจ "เหนือ" (ม.4) และ "แม่น้ำ" (ป.5) ที่เปรียบเทียบความรู้เรื่องเกี่ยวกับนายปรีดีที่ได้จากหนังสือการ์ตูนชุดบุคคลสำคัญกัญกับแบบเรียนได้อย่างชัดเจน

ขอขอบพระคุณศิษย์เก่า มธก. และเตรียม มธก. ผู้เข้าร่วม ประชุมในวันที่ 14 มกราคม 2542 ที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่มีคุณค่ายิ่ง)

 

ความนำ

ชีวิตและผลงานของนายปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ. 2443-2526) รัฐบุรุษอาวุโสมีผู้บันทึกไว้มากมายทั้งโดยนายปรีดี พนมยงค์ เอง โดยผู้ใกล้ชิด ภรรยา บุตรธิดา ลูกศิษย์ โดยนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ ฯลฯ ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะช่วงหลังอสัญกรรมของท่าน 2 พฤษภาคม 2526 มีงานเขียนเกี่ยวกับนายปรีดี พนมยงค์ เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากและจะเพิ่มขึ้นอีกมากในวาระครบหนึ่งศตวรรษแห่งชาตะกาลของนายปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ. 2443-2543) โดยเพิ่มแง่มุมมองต่าง ๆ มากขึ้นตามลำดับ และมีการนำเสนอต่อสาธารณะกว้างขวางขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งที่เป็นหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ การ์ตูน ละคร ภาพยนตร์ การประชุมเสวนา ฯลฯ ซึ่งเป็นการก้าวสู่ยุค "สัจจะคืนเมือง" อย่างหนักแน่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าความรู้ดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่นอกห้องเรียนมากกว่าอยู่ในระบบโรงเรียน ดังนั้นเด็กเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งในสังคมไทยจึงได้มีโอกาสรู้จักชีวิตและงานของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผ่านทางหนังสือการ์ตูนชุดบุคคลสำคัญของโลก (จัดพิมพ์โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น) ที่พ่อแม่ซื้อให้ หรือจากห้องสมุดอย่างซาบซึ้ง ก่อนได้เรียนในระบบเพียงเล็กน้อยจากแบบเรียนสังคมศึกษาชั้นมัธยมซึ่งกล่าวถึงเพียง 2-3 บรรทัดใน 5 หน้า (ดู รายวิชา ส.402 ม.4 หน้า 49-53) พร้อมการบรรยายในชั้นเรียนที่น่าเบื่อของผู้สอนที่ไม่เคยสนใจคุณูปการของ "ปรีดี พนมยงค์" ต่อสังคมไทยมาก่อน แม้ในระดับอุดมศึกษา (บางแห่ง) เมื่อมีรายการเสวนาทางวิชาการเรื่องเกี่ยวข้องกับนายปรีดี พนมยงค์ ก็ยากที่จะหาผู้เข้าร่วมเสวนา ทำราวกับจะยืนยันว่าการศึกษาในระบบทุกระดับเป็น "ป้อมปราการต้านสัจจะ"

ข้อความในย่อหน้าแรกจึงเป็นการเรียนเชิญให้ผู้สนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและงานของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสอ่านได้จากข้อมูลจำนวนมากเหล่านั้น โดยบทความนี้ไม่จำเป็นต้อง "คัดลอก" มากล่าวซ้ำในรูปแบบเดิม แต่พยายามจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาในบริบททางประวัติศาสตร์มากขึ้น

ส่วนข้อความย่อหน้าสองคือตัวปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาในสังคมไทย ที่นายปรีดี พนมยงค์ เผชิญหน้ามาชั่วชีวิต เติบใหญ่ได้มีโอกาสรับราชการและทำงานอย่างพลีชีพเพื่อหวัง "อภิวัฒน์" โดยได้ฝากผลงานปรากฏไว้ไม่น้อยที่ควรได้นำมาร่วมกันพิจารณาเป็นหลักในบทความนี้ โดยขอแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

  1. ช่วงเรียนหนังสือเพื่อเลื่อนฐานะทางสังคมจากไพร่เป็นมูลนาย
  2. ช่วงกลับจากการศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสและช่วงมีอำนาจทางการเมืองมุ่งมั่นสร้างชาติตามแนวทางของ "คณะราษฎร"
  3. ช่วงหมดอำนาจทางการเมืองแล้วกลายเป็น "ปรีดีศึกษา" ตำนานแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

 

ช่วงต้น: ช่วงเรียนหนังสือเพื่อเลื่อนฐานะทางสังคมจากไพร่เป็นมูลนาย

ในบริบททางประวัติศาสตร์กล่าวได้ว่านายปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ. 2443-2526) กำเนิดจากชนชั้นไพร่ พ่อแม่เป็นไพร่หรือสามัญชนมีอาชีพทำนา เพราะนายปรีดี เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 ช่วงที่สังคมไทยยังมีระบบไพร่ (ยกเลิกเมื่อ พ.ศ. 2448) นายปรีดีเกิดที่ "บ้านนอก" ณ บ้านริมคลองเมืองฝั่งเหนือ ตำบลท่าวาสุกรี มณฑลกรุงเก่า (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยา ซึ่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2438) มี 8 เมือง คือ กรุงเก่า พระพุทธบาท พรหมบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อินทบุรี) ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453)

แต่ในวัยหนุ่มอายุเพียง 27 ปี (พ.ศ. 2470) นายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้เลื่อนฐานะทางสังคมได้รับราชการเป็นขุนนางในกระทรวงยุติธรรม รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเมื่ออายุ 28 ปี (พ.ศ. 2471) ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการเลื่อนฐานะทางสังคมจากไพร่เป็นมูลนายโดยผ่านกระบวนการศึกษาในระบบโรงเรียน

ก่อนหน้าระบบโรงเรียนในสังคมไทยชายไทยที่อยู่ในระบบไพร่ที่ต้องการเลื่อนฐานะทางสังคมเป็นมูลนายหรือขุนนางต่างต้องบวชเรียนในวัด ศึกษาธรรมแตกฉานจนสอบได้เปรียญแล้วหาโอกาสลาสิกขาบทออกรับราชการจึงมีโอกาสเป็นขุนนาง ดังเช่น นายน้อย อาจารยางกูร บวช 11 พรรษา สอบได้เปรียญ 7 ประโยค ลาสิกขาบทออกรับราชการเป็นขุนนางจนได้เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย) นายปั้น สุขุม "เด็กบ้านนอก" เกิดที่สุพรรณบุรีเมื่อ พ.ศ. 2405 บวชที่วัดหงส์รัตนาราม ธนบุรีตั้งแต่อายุ 13 ปี สอบแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวงจนได้เปรียญแล้วลาออกเป็นครูโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบต่อมาได้รับราชการฝ่ายปกครองได้เป็นขุนนางชั้นสูง มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยายมราช (ปั้น) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ (พ.ศ. 2449-2450) เสนาบดีกระทรวงนครบาล (พ.ศ. 2450-2465) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2465-2468) และหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477-2481)

แต่นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการเมืองการศึกษาทางสถาปนาระบบโรงเรียนแบบตะวันตกขึ้นในสังคมไทยแล้ว การศึกษาในระบบโรงเรียนได้กลายเป็นเส้นทางเลื่อนฐานะทางสังคมแทนการศึกษาในวัดซึ่งแม้จะมีอยู่บ้างก็ไม่โดดเด่นเท่าการศึกษาในระบบโรงเรียน

นายปรีดี พนมยงค์ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการเลื่อนฐานะทางสังคมในสังคมไทยโดยผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียนที่รัชกาลที่ 5 ทรงวางรากฐาน (พ.ศ. 2413) โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2405-2586) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2435-2458) เป็นกำลังสำคัญในการขยายฐานการเมืองการศึกษาในเขตหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับคณะสงฆ์จัดการศึกษาหัวเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2441 ทำให้ "คนบ้านนอก" ได้มีโอกาสเรียนหนังสือระบบโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนวัดตั้งแต่นั้นมา (ดู ประวัติกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2435-2507 หน้า 148)

นายปรีดี พนมยงค์ ลูกชาวนามณฑลกรุงเก่าจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือในระบบโรงเรียนชั้นมูลศึกษาและประถมศึกษาคือประโยค 1 ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ที่โรงเรียนใกล้บ้านมีครูชื่อ ครูแสง ต่อมาย้ายรับตัวไปเลี้ยงที่อำเภอท่าเรือ แล้วเรียนต่อในโรงเรียนวัดรวก อำเภอท่าเรือ จนจบประโยค 1 ต่อประโยค 2 ถึงชั้นมัธยมปีที่ 2 กลับไปอยู่อำเภอกรุงเก่าเรียนประโยค 2 มัธยมปีที่ 3 ต่อที่โรงเรียนวัดศาลาปูน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งเหนือของคลองเมืองด้านทิศตะวันตกใกล้วัดพนมยงค์ (ดู วิชัย ภูโยธิน, ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ ดร.ปรีดี พนมยงค์, ไทยวัฒนาพานิช 2539, หน้า 11-30)

เมื่ออายุประมาณ 10-11 ขวบ นายปรีดี พนมยงค์ ก็จบชั้นประโยค 2 ม.3 (ขณะนั้นประโยค 1 เรียน 3 ปี เรียนอ่าน เขียนลายมือ ไวยากรณ์ แต่งคำถามคำตอบ เลข บัญชี แปลศัพท์ และอธิบายข้อปัญหาสุภาษิต อธิบายปัญหาธรรมและคฤหัสถศีล ประโยค 2 เรียน 3 ปี เรียนอ่าน เขียนลายมือ ไวยากรณ์ แต่ง เลข บัญชี ศัพท์ ภูมิศาสตร์ คัดอังกฤษ อธิบายหัวข้อธรรมและสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับกิริยาวาจา) (ดู ประวัติกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2435-2507, หน้า 182-183)

เมื่อจบประโยค 2 แทนที่จะออกโรงเรียนออกมาประกอบอาชีพเหมือนคนจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสเรียนหนังสือขณะนั้น ที่น่าสนใจคือขณะนั้นยังมณฑลกรุงเก่ายังไม่มีโรงเรียนมัธยมประจำมณฑล พ่อแม่และตายายซึ่งเป็นชาวนากลับสนับสนุนให้นายปรีดีจากบ้านไปเรียนต่ออีกเพื่อมุ่งให้ลูกหลานได้เป็นข้าราชการ โดยพาไปเรียนต่อในกรุงเทพฝากให้อยู่กับพระมหาบาง วัดเบญจมบพิตรเมื่อพ.ศ. 2454 (ปีที่ ร.6 ตั้ง "โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" ซึ่งในปี 2459 ได้ยกฐานะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

นายปรีดีเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2443 ระยะหนึ่งจนกระทั่งมีการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมประจำมณฑลกรุงเก่าตามโครงการศึกษา พ.ศ. 2456 จึงมาเรียนต่อชั้นมัธยมสามัญในโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่าซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดเสนาสนาราม เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาเลขประจำตัว 791 "นั่งเรือพายไปเรียน" จนสำเร็จการศึกษาเมื่อปีการศึกษา 2458 (อายุ 14 ปี) มีเพื่อนร่วมชั้นที่ต่อมามีบทบาททางการเมืองร่วมกันคือ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี (23 ส.ค. 2489 - 8 พ.ย. 2489) สืบต่อจากนายปรีดี)

จบชั้นมัธยม 6 ที่บ้านเกิดแล้ว บิดามารดาก็สนับสนุนให้เรียนต่อในกรุงเทพอีก โดยครั้งแรกพาตัวมาฝากไว้กับพระวิชิตมนตรี (สุด กุณฑลจินดา) ซึ่งมีสำนักงานทนายความ ต่อมาย้ายไปฝากไว้กับพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร) ซึ่งเป็นญาติ แต่ขณะนั้นอายุยังน้อย (15 ปีเศษ) ไม่มีสิทธิเข้าเรียนโรงเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ ระหว่างนั้นจึงเข้าเรียนชั้นมัธยม 6 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบอีกแต่เรียนได้ประมาณ 6 เดือนก็ลาออกกลับไป "อยู่นา" ที่วังน้อย กรุงเก่าจนอายุได้ 17-18 ปี ใน พ.ศ. 2460 จึงเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมอันเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์) เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมตั้งเมื่อ พ.ศ. 2440

ขณะเดียวกันนายปรีดีมีความคิดก้าวหน้ามากได้ศึกษาภาษาฝรั่งเศสที่เนติบัณฑิตยสภาโดยมีอาจารย์เลเดแกร์ (E. Ladeker) ที่ปรึกษาศาลต่างประเทศเป็นผู้สอนด้วย

โดยระหว่างนั้น (พ.ศ. 2460-61) ทำงานเป็นเสมียนสำนักงานทนายความของพระวิชิตมนตรี (สุด กุณฑลจินดา) ไปด้วย ได้มีโอกาสทำหน้าที่ทนายความในคดีเรือสำเภาของนายลิ้มซุ่นหงวน เป็นจำเลยไปชนพลับพลาที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 6 โดยสามารถแก้ต่างให้จำเลยเป็นผู้ชนะคดีด้วยการค้นคว้าข้อกฎหมายในประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยามาใช้นับเป็นตัวอย่างการทำงานหนักของนักกฎหมายที่หาได้ไม่ง่ายนัก

 

ปรีดี พนมยงค์ ในช่วงทศวรรษ 2460

 

นายปรีดีใช้เวลาเรียนกฎหมาย 2 ปีเศษ ก็สอบไล่วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตได้ใน พ.ศ. 2462 ขณะอายุ 19 ปีเศษ ยังไม่มีสิทธิเป็นเนติบัณฑิต จนกระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2463

ระหว่างรอการมีสิทธิเป็นเนติบัณฑิตช่วง พ.ศ. 2462-63 ก็ได้รับราชการเป็นเสมียนโท กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทยนับเป็นหลักชัยหลักที่หนึ่งของการเลื่อนฐานะทางสังคมจากสามัญชนขึ้นเป็นข้าราชการสำเร็จสมความมุ่งหมายของการศึกษาระบบโรงเรียนและความตั้งใจของพ่อแม่และญาติ

หลักชัยหลักที่สองในระบบการศึกษาของนายปรีดี คือ การสอบชิงทุนศึกษาวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสตามความต้องการของกระทรวงยุติธรรมด้วยความสามารถของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2463

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระบบการศึกษาภายในประเทศของนายปรีดี พนมยงค์ มิได้เกิดจากความสามารถหรือ "ความหัวแหลม" ของนายปรีดีเพียงด้านเดียวแต่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ

  1. ระบบราชการเปิดโอกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากระบบโรงเรียนเข้ารับราชการ ขณะที่การศึกษาระบบโรงเรียนก็มีจุดหมายสำคัญในการผลิตคนเข้าสู่ระบบราชการมีการขยายโครงข่ายระบบโรงเรียนให้แผ่ไปทั่วพระราชอาณาจักรเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ เปิดโอกาสให้ "คนบ้านนอก" ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน

     

  2. ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวดีพอ เพราะนายปรีดี พนมยงค์ ในครอบครัวชาวนาที่ฐานะดี มีที่นาริมคลองที่บริษัทขุดคลองคูนาสยามมาขุดถึงจำนวน 200 ไร่ มิใช่ชาวนาไร้ที่ดินทำกิน ครึ่งอยู่ในระบบไพร่ นายเสียงผู้เป็นบิดาของนายปรีดีถือเป็น "ไพร่ผู้มั่งมี" หรือกระฎุมพีในสังคมไทย ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงเครือญาติทั้งสายพ่อสายแม่ก็เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างสายพ่อค้าจีนกับสายขุนนางอย่างแน่นแฟ้น (ดู สุพจน์ ด่านตระกูล, นายปรีดี พนมยงค์ กับการอภิวัฒน์, ไทยวัฒนาพานิช, 2538 หน้า 1-6) เมื่อมีปัญหาทุกข์ร้อนนายเสียงบิดานายปรีดีก็สามารถเข้าหาเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ในฐานะผู้เคยชอบพอกันมานานได้ (วิชัย ภูโยธิน, เรื่องเดียวกัน, หน้า 5, 10-11) เมื่อครั้งเรียนต่อในกรุงเทพ นายปรีดีก็ได้พักที่บ้านญาติผู้ใหญ่คือ พระยาวิชิตวิศิษฏธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร) ขณะเดียวกันตลอดเวลา นายเสียงผู้บิดา นางลูกจันทร์ผู้มารดา หลวงพานิชย์พัฒนากรผู้เป็นตาและภรรยา (เล็ก กิจจาทร) ผู้เป็นยายของนายปรีดีต่างสนับสนุน มุ่งหวังให้นายปรีดีเรียนหนังสือเพื่อรับราชการ นายปรีดีจึงมีโอกาสมากกว่าลูกชาวนาทั่วไป ในเวลาต่อมาขณะที่นายปรีดีศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสมีข้อขัดแย้งกับพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส ถึงขั้นต้องถูกเรียกตัวกลับ แต่นายเสียงบิดานายปรีดีก็ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อรัชกาลที่ 7 ขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเวลาที่จะเรียกตัวกลับเพื่อให้สอบไล่ชั้นหมอกฎหมายผ่านไปก่อน จนนายปรีดีได้อยู่ต่อจนสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอก นับว่าบิดาของนายปรีดีมีบทบาทช่วยเหลือบุตรเกินกว่าชาวนาทั่วไปจะทำได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมเนียมการถวายฎีกาประเภทขอพระราชทานพระมหากรุณาลดหย่อนผ่อนโทษเป็นอย่างดี (ดู นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 บทที่ 5 และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ความคิดความรู้และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 บทที่ 5)

 

อย่างไรก็ดี ในวัย 20 ปี ก่อนไปเรียนต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส นายปรีดีได้มีโอกาส "อยู่นา" และเข้าใจชีวิตและปัญหาหนี้สินของชาวนาในกรุงเก่าได้มากกว่านักเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกัน หรือข้าราชการรุ่นเดียวกันเป็น "บทเรียน" นอกห้องเรียนนอกระบบโรงเรียนที่นายปรีดีได้ประสบจากชุมชน และเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เป็น "การบ้าน" ให้นายปรีดีต้องคิดแก้ไขในเวลาต่อมา

นอกจากปัญหาของชาวนาที่พบเห็นในกรุงเก่า นายปรีดียังได้รับเรื่องต่าง ๆ ในสังคมไทยก่อนเดินทางไปเรียนต่อหลายประการที่เป็นบริบททางการเมืองขณะนั้นได้แก่

  1. ระบบการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษาสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้เกิดช่วงชั้นกลุ่มสังคมในโครงสร้างสังคมไทย เปลี่ยนแปลงจากเดิมมี 2 กลุ่มคือ มูลนายกับไพร่ เป็น 5 กลุ่มคือ กลุ่มเจ้านาย กลุ่มข้าราชการกลุ่มชนชั้นกลางนอกระบบราชการ กลุ่มราษฎรสามัญชน และกลุ่มปัญญาชน โดยมีการศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญ

     

  2. สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extra-Territoriality) ที่ยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2398-2481 แม้จะถูกตีความว่าไม่ได้เสีย "เอกราช" แต่ก็ทำให้สยามเสีย "เสรีภาพ" เกิดอภิสิทธิ์ทางการศาลแก่ต่างชาติและ "คนในบังคับต่างชาติ" แม้จะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาตามแบบสากลนิยมใน พ.ศ. 2451 ซึ่งมีผลให้ "คนในบังคับต่างชาติ" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเอเชียมาขึ้นศาลของรัฐบาลสยามแทนขึ้นศาลกงสุล แต่ก็เป็นศาลต่างประเทศซึ่งรัฐบาลสยามตั้งขึ้นเป็นพิเศษ มีผู้แทนมหาอำนาจและทนายความต่างประเทศเข้าร่วมด้วย เป็นบริบทหนึ่งให้บางส่วนของ 5 กลุ่มชนในสังคมไทยไม่พอใจระบบเดิม (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475, มูลนิธิโครงการตำราฯ 2535, หน้า 3-6) รวมทั้งการมีสิทธิพิเศษของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ที่อยู่นอกเหนืออำนาจศาล (ปรีดี พนมยงค์ ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส 2526, หน้า 39)

     

  3. ข่าวการเมืองจากต่างประเทศ คือการปฏิวัติสิบ-สิบ ล้มราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2454 นำโดยซุนยัตเซน ซึ่งงิ้วที่อยุธยาได้นำมาแสดงในงานวัดพนัญเชิงอย่างสนุกสนาน และการปฏิวัติล้มอำนาจซาร์ในรัสเซียเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2460 (ตามปฏิทินเก่าของรุสเซียคือ Calendrier Gregorien ตรงกับวันที่ 7 พ.ย. 2460) ล้วนเป็นข่าวร้ายสำหรับเจ้านายชั้นสูงในสยาม และเป็นเรื่องที่ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนชั้นมัธยมนำมาสอนและกล่าวย้ำสร้างความสนใจใฝ่รู้แก่นายปรีดีประกอบกับบิดาก็สนใจด้วยได้นำหนังสือพิมพ์ของญาติที่เป็นนายทหารมาให้อ่าน นับเป็นการจุดประกายความคิด "อภิวัฒน์" ของนายปรีดี (ดู "การเริ่มมีจิตสำนึกอภิวัฒน์ของข้าพเจ้า" ใน ปรีดี พนมยงค์ ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้า และ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน แปลโดย พรทิพย์ โตใหญ่ และจำนงค์ ภควรรวุฒิ, สำนักพิมพ์เทียนวรรณ, 2529, หน้า 14-20)

     

  4. ข่าวการเมืองภายในประเทศคือกบฏ รศ. 130 มีการจับกุมนายทหารที่ร่วมก่อการซึ่งนายทหารที่ถูกจับกุมให้การว่าพวกเขารักชาติยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ พวกเขาทราบดีว่าความสุขสำราญและความหรูหราฟุ่มเฟือยของราชสำนักนั้นนำชาติไปสู่หายนะ ทำให้พวกเขาเกิดจิตสำนึกและผลักดันได้เข้าร่วมขบวนการอภิวัฒน์เป็นอีกข่าวหนึ่งที่จุดประกายความคิดในการอภิวัฒน์ของนายปรีดีถึงขั้นเตรียมคิดตั้งขบวนการอภิวัฒน์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่านักอภิวัฒน์ รศ. 130 (ดู ปรีดี พนมยงค์ ชีวิตที่ผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน 2529, หน้า 20)

ช่วงนายปรีดีศึกษาในประเทศฝรั่งเศส (พ.ศ. 2463-2470) ข่าวร้ายต่างแดนก็มีเพิ่มขึ้นอีกเช่น พ.ศ. 2465 ทหารกรีกภายใต้การนำของนายพลปลาสติราส (Plastiras) ได้ทำการ "อภิวัฒน์" โค่นรัฐบาลในตุรกีจับกุมรัฐมนตรี 6 คนขึ้นศาลทหารและตัดสินให้ประหารชีวิต กษัตริย์คอนสแตนตินที่ 1 (Constantine I) ก็ถูกบังคับให้สละราชสมบัติ (ปรีดี พนมยงค์ ชีวิตที่ผันผวนของข้าพเจ้า และ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน แปลโดย พรทิพย์ โตใหญ่ และจำนงค์ ภควรรวุฒิ, สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529, หน้า 36-37, 42)

ความคิดทางการเมืองของนายปรีดีจึงก่อตัวขึ้นก่อนเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ดังปรีดีได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "ผมได้มีความคิดก่อนที่ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้วว่าจะต้องค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมว่ามีวิธีใดที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น" (ปรีดี พนมยงค์ ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส หน้า 51) ช่วงประมาณ 7 ปี ของการศึกษาต่อในประเทศฝรั่งเศส (พ.ศ. 2463-2470) จึงมีความสำคัญต่อการเพาะบ่มและขยายความคิดทางการเมืองของนายปรีดี

ที่ประเทศฝรั่งเศสนายปรีดีเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาฝรั่งเศสและความรู้ทั่วไปที่วิทยาลัยกอง (Caen) และศึกษาพิเศษกับอาจารย์เลอบอนัวส์ (Lebonois) เลขาธิการสถาบันคุรุศาสตร์ระหว่างประเทศ จากนั้นเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยกอง (Caen) ในชั้น "บาเชอลิเอร์" เป็นเวลา 2 ปี สอบไล่ได้ปริญญารัฐเป็น "บาเชอลิเอร์" กฎหมายศึกษาต่ออีก 1 ปี สอบไล่ได้ปริญญารัฐเป็น "ลิซองซิเอ" กฎหมายจากนั้นได้ย้ายมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยปารีส คณะนิติศาสตร์ ในชั้นด็อกเตอร์กฎหมาย เขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาฝรั่งเศสเรื่องในกรณีที่หุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ฐานะของหุ้นส่วนบุคคลจะเป็นอย่างไร

นายปรีดีจึงได้ปริญญารัฐเป็น "ดุษฎีบัณฑิตกฎหมาย" (Docteuren Droit) ฝ่ายนิติศาสตร์ (Science Juridiques) และได้รับเกียรตินิยมดีมาก (Tres bien) นับเป็นคนไทยคนแรกที่สอบได้ดุษฎีบัณฑิตกฎหมายของรัฐ (Docteur de l'Etat) หลังจากนั้นนายปรีดีได้ศึกษาเพิ่มเติมในทางเศรษฐศาสตร์สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรชั้นสูงในทางเศรษฐศาสตร์ (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, ปฐมบทรรศน์ทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ 2531 หน้า 19-23)

ระหว่างศึกษาในฝรั่งเศส นายปรีดีได้ทำกิจกรรมพิเศษคือ ช่วง พ.ศ. 2466-67 ได้ร่วมกับนักเรียนไทย ในฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ ที่ขึ้นกับสถานทูตสยาม ณ กรุงปารีส ตั้งสมาคมชื่อ สามัคยานุเคราะห์อักษรย่อ ส.ย.า.ม. (Association Siamoised' Assistance Mutuelle อักษรย่อ S.I.A.M.) นายปรีดีได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ และใน พ.ศ. 2468-2469 นายปรีดีได้รับเลือกเป็นสภานายกสมาคม

ช่วง พ.ศ. 2468-2469 นี้เองนายปรีดีได้เริ่มต้นงานอภิวัฒน์โดยพยายามชี้นำให้เพื่อนนักเรียนไทยเห็นถึงความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในงานเลี้ยงประจำปี พ.ศ. 2468 ได้มีการแสดงละครเรื่อง "โลเลบุรี" ของรัชกาลที่ 6 ที่แสดงให้เห็นถึงความเหลวแหลกแห่งการศาลและอัยการ ในงานเลี้ยงประจำปี พ.ศ. 2469 ได้มีการแสดงปาฐกถาการเมืองมากกว่าเดิม ซึ่งในปีนั้นได้เกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนไทยในฝรั่งเศสกับพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤษดากร อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส นายปรีดีได้จัดให้มีการอภิปรายถึงกิจกรรมของท่านอัครราชทูตที่เพื่อนนักเรียนเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมอย่างไร และมีการลงนามขอเพิ่มเงินค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียนที่ได้ Pocket Money หรือเงินเดือนน้อยโดยขอให้จ่ายเป็นเงินปอนด์ตามงบประมาณที่สถานทูตได้รับ ทำให้อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสโกรธมาก ส่งโทรเลขด่วนถึงกระทรวงการต่างประเทศขอให้นำความกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 7 กษัตริย์พระองค์ใหม่ที่เพิ่งครองราชย์เมื่อ 26 พ.ย. 2468 ขอให้เรียกตัวนายปรีดีกลับสยาม

 

ภาพบางส่วนของผู้ก่อตั้งคณะราษฎรที่ปารีส ราว พ.ศ. 2468-2469

 

นายปรีดีกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศสได้ร่วมกันลงนามถวายฎีกากราบบังคมทูลโต้แย้งคำกล่าวหาพร้อมถวายข้อมูลที่อัครราชทูตทำผิดหลายประการ แต่รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้วมีพระราชกระแสให้เรียกตัวนายปรีดีกลับสยาม แต่นายเสียงบิดาของนายปรีดี "ชาวนาเมืองกรุงเก่า" ได้ถวายฎีกาขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเวลาที่เรียกตัวกลับ ขอให้สอบไล่ชั้นปริญญาหมอกฎหมายก่อน ซึ่งได้ผลสำเร็จ รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานให้ตามฎีกานั้นโดยมีเงื่อนไขให้นายปรีดีทำหนังสือขอประทานโทษพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤษดากร และทำทานบนว่าจะอยู่ในถ้อยคำต่อไป (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน หน้า 27-32)

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปลายปี พ.ศ. 2469 หลังจากสอบไล่ได้ปริญญาเอกทางกฎหมายและประกาศนียบัตรขั้นสูงทางเศรษฐศาสตร์ ก่อนกลับสยามนายปรีดีได้ประชุมทางการเมืองร่วมกับเพื่อนนักเรียนไทยอีก 6 คน ณ หอพักแห่งหนึ่งที่ RUE DUSOMMERARD เพื่อเตรียมการจัดตั้ง "คณะราษฎร" ประชุมกัน 5 วัน ตกลงเลือกนายปรีดีเป็นหัวหน้าคณะราษฎรจนกว่าจะมีบุคคลที่เหมาะสม ที่ประชุมตกลงกันในวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญตกลงกันในหลัก 6 ประการที่นายปรีดีเป็นผู้เสนอและเห็นด้วยกับหลักการทั่วไปในเค้าโครงเศรษฐกิจที่นายปรีดีเสนอ ได้มอบหมายให้นายปรีดีเตรียมร่างเค้าโครงเศรษฐกิจต่อไปและกำหนดวิธีดำเนินการโดยวิธี Coup d'etat หรือที่เรียกว่า การยึดอำนาจโดยฉับพลันเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากมหาอำนาจ (ปรีดี พนมยงค์, บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย, นิติเวชช์ 2515, หน้า 1-5)

ภายหลังการประชุมครั้งนั้น นายปรีดีก็เดินทางกลับประเทศไทยในเดือนมีนาคม ปลายปี 2469

 

ช่วงสอง : ช่วงกลับจากศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส

นายปรีดีเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศสถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2470 เริ่มชีวิตราชการในกระทรวงยุติธรรมตามที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2470 ในตำแหน่งผู้พิพากษาชั้น 6 ปฏิบัติตนตามขั้นตอนของทางราชการคือเข้ารับการฝึกหัดผู้พิพากษาที่ศาลฎีกาและฝึกหัดว่าความที่กรมอัยการเป็นเวลา 5 เดือนในวันที่ 1 ตุลาคม 2470 จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขานุการชั้น 2 กรมร่างกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม โดยได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกหลวงประดิษฐมนูธรรมเมื่อ 8 พ.ย. 2471 อัตราเงินเดือน 300 บาท ปีต่อมา (2472) เลื่อนยศเป็นอำมาตย์ตรี เงินเดือน 320-340-360 บาทตามลำดับ (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 52 และ สุพจน์ ด่านตระกูล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 26) ถือเป็นขุนนางในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีฐานะทางสังคมสูงกว่าราษฎรทั่วไปเหมือนครั้งเป็นเสมียนโท กรมราชทัณฑ์ ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ

แต่นายปรีดีหลังกลับจากประเทศฝรั่งเศสคือ ดร.ปรีดี Docteur en Droit ฝ่ายนิติศาสตร์ที่เป็น "ดุษฎีบัณฑิตกฎหมายของรัฐ" (Docteur du l'Etat) ต้องทำหน้าที่สำคัญเพื่อบ้านเมือง 2 ด้าน คือ

1. ด้านการศึกษานิติศาสตร์

1.1 สอนกฎหมายในโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม สอน "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ตอนว่าด้วยห้างหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม" (สอนช่วง พ.ศ. 2470-2472) สอน "กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล" (สอนช่วง พ.ศ. 2472-2473) สอน "กฎหมายปกครอง" (สอนช่วง พ.ศ. 2474-2475) โดยมีเอกสารประกอบคำบรรยายชื่อ "คำอธิบายกฎหมายปกครอง" (พ.ศ. 2475) ซึ่งวิชากฎหมายปกครองเป็นวิชาใหม่ของสถาบันศึกษา (ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2467) นายปรีดีเป็นผู้สอนคนแรก

1.2 รวบรวมกฎหมายไทยตั้งแต่สมัยกฎหมายตราสามดวงถึงบทบัญญัติกฎหมายสมัยใหม่ จัดพิมพ์เป็นหนังสือชุดประชุมกฎหมายไทย มีทั้งหมด 17 เล่ม เป็นประโยชน์ต่อการศึกษากฎหมายยิ่ง

1.3 ตั้งโรงพิมพ์นิติสาส์น จัดพิมพ์หนังสือนิติสาส์นออกเป็นรายเดือน ลงบทความและความรู้ด้านกฎหมายแต่ละฉบับมี 48-64 หน้า แบ่งเป็น 3 ภาค คือ (1) ภาคประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) ภาคนิติศาสตร์บัณฑิตย์ (3) ภาคเบ็ดเตล็ด อาทิ ความเห็นและการวินิจฉัยปัญหาในกฎหมายต่าง ๆ

1.4 ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดีเขียนคำอธิบายกฎหมายต่าง ๆ และบทความลงใน "นิติสาส์น" หลายเรื่อง เช่น คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2468 ยังไม่มีผู้เขียนคำอธิบาย (เขียนเป็นตอน ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2471-73 จนจบ) เขียนบทความหลายเรื่องเช่น "เศรษฐวิทยา" "กฎหมายการคลัง" "นิติธรรมอำพราง" "การกู้เงินของรัฐบาล" ฯลฯ

นายปรีดีได้รับความร่วมมือจากนักกฎหมายคนสำคัญช่วยเขียนด้วย เช่น ดร.แอล ดูปลาตร์ "คำสอนกฎหมายฝรั่งเศส" ดร.เอกูต์เขียน "คำอธิบายธรรมศาสตร์" ม.ล. เดช สนิทวงศ์ฯ เขียน "คำอธิบายเศรษฐวิทยา" ฯลฯ หนังสือนิติสาส์นจึงเป็นหนังสือส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายที่น่าสนใจ ต่อมาใน พ.ศ. 2483 นายปรีดีได้มอบการพิมพ์หนังสือนี้และโรงพิมพ์นิติสาส์นให้เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

1.5 เป็นเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา (19 มี.ค. 2472 - ต.ค. 2475) และบรรณาธิการหนังสือ "บทบัณฑิตย์" ของเนติบัณฑิตยสภา (ออกครั้งแรก 2460 ก่อนปรีดีไปศึกษาต่อ) ซึ่งมีผลงานบทความของปรีดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 (ขณะเรียนที่ฝรั่งเศส) เมื่อเป็นบรรณาธิการนายปรีดีได้รวบรวมข่าวสารตัวอย่างคำพิพากษา และกฎหมายบางเรื่องให้ความรู้แก่ผู้สนใจ (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 59)

1.6 เป็นองค์ปาฐกถาในสมาคมต่าง ๆ เช่น สามัคยาจารย์สโมสรสถานของครู เมื่อ 10 ส.ค. 2471 เรื่องปัญหาเกี่ยวกับการลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย "มีบุคคลเข้าฟังอย่างล้นหลาม เป็นความรู้ใหม่ของคนไทยสมัยนั้น" (เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโสผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก, สามัคคีธรรม 2517 หน้า 40)

ผลงานด้านการศึกษานิติศาสตร์ที่ลงลึกและแผ่กว้างนี้ มีส่วนสัมพันธ์กับงานส่วนที่สองคือ ด้านการเมืองของนายปรีดีเป็นอย่างมาก เพราะทั้งลูกศิษย์ในโรงเรียนกฎหมาย ผู้อ่านนิติสาส์น ผู้อ่านบทบัณฑิตย์ ผู้อ่านคำอธิบายกฎหมายปกครองผู้อ่านบทความต่าง ๆ ของนายปรีดีและผู้ฟังการแสดงปาฐกถาของนายปรีดี ในสามัคยาจารย์ล้วนเป็นปัญญาชนของสังคมไทยทั้งในระบบราชการและนอกระบบราชการที่ส่วนหนึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย เสริมเติมจากความรู้ทางกฎหมายที่สั่งสมกันมาครั้งเริ่มมีโรงเรียนกฎหมาย เช่น หัวข้อเล็กเชอร์ (2452) ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมฯลฯ วารสารทางกฎหมายเล่มอื่น เช่น ดุลพาหะ ธรรมศาสตร์ วินิจฉัย ปัญหาวินิจฉัย มโนสาร ธร์มสาร และความรู้ใหม่ ๆ จากวารสารของครูเช่น วิทยาจารย์ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 - ปัจจุบัน) และวารสารอื่น ๆ ที่มีในช่วงต้นรัชกาลที่ 7 ถึงประมาณ 130 รายการ หนังสือพิมพ์รายวันในสยาม 35 ฉบับ ซึ่งมีมากกว่าสมัยปัจจุบัน และล้วนเก่งกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ เพราะผู้เขียนส่วนหนึ่งมี "อภิสิทธิ์" จากสิทธิสภาพนอกอาณาเขต บทบาทด้านนี้ของนายปรีดีจึงเสริม "พลังไฟทางปัญญา" ให้ลุกโชนสว่างยิ่งขึ้น

2. ด้านการเมือง

ภารกิจของนายปรีดีก่อนออกเดินทางจากประเทศฝรั่งเศสคือหัวหน้าคณะราษฎรที่ต้องเข้ามาเตรียมดำเนินงานทางการเมือง แม้ต่อมาเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการจริงต้องเชิญพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้าคณะราษฎรก็ตาม นายปรีดีต้องทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้เกิดองค์กรยึดอำนาจรัฐ

ในที่สุดองค์กรยึดอำนาจรัฐซึ่งเริ่มต้นจาก 7 คน ในฝรั่งเศสก็ขยายตัวเป็น 99 คน แบ่งเป็นสายพลเรือน 46 คน นำโดยอำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) สายทหารบก 32 คน นำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) สายทหารเรือ 21 คน นำโดยนาวาตรีหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) ดำเนินการปฏิบัติการยึดอำนาจรัฐในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ช่วงที่รัชกาลที่ 7 แปรพระราชฐานไปพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ท่ามกลางภาวะสุกงอมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม (ดูรายละเอียดใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 มูลนิธิโครงการตำราฯ ร่วมกับโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย 2535) ส่งให้เกิดผลสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ

  1. ยกเลิกการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎรโดยผ่านการเปลี่ยนฐานะของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นสถาบันใต้กฎหมาย โดยในแถลงการณ์ของคณะราษฎรได้ประกาศเจตนารมย์ประชาธิปไตยคือประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย จึงต้องปกครองโดยราษฎรเพื่อความสุขความเจริญอย่างประเสริฐของราษฎร (ดู ประกาศของคณะราษฎร คำแถลงการณ์ฉบับแรก 24 มิถุนายน 2475)
  2. เกิดแนวสร้างชาติใหม่ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรที่เสนอโดยนายปรีดี พนมยงค์ คือ

(1) รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง

(2) รักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

(3) บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

(4) ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

(5) ให้ราษฎรมีเสรีภาพไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวแล้ว

(6) ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร (ดู ประกาศของคณะราษฎร และคณะราษฎรในประวัติศาสตร์ไทย หน้า 19-21

   3. ชนชั้นกลางซึ่งเลื่อนฐานะทางสังคมมาโดยการศึกษาระบบโรงเรียน และเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้เติบใหญ่เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา อย่างโดดเด่นมากขึ้นตามลำดับ

หลังการประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 บทบาททางการเมืองของนายปรีดี พนมยงค์ พุ่งขึ้นสูงสุดตามลำดับ ดำรงตำแหน่งสำคัญ 3 ด้านคือ

 

1. ในฐานะผู้ก่อการและเป็นแกนนำของคณะราษฎร

นายปรีดีเป็นผู้ร่างประกาศคณะราษฎรที่ใช้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นายปรีดีเป็นร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ. 2475 และนำผู้แทนคณะราษฎรจำนวน 7 คนเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 7 ณ วังศุโขทัย ในวันที่ 26 มิถุนายน 2475 เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามและพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้ทรงพิจารณาและทรงลงพระปรมาภิไธย แม้รัชกาลที่ 7 ได้ทรงขอให้เพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" ต่อท้ายธรรมนูญการปกครองก่อนลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นเงื่อนไขให้คณะราษฎรต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับที่นายปรีดีร่างครั้งแรกและถูกรัชกาลที่ 7 ขอให้เพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" นี้ สะท้อนให้เป็นรูปแบบการปกครองในทัศนะของนายปรีดีและคณะผู้ก่อการ "อภิวัฒน์" ก่อนมีการประนีประนอมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อมา พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมี 39 มาตรา แบ่งเป็น 5 หมวด คือหมวด 1 ข้อความทั่วไป หมวด 2 กษัตริย์ หมวด 3 สภาผู้แทนราษฎร หมวด 4 คณะกรรมการราษฎร หมวด 5 ศาล โดยหมวด 1 มาตรา 1 ระบุว่า อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดนั้นธรรมนูญระบุให้ผู้มีใช้แทนราษฎร 4 ประเภท คือ 1. กษัตริย์ 2. สภาผู้แทนราษฎร 3. คณะกรรมการราษฎร 4. ศาล (มาตรา 2) แต่ละประเภทใช้อำนาจสูงสุดได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อำนาจสูงสุดยังเป็นของราษฎร การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วยมิฉะนั้นเป็นโมฆะ (มาตรา 7) กล่าวได้ว่า ผู้ร่างต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงต่อไปในฐานะสัญลักษณ์ของการปกครอง โดยไม่ต้องมีพระราชอำนาจในการบริหารประเทศ (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 149-151)

ธรรมนูญการปกครองฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาซึ่งเป็นหลักหนึ่งใน 6 ประการของคณะราษฎรโดยตรง เมื่อกำหนดให้ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี 3 สมัย คือ

สมัยที่ 1 นับตั้งแต่วันใช้ธรรมนูญจนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกสมัยที่ 2 จะเข้ารับตำแหน่งให้คณะราษฎร ซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นายเป็นสมาชิกในสภา

สมัยที่ 2 ภายในเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าจัดประเทศให้เป็นปกติเรียบร้อยสมาชิกในสภาจะต้องมีบุคคล 2 ประเภท ทำกิจกรรมร่วมกันคือ

ประเภท 1 ผู้แทนราษฎรจะได้เลือกขึ้นจังหวัดละ 1 นาย

ประเภท 2 ผู้เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ 1 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภท 1

สมัยที่ 3 เมื่อจำนวนราษฎรทั้งพระราชอาณาเขตได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันใช้ธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป

ข้อความนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ "ถาวร" ที่พระราชทานให้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งความคิดในการกำหนดเป็น 3 สมัยเช่นกัน คือ 1. สมัยปราบปรามทางทหาร 2. สมัยอบรมทางการเมือง 3. สมัยรัฐธรรมนูญ (ดู ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 155-158)

นอกจากนั้น ธรรมนูญการปกครองฉบับ 24 มิถุนายน 2475 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนประเภท 1 ว่าต้องสอบไล่วิชาการเมืองได้ตามหลักสูตรซึ่งสภาจะได้ตั้งไว้ ซึ่งแสดงความในความคิดของนายปรีดีได้ว่าเตรียมจัดตั้งสถาบันการศึกษา "วิชาการเมือง" ควบคู่กันตั้งแต่ร่างธรรมนูญนี้แล้ว

ส่วนคุณสมบัติพิเศษอีกข้อคือเฉพาะผู้สมัครเป็นสมาชิกประเภท 1 ในสมัยที่ 2 ต้องได้รับความเห็นชอบของสมาชิกในสมัยที่ 1 เสียก่อนว่าเป็นผู้ไม่ควรสงสัยว่าจะนำมา ซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย นับเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ผู้ร่างเกรงว่า "ฝ่ายเจ้า" จะเข้าสู่สภาจนเป็นอุปสรรคในการบริหาร

ธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้อำนาจหน้าที่แก่ "คณะกรรมการราษฎร" มาก โดยมีอำนาจในด้านการบริหารด้านนิติบัญญัติ ออกกฎหมายเมื่อมีการฉุกเฉินได้ มีอำนาจในการตั้งเสนาบดี คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้รับผิดชอบและกำหนดนโยบายการบริหารในแต่ละกระทรวง ควบคุมการดำเนินงานของเสนาบดี ซึ่งคล้ายรูปแบบการปกครองของรุสเซียและจีน โดยรุสเซียมีคณะกรรมการดูแลการแทน 27 คน เรียกเปรสิเดียม (Praesidium) เป็นผู้เลือกคณะเสนาบดีซึ่งเรียกว่าผู้รักษาการแทนราษฎร ขณะที่จีนเสนาบดีต้องรับคำสั่งจากสภาบริหาร (Executive Yuan) ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดในทางธุรการของประเทศมีหน้าที่เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับงานแผนกปกครองต่อสภานิติบัญญัติ

รูปแบบคณะกรรมการราษฎรจึงใกล้เคียงกับแบบรุสเซียและจีนมากกว่าแบบ Council of Minister ของตะวันตก ซึ่งรัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชวิจารณ์และขอให้แก้ไขคำเป็น "คณะรัฐมนตรี" และทำให้รูปแบบเป็น Cabinet แบบตะวันตกมากขึ้นใน "ฉบับถาวร" (ดูทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 162-166)

 

2. ด้านนิติบัญญัติ

2.1 นายปรีดีเป็น 1 ในสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกตามธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม “ชั่วคราว” ซึ่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2475 โดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหารจำนวน 70 คน (ในจำนวนนี้ 55 คนเป็นขุนนางเดิมและในจำนวน 70 นายเป็นผู้ได้รับการศึกษาจากยุโรป 26 คน) และเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรกในคราวประชุมสภาฯ นัดแรกสมาชิกสภาได้กล่าวปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อคณะราษฎร และจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการไว้ให้มั่นคง

2.2 สภาชุดดังกล่าวได้แต่งตั้งนายปรีดีเป็น 1 ใน 9 คนของคณะอนุกรรมการร่างธรรมนูญการปกครอง “ฉบับถาวร” ซึ่งประกอบด้วยอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ (1) พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (2) พระยาเทพวิทุร (3) พระยามานวราชเสวี (4) พระยานิติศาสตร์ไพศาล (5) พระยาปรีดานฤเบศร์ (6) หลวงสินาดโยธารักษ์ (7) พระยาศรีวิสารวาจา (8) พระยาราชวังสัน (9) หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) โดยมีนายปรีดีเพียงคนเดียวที่เป็นคณะราษฎร ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ครั้งนั้นจึงเป็นการประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรกับระบอบเดิม โดยเฉพาะพระยาศรีวิสารวาจาซึ่งเป็นผู้ถวายบันทึกความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายสตีเวนส์ ร่างทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองว่าจะเป็นผู้พยายามสอดแทรกหลักการบางอย่างให้สอดคล้องกับฉบับของนายสตีเวนส์ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจของพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นจากฉบับ 24 มิถุนายน 2475 เป็นอันมาก โดยตลอดเวลาของการร่างนั้นรัชกาลที่ 7 ทรงสนพระทัยติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามที่พระราชทานในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของคณะราษฎรไปตามเสียงข้างมาก เพิ่มอำนาจพระมหากษัตริย์มากขึ้น ลดอำนาจคณะราษฎรลง เปลี่ยนถ้อยคำสำคัญเช่นเติมอำนาจสูงสุดของประเทศของราษฎรทั้งหลายเปลี่ยนเป็นอำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม คำว่า “กษัตริย์” ให้ใช้เป็น “พระมหากษัตริย์” ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น เปลี่ยนคำว่า “คณะกรรมการราษฎร” กับ “กรรมการราษฎร” เป็นรัฐมนตรีสภาและรัฐมนตรีแทน เพราะ “ทรงรับสั่งว่าคำไม่เพราะและไม่ค่อยจะถูกเรื่องตามแบบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” แต่หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นยังคงไว้คือกำหนดเงื่อนไขความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์เมื่อราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีการศึกษาจบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมดและอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี ซึ่งนายปรีดีในฐานะเสียงข้างน้อยก็ต้องยอม โดยเฉพาะขณะนั้นกระแสประนีประนอมสูงยิ่ง คณะราษฎรต้องยอมขอขมาต่อรัชกาลที่ 7 อีกครั้งในวันที่ 7 ธันวาคม 2475 ก่อนหน้าที่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม 2475

หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 แล้วคณะกรรมการราษฎรก็สิ้นสุดลง มีคณะรัฐมนตรีขึ้นมาแทนมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายปรีดีได้รับแต่งตั้งเป็น “รัฐมนตรี” ทำหน้าที่ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ

2.3 นายปรีดีเป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉบับแรก พ.ศ. 2475 ให้สิทธิสตรีในการออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกับเพศชาย ให้ผู้มีอายุ 20 ปีมีสิทธิเลือกตั้ง และผู้มีอายุตั้งแต่ 23 ปีมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ฝรั่งเศสประเทศที่ปรีดีไปศึกษาต่อเพื่อให้สิทธิแก่สตรีในการเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนอังกฤษก็เพิ่งให้สิทธิแก่สตรีในการลงคะแนนและรับเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2461 โดยกำหนดสตรีอายุ 30 ปีจึงมีสิทธิเลือกตั้งได้ เพิ่งมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งชายหญิงใน พ.ศ. 2471

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีการแก้ไขในรายละเอียดอีกหลายประการตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476 ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 (ดู ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 204-228) และสันติ โสภณสิริ, หนึ่งศตวรรษปรีดี พนมยงค์ 2540, หน้า 12)

2.4 นายปรีดีมีบทบาทสำคัญในกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองเดิมหลายฉบับที่สำคัญคือ

(1) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดรูปการบริหารราชการเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลเพื่อให้กระทรวงสามารถสั่งราชการตรงไปยังจังหวัดเลยโดยไม่ต้องผ่านมณฑลเทศาภิบาลต่อไป ขณะเดียวกันในระดับท้องถิ่นก็ให้มีคณะบุคคลที่ราษฎรเลือกตั้งเป็นผู้จัดราชการ จัดการปกครองท้องถิ่นในรูปเทศบาล

(2) พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 เพื่อรองรับความคิดกระจายอำนาจ โดยตั้งใจให้ทุกตำบลเป็นเทศบาล และประกาศใช้ใน 31 มีนาคม 2476

(3) พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมพุทธศักราช 2476 ประกาศใช้วันที่ 9 ธันวาคม 2476 พร้อมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 มีกระทรวง 8 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงธรรมการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัง กระทรวงเศรษฐการ มีทบวงการเมืองเพิ่มขึ้น 1 แห่ง คือ สำนักนายกรัฐมนตรี แยกส่วนราชการ เป็นสำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและสำนักงานโฆษณาการ

ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ นายปรีดีได้เสนอตั้งกรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรงคือ กรมพลศึกษา กรมมหาวิทยาลัย และกรมศิลปากร โดยนายปรีดีได้กล่าวถึงการตั้งกรมพลศึกษาว่า “ต้องการให้นักเรียนและลูกเสือมีจิตใจเหมือนอย่างนักกีฬา เพราะประเทศต่าง ๆ เขากำลังมีความประสงค์เช่นนี้ จึงเป็นการจำเป็นยิ่งที่ประเทศเราควรดำเนินตามด้วย เพราะเพื่อให้พลเมืองของเรามีความแข็งแรง”

ส่วนกรมศิลปากรซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมและการศึกษานั้นนายปรีดีกล่าวว่า “ยังไม่มีการบำรุงกันเลยในเรื่องการแกะสลักหรือการดนตรี เป็นต้น ถ้าไม่บำรุงวิชาเหล่านี้แล้ว ต่อไปจะทำให้วิชาความรู้เหล่านี้สูญหายไปเสียด้วย ฉะนั้นเราควรจะบำรุงให้ดีขึ้น”

อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึงกรมมหาวิทยาลัยซึ่งจะจัดตั้งตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ นายปรีดีซึ่งเตรียมการตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในขณะนั้นด้วย ได้กล่าวย้ำความสำคัญของกรมมหาวิทยาลัยอย่างสั้น ๆ ว่า “กรมนี้มีความสำคัญเหมือนกัน” (รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 1 วิสามัญ พ.ศ. 2476 ครั้งที่ 26/2476 วันที่ 23 พ.ย. 2476 หน้า 704-705 อ้างใน ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล เรื่องเดียวกัน หน้า 242) เพราะเมื่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช 2476 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 มีนาคม (ปลายปี) 2476 นั้น การบริหารมหาวิทยาลัยอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นนายกกิตติมศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการเป็นนายก เป็น “นิติบุคคล” มิได้ขึ้นต่อกรมมหาวิทยาลัย

3. ด้านบริหาร

3.1 นายปรีดี เป็น “กรรมการราษฎร” คนหนึ่งในจำนวน 15 คน ของคณะกรรมการราษฎร ซึ่งมีมหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานคณะกรรมการราษฎร โดยประธานคณะกรรมการราษฎรได้มอบหมายให้นายปรีดีเป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี วิถีทางการเมืองของนายปรีดีต้องพบอุปสรรคใหญ่ครั้งแรกเมื่อนายปรีดีเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ตามนโยบายหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ทำให้เกิดความขัดแย้งในคณะรัฐบาลและคณะราษฎร โดยเฉพาะใน “คณะราษฎร” แตกเป็น 3 กลุ่ม คือ ปีกซ้ายนำโดยนายปรีดี ปีกขวานำโดยพระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสน์พิทยายุทธ และฝ่ายเป็นกลางนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา โดยปีกขวาถึงกับกล่าวหานายปรีดีว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ทำให้รัฐบาลชุดที่สองของพระยามโนปกรณ์ไม่แต่งตั้งนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีพร้อมทั้งออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ในวันที่ 2 เมษายน 2476 และดำเนินการ “บีบ” นายปรีดีให้ออกนอกประเทศครั้งแรกรหว่าง 12 เมษายน - 29 กันยายน 2476 นายปรีดีและภรรยาต้องอยู่ประเทศฝรั่งเศสอย่างจำยอมเป็นครั้งแรกเป็นเวลาว่า 5 เดือน (ดู สุพจน์ ด่านตระกูล เรื่องเดียวกัน, หน้า 59-66)

3.2 รัฐมนตรีในรัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี (21 มิ.ย. 2476 - 16 ธ.ค. 2476 / 16 ธ.ค. 2476 - 13 ก.ย. 2477 / 22 ก.ย. 2477 - 9 สิงหาคม 2480 - 21 ธ.ค. 2480 / 21 ธ.ค. - 16 ธ.ค. 2481)

หลังจาก พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ก่อรัฐประหารในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายปรีดีจึงได้กลับประเทศสยาม และสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งกรรมาธิการสอบสวนว่านายปรีดีมิได้มีความเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์แล้ว นายปรีดีจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งโดยเป็น “รัฐมนตรีลอย” (1 ตุลาคม 2476 - 16 ธันวาคม 2476)

นายปรีดีได้เสนอให้รัฐบาลชุดของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (21 มิถุนายน 2476 - 16 ธันวาคม 2476) จัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้แล้ว และตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 ที่ประกาศใช้เมื่อ 28 มีนาคม ปลายปี พ.ศ. 2475

รัฐบาลเห็นชอบได้มอบหมายให้นายปรีดีเป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นเพื่อเสนอสภาผู้แทนราษฎร นายปรีดีได้ร่วมมือกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (ต่อมาทรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) และนายเดือน บุนนาค ดำเนินการร่าง พ.ร.บ. มธก. ขึ้นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีการพิจารณากันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ (ปลายปี) 2476 และ 5 มีนาคม (ปลายปี) 2476 ผ่านออกเป็นพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม (ปลายปี) 2476

3.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (29 มีนาคม ปลายปี 2476 - 9 สิงหาคม 2480)

หลังการเลือกตั้งทางอ้อม ใน 15 พฤศจิกายน 2476 นายปรีดีได้เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (29 มีนาคม ปลายปี 2476 - 12 กุมภาพันธ์ 2478)

3.4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (12 กุมภาพันธ์ ปลายปี 2478 - 16 ธันวาคม 2480)

3.5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (20 ธันวาคม 2481 - 16 ธันวาคม 2484) ในรัฐบาล พ.อ.หลวงพิบูลสงครามสมัยแรก (16 ธันวาคม 2481 - 6 มีนาคม 2485)

3.6 นายกรัฐมนตรี 3 วาระ (24 มีนาคม - 1 มิถุนายน 2489 / 8 มิถุนายน - 9 มิถุนายน 2489 / 11 มิถุนายน - 23 สิงหาคม 2489)


หมายเหตุ :

  • จากตอนหนึ่งใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542
  • คงอักษระตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ