ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส กับการศึกษาในสังคมไทย ตอนที่ 2

24
มีนาคม
2569

สมโชติ อ๋องสกุล

สถาบันจักรวาลวิทยา

ผลงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในสังคมไทย

ขณะนั้นนายปรีดีอายุเพียง 33-46 ปี นายปรีดีก็กุมอำนาจและบทบาททางการเมือง ผลักดันการจัดการการศึกษาตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรอย่างเต็มที่ ดังนี้

  1. การตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นแนวคิดที่นายปรีดีได้รับมาจากประเทศฝรั่งเศส ผนวกกับการต้องการยกฐานะโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมให้เป็นมหาวิทยาลัยของเหล่านักกฎหมายไทยที่มีมาแต่เดิม ดังเห็นได้ว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้โอนโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมไปเป็นคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ 25 เมษายน 2476 (ขณะนายปรีดีถูกบีบให้ไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส)

ในทางพฤตินัย ปี 2476 นั้น คณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงตั้งอยู่ที่โรงเรียนกฎหมาย เชิงสะพานผ่านพิภพลีลาศ ถนนราชดำเนินจนถึงปี พ.ศ. 2477 เมื่อมีการสถาปนามมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ขึ้นจึงได้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เป็นของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) โดยครั้งแรกใช้โรงเรียนกฎหมายเป็นที่ตั้ง มธก. จนกระทั่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณโรงทหารกองพันทหารราบที่ 4 และบริเวณคลังแสง ตำบลท่าพระจันทร์ บนพื้นที่ "วังหน้า" ของกระทรวงกลาโหม จึงได้ย้ายไปเป็นที่ตั้งแห่งที่สองของ มธก. (มีพิธีเปิดตึกโดมเมื่อ 9 กรกฎาคม 2479)

แม้คำว่า "วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" มีขึ้นครั้งแรกในสังคมไทยในฐานะสำนักหนึ่งในราชบัณฑิตยสถานตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2476 และดำเนินสืบมาถึงปัจจุบัน เพราะเมื่อแรกตั้งได้รับแนวคิด "สถาบันฝรั่งเศส" (Institute de France) ที่ในฝรั่งเศสตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1793 (พ.ศ. 2336) แต่เมื่อนายปรีดีนำชื่อดังกล่าวเป็นชื่อสถาบันอุดมศึกษาโดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า University of Moral and Political Sciences และมีฐานะเป็นนิติบุคคล บริหารอย่างอิสระภายใต้คณะกรรมการมหาวิทยาลัย ย่อมมีนัยที่แตกต่างจาก "สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง" หนึ่งใน 3 สำนักของราชบัณฑิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการอย่างแน่นอน โดย มธก. สมัยนายปรีดีดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การ (11 เมษายน 2477 - 18 มีนาคม 2495) มีจุดเด่นอย่างน้อย 3 ประการดังนี้

1. เป็นตลาดวิชาที่เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจการเมืองทั้งที่อยู่ในเมืองและหัวเมือง

เมื่อเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมุ่งเปิดเสรีภาพทางการศึกษาในรูปแบบตลาดวิชา ผู้เข้ารับการศึกษาจึงเปิดกว้างดังนี้

1.1 อายุปกติไม่ต่ำกว่า 17 ปี แต่ถ้าหากจบชั้นมัธยมบริบูรณ์ก่อน 17 ปี ก็มีสิทธิ์เข้าศึกษาได้ ส่วนอายุขั้นสูงไม่จำกัดผู้ทำงานแล้วและอายุมากจึงมีโอกาสเข้าเรียนในมธก.

1.2 พื้นความรู้ปกติใช้การสอบไล่ได้ชั้นมัธยมบริบูรณ์ของกระทรวงธรรมการ แต่เปิดโอกาสให้มีการสอบเทียบความรู้ จัดโดย มธก. หรือสถาบันอื่นที่ มธก.รับรอง เช่นประกาศนียบัตรสัตวแพทย์ ประกาศนียบัตรประโยคครูประถมและมัธยม ประกาศนียบัตรนางพยาบาล

ในปีเริ่มต้นของ มธก.ได้ผ่อนผันคุณสมบัติข้อ 2 ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติพิเศษต่อไปนี้ด้วยคือ

. สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สส.สมัย 1 ตาม รธน. 24 มิถุนายน 2475)

. ผู้แทนตำบล ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อเลือกตั้งทางอ้อม ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ล้วนเป็นผู้สนใจการเมือง มธก. จึงเปิดโอกาสให้เข้าเรียน

. ข้าราชการที่มีคำรับรองความรู้จากผู้บังคับบัญชา

. เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม หรือเคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน หรือของคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

. ทนายความชั้น 2

. ผู้มีสิทธิให้เข้าศึกษาในแผนกนิติศาสตร์ได้ตามข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะที่ประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้

1.3 มหาวิทยาลัยไม่ได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเข้าเรียนในตัวมหาวิทยาลัย แต่นักศึกษาต้องซื้อตำราคำบรรยายไปศึกษาด้วยตนเอง เมื่อสอบก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบไล่ตามท้องถิ่นภูมิลำเนาของนักศึกษานั้น

การเปิดกว้างดังกล่าวทำให้มีผู้สมัครปีแรก (2477) จำนวนมากถึง 7,094 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก เช่น ข้าราชการชั้นผู้น้อย (ร้อยละ 79 เป็นข้าราชการพลเรือนชั้นผู้น้อย ร้อยละ 12.9 เป็นข้าราชการทหารและตำรวจชั้นประทวน) ทนายความชั้น 2 โดยร้อยละ 80 เป็นคนที่อยู่ในกรุงเทพ - ธนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง กรุงเทพ : ดอกหญ้า 2535, หน้า 93)

สำหรับนักศึกษาที่มาจากต่างจังหวัดไม่มีที่พัก มธก.ได้จัดหอพักประจำให้ด้วย เรียกว่า "มหาวิทยาลัยนิคม" (พ.ศ. 2479 - 2482) มีศาสตราจารย์ฮัตเจสสันชาวอังกฤษเป็นผู้อำนวยการ ควบคุมระเบียบวินัยภายในมหาวิทยาลัยนิคม (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 100)

ระหว่างปี พ.ศ. 2477 - 2496 ที่ มธก. มีหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต จึงมีผู้สำเร็จการศึกษาเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ) จำนวน 5,427 คน เป็นชาย 5,250 คน เป็นหญิง 177 คน (ยังไม่นับรวมประกาศนียบัตรทางการบัญชีและการพาณิชย์ซึ่งเปิดใน พ.ศ. 2481) ในจำนวนนี้มีผู้สมัครเรียนต่อระดับปริญญาโทอีก 1,362 คน จบนิติศาสตร์มหาบัณฑิต 31 คน จบรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต 38 คน จบมหาบัณฑิตทางการทูต 3 คน จบเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต 32 คน รวมระยะเวลา 20 ปี มีมหาบัณฑิต 104 คน โดยเป็นผู้หญิง 1 คน คือ คุณหญิงนันทกา (นุนนาค) สุประภาตะนันทน์ (บุญเย็น วอทอง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง : กำเนิดและความเกี่ยวพันกับระบอบประชาธิปไตย พระนคร : สำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2512 และชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 65-71) ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เมื่อถึง พ.ศ. 2475 มีผู้สำเร็จการศึกษา 68 คน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริและคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 34)

 

2. การบริหารแบบอิสระเป็นนิติบุคคลภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย

โดยหลักการคณะกรรมการมหาวิทยาลัย มีนายกรัฐมนตรีเป็นนายกกิตติมศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการเป็นนายก นายปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยเป็นอุปนายกร่วมกับนายแอล ดูปลาตร์ คณบดี และนายเดือน บุนนาค เลขาธิการมหาวิทยาลัยเป็นเลขานุการคณะกรรมการ นอกจากนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิแรกมีพระยานิติศาสตร์ไพศาล ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ และพระยามานวราชเสวีต่อมาตั้งผู้ช่วยเลขาธิการอีก 2 คนคือขุนประเสริฐศุภมาตรา ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายปฏิคมและนายวิจิตร ลุลิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายปกครอง โดยผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดคือนายปรีดี ผู้ประศาสน์การ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่อุปนายกในคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย

ช่วง 2477 - 2484 คณะกรรมการมหาวิทยาลัย มธก.มีงานหลักดังนี้

ก. การพิจารณาเรื่องงบประมาณรายได้และรายจ่ายของมหาวิทยาลัย มธก. เมื่อแรกตั้งไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง จึงน่าสนใจยิ่งแบ่งได้ ดังนี้

  1. เงินโอนจากคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 339,906.70 บาท
  2. เงินค่าสมัครเข้าศึกษาคนละ 10 บาท เข้าเรียนปีแรก 7,094 คน เก็บได้ 66,030 บาท
  3. ค่าเล่าเรียนปีหนึ่งคนละ 20 บาท เก็บได้ 92,435 บาท (ให้แบ่งชำระได้ 4 งวด ๆ ละ 5 บาท)
  4. เงินค่าสอบไล่ปริญญาตรีเก็บวิชาละ 3 บาท ปริญญาโทวิชาละ 5 บาท ปริญญาเอกวิชาละ 10 บาท เก็บได้ 36,335 บาท
  5. เงินจากการขายตำราคำสอน ปีแรกได้รับ 41,405 บาท
  6. ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2479 ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปีละ 50,000 บาท
  7. ดอกเบี้ยธนาคารแห่งเอเชีย กล่าวคือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 คณะกรรมการมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภช อัศวนนท์) นำเงิน 250,000 บาท ไปซื้อหุ้นของธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจำกัด (เดิมชื่อธนาคารโยโกฮามา) เมื่อพ.ศ. 2483 ทำให้ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ 7,600 หุ้น จากจำนวน 10,000 หุ้น มีสิทธิในการบริหารงานธนาคารและได้ดอกเบี้ยจำนวนมากกลายเป็นรายได้หลักของ มธก. ในช่วงนั้น (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 61) ซึ่งรายได้รายการที่ 7 นี้น่าสนใจยิ่งเพราะระยะแรกเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2484-2488) ที่ผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพ.อ.หลวงพิบูลสงครามขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง ขณะที่นายปรีดีเป็นผู้นำเสรีไทย มี มธก. เป็นฐานที่มั่น และระยะหลังสงครามฝ่าย พ.อ.หลวงพิบูลสงครามพยายามทำลายฐานอำนาจของกลุ่มนายปรีดี โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ดังเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2492 ก่อนที่ มธก. ถูกบีบให้ขายหุ้นธนาคาร มธก.ได้ดอกเบี้ยสูงมากกว่าปกติ รายได้ส่วนนี้จะหมดไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางการเมืองของนายปรีดี และเป็นความเปลี่ยนแปลงตกถอยของมธก. ที่ต้องกลายเป็นส่วนราชการในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกันคณะกรรมการประจำมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาเรื่องรายจ่ายด้วย เพราะเป็นการเลี้ยงตัวเอง

ข. หน้าที่ประการที่สองของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย คือพิจารณาเรื่องหลักสูตรและการเรียนการสอน

หลักสูตรของ มธก. นั้น ปรีดีได้อาศัยหลักสูตรการศึกษาของฝรั่งเศสเป็นแบบอย่าง (ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล เรื่องเดียวกัน หน้า 263) เปิดเสรีให้แก่ผู้เรียนแต่เมื่อถึง พ.ศ. 2479 พบว่านักศึกษาจำนวนมากมีพื้นความรู้ไม่เพียงพอ ต้องขาดสภาพนักศึกษาจำนวนมาก คณะกรรมการมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรให้มีโรงเรียนเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.มธก.) (เหมือนเช่นทุกมหาวิทยาลัยขณะนั้นและเวลาต่อมาที่ต่างต้องการมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาของตนเอง)

ต.มธก. ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมบริบูรณ์ จึงเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2481 - 2490 ตามข้อบังคับว่าด้วยการเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง วันที่ 23 มีนาคม ปลายปี 2480 ผู้สมัครต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี สอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ (ม.8) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2478 หรือเทียบเท่า มีความประพฤติดี มีผู้รับรอง 1 คน

หลักสูตร ต.มธก. มี 2 ชั้น เน้นด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือเตรียมปีที่ 1 เรียนวิชาภาษาไทย ภาษาบาลี ศีลธรรมและจรรยา ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ โบราณคดี พลศึกษา ดุริยางค์ศาสตร์ สุขวิทยา เตรียมปี 2 เรียนวิชาภาษาไทย ศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์แสดงชนชาติ ประวัติศาสตร์สากล ปรัชญา พลศึกษา ดุริยางค์ศาสตร์ ชวเลขและพิมพ์ดีด หลักภาษาละติน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส โดยเรียนกันที่ตึก 2 ชั้น ต่อจากตึกโดม (บริเวณคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีปัจจุบัน) ช่วง 8 ปี มีผู้สำเร็จหลักสูตรนี้จำนวน 5,898 คน ซึ่งในช่วงสงครามโลกเมื่อ พ.ศ. 2487 มีการเปิด ต.มธก. รุ่นพิเศษอีกแห่งที่อุบลราชธานี มีนักเรียน 118 คน เรียนจบ 112 คน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริและคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 77-78)

ค. เรื่องเกี่ยวกับบุคลากร คณะกรรมการมหาวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณาหลักการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร จัดสรรทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ได้รับทุนครั้งนั้น เช่น นายเสริม วินิจฉัยกุล นายทวี ตะเวทิกุล (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 57)

ง. การทำตำรา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ปรีดีเน้นตั้งแต่ต้น คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยชุดนี้เป็นผู้พิจารณากำหนดแนวทางในการผลิตตำราของมหาวิทยาลัย มีการแปลตำราภาษาต่างประเทศ โดยตั้งแผนกจัดทำตำราขึ้นในยุคบุกเบิกมีเจ้าหน้าที่ 4 คน คือ นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายทวี ตะเวทิกุล นายเสริม วินิจฉัยกุล และขุนประเสริฐมาตรา โดยในปี พ.ศ. 2483 นายปรีดีผู้ประศาสน์การได้ยกกิจการโรงพิมพ์นิติสาส์น ที่ถนนสีลมให้แก่มหาวิทยาลัยพิมพ์ตำราเอง (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 57-58)

จ. การอนุมัติปริญญาและถอนชื่อนักศึกษาตลอดจนการกำหนดระเบียบข้อบังคับมหาวิทยาลัย (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 57)

การบริหารแบบอิสระและมุ่งเพื่อประชาชนเป็นหลักดังกล่าวนี้อยู่ในความใฝ่ฝันของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสมัยหลังหลายคนตราบถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สามารถรื้อฟื้นได้ครบถ้วน โดยมักทำได้แค่ครึ่งแรกคือบริหารแบบมีอิสระภายใน แต่มักขาดประเด็นหลังที่มุ่งเพื่อประชาชน

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

 

3. จุดเด่นประการสุดท้ายของ มธก. คือ ลักษณะเฉพาะในสาขาวิชา

หลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2474 มุ่งเน้นมุ่งผลิตนักกฎหมาย "ตามตัวบท" ครั้น 2474 ได้ปรับปรุงเพิ่มความคิดทางกฎหมายและการเมืองเข้าไปด้วย โดยนายปรีดีมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงและบรรยายจนกระทั่งเมื่อเกิด มธก. นายปรีดีได้นำความคิดทางการศึกษาของฝรั่งเศสมาเป็นหลักมากขึ้น มุ่งเน้นให้ผู้ศึกษากเกิดความรอบรู้และเพิ่มสติปัญญามากกว่าการเน้นเป็นนักวิชาชีพ (professionals) ผู้ศึกษาไม่เพียงต้องถูกกำหนดให้เรียนวิชากฎหมายแพ่ง-พาณิชย์ และกฎหมายมหาชนเท่านั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง เศรษฐศาสตร์ด้วยและเน้นแนวความคิดในการเข้าใจหรือปรัชญาในฐานะนักนิติศาสตร์มากขึ้น โดยระยะแรก มธก. (พ.ศ. 2477-2481) ใช้หลักสูตร 3 ปี แบ่งเป็น 6 ภาคเรียน ตามโรงเรียนกฎหมายที่คิดปรับใน พ.ศ. 2474 และเพิ่มวิชาใหม่อีกอย่างน้อย 6 วิชา คือ 1. วิชากฎหมายการคลัง 2. วิชาระเบียบวิธีปฏิบัติราชการของทบวงการเมือง 3. วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ 4. วิชากฎหมายเลือกตั้ง 5. หลักเศรษฐศาสตร์ 6. วิชาลัทธิเศรษฐกิจ ทั้ง 6 วิชาได้กลายเป็นชีวิตและวิญญาณทางวิชาการของ มธก. อันเป็นความ "พิเศษ" ที่นายปรีดีตั้งใจวางรากฐานไว้

ความโดดเด่นทั้งสามประการดังกล่าวของ มธก. ล้วนเป็นผลงานของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ไม่มีสถาบันการศึกษาแห่งอื่นทั้งที่ตั้งก่อน (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งเมื่อ 2495) และตั้งทีหลังสามารถทำได้ครบถ้วน

2. ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (29 มีนาคม 2476 - 9 สิงหาคม 2480)

นายปรีดี ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการศึกษาระบบโรงเรียนโดยตรงอีก 2 ส่วน คือ การศึกษาประชาบาลและการศึกษาของเทศบาล

เมื่อแรกสถาปนากระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ. 2435 กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ โดยทำหน้าที่จัดการศึกษาขั้นต้นในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักรในรูปโรงเรียนวัดและโรงเรียนประชาบาล ตามลำดับ อาศัยโครงสร้างของมหาดไทยระดับฐานรากคือกำนันแพทย์ประจำตำบลทำงานร่วมกับเจ้าอาวาสวัดจัดตั้งโรงเรียน ชักนำเด็กให้เข้าเรียน หาครูสอน หาเงินบำรุงโรงเรียน จัดการให้มีการเล่าเรียนเพียงพอแก่จำนวนเด็กที่มีอายุสมควรเข้าเล่าเรียนทั่วทุกตำบล โดยมีการเก็บเงินบำรุงการศึกษาเรียกว่า "เงินศึกษาพลี" จากชายฉกรรจ์คนละ 1-3 บาท ตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น ครูผู้สอนมิได้มีฐานะเป็นข้าราชการจนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2491 จึงได้เปลี่ยนฐานะจากลูกจ้างประจำเป็นข้าราชการ

งานการจัดการศึกษาขั้นต้นที่เรียกว่าการศึกษาประชาบาลนี้ขยายตัวกว้างขวางเป็นการศึกษาภาคบังคับเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 และถูกเปลี่ยนสังกัดไปอยู่กระทรวงศึกษาธิการในเวลาต่อมา และกลับมาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งในระหว่าง พ.ศ. 2509 - 2523 ก่อนมีการจัดองค์กรใหม่เป็นคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติใน 1 ตุลาคม พ.ศ. 2523

ภารกิจของกระทรวงมหาดไทยสมัยผู้นำ “คณะราษฎร” บริหารจึงต้องร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย คือ “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” ตามหลัก 6 ประการของ “คณะราษฎร” และเร่งดำเนินการจัดการศึกษาให้พ้นเงื่อนไขที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ฉบับ 24 มิถุนายน 2475 มาตรา 10 ของคณะราษฎร ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งทางตรงและยกเลิกสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งไปได้เมื่อ “จำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตต์ได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้” และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มาตรา 65 ที่กำหนดไว้ทำนองเดียวกัน

ช่วงนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งร่างและดำเนินการตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 จึงได้มีการจัดตั้งเทศบาล และให้เทศบาลจัดการศึกษาขึ้นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยใน พ.ศ. 2478 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478 โอนโรงเรียนในเขตเทศบาลทุกแห่งให้เทศบาลซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ 24 พฤศจิกายน 2478 และได้สนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาให้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ โดยภายในกรุงเทพ - ธนบุรี ซึ่งเดิมอยู่ในอำนาจบริหารของกระทรวงนครบาลนั้น ได้ประกาศใช้ พรบ. ประถมศึกษาครบทุกตำบลทั้งหมด 373 ตำบล ในพ.ศ. 2476 และประกาศใช้ พ.ร.บ. ประถมศึกษาครบทุกตำบลทั่วประเทศใน พ.ศ. 2478

ตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษา พ.ศ. 2478 นั้น โรงเรียนประถมศึกษา มี 4 ประเภท คือ (1) โรงเรียนรัฐบาล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งด้วยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (2) โรงเรียนประชาบาล ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบแรกเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่ประชาชนในตำบลหนึ่งหรือหลายตำบลจัดตั้งขึ้น ดำรงอยู่ด้วยทรัพย์สินของประชาชนเอง แบบที่สองเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่นายอำเภอจัดตั้งขึ้น และดำรงอยู่ด้วยเงินของประชาชนหรือเงินช่วยการประถมศึกษาในงบประมาณของกระทรวงธรรมการหรือทั้งสองประการ (3) โรงเรียนเทศบาลหมายถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่เทศบาลจัดตั้งขึ้นหรือได้รับโอนมาและดำรงอยู่ด้วยเงินรายได้ของเทศบาล (4) โรงเรียนราษฎร์ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาของเอกชน

บทบาทในการเกณฑ์เด็กอายุ “ย่างเข้าปีที่ 8 - ย่างเข้าปีที่ 15” เข้าเรียน เป็นบทบาทของนายอำเภอซึ่ง พ.ร.บ.ประถมศึกษา 2478 กำหนดให้นายอำเภอประกาศแก่ราษฎรในท้องที่ของตน ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาในปีต่อไป ไปแจ้งความตามรายการสำรวจเด็กต่อเจ้าพนักงานยังสถานที่ภายในตำบลและภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด ดังนั้นด้วยความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทยจึงสามารถจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศใน พ.ศ. 2479 อันเป็นปีที่ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2479 (ประกาศใช้ 17 มีนาคม ปลายปี 2479) ซึ่งมุ่งหมายให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาเพื่อจะได้ทำหน้าที่พลเมืองตามระบอบรัฐธรรมนูญได้เต็มที่

หลักสูตรชั้นประถมศึกษา พ.ศ. 2480 ได้เปลี่ยนแปลงให้ส่งเสริมระบอบรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเนื้อหาดังนี้

  1. หน้าที่พลเมือง ให้รู้หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติครอบครัว ต่อหมู่คณะ ต่อชาติ ต่อศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ
  2. ระบอบรัฐธรรมนูญ ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยามต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เป็นต้นว่ามีความเคารพกฎหมาย ป้องกันประเทศชาติ ช่วยเหลือราชการและการเลือกตั้ง
  3. การปกครองท้องถิ่น ให้รู้จักการปกครองส่วนภูมิภาคและเทศบาล
  4. วันสำคัญ ให้รู้วันสำคัญต่าง ๆ และหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อวันนั้น ๆ เช่น วันฉลองรัฐธรรมนูญ (ดู ระลึก ธานี, หน้า 121-136)

การส่งเสริมให้การจัดการศึกษาสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศผ่านโรงเรียนประชาบาล และโรงเรียนเทศบาลในสังกัดกระทรวงมหาดไทยประสานกับการสนับสนุนให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษา ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของนายปรีดีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้นำในคณะราษฎร ทั้งเป็นการสานต่อกระแสความคิด “ยกคนทั้งชาติ” หรือ “ยกมนุษย์ขึ้นทั้งกะบิ” ที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน) เคยเสนอไว้ในสมัยรัชกาลที่ 6 และได้มีโอกาสมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคนแรก (10 ธันวาคม 2475 - 1 เมษายน 2476 / 1 เมษายน 2476 - 20 มิถุนายน 2476 / 21 มิถุนายน 2476 - 16 ธันวาคม 2476) ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรกับรัชกาลที่ 7 หลายเรื่องอย่างรุนแรง ในที่สุดรัชกาลที่ 7 ขณะประทับที่ประเทศอังกฤษได้ประกาศสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม ปลายปี 2477 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบสันตติวงศ์ แต่โดยที่ขณะนั้นรัชกาลที่ 8 มีพระชนมายุ 10 พรรษา จำเป็นต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

 

4. ช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (12 กุมภาพันธ์ ปลายปี 2478 - 16 ธันวาคม 2480)

นายปรีดีได้ทำงานสำคัญที่สร้างความเจ็บปวดใจแก่คนไทยตลอดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2398 คือการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยามทำไว้กับ 12 ประเทศเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) จนสยามสูญเสีย “เสรีภาพ” ด้านการศาลและข้อกำหนดเก็บภาษีขาเข้าได้เพียงร้อยชักสามที่ทำให้สยามเสีย “เสรีภาพ” ด้านเศรษฐกิจ โดยนายปรีดี ในฐานะผู้นำคณะราษฎรที่ประกาศหลัก 6 ประการในการ “ยึดถือหลักเอกราชเป็นแนวบริหารราชการแผ่นดิน” ในฐานะนักกฎหมายที่มีโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ใช้ความอุตสาหะพยายามเจรจาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 จัดทำประมวลกฎหมายครบสมบูรณ์ ประกาศใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2478 และร่างสนธิสัญญาเสมอภาค เพื่อให้ไทยมีอิสรภาพสมบูรณ์ในทางการศาลและทางภาษีศุลกากร จนสามารถแก้ไขได้สำเร็จตั้งแต่ พ.ศ. 2479 โดยมี ดร.ฟรานซิส บี แชร์ (พระยากัลยาณไมตรี) อดีตที่ปรึกษาราชการกระทรวงการต่างประเทศเป็นกำลังสำคัญในการติดต่อสหรัฐอเมริกายอมตกลงทำสนธิสัญญาเช็นสัญญากัน ณ กรุงเทพ เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2480 และแลกเปลี่ยนสัตยาบันสัญญากันในวันที่ 1 ตุลาคม 2481 อังกฤษยอมลงนามในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2480 และแลกเปลี่ยนสัตยาบันสัญญากันตามลำดับ โดยฝรั่งเศสยอมลงนามในวันที่ 9 ธันวาคม 2480 และแลกเปลี่ยนสัตยาบันสัญญาหลังสุด ในวันที่ 27 มกราคม ปลายปี 2481 (ดู ทรงศรี อาจอรุณ การแก้ไขสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศมหาอำนาจในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยแห่งประเทศไทย 2506, หน้า 279-295)

กล่าวได้ว่าใน พ.ศ. 2481 ช่วงนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำให้ประเทศไทยมีฐานะเป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์หลังจากเสีย "เสรีภาพ" ด้านการศาลและเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 83 ปี (พ.ศ. 2398-2481) ซึ่งส่งผลต่อวงการศึกษานอกระบบโรงเรียนด้วยเพราะบรรดาสื่อมวลชนที่เคยมีอภิสิทธิ์ จากสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็เริ่มมีสิทธิจำกัดลง

5. ช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (20 ธันวาคม 2481 - 16 ธันวาคม 2484) ในรัฐบาลชุด พ.อ.หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก (16 ธันวาคม 2481 - 6 มีนาคม 2485)

นายปรีดีได้ทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางตรงและทางอ้อมสำเร็จทั้งสองด้าน คือ

  1. ด้านงานในตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

1.1 ให้ยกเลิกการเก็บเงินรัชชูปการหรือเงินค่าราชการ หรือเงินแทนแรงงานที่เก็บมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช (สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ไพร่หลวงต้อง "เข้าเดือน" หรือรับราชการปีละ 3 เดือน หรือจ่ายเป็นเงินแทนแรงงานเดือนละ 6 บาท รวมปีละ 18 บาท ไพร่สมต้อง "เข้าเดือน" ปีละ 1 เดือนหรือจ่ายเงินแทนแรงงานปีละ 6 บาท ทาสต้องเข้าเดือนปีละ 8 วัน หรือจ่ายเงินแทนปีละ 6 สลึง

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2442 ได้ปรับอัตราการเสีย "เงินค่าราชการ" ที่แตกต่างกันจาก 2-18 บาท มาเก็บชายฉกรรจ์อายุ 18 ปีขึ้นไป - 60 ปี ในอัตรา 6 บาทเท่ากัน ราษฎรมณฑลใดขัดสนก็ลดหย่อนลงได้เช่นมณฑลชุมพรและมณฑลนครศรีธรรมราชเก็บคนละ 2 บาท ในเมืองเสียมราฐเก็บคนละ 3 บาท เป็นรายได้ของแผ่นดินที่สำคัญรายการหนึ่งเมื่อเทียบกับรายได้แผ่นดินทั้งหมดเช่น ในปี 2445 เก็บเงินค่าราชการได้ถึง 3,981 บาท ขณะที่เงินรายได้แผ่นดินทั้งหมดได้ 39,423 บาท คิดเป็นร้อยละได้ 10.08 ของรายได้แผ่นดิน (ดู อัญชลี สุสายัณห์ ความเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่และผลกระทบต่อสังคมไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2524 หน้า 215, 254, 279, 284)

เงินค่าราชการนี้ในสมัยรัชกาลที่ 6 เรียกว่าเงินรัชชูปการ และในสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.รัชชูปการใหม่ใน พ.ศ. 2469 มีผลเพิ่มเงินรายได้แผ่นดินมากขึ้นถึง 3 ล้านบาท (พรเพ็ญ ฮันตระกูล การใช้จ่ายเงินแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2517 หน้า 207) ขณะที่เงินส่วนนี้สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรหลายแห่ง ราษฎรยอมใช้แรงงานในการทำโยธาแทนการจ่ายเงิน กว่าจะยกเลิกเงินรายได้แผ่นดินส่วนนี้ได้นับว่ายากยิ่ง ซึ่งนอกจากการยกเลิกการเก็บเงินค่าราชการแล้วยังได้ยกเลิกภาษีอากรอื่น เช่น อากรค่าน้ำ อากรสวน ภาษีไร่อ้อย ภาษีไร่ยาสูบเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประมวลรัษฎากร (Revenue Code) ที่นายปรีดีเป็นกำลังสำคัญในการร่างและดำเนินการด้วย ส่งผลทางอ้อมต่อการศึกษาที่ราษฎรไม่ต้องมีภาระทางการเงินตราหนัก ได้มีโอกาสส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนได้

1.2 การออกประกาศพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของพระคลังข้างที่ ที่ตำบลปทุมวัน อันติดต่อกับวังกลางทุ่งเนื้อที่ 1,309 ไร่ อันเป็นที่ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2482 มีนาคม 2510 ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยตรงตราบถึงปัจจุบัน (แต่ไม่พบว่ามีการกล่าวถึงคุณูปการข้อนี้ของนายปรีดีเลย)

1.3 การร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพื่อให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของราษฎรอย่างรัดกุมและเกิดประโยชน์สูงสุด พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีต้องมีการแยกประเภทรายได้ มีการแยกรายจ่ายเป็นรายกระทรวง โดยอยู่ในอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรแทนที่จะเป็นของฝ่ายบริหารที่กลายเป็นแนวทางทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติสืบมา (สันติสุข โสภณสิริ หนี่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ 2540 หน้า 22-23)

  1. ในด้านส่วนตัว พ.ศ. 2483 นายปรีดีได้เขียนนวนิยายกึ่งประวัติศาสตร์และสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อกับต่างชาติโดยใช้เค้าโครงประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาตอนสงครามช้างเผือกมาผสมกับสงครามยุทธหัตถีของพระนเรศวร โดยเสนอแนวคิดว่าสงครามที่แท้จริงเป็นเรื่องของผู้ปกครอง การทำสงครามพิชิตกันไม่ควรทำในความหมายที่ใช้กำลังเข่นฆ่ากัน ควรให้คุณค่าแก่สันติภาพ แม้จะต้องรบกันก็ให้ทำลายเฉพาะผู้ปกครองมิต้องถึงขั้นทำลายชีวิตมวลราษฎร

ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกของ Pridi's Production ในเดือนมีนาคม 2483 มีการคัดเลือกผู้แสดงที่ตึกโดมใน มธก. กษัตริย์และเสนาบดีซึ่งมีบทพูดเป็นภาษาอังกฤษใช้อาจารย์สอนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสจากโรงเรียนอัสสัมชัญ นางเอกของเรื่องใช้นักศึกษา มธก. รุ่น 3 คือ ไพลิน นิลรังษี เป็นผู้แสดงและบรรดาพลทหารก็เป็นนักศึกษา มธก. ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายครั้งแรกในกรุงเทพเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2483 ก่อนวันที่นักศึกษา มธก. นักเรียนเตรียม มธก. ออกเดินขบวนเรียกร้องดินแดนจากอินโดจีนของฝรั่งเศสใน 8 ตุลาคม 2483 และก่อนสงครามโลกเข้าสู่สยาม

บทประพันธ์ของนายปรีดีและภาพประกอบบางตอนจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการรวบรวมตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเมื่อพฤษภาคม 2484 (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 112) ก่อนกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าสยาม (8 ธันวาคม 2484) นับเป็นการ “ให้การศึกษา” นอกระบบโรงเรียนแก่ชนชั้นปกครอง ปัญญาชน นักการทูต และผู้สนใจขณะนั้น และในปัจจุบันได้กลายเป็น “สื่อการศึกษา” ที่ดีอย่างหนึ่งของนักศึกษาและประชาชนทั่วไปช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (20 ธันวาคม 2481 - 16 ธันวาคม 2484) นายปรีดีมีเรื่องขัดแย้งกับ พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาล และหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง) อธิบดีกรมศิลปากร รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลหลายเรื่องโดยนายปรีดีต้องกลายเป็นเสียงข้างน้อย ประเด็นที่กลายเป็นประเด็นทางวิชาการในเวลาต่อมาประเด็นหนึ่งคือประเทศที่หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง) เสนอให้เปลี่ยนจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” (Thailand) ขณะที่นายปรีดีต้องการให้ใช้คำว่า “สยาม” (Siam) ต่อไป และเมื่อแพ้คะแนนเสียงนายปรีดีเสนอว่าเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็น Thailand ควรใช้คำว่า Muang Thai ในภาษาอังกฤษ และคำ Muangthai ในภาษาฝรั่งเศส แต่คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับคำว่า “ประเทศไทย” (Thailand) โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบและคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามตราเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2482 (สุพจน์ ด่านตระกูล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 100-102)

ส่วนเรื่องที่นายปรีดีขัดแย้งกับจอมพลหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เริ่มตั้งแต่ความคิดเห็นต่างกันในกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ต่อเหตุการณ์อินโดจีน แต่ไม่แตกหัก มาขัดแย้งอย่างเปิดเผยเมื่อนายปรีดีคัดค้านในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ว่าไม่เห็นด้วยที่จะเข้าร่วมในแผนป้องกันประเทศกับญี่ปุ่น นายปรีดีเห็นว่าควรยินยอมญี่ปุ่นเฉพาะในเรื่องทางทหารเท่านั้น ในเรื่องอื่นโดยเฉพาะเศรษฐกิจการคลังญี่ปุ่นต้องให้ความเคารพความเป็นเอกราชของไทย ไม่ควรทำสนธิสัญญากับญี่ปุ่นในลักษณะที่ผูกมัดให้ไทยต้องเป็นศัตรูกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่จอมพลหลวงพิบูลสงครามและรัฐมนตรีคนอื่น เช่น หลวงวิจิตรวาทการ นายพันโทประยูร ภมรมนตรี นายพลตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ นายวณิช ปานะนนท์ สนับสนุนฝ่ายญี่ปุ่น

ในวันที่ 17 ธันวาคม 2484 จอมพลหลวงพิบูลสงครามจึงลดอำนาจรัฐมนตรีของนายปรีดีด้วยการเสนอแต่งตั้งนายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐมนตรีที่เห็นด้วยกับนายปรีดีก็ต้องลาออก คือ นายวิลาส โอสถานนท์ และนายดิเรก ชัยนาม โดยนายดิเรกได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่นแทนเมื่อ 5 มกราคม 2484 นายปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การ มธก. จึงต้องใช้ มธก. เป็นฐานในการประสานงานกับ “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” และ “เสรีไทย” ขณะเดียวกันก็ยอมให้ฝ่ายรัฐบาลใช้พื้นที่ มธก. เป็นค่ายกักกัน “ชนชาติศัตรู” คือ คนสัญชาติอังกฤษและอเมริกันในช่วง 18 ธันวาคม 2484 - 10 เมษายน 2488 จนกระทั่งสิ้นสงครามโลก นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 และใช้ มธก. เป็นที่ตั้งสำนักงานร่วมมือกับสหประชาชาติ (ส.ร.ส) ในการควบคุมดูแลทรัพย์สินของญี่ปุ่น (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 115-125)

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองนี้ ในปี พ.ศ. 2486 ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นตามความต้องการของส่วนราชการ 3 แห่ง คือ (1) มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข (2) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2 กุมภาพันธ์ 2486) รวมกิจการวิทยาลัยเกษตรกรรมบางเขนเข้ากับโรงเรียนวนศาสตร์ของกรมป่าไม้ และ (3) มหาวิทยาลัยศิลปากร (2486) เพื่อยกฐานะโรงเรียนศิลปากรให้สูงขึ้น และส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, พัฒนาการของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2516, หน้า 73-77) โดยทั้ง 3 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะสาขาวิชาเหมือน มธก. แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัย “ปิด” เช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2459)

เมื่อใกล้สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. พิบูลสงครามต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (กรกฎาคม 2487) เพราะแพ้มติในสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ กับพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธมณฑล พันตรีควง อภัยวงศ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (1 สิงหาคม 2487 - 31 สิงหาคม 2488) และมอบให้นายทวี บุณยเกตุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ประสานงานกับเลขาธิการ มธก. คือนายวิจิตร ลุลิตานนท์

เมื่อสิ้นสงครามโลก นายทวี บุณยเกตุ ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระยะหนึ่ง (17 วัน : 31 สิงหาคม - 17 กันยายน 2488) โดยคณะทำงานเสรีไทยในประเทศตกลงให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (17 กันยายน 2488 - 31 มกราคม 2489) ช่วง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ นายปรีดีในวัย 45 ปี ได้รับการประกาศยกย่องเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” เมื่อ 8 ธันวาคม 2488 ให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจการราชการแผ่นดิน (ดู ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอน 70 วันที่ 11 ธันวาคม 2488)

หลังเลือกตั้ง มกราคม 2489 นายควง อภัยวงศ์ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง (31 มกราคม - 24 มีนาคม 2488) ขณะที่นายปรีดีได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกพฤฒิสภาในเดือนพฤษภาคม 2489 จนกระทั่งนายควงลาออกจากตำแหน่งเพราะแพ้มติในที่สภาผู้แทนฯ เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะคับขันที่นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เสนอเมื่อ 14 มีนาคม 2489 นายปรีดีก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่อง 3 วาระสั้น ๆ ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี (24 มีนาคม - 1 มิถุนายน 2489 / 8 มิถุนายน - 9 มิถุนายน 2489 / 11 มิถุนายน - 23 สิงหาคม 2489) โดยมีนายเดือน บุนนาค เลขาธิการ มธก. คนแรกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (24 มีนาคม - 1 มิถุนายน 2489 / 11 มิถุนายน - 23 สิงหาคม 2489 / 23 สิงหาคม 2489 - 30 พฤษภาคม 2490 - 8 พฤศจิกายน 2490) นายวิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ มธก.คนที่สองเป็นรัฐมนตรี (1 กันยายน - 17 กันยายน 2488 / 17 กันยายน 2488 - 24 มกราคม 2489) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (24 มีนาคม 2489 - 7 มิถุนายน 2489) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (24 สิงหาคม - 29 พฤษภาคม 2490 / 31 พฤษภาคม - 8 พฤศจิกายน 2490) และนายทวี ตะเวทิกุล แห่ง มธก. เป็นรัฐมนตรี (1 กันยายน 2488 - 17 กันยายน 2488 / 17 กันยายน 2488 - 24 มกราคม 2489) (ชาญวิทย์ และคณะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 130-131) จึงดูเหมือนเป็นยุคทองของนายปรีดีและคณะจาก มธก.

 

5.ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลชุดแรกของนายปรีดีได้แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทนฯ เมื่อ 25 มีนาคม 2489 มีนโยบายที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตอนหนึ่ง ดังนี้

“การศึกษา รัฐบาลนี้ยอมรับการเข้าร่วมมือของเอกชนในการจัดตั้งโรงเรียนและการจัดทำตำราเรียน และในระยะเวลาอันใกล้กับสมัยการศึกษานี้ รัฐบาลจะเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องสถานที่เล่าเรียนและตำราที่ใช้ในการเรียน รัฐบาลจะจัดการตามความสามารถให้นักเรียนมีที่เรียนและตำราเรียนให้ทั่วถึง” (อ้างใน ระลึก ธานี, เรื่องเดียวกัน,หน้า 227)

เดือนต่อมาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ทำให้มีพรรคการเมืองขึ้นอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนายปรีดีได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สองในวันที่ 8 มิถุนายน 2489 แต่ยังไม่ทันประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นายปรีดีก็ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะเกิดเหตุร้ายแรงกรณีรัชกาลที่ 8 สวรรคตในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2489 แต่สภาผู้แทนฯ ก็ยังเห็นสมควรเสนอให้นายปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ในรัฐบาลชุดที่ 3 ของนายปรีดี (11 มิถุนายน - 23 สิงหาคม 2489) ได้มีการแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนเมื่อ 13 มิถุนายน 2489 มีนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาดังนี้

“การศึกษา รัฐบาลนี้จะวางแผนการศึกษาชาติให้มีรากฐานถาวร แนวการศึกษาคงแบ่งเป็นสามัญศึกษากับอาชีวศึกษา หลักสูตร ตำราเรียนจะปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ และความเป็นอยู่ของท้องที่ โดยให้ผู้ได้รับการศึกษารู้จักค้นคว้าหาเหตุผลและศีลธรรมอันดีงาม ทั้งมีความรู้อันจำเป็นที่จะประกอบอาชีพตามที่ตนต้องการ เฉพาะอย่างยิ่งในทางการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การศึกษาที่ดีต้องมีครูดี ฉะนั้นการศึกษาวิชาครู การบำรุงฐานะของครูให้เป็นที่เคารพนับถือแก่บรรดาศิษย์จึงเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ” (อ้างใน ระลึก ธานี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 228)

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลของนายปรีดีทั้งครั้งที่ 1 และ 3 เน้นความสำคัญของตำราเรียนที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัย และมุ่งให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาเหตุผล มีศีลธรรมเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วมีงานทำ โดยเน้นความสำคัญของครู และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยก่อนหน้านั้นนายปรีดีและผู้ร่วมงานคือนายทวี บุณยเกตุ และนายเดือน บุนนาค ได้มีส่วนในการผลักดันรัฐบาลยุคนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกฯ นายทวี บุณยเกตุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา นายเดือน บุนนาค เป็นรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงศึกษาธิการ (1 สิงหาคม 2487 - 31 สิงหาคม 2488) ยกฐานะองค์กรวิชาชีพครูจาก “สามัคยาจารย์” เป็นนิติบุคคลเรียกว่า “คุรุสภา” ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488

 

ปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 7 ของประเทศไทย

 

อนึ่ง ตลอดช่วงที่นายปรีดีมีบทบาททางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา รัฐบาล “คณะราษฎร” ได้มีการขยายการศึกษาระดับประถมศึกษซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศและการศึกษาระดับสูงในหลายแห่งจำเป็นต้องจัดตั้งสถาบันผลิตครูเพิ่มขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ คือ เพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กรุงเทพ (2475) สงขลา (2476) พิษณุโลก (2476) สวนดุสิต (2477) ยะลา (2479) นครปฐม (2479) สวนสุนันทา (2480) พระนครศรีอยุธยา (2483) จันทรเกษม (2484)

ขณะเดียวกันรัฐบาล “คณะราษฎร” ได้เน้นการศึกษาสายอาชีวศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนประกอบอาชีพได้แต่ขณะนั้นยังไม่มีสถาบันฝึกหัดครูโดยตรง จึงได้จัดให้มีการอบรมวิชาชีพแก่ครูประชาบาลที่มีวุฒิสามัญศึกษาใน พ.ศ. 2480 จำนวน 7 สาขาวิชา คือ ช่างไม้ ช่างปูน ช่างจักสาน ช่างทอผ้า ช่างโลหะ ช่างตัดเสื้อ และการช่างสตรี เมื่อผ่านการอบรม 1 ปี จะส่งไปเป็นครูอาชีวศึกษาตามโรงเรียนอาชีวศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อมุ่งผลิตนักเรียนสายอาชีวะให้ออกมาทำงานในท้องถิ่นของตน (ดู สมโชติ อ๋องสกุล, การศึกษาในสังคมไทย 2541, หน้า 223)

ในปีเดียวกันนั้น (2480) รัฐบาลชุดพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งนายปรีดีร่วมด้วยนั้น ได้แถลงนโยบายการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ด้วย ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่เรื่องการจัดแนวทางการศึกษาผู้ใหญ่ใน พ.ศ. 2481 ได้ส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการไปศึกษาดูงานวิธีการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ในยุโรปและอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี ต่อมาจึงมีการจัดตั้งกองการศึกษาผู้ใหญ่ในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2483 เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใหญ่รู้หนังสือ (ดู สมโชติ อ๋องสกุล การศึกษาในสังคมไทย, หน้า 216) จำนวนผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือในปี พ.ศ. 2480 ร้อยละ 31.20 ได้เพิ่มเป็นร้อยละ 53.80 ใน พ.ศ. 2490 (ระลึก ธานี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 238) นับเป็นการวางรากฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นายปรีดีมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตามหลังกรณีสวรรคต ทำให้นายปรีดีต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์หนักจากพรรคฝ่ายค้าน (ประชาธิปัตย์ ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรค) และประชาชนผู้สนใจนายปรีดีในวัย 46 ปี จึงต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคืนวันที่ 20 สิงหาคม 2489 ด้วยเหตุผลว่า “ได้ตรากตรำทำงานฉลองคุณประเทศชาติมาเป็นเวลาพอสมควร รู้สึกว่าอนามัยเสื่อมโทรมลง ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจของรัฐบาลได้เต็มที่” (อ้างใน ประทีป สายเสน กบฏวังหลวงกับสถานะของปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพ : อักษรสาส์น, 2532, หน้า 45)

กระนั้นก็ตาม นายเดือน บุนนาค เพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดยังคงมีโอกาสสานต่อความคิดของนายปรีดีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจนถึงรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ในรัฐบาลต่อจากนายปรีดี คือ รัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ธำรงนาวาสวัสดิ์ (23 สิงหาคม 2489 - 30 พฤษภาคม 2490 / 30 พฤษภาคม - 8 พฤศจิกายน 2490) ส.ส.อยุธยาเพื่อนร่วมโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้แถลงนโยบายส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่อรัฐสภาในทำนองเดียวกัน 2 วาระ คือ วาระแรก (23 สิงหาคม 2489 - 30 พฤษภาคม 2490) ดังนี้

“การศึกษาและการพระศาสนา รัฐบาลนี้จะดำเนินงานการวางแผนการศึกษาชาติ ต่อจากรัฐบาลชุดก่อน ดำเนินค้างอยู่และจะปรับปรุงหลักสูตรกับตำราเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศและความเป็นอยู่ของท้องที่ โดยให้ผู้รับการศึกษามีความรู้อันจำเป็นแก่การประกอบอาชีพและรู้จักค้นหาเหตุผลทั้งมีศีลธรรม ซึ่งต้องอาศัยการศาสนาเข้าช่วยด้วย...เกี่ยวกับฐานะของครูซึ่งได้บำรุงกันมาตั้งแต่รัฐบาลยุคก่อนนั้น รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินงานต่อเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรุงครูประชาบาลให้เป็นข้าราชการ ตามคุณสมบัติและพื้นความรู้ และการให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ครูประชาบาลให้มากขึ้นเป็นพิเศษ...” (อ้างใน ระลึก ธานี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 229)

ความคิดในการปรับปรุงฐานะครูประชาบาลให้เป็นข้าราชการดังกล่าวนับเป็นเพียงอีกขั้นตอนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรของการศึกษาในระบบ เพราะก่อนหน้านั้นนายปรีดีได้เปิดโอกาสให้ครูทั่วไปและครูประชาบาลมีโอกาสเข้ารับการศึกษาในสถาบันฝึกหัดครูและ มธก. อยู่แล้ว ซึ่งกว่าครูประชาบาลจะสามารถเปลี่ยนฐานะจากลูกจ้างประจำ เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องใช้เวลาไปถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2491 ในรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ในวาระสอง (30 พฤษภาคม - 8 พฤศจิกายน 2490) รัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ธำรงนาวาสวัสดิ์ได้แถลงส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ดังนี้ “การศึกษา รัฐบาลจะจัดการฝึกหัดครูให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ จะส่งเสริมโรงเรียนราษฎร์ให้มีฐานะและคุณภาพดีขึ้น จะเพิ่มสถานที่เล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลขึ้นอีก และจะจัดการศึกษาให้เปล่าในโรงเรียนรัฐบาล โดยวิธีคัดเลือกนักเรียนที่เรียนดีเข้าเรียน จะส่งเสริมและกวดขันโรงเรียนประชาบาลและเทศบาลให้ดีขึ้น เพิ่มพูนความรู้ภาคบังคับให้ต้องศึกษาให้สูงขึ้นทั้งนี้จะขยายเป็นระยะ ๆ และเป็นท้องที่ไป จะปรับปรุงอาชีวศึกษาโดยวางโครงการอาชีวศึกษาให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและจัดให้มีอาชีวศึกษาภาคบังคับขึ้น ทั้งจะจัดอาชีวศึกษาแทรกในหลักสูตรสามัญศึกษาตามสมควร และจัดอาชีวศึกษาสาหรับผู้ใหญ่ขึ้นด้วย...” (อ้างใน ระลึก ธานี, เรื่องเดียวกัน หน้า 299-230)

แนวความคิดของคณะราษฎรและของนายปรีดีจึงยังคงได้รับการปฏิบัติและสืบทอดตลอดช่วงนายปรีดีมีบทบาททางการเมือง