ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, ศิลปะ-วัฒนธรรม

“ Blood Berries - หมากไม้ ” สารคดีเพื่อสิทธิมนุษชนยอดเยี่ยม Montreal Women Film Festival

6
พฤษภาคม
2569

 

1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ (National Labour Day) ประเทศไทยร่วมเฉลิมกับชาวโลกด้วยชะตากรรมของแรงงานไทยในแดนผ่าน “Blood Berries - หมากไม้” สารคดีรางวัลเพื่อสิทธิมนุษชนยอดเยี่ยม ในเทศกาล Montreal Women Film Festival  และ 3 พฤษภาคม วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) ไทยร่วมฉลองวาระ 30 ปี วันเสรีภาพสื่อโลก [1] (หรือ 35 ปี ปฏิญญาวินด์ฮุก Windhoek Declaration) ด้วยเสรีภาพสื่อของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Isaan Record เมื่อได้รับการถอนฟ้องจาก ศาลอาญา รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ กรณี สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบรี พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เพราะการนำเสนอข่าวจากสำนวนของ DSI กล่าวหาว่าเรียกรับสินบนเป็นเงิน 36 ล้านบาท  จากนายหน้าคนไทยและบริษัทเอกชนในประเทศฟินแลนด์ กรณีการส่งแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ป่า  สารคดี “หมากไม้” จากคำให้การของผู้เสียหาย ทำให้เกิดประจักษ์พยานเชื่อมโยงไปสู่คดีค้ามนุษย์ การต่อสู้นานกว่า 5 ปี ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยาแรงงานไทยอีสานที่ถูกหลอก ชวนให้ตั้งคำถามถึงนโยบายคุ้มครองแรงงานระหว่างประเทศ แม้ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบเรื่องการชดเโชยค่าเสียหายต่อเหยื่อค้ามนุษย์ที่ศาลฟินแลนด์ได้พิพากษาออกมาแล้วว่าเป็นเงิน 22.5 ล้านบาท จากประเทศในดินแดนโลกที่ 1 ซึ่งควรเป็นความหวัง ในขณะที่ประเทศไทยยังมี มูลนิธิ IJM ช่วยเหลือ ‘เหยื่อแรงงานบังคับข้ามแดน’ ในพื้นที่สีแดง ให้รอดจากนรกได้สำเร็จแล้วหลายราย พร้อม ‘แผนยกระดับการปราบปรามแรงงานบังคับ-ค้ามนุษย์’ ที่ทำให้ต้องหยุดทบทวนถึงปัญหาและการทำงานของภาครัฐ ว่าทำไมยังไม่ช่วยเหลือเยียวยา มีนโยบายปกป้องรองรับแรงงานไทยที่บาดเจ็บจากต่างแดนอย่างไร? เพื่อไม่ให้เกิดคดี “ เบอร์รีเลือด” บาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเหลียวแล รักษา ขึ้นมาซ้ำซ้อนไม่สิ้นสุด

 

 

วันแรงงานแห่งชาติ (National Labour Day) ในหลายประเทศเรียก May Day ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เพื่อยกย่องบทบาทของผู้ใช้แรงงานที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก วันแรงงานสากล มีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวของ สหภาพแรงงาน ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเหตุการณ์ จลาจลเฮย์มาร์เก็ต (Haymarket Riot) ที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 เพื่อเรียกร้องสิทธิการทำงานแบบ ‘8-8-8’ (ทำงาน 8 ชั่วโมง, พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง สภาสังคมนิยมมาร์กซิสต์สากล ประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็น วันแรงงานสากล เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1890 (พ.ศ. 2433) และเป็นกติกาสากลมาจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันค้นหาข้อเท็จจริงกรณีแรงงานบังคับ-ค้ามนุษย์ผ่านสารคดี “Blood Berries” 

ประเทศไทยเริ่มบริหารจัดการระบบแรงงานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ด้วยการต่อยอด 'หลักข้อที่ 3' ใน 'หลัก 6 ประการ' จาก “ประกาศคณะราษฎร” ที่ระบุให้รัฐบาลมีหน้าที่จัดหางานให้ราษฎรทำ ผ่านการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยสำนักจัดหางาน พ.ศ. 2475 ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เริ่มจัดงานครั้งแรกเมื่อ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการจัดงาน “วันที่ระลึกแรงงาน” ได้ลงมติให้ วันที่  1 พฤษภาคม เป็น ‘วันที่ระลึกแรงงานไทย’  30 เมษายน 2499 จอมพลแปลก พิบูลย์สงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ วันที่ 1 พฤษภาคม เป็น ‘วันกรรมกรแห่งชาติ’ ต่อมา ในปี พ.ศ. 2500 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วันแรงงานแห่งชาติ’

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม ของทุกปี ตามที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติ ย้ำความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย รวมถึงการร่วมรำลึกถึงผู้สื่อข่าวที่เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่

  • เพื่อประเมินสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลก ย้ำเตือนรัฐบาลให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก และสดุดีสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ
  • กำหนดขึ้นโดย องค์การยูเนสโก (UNESCO) และประกาศโดย สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2536 โดยยึดตาม ปฏิญญาวินด์ฮุก (Windhoek Declaration เป็นมาตรฐานสำคัญในการรับรองเสรีภาพสื่อทั่วโลก เพื่อการพัฒนาสื่อที่เสรี เป็นอิสระ และหลากหลาย) [4] 

มุมมองของวินด์ฮุกยังคงบ่งชี้ถึงบทบาทสำคัญของรัฐบาล แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่มั่นคงของเสรีภาพ ความหลากหลาย และความเป็นอิสระ รัฐควรมีบทบาทเชิงรุกในการปกป้องนักข่าวและส่งเสริมโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพในการแสดงออก และรัฐควรหลีกเลี่ยงการควบคุมสื่อ และหลีกเลี่ยงการผูกขาดสื่อโดยรัฐ นอกจากนี้ มุมมองของวินด์ฮุกเกี่ยวกับความหลากหลายชี้ให้เห็นว่ารัฐควรให้การสนับสนุนทางกฎหมายและในทางปฏิบัติแก่ภาคส่วนต่าง ๆ เช่น สื่อบริการสาธารณะและสื่อชุมชน

 

 

“ ดิฉันไม่ยอมรับการปิดปากสื่อ ด้วยการใช้กฎหมายข่มขู่ คุกคาม ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารที่ยืนอยู่บนประโยชน์ของสาธารณะ ”   
หทัยรัตน์ พหลทัพ บก.บห. The Isaan Record

อ่าน - บก.บห. The Isaan Record ถาม “สุชาติ ชมกลิ่น” ถอนฟ้องทำไม กลัวอะไรหรือเปล่า เตรียมเดินหน้ารายงานข่าวแรงงานเบอร์รี่ป่าเต็มที่ https://theisaanrecord.co/2026/03/25/suchart-chomklin-withdraws-lawsuit-against-the-managing-editor-of-the-isaan-record/ 

 

สื่อเดินหน้ากล้าปกป้องสิทธิแรงงานไทย

หทัยรัตน์ พหลทัพ บก.บห The Isaan Record  ได้ดำเนินการและเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อ และเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง [5] เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อให้มีการชี้แจงสถานะคดีอย่างเป็นทางการ รวมถึงได้เรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเพื่อสอบสวนประเด็นการค้ามนุษย์ และการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างจริงจังและเป็นธรรม เรียกร้องให้สังคม ประชาชนสนับสนุนสื่อมวลชน สื่อพลเมือง และให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวร่วมต่อสู้เพื่ออิสรภาพของสื่อมวลชนตามมาในหลายภาคส่วน

จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องเป็นผลให้ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้เข้ารับเอกสารการขอถอนฟ้องอย่างเป็นทางการจากศาลอาญา  รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กรณี สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบรี พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาทจากการนำเสนอข่าวสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวหาว่าสุชาติเรียกรับสินบนเป็นเงิน 36 ล้านบาท [6] จากนายหน้าคนไทยและบริษัทเอกชนในประเทศฟินแลนด์ กรณีส่งแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ป่า ใบถอนฟ้องระบุข้อความว่า “เนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป” แต่ยังไม่ถอนฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 1,000,000 บาท จาก โกวิท โพธิการ [7] บรรณาธิการ The Isaan Record โดยศาลนัดไต่สวนเมื่อ วันที่ 27 เมษายน 2569

 

 

ในวันที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากหรือ Anti-SLAPP แต่สื่อมวลชนถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปกป้องประชาชน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 Facebook: page สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น มีความเห็นว่าการฟ้องร้องด้วยมูลค่าความเสียหายที่สูงเกินจริงเช่นนี้ มีลักษณะเป็นการ ‘ฟ้องปิดปาก’ (SLAPPs) เพื่อสร้างความหวาดกลัวและยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน จึงออกแถลงการณ์ “หยุดฟ้องปิดปาก The Isaan Record หยุดใช้กฎหมายกลั่นแกล้งโดยไม่สุจริต” [8][จัดเป็นคดีฟ้อง SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือ คดีฟ้องปิดปาก คือการฟ้องร้องทางกฎหมาย (แพ่ง/อาญา/หมิ่นประมาท) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อข่มขู่ กลั่นแกล้ง หรือปิดปากนักกิจกรรม นักข่าว หรือประชาชน ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องส่วนรวมหรือทุจริต โดยมุ่งให้ผู้ถูกฟ้องยุติกิจกรรมและเกิดความกลัว]

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ “ขอให้เร่งรัดผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน และสื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ” [9] ทั้งรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หลังสถานการณ์ “ฟ้องปิดปาก” ภายในประเทศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ทำให้การปฏิบัติงานสื่อถืออุดมการณ์ลดทอนความมุ่งมั่นลง The Isaan Record  ยังคงร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ สหภาพแรงงาน และพี่น้องคนงานที่เดือดร้อน เพื่อความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสื่อมวลชน จึงได้ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐและองค์กรวิชาชีพสื่อ [10]เพื่อประกันการทำงานของสื่อมวลชนที่ไม่ควรถูกฟ้องร้องจากการรายงานข่าวความจริง ที่ควรได้รับการตรวจสอบจากาครัฐอีกต่อไป

 

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากภาคประชาชนเมื่อ วันที่ 3 พ.ค. 69 คณะทำงาน “เปล่งเสียงแรง(คน)งาน” กลุ่มคนรุ่นใหม่จากหลากหลายวงการทั้งสื่อ ศิลปะ ภาพยนตร์ สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ ได้มีการจัดงาน ‘สัปดาห์หาคนให้เจอในแรงงาน’ ชวนสำรวจ ‘คน’ ที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “แรงงาน” นำเสนอนิทรรศการ “แรง(คน)งาน” [11] โดยร่วมกับ The Isaan Record จัดฉายภาพยนตร์สารคดีรางวัลนานาชาติ “ Blood Berries หมากไม้ ” ผลงานที่ตีแผ่เรื่องราวชีวิตแรงงานอีสานในป่าเบอร์รี่ฟินแลนด์-สวีเดน สะท้อนเบื้องหลังอุตสาหกรรมผลไม้ป่าที่เชื่อมโยงกับแรงงานบังคับ-ค้ามนุษย์ ตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรมและระบบอำนาจ พร้อมเสวนาหลังฉายภาพยนตร์ให้คำตอบ ว่าทำไมเสียงของแรงงานเหล่านี้จึงส่งไปไม่ถึงรัฐ และฉายชะตากรรมในต่างแดนที่ต้องแลกด้วยชีวิต

ร่วมพูดคุยโดย:

  • หทัยรัตน์ พหลทัพ | ผู้กำกับสารคดี และ บก.บห. The Isaan Record
  • หัสดี สมหวัง | แรงงานเบอร์รี่ประเทศสวีเดน
  • จุฑามาส ศรีสงคราม | แรงงานเบอร์รี่ประเทศสวีเดน

ดำเนินวงเสวนาโดย:

 

“ หมากไม้ ” เพื่อสิทธิมนุษยชนยอดเยี่ยม

“ หมากไม้ ”  (Blood Berries) รายงานพิเศษและภาพยนตร์สารคดีเชิงสืบสวนสอบสวน ผลิตโดยสำนักข่าว The Isaan Record ได้รับรางวัลสำคัญระดับประเทศและระดับนานาชาติ ดังนี้:

  • รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย): ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทข่าวและสารคดีเชิงข่าว ประจำปี 2566
  • รางวัล อิศรา อมันตกุล: ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทข่าวยอดเยี่ยมจากสื่อออนไลน์ ประจำปี 2566 จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  • รางวัล Montreal Women Film Festival: ได้รับรางวัลชนะเลิศสาขา Best Human Rights (สารคดีเพื่อสิทธิมนุษยชนยอดเยี่ยม) จากประเทศแคนาดา

สารคดี “Blood Berries หมากไม้” กำกับภาพยนตร์สารคดี โดย หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Isaan Record ได้รับทุนจากสหภาพยุโรป หรือ EU ภายใต้โครงการ Asian migration to/within the EU (AspirE) เป็นสารคดีที่ผลิตโดยทีมงานภาคประชาชน เป็นบทบันทึกของยุคสมัยที่ใช้เวลาถึง 3 ปี ติดตามรวบรวมเรื่องราวความเดือดร้อนของ ‘แรงงานอีสาน’ที่ถูกหลอกไปเก็บผลเบอร์รีป่าในประเทศฟินแลนด์และสวีเดนเมื่อปี 2565 แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง และกระทำต่อคนงานอย่างไร้มนุษยธรรมจนเข้าข่ายผิดกฎหมาย-ค้ามนุษย์ ผู้เสียหายได้ร้องเรียนหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่อสู้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 5 ปี ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ สารคดีได้รับการจัดฉายโชว์ในหลายประเทศแถบยุโรป อาทิ เบลเยียม เยอรมนี ฟินแลนด์ กรีซ  ฯลฯ   

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 The Isaan Record ผู้ผลิต ได้รับการติดต่อจากทีมงานเทศกาล “ Montreal Women Film Festival” แจ้งว่า สารคดี “Blood Berries - หมากไม้”  ชนะเลิศ ประเภท ‘สารคดีเพื่อสิทธิมนุษยชนยอดเยี่ยม’ (Best Human rights) [12]  มีกำหนดประกาศรายชื่อผู้ชนะอย่างเป็นทางการวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองมอลทริออล ประเทศแคนาดา

เทศกาลภาพยนตร์สตรีมอนทรีออล (Montreal Women Film Festival) ประเทศแคนาดา จัดร่วมกับนิตยสาร Women Cinema Daily เป็นสัญลักษณ์ของการเสริมสร้างพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จอันโดดเด่นของสตรีในวงการภาพยนตร์และสื่อ เทศกาลนี้อุทิศตนเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และความสามารถของสตรีในวงการภาพยนตร์  มีการจัดประกวดเพื่อรับคะแนน IMDb  ผ่านนิตยสาร Women Cinema Daily (IMDb : Internet Movie Database เป็นบริษัทในเครือของ Amazon มาตั้งแต่ปี 1998 คือฐานข้อมูลออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเกี่ยวกับ ภาพยนตร์, ซีรีส์, รายการโทรทัศน์ และวิดีโอเกม รวบรวมข้อมูลนักแสดง ทีมงาน บทวิจารณ์ เรื่องย่อ และเป็นแหล่งอ้างอิงหลักในการตรวจสอบคะแนนความนิยม ที่มีระดับคะแนนเต็ม 10 ดาว) รวมถึงการจัดฉายภาพยนตร์ตามฤดูกาลและประจำปี ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จัดครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ 2006 (พ.ศ 2549) ที่โรงภาพยนตร์ ซีนีมา ดู ปาร์ก (Cinema du Parc) โดยร่วมกับนิตยสาร Women Cinema Daily เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้ใน วันสตรีสากล 8 มีนาคม (International Women's Day, IWD) โดยมีแนวคิดในการฉายที่มุ่งนำเสนอภาพยนตร์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้หญิงนักสร้างภาพยนตร์อิสระ ที่สร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นและยาวในหลากหลายแนว ทั้ง drama สารคดี แอนิเมชั่น ภาพยนตร์ทดลอง และอื่น ๆ ในแต่ละปีที่จัดการประกวด กิจกรรมเหล่านี้มีทั้งแบบ on site และ on line ล้วนได้รับการยอมรับจาก IMDb สำหรับศิลปินหญิงในหมวดหมู่ต่าง ๆ เทศกาลภาพยนตร์หญิงแห่งมอนทรีออล เน้นความสำเร็จที่โดดเด่นของผู้หญิงในวงการภาพยนตร์และสื่อมวลชน มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้หญิงในโลกภาพยนตร์

ในปี 2026 มีผู้หญิงได้รับรางวัลทั้งหมด 15 รางวัล ได้แก่

  1. รางวัลเพื่อสิทธิมนุษยชนยอดเยี่ยม (Best Human rights) เรื่อง “Blood Berries”  ผู้กำกับ: หทัยรัตน์ พหลทัพ
  2. รางวัลภาพยนตร์ฟีเจอร์ยอดเยี่ยม (Best Feature Narrative ) เรื่อง “BILLIE”  ผู้กำกับ: Sheri Hagen
  3. รางวัลสารคดีฟีเจอร์ยอดเยี่ยม (Best Feature Documentary) เรื่อง “La Rencontre”  ผู้กำกับ: Corinne Espagno
  4. รางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม (Best Short Narrative) เรื่อง “Eggs”  ผู้กำกับ: Akanksha Cruczynski
  5. รางวัลสารคดีสั้นยอดเยี่ยม (Best Short Documentary) เรื่อง “Fifty-Fifty” ผู้กำกับ: Angela Perceival
  6. รางวัลทดลองยอดเยี่ยม (Best Experimental) เรื่อง “A Cold Burn”  ผู้กำกับ: Saskia Megumi Prevo
  7. รางวัลภาพยนตร์นักศึกษาเยี่ยม (Best Student Film) เรื่อง “The Mark”  ผู้กำกับ: Inez Playford
  8. รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) เรื่อง “WHAT TO EXPECT”  ผู้กำกับ: Guja Quaranta
  9. รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) เรื่อง “ANCESTORS”  ผู้กำกับ: Aliya Sidikou
  10. รางวัลสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental) เรื่อง “Project Hazmatic: Dangerous Goods”  ผู้กำกับ: Willa Carroll
  11. รางวัลนักแต่งเพลงยอดเยี่ยม (Best Composer) เรื่อง “Seekers”  ผู้กำกับ: Hadas Kleinman
  12. รางวัลซีรีส์/เว็บ/นำร่องยอดเยี่ยม (Best Series/Web/Pilot) เรื่อง “Ethel & Ernie” ผู้กำกับ: Julia Wackenheim
  13. รางวัลภาพยนตร์อิสระยอดเยี่ยม (Best Independent Film) เรื่อง “Coming to Mother” ผู้กำกับ: Haihong Lin
  14. รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Feature Screenplay) เรื่อง “Wild Woman of the Woods” ผู้กำกับ: Tobi Iverson
  15. รางวัลบทภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม (Best Short Screenplay) เรื่อง “A Better Place”  ผู้กำกับ: Lani Sharpe

++++++++++++++++++++

 

 

เมื่อแรงงานเก็บเบอร์รีป่าถูกค้ามนุษย์

สารคดี “Bloody Berry - หมากไม้” สารคดีตีแผ่แรงงานบังคับ-ค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ จัดนิทรรศการและฉายภาพยนตร์สารคดีรอบปฐมทัศน์ ณ โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 โดยสำนักข่าว The Isaan record ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้โครงการ Asian Prospects in (re) migration to/within the EU (AspirE)  โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) และได้มีการจัดฉายหลายครั้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดในสัปดาห์แรงงาน ปี 2569 ได้จัดพูดคุยหลังฉายสารคดี “ Blood Berries - หมากไม้ ” อีกครั้ง ในหัวข้อ “ เมื่อแรงงานเก็บเบอ์รีป่าถูกค้ามนุษย์ ” เมื่อวันที่ 30 เมษายน เวลา 20.00 น. ณ โรงภาพยนตร์ House ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ กทม. ได้รับความสนใจสูงมากจากผู้ชมและสื่อมวลชน และมีการจัดกิจกรรม นิทรรศการ เสวนาหลังฉาย “หมากไม้” อีกหลายครั้งตามมา เป็นปรากฏการณ์ที่บอกถึงการรับรู้  พร้อมเป็นพยานการต่อสู้ของแรงงานที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างไร้มนุษยธรรม

ร่วมวงคุยโดย

  • จุฑามาศ ศรีสงคราม (พี่หลวย) อดีตแรงงานเก็บเบอ์รีป่าในสวีเดน
  • หทัยรัตน์ พหลทัพ (วิส) บก.บห. The Isaan Record ในฐานะผู้กำกับสารคดี
  • กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ (ครูจุ๊ย) ผอ.มูลนิธิคณะก้าวหน้า อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ที่ติดตามปัญหาแรงงานเบอร์รีประเทศฟินแลนด์

ดำเนินรายการโดย

  • วศินี พบูประภาพ (พลอย) ผู้สื่อข่าวบีบีซี  ประเทศไทย

 

photo : The Isaan Record : “ Blood Berries  หมากไม้ ”  พูดคุยหัวข้อ “เมื่อแรงงานเบอร์รีถูกค้ามนุษย์”  หลังฉาย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ฉายที่ เฮาส์ สามย่าน มิตรทาวด์ กรุงเทพฯ 

 

เบอร์รีเลือด เชือดมนุษย์

“ Blood Berries  หมากไม้ ” สารคดีสไตล์คลาสสิกเรียงร้อยลำดับแบบตัดสลับระหว่างบทสัมภาษณ์ทาสแรงงานหลายคนกับชะตากรรมซ้ำเติมที่ไม่ต่างในแต่ละช่วงเหตุการณ์ มีรายละเอียดที่ทั้งซับซ้อนและอ่อนไหว แต่สามารถเข้าใจได้ง่ายในเวลารวม 52 นาที ทีมงานไม่ปรากฎตัวในเฟรม ถามไถ่ในบรรยากาศสงบเป็นกันเอง ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและปลอบโยนอยู่ในที เหมือนเป็นตัวแทนพาผู้ชมไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้าน หลังพวกเขากลับจากการเสี่ยงโชคในแดนไกล ความจริงกับความในใจไหลหลั่งพรั่งพรู บอกให้โลกร่วมรับรู้ว่า ‘นายจ้าง’ ในประเทศที่เจริญแล้วกับ ‘นายหน้า’ ที่เป็นคนไทยด้วยกัน ปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไร้มนุษยธรรมจนเข้าข่าย ‘ค้ามนุษย์’ ทำเหมือน ‘คนงาน’ ไม่ใช่ ‘คน’  ต้นเหตุแท้จริงของปัญหาเหล่านี้คือ ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศที่ได้รับวันละ 400 บาท เทียบกับทำงานในประเทศผู้ว่าจ้างแล้ว ผู้ชักชวนแนะนำว่าจะได้รับชั่วโมงละ 400 บาท คดีดำเนินจนถึงเวลานี้ร่วม 5 ปี ที่สามารถจัดการได้แต่ไร้ผู้รับผิด แม้มีผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนนำไปตีแผ่อภิปรายในรัฐสภา ว่ามีรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง ‘รับส่วย’ กับขบวนการค้ามนุษย์หล่านี้ แต่ยังต้องถือว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์เพราะเป็นการอภิปรายในรัฐสภาเท่านั้น ยังไม่มีการคัดกรองไต่สวนเพื่อพิสูจน์หลักฐาน แม้มากมายประจักษ์พยาน และเมื่อมีการร้องเรียนไปยังกรมแรงงานกลับได้รับการบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบจากเจ้าหน้าที่ ไม่มีการประสานให้ความช่วยเหลือเยียวยาแต่อย่างใด ทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตตามมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงได้เลย…

  • อาหารการกินที่ให้เหมือนเลี้ยงสัตว์และไม่เพียงพอ บางคนมาไม่ทันก็อด
  • คนเจ็บป่วยไม่ได้รับการรักษา ร่างกายมีแผลเน่า เมื่อร้องเรียนปัญหาการอยู่ร่วมห้อง นายหน้ามีคำสั่งให้เอาคนป่วยไปทิ้งขยะ
  • ความเป็นอยู่ที่แออัดเหมือนยัดอยู่ในคอกแคบ ๆ ห้องเดียวรวมหลายคนทั้งชายหญิง
  • ส้วมหลุมโสโครก ไม่มีสุขอนามัย ต้องทนเหม็นอุจาดจากอุจจาระทับถมขณะปล่อยทุกข์
  • ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เวลาทำงานทั้งวันแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ออกตีสามกลับสี่ทุ่มเพื่อมาเข้าคิวรอชั่งผลเบอร์รี่ (กิโลละ 1.4 ยูโร) รวมเวลาทำงานวันละ 15-18 ชั่วโมง/วัน (ใช้เวลาไปกับการเดินทางเข้าป่า สุ่มหาพื้นที่ที่มีเบอร์รี่ก่อนเก็บ ซึ่งแต่ละจุดไกลจากที่พักมาก)
  • ค่าแรงที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง และโดนหักสารพัดที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า กลับไทยไม่เหลือเงิน บางคนเหลือมา 1,000 พัน ค่ารถมารับกลับบ้าน 1,500 บาท ไม่พอจ่าย บางคนได้เงินช่วยเหลือ 3,000 บาท
  • ตามสัญญากำหนดว่าต้องได้เงินไม่ต่ำกว่าคนละ 30,000 บาท แต่ไม่มีใครได้  (ปี 2565 แรงงานเดินทางไปทำงานมากกว่าสามพันคน เป็นปีที่มีโควต้าพิเศษ เพราะยูเครนงดส่งคนงานเข้าฟินแลนด์)
  • ค่าใช้จ่ายในการสมัครงานโดยรวมคนละ 20,000 บาท หักที่ฟินแลนด์ 45,000 บาท วันกลับไทยได้ปลอบใจ 50-100 ยูโร (ปี 2568 ได้ 3,600 บาท ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันคือ 1 ยูโร (EUR) เท่ากับประมาณ 38.15 บาท)
  • หน่วยงานรัฐและหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซ้ำเติมประชาชน ด้วยการเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า บางคนเสียชีวิตไปโดยไม่มีอะไรตอบแทน
  • ศาลฟินแลนด์สั่งจำคุกนายจ้างกับนายหน้า พร้อมสั่งจ่ายเงินชดเชยตามพิพากษา รวม 22.5 ล้านบาท แต่ยังไม่มีใครได้รับเลย รวมเวลา 5 ปีเต็ม ของการต่อสู้ 

 

 

PODCAST “หลังบ้านงานข่าว” EP.2 | หมากไม้ป่าในฟินแลนด์ แรงงานฟรีจากอีสาน เรื่องราวในสนามข่าวของแรงงานเบอร์รี โดย หทัยรัตน์ พหลทัพ (วิท) ชวนพูดคุยกับ อาชวิชญ์ อินทร์หา (นาวี) ถึงความรู้สึก สิ่งที่ได้สัมผัสในสนามข่าวที่ได้ไปตามติดมาตลอด 3 ปี บอกเล่าถึงพี่น้องแรงงานอีสานว่าประสพกับเหตุการณ์อะไร คิดและมีความรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องนี้

ฟัง Podcast : https://www.youtube.com/watch?v=PU--NIS1p_k

ThaiPBS​ ทำข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์สารคดี “Blood​ Berries​ หมากไม้”  จาก​ The​ Isaarn Record (บก.บห. Hathairat Phaholtap และ บ.ก. Kowit Phothisan) เพื่อเผยแพร่ทุกแพลตฟอร์ม​ TV, Online, OTT​ VIPAพร้อม Sub-title ภาษาอังกฤษ ​สารคดีรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์สารคดี​ Montreal Women Film​ Festival​ ประเทศแคนาดา ใช้เวลากับกระบวนการถ่ายทำกว่า 3 ปี ที่ตามติดประเด็นปัญหาพี่น้องแรงงานอีสานเดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าทั้งในฟินแลนด์และสวีเดน ผลเสี่ยงโชคไปเก็บฝันนั้นว่างเปล่า เพราะพวกเขาต้องหนีตายกลับมาพร้อมหนี้ที่พอกพูนเพิ่มพิษโดยไร้ผู้รับผิด  “หมากไม้” ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ AspirE ภายใต้สหภาพยุโรป

โปรดติดตามวัน-เวลาการออกอากาศในทุกช่องทางของ​ ThaiPBS​ เร็ว ๆ นี้แน่นอน https://vipa.me/th

 

 

สารคดี “ Blood Berries  หมากไม้ ”  ออนทัวร์เมืองเชียงใหม่  
วันที่ 10 พฤษภาคม 2569

ณ ร้าน Rare Finds Bookstore and Cafe  
เริ่มตั้งแต่ 18.30 เป็นต้นไป  
จบสารคดีมีเสวนา “ แรงงานสร้างเศรษฐกิจ-สร้างชาติ ”

ร่วมคุยโดย

  • หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้กำกับและบรรณาธิการ The Isaan Record
  • ปสุตา ชื้นขจร ทนายความด้านแรงงาน ดำเนินรายการโดย
  • อารียา เลยไธสง นักศึกษาฝึกงาน Lanner ชมฟรี กรุณาลงทะเบียน (ที่นั่งจำนวนจำกัด) https://forms.gle/cLmQ9n8u3Vt2X6zb8

แผนที่ ร้าน Rare Finds Bookstore abd Cafe maps.app.goo.gl/8fj5wCY3USHJRBzKA

จุดจอดรถย่านช้างม่อย maps.app.goo.gl/FK5iVRoBnaEo4csF7

 

 

ท่ามกลางการต่อสู้ที่ยังไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุดโมงค์ของแรงงานไทยที่ถูกค้ามนุษย์ในปี 2565 แต่นโยบายคุ้มครองแรงงานถูกกฎหมายของฟินด์แลนด์ได้ยืนยันปกป้องสวัสดิภาพคนงานด้วยสวัสดิการตามสัญญาว่าจ้างอย่างเป็นธรรม[13] พร้อมเดินหน้าสะสางคดีเก่า “เบอร์รีเลือด” ศาลฟินแลนด์สั่งตัดสินจำคุกซีอีโอของ บริษัทเคียนตามา (Kiantama)  หนึ่งในบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ของฟินแลนด์ 3 ปี พร้อมเงินชดเชยค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้กับคนงานรวม 22.5 ล้านบาท [14] ล่าสุดเมื่อต้นปี 2569 ได้เพิ่มโทษอีก 2 ปี รวมเป็น 5 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องเงินชดเชยแต่อย่างใด  (ยังไม่มีใครได้รับ) ไม่ต่างกับความช่วยเหลือจากรัฐไทย ที่ไร้การเหลี่ยวแลในทุก ๆ ด้าน จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  IJM  องค์การยุติธรรมนานาชาติ ที่ต่อสู้ด้านนี้มาตลอด จึงถือเป็นพันธกิจหลักในการยกระดับการทำงาน ด้วยมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดเรื่องแรงงานบังคับ และปราบปรามอย่างเคร่งครัดเรื่องการค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้คนบนปณิธานของมูลนิธิตลอดมา

มูลนิธิไอเจเอ็ม (International Justice Mission Foundation: IJM Foundation) องค์การยุติธรรมนานาชาติ (International Justice Mission) เริ่มก่อร่างสร้างฐานโดย แกรี่ เฮาเกน (Gary Haugen อดีตผู้อำนวยการการสอบสวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาของสหประชาชาติ) เป็นผู้ก่อกำเนิดองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (International Justice Mission) ขึ้นในอเมริกา International Justice Mission: IJM เริ่มดำเนินงานเมื่อปี 1997 ปัจจุบันมีหน่วยงานประมาณ 19 ประเทศทั่วโลก มีสำนักงานกว่า 33 แห่ง มุ่งเน้นการปกป้องผู้ยากไร้จากการค้ามนุษย์ ทาสยุคใหม่ และความรุนแรง โดยมีการทำงานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา มูลนิธิไอเจเอ็มแห่งประเทศไทย (IJM Foundation Thailand) ร่วมสืบสานอุดมการณ์มาตั้งแต่ ปี 2540 ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย โดยเน้นทำงานด้านต่อต้านการบังคับใช้แรงงาน การทารุณกรรม และการค้ามนุษย์ 

 

พันธกิจสำคัญ 4 ประการ

  • ช่วยเหลือ (Rescue): ช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และความรุนแรง
  • นำผู้กระทำผิดมาลงโทษ (Bring Criminals to Justice): ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเพื่อบังคับใช้กฎหมาย
  • ฟื้นฟูเหยื่อ (Restore Survivors): ให้การสนับสนุนด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจและชีวิตแก่ผู้รอดชีวิต
  • เสริมสร้างระบบยุติธรรม (Strengthen Justice Systems): ร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการกระทำผิด

 

IJM ดำเนินงานโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ  
“ จนกว่าทุกคนจะได้รับอิสรภาพ ”

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา IJM สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและอัยการไทย ในการสืบสวนเชิงรุก 25 คดี ส่งผลสูงต่อการระบุตัวเหยื่อของชาวเมียนมาและกัมพูชาประมาณ 50 ราย จากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับใช้ , การจับกุมผู้ต้องหา 17 ราย , การตั้งข้อหา 18 ผู้ต้องหา และความผิดคดีค้ามนุษย์ 4 ราย รวมถึงพันธกิจอื่น ๆ ในแต่ละปีสามารถสำรวจตรวจสอบสถิติทั้งหมดจนถึงปัจจุบันได้ที่ IJM Thailand  https://www.ijm.org/locations/thailand

 

 

 

IJM Foundation and Mission [15]

มูลนิธิไอเจเอ็ม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานรัฐบาลไทยในการดําเนินงานด้านมาตรฐานแรงงานบังคับ (SOPs) ในประเทศไทย โดยกลไกการอ้างอิงแห่งชาติ (NRM) ด้วยกรอบอย่างเป็นทางการสําหรับการระบุและตอบสนองต่อกรณีแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์

รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี 2024 ระบุว่า ทั่วโลกมีกำไรผิดกฎหมายจากการใช้แรงงานบังคับประมาณ 236 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ถูกขโมยไปจากคนงานด้วยวิธีการบีบบังคับและเอารัดเอาเปรียบ

ทุกวัน ผู้คนทั่วโลกตกเป็นเหยื่อรูปแบบต่าง ๆ ของ ‘การค้าทาสสมัยใหม่’พวกเขาถูกชักจูง บังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ โดยถูกบังคับให้ทำงานในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น สินค้าอุตสาหกรรม ,การเกษตร , เสื้อผ้า , น้ำมันปาล์ม , เครื่องใช้ไฟฟ้า , การประมง และการทำงานในครัวเรือน

ดัชนีการค้าทาสทั่วโลก ปี 2566 ระบุว่า ในปี 2564 มีผู้คน 50 ล้านคน ตกเป็นทาสยุคใหม่ โดย 28 ล้านคน ถูกบังคับให้ทำงาน

ความอยุติธรรมนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนกว่า 15.1 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มากกว่าภูมิภาคอื่นใด ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเหยื่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวและชุมชนของพวกเขาด้วย ที่ต้องเผชิญกับผลกระทบในวงกว้างของความรุนแรงที่เป็นระบบนี้ ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรวมพลังกันต่อต้านการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ โดยทำลายวงจรความยากจนและการเอารัดเอาเปรียบ

  • ในปี 2565 ส่วนหนึ่งในภารกิจหลักของ IJM คือการเสริมสร้างการตอบสนองการบังคับใช้กฎหมาย ต่อการค้ามนุษย์ผ่านกระบวนการเพิ่มขีดความสามารถ ด้วยการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมาย DATIP (กรมต่อต้านการค้าในบุคคล Case Management) โดยมูลนิธิ IJM ประเทศไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างขีดความสามารถของข้าราชการเพื่อเพิ่มความเข้าใจในการบริหารคดี ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลเหล่านี้ช่วยปกป้องผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมอันเลวร้าย - การค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ เพราะสําคัญมากสําหรับผู้ที่เดือดร้อนจริงและต้องการความช่วยเหลือ ทั้งในประเทศและที่อยู่ในต่างประเทศด้วย
  • ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา IJM สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและอัยการไทย ในการสืบสวนเชิงรุกเป็น 25 คดี ส่งผลให้การระบุตัวเหยื่อของชาวเมียนมาและกัมพูชาประมาณ 50 ราย จากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับใช้ , การจับกุมผู้ต้องหา 17 ราย , การตั้งข้อหา 18 ผู้ต้องหา , และความผิดคดีค้ามนุษย์ 4 ราย รวมถึงพันธกิจในแต่ละปีสามารถสำรวจตรวจสอบสถิติทั้งหมดจนถึงปัจจุบันได้ที่ IJM Thailand  https://www.ijm.org/locations/thailand
  • เมื่อวันอังคารที่ 21 มกราคม 2568 IJM และกระทรวงแรงงานร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเปิดตัวการศึกษาวิจัย IJM ที่เจาะลึกเกี่ยวกับประสบการณ์แรงงานต่างด้าวและการตอบสนองของระบบยุติธรรมไทยต่อการบังคับแรงงานข้ามพรมแดนและการค้าแรงงาน ด้วยตัวแทนของรัฐบาลและไม่ใช่รัฐบาล 100 คน เหตุการณ์จุดประกายการอภิปรายที่น่าสนใจและเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ทรงพลัง

    คําแนะนําที่สําคัญจากเหตุการณ์มุ่งเน้นไปที่การเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่ง การสร้างขีดความสามารถ และแนวทางที่เป็นนวัตกรรม เพื่อปรับปรุงการตอบสนองของระบบยุติธรรมต่อแรงงานและการค้ามนุษย์ ที่บังคับใช้เพื่อให้มั่นใจว่าได้ให้การสนับสนุนแรงงานต่างด้าวดีขึ้น ความพยายามเหล่านี้มีความสําคัญต่อการเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมที่เป็นมิตรกับแรงงานอพยพมากขึ้น เป็นขั้นตอนสําคัญในการนำไปสู่ระบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

    ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีโอกาสฟังคําให้การที่น่าสนใจจาก ‘ผู้นําของผู้รอดชีวิตจากแรงงานที่ถูกบังคับ’ แบ่งปันประสบการณ์ที่กล้าหาญของเธอด้วยการสนับสนุนจาก IJM และรัฐบาลไทย เรื่องราวของเธอที่ถูกบังคับให้ใช้แรงงานอย่างทารุณ แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่เป็นความรุนแรงทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามทางจิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และการบังคับ เธอยังเน้นย้ําความสําคัญของการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างเจ้าหน้าที่และแรงงานต่างด้าว รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิแรงงานและกลไกการรายงานแก่แรงงานต่างด้าวด้วย 

  • เมื่อวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2568 มูลนิธิ IJM ได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN-ACT ให้จัดอบรม Trainers and Mentors Refresher Workshop เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของครูฝึกและที่ปรึกษาเกี่ยวกับแรงงานบังคับ การค้าแรงงาน และการค้ามนุษย์ (TIP) ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยเจ้าหน้าที่บังคับคดีและเจ้าหน้าที่บังคับคดีจากหน่วยงานราชการสําคัญในกรุงเทพฯ เชียงราย ชลบุรี และระนอง การประชุมเชิงปฏิบัติการมุ่งเน้นไปที่รวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง NRM และ TIP เพื่อเสริมการปรับแต่งเนื้อหาการฝึกอบรม พัฒนาทักษะการอํานวยความสะดวก และสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่แนวหน้าในการระบุและตอบสนองต่อกรณีเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดผลกระทบที่ยั่งยืน สร้างขีดความสามารถที่ยั่งยืน และส่งต่อความรู้ที่สําคัญในระดับจังหวัด ระดับประเทศด้วย

     

  • โครงการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและแรงงานบังคับ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน , กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมการจัดหางาน) , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , กรมสอบสวนคดีพิเศษ , กรมการปกครอง , สำนักงานอัยการสูงสุด , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมประมง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการคัดกรอง และคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ให้มีประสบการณ์ที่เพียงพอ สามารถคัดกรองคัดแยกผู้เสียหาย และสืบสวนสอบสวนคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน บังคับใช้แรงงาน หรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

     

  • พันธกิจการร่วมมือกับนานาชาติ เช่น โครงการ ASEAN-Australia Counter Trafficking (ASEAN-ACT) โดยเปิดพื้นที่สำหรับการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือแบบองค์รวม (FAST) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ แนวโน้ม และแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ภายใต้ United Nations Development Programme (UNDP) , International Organization for Migration (IOM) A21 Foundation , IJM Thailand และ UN Global Compact Network Thailand พร้อมองค์กรภาคีอื่น ๆ

     

  • เมื่อวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 ณ The Landmark Bangkok ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ หัวข้อการประชุมว่าด้วย “การค้าทาสสมัยใหม่ในประเทศไทย ครั้งที่ 3 (Thailand’s Third Modern Slavery Conference) ภายใต้ประเด็นหลัก “การ (Whole-of-Society Approach) โดยร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม , สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย , โครงการ Finance Against Slavery and Trafficking ขับเคลื่อนด้วยสังคม (Pursuing Whole-of-Society Approaches)”

 

photo : สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

 

ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการโยกย้ายถิ่นฐาน  
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยร้อยละ 4.3-6.6  
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทย  
เกิดจากแรงงานข้ามชาติ  
ซึ่งมีจำนวนกว่าร้อยละ 7 ของแรงงานทั้งประเทศ

  • ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 มูลนิธิไอเจเอ็ม ได้จัดแถลงข่าวความคืบหน้าต่อสื่อมวลชนที่ โรงแรม Crowne Plaza Bangkok Lumpini Park ในหัวข้อ “ โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น - มุมมองที่ไม่เคยถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในประเทศไทย ” ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ดังนี้
    • ข้อมูลเชิงลึกจากภาคสนามเกี่ยวกับความปลอดภัย สุขภาพ และความเสี่ยงจากการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงานในกลุ่มแรงงานเปราะบางในประเทศไทย
    • กลยุทธ์ร่วมกับภาครัฐในการเสริมสร้างความคุ้มครองแรงงานในประเทศไทย เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานบังคับ-ค้ามนุษย์
    • การประชุมเชิงปฏิบัติการและการอภิปรายเกี่ยวกับการรายงานที่คำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจ และวิธีการปกป้องผู้ทำงานที่เปราะบาง
    • คำคมและคำรับรอง คำศัพท์ทางกฎหมาย และการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยแยกแยะข้อพิพาทด้านแรงงานออกจากการแสวงประโยชน์จากอาชญากรรม

 

 

แรงงานบังคับคืออะไร?

เมื่อพูดถึง ‘แรงงานบังคับ’ หลายคนอาจนึกภาพเหยื่อถูกล่ามโซ่ ทรมานกักขัง และไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้ แต่ในความเป็นจริงการบังคับใช้แรงงานไม่ได้อยู่ในรูปแบบเหล่านั้นเสมอไป บางครั้งอาจเกิดขึ้นกับผู้คนที่เราเดินผ่านในทุก ๆ วัน แต่ไม่ทันสังเกตหรือรับรู้มาก่อน

แรงงานบังคับ (Forced Labor) คือ การที่บุคคลนั้น ๆ ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจหรือโดยบังคับ ซึ่งรวมถึงการยึดค่าจ้าง การข่มขู่ใช้ความรุนแรง หรือการจำกัดเสรีภาพของบุคคล องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้จัดทำตัวชี้วัดที่แสดงถึงสัญญาณหรือเบาะแสว่า คนหนึ่งคนอาจตกอยู่ในสภาวะถูกบังคับใช้แรงงาน ดังนี้

  • การละเมิดอันเนื่องมาจากความเปราะบางของแรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น คนที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ มีข้อจำกัดในการดำรงชีวิต ต้องพึ่งพิงนายจ้างทั้งด้านที่พักหรืออาหาร
  • การหลอกลวง ไม่ว่าจะโดยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หลอกว่าเป็นงานสบายและรายได้ดี แต่ในความเป็นจริงต่างกัน ซึ่งกว่าจะรู้ตัว แรงงานก็ไม่สามารถหลีกหนีได้
  • การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง การถูกควบคุมติดตาม แม้แต่การห้ามไม่ให้ไปพบแพทย์เมื่อเจ็บป่วย
  • การถูกโดดเดี่ยวจากสังคม ทั้งกรณีที่แรงงานไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด หรือรู้แต่ถูกควบคุมและไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ทั้งยังถูกตัดการติดต่อกับครอบครัวหรือช่องทางขอความช่วยเหลือ
  • ความรุนแรงต่อร่างกายและความรุนแรงทางเพศ อาจเกิดได้ทั้งกับแรงงาน ครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดของแรงงาน เพื่อที่จะควบคุมแรงงานได้มากขึ้น
  • การขู่เข็ญและการข่มขู่ เช่น ขู่ว่าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง การไม่จ่ายค่าจ้าง การให้ทำงานในสภาพที่เลวร้ายกว่าเดิม ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้แรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น
  • การยึดเอกสารประจำตัว เช่น หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
  • การไม่จ่ายค่าจ้าง การไม่จ่ายค่าจ้างอย่างเป็นระบบและโดยเจตนาเพื่อบังคับให้แรงงานอยู่ต่อ และทำให้แรงงานไม่มีโอกาสเปลี่ยนนายจ้าง
  • แรงงานขัดหนี้ การที่แรงงานต้องทำงานเพื่อชำระหนี้หรือหนี้ที่ตกทอดมาถึงตน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมในอำนาจการต่อรองระหว่างแรงงานซึ่งตกเป็นลูกหนี้และนายจ้างที่เป็นเจ้าหนี้
  • สภาพการทำงานและสภาพการดำรงชีพที่เลวร้าย เช่น การอาศัยร่วมกันอย่างแออัด ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆ ซึ่งบางครั้งแรงงานต้องอาศัยอยู่ด้วยภาวะจำยอม
  • ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาที่ยาวนาน ต้องทำงานหลายชั่วโมงหรือหลายวันติดต่อกันเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายในประเทศกำหนดหรือเกินข้อตกลงร่วมแรงงาน ไม่ให้หยุดพักระหว่างทำงานหรือวันหยุด หรือให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ

แรงงานบังคับเกิดขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การจ้างงานนอกระบบ การขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน มูลนิธิไอเจเอ็ม (IJM) รายงานว่าได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานในการสำรวจเมื่อ ปี 2022 พบว่า 1 ใน 4 ของแรงงานข้ามชาติเคยต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่อันตรายหรือถูกบีบบังคับ โดยร้อยละ 17-18 ของแรงงานเมียนมาและกัมพูชาในประเทศไทยเคยถูกบังคับใช้แรงงาน โดยกลุ่มธุรกิจที่พบสัดส่วนของผู้ที่เคยถูกบังคับใช้แรงงานจากมากไปน้อย คือ อุตสาหกรรมประมง 24% อุตสาหกรรมบริการ 22% อุตสาหกรรมก่อสร้าง 15%   และโรงงาน 15%

 

photo : สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

 

เด็กขายโรตีกรณีตัวอย่าง [16]

มูลนิธิไอเจเอ็มรายงานว่า: เด็กขายโรตีที่เราเจอที่ตลาดทุกวัน แท้จริงอาจเป็นแรงงานบังคับ

ย้อนไปเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2567 มีผู้กระทําความผิดชาวเมียนมารายหนึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบังคับใช้แรงงาน และค้ามนุษย์เด็กชายชาวเมียนมาวัย 17 ปี ชื่อ ธิฮะ (นามสมมติ) ซึ่งถูกพาตัวจากประเทศเมียนมามาทํางานในประเทศไทย ธิฮะถูกนายจ้างซื้อตัวจากพ่อแม่ด้วยเงินประมาณ 10,000 บาท ออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองเมาะลําเลิงถึงเมืองเมียวดีในช่วงเวลาราวเที่ยงคืน ก่อนจะข้ามมาที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเขาและผู้ร่วมเดินทางอื่น ๆ รวม 7 คน ก็เดินทางมายังกรุงเทพฯ ด้วยความแออัดภายในรถ

เมื่อถึงบ้านของนายจ้างในเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ธิฮะก็ได้รู้ว่าเขาตกอยู่ในสถานการณ์การทำงานผิดกฎหมาย ในช่วง 10 วันแรก เขาถูกสอนให้ทําโรตี ก่อนถูกนายจ้างวัย 30 ปี สั่งให้ออกไปขายตามลําพังบนถนนในย่านตลาดมีนบุรี จํานวนโรตีที่ธิฮะต้องขายถูกเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทําให้เขาต้องกลับบ้านช้าลงกว่าเดิม หากเขาขายไม่ได้ตามเป้าหรือทําพลาด ก็จะถูกเฆี่ยนภายในบ้านด้วยสายชาร์จโทรศัพท์หรือท่อยาง ธิฮะถูกบังคับให้ขายโรตีตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงตีสองหรือตีสามของทุกวันเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน โดยไม่เคยได้รับค่าจ้างและมีอาหารไม่พอกิน ทั้งยังถูกนายจ้างข่มขู่ว่า หากคิดหนีจะแจ้งตํารวจมาจับในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ธิฮะตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเชื่อคําพูดของเขาหลังเห็นรอยฟกชํ้าและเคยเห็นเหตุการณ์ตอนนายจ้างลงมือตี ธิฮะได้เข้าแจ้งความต่อตํารวจและถูกส่งตัวไปยังสถานคุ้มครองของรัฐหลังได้รับการคัดแยกว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยมีองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงมูลนิธิไอเจเอ็ม สนับสนุนการจัดทําเอกสารประกอบคดี การวิเคราะห์ข้อบ่งชี้การค้ามนุษย์ในทางกฎหมาย และการจัดหาล่าม

สุดท้าย นายจ้างถูกจับกุมและถูกดําเนินคดีฐานค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงาน โดยตัดสินจําคุก 8 ปี แต่เนื่องจากจําเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงเหลือจําคุก 4 ปี 3 เดือน และสั่งปรับเป็นเงินจํานวน 640,190 บาท

สิ่งที่ธิฮะต้องเผชิญสะท้อนให้เห็นว่าการบังคับใช้แรงงานสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมทั่วไป แม้ไม่ได้ถูกกักขังแต่ธิฮะก็ไม่สามารถหนีไปจากนายจ้างได้ เนื่องด้วย ‘ความเปราะบาง’ ที่ต้องเผชิญจากการอาศัยอยู่ในต่างแดน ต้องพึ่งพิงที่อยู่อาศัยของนายจ้าง ซ้ำยังถูกข่มขู่เรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

 

photo : สำนักงานเลขานุการศูนย์บัญชาการการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

 

แนวทางการช่วยเหลือแรงงานบังคับ

มูลนิธิไอเจเอ็มระบุว่า ความท้าทายในการดำเนินการเรื่องแรงงานบังคับไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่เป็นความท้าทายทางระบบในการดำเนินการ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กลุ่มแรก ๆ ที่จะได้พบผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พนักงานตรวจแรงงาน หรือนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งอาจมุ่งเน้นเป้าหมายการทำงานไปที่การเสาะหาพยานหลักฐานสำหรับการสั่งฟ้อง มากกว่าการทำงานเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย

โดยการบวนการให้ความช่วยเหลือจะเริ่มตั้งแต่การแจ้งเหตุ การคัดกรอง การคัดแยก และการคุ้มครอง ซึ่งความท้าทายของกลไกนี้ คือ ขั้นตอนระหว่างการคัดกรองเบื้องต้นและขั้นตอนการคัดแยกผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่ควรได้รับการคุ้มครองและควรเริ่มต้นการสืบสวนทางอาญาหรือไม่

แต่กลับมีหลายครั้งที่ผู้เสียหายอาจถูก ‘คัดออก’ จากกระบวนการเร็วเกินไป ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือที่ควรจะได้รับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางส่วนใช้มาตรฐานการคัดกรอง ในระดับที่ใกล้เคียงมาตรฐานการต่อสู้ในชั้นศาล ทั้งที่ขั้นตอนนี้ควรเป็นแค่การคัดกรองเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือคนก่อน เจ้าหน้าที่รัฐบางคนอาจยังอาจติดกรอบความคิดจากการทำงานที่มุ่งเน้นหาผู้กระทำผิด มักนำไปสู่การตั้งคำถามที่อาจซ้ำเติมผู้เสียหาย เช่น ทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจตั้งแต่แรก? ในเมื่อตกลงทำงานนี้ทำไมถึงคิดว่าตัวเองถูกแสวงหาผลประโยชน์? ทำไมถึงไม่หลบหนี?

ดังนั้น มูลนิธิไอเจเอ็มจึงร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการพัฒนาแนวทางการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย จากการค้ามนษย์หรือการถูกทำให้เป็นแรงงานบังคับ เพื่อปิดช่องว่างในการแสวงหาผลประโยชน์และแนวทางการคัดแยกผู้เสียหาย รวมถึงการยกระดับคุณภาพของการสืบสวนคดีอาญาไปพร้อมกัน

เริ่มจากปี 2565 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดทำ ‘กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism, NRM)’ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างกรอบความร่วมมือและแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กองต่อต้านการค้ามนุษย์และกระทรวง พม. ยังผลักดันแนวทางการดูแลที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Approach) เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงความกลัว การลังเล หรือคําให้การที่สับสนสลับไปมาของผู้เสียหาย ว่าอาจมีรากฐานมาจากสภาวะจิตใจที่กระทบกระเทือนมากกว่าจะเป็นการโกหกหลอกลวง ขณะที่สถาบันตุลาการซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย ประธานศาลฎีกาได้ออกคําแนะนําแก่ผู้พิพากษาในปี 2565 ว่าให้สนับสนุนกระกวนการของศาล โดยให้ใช้หลักการที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจในคดีค้ามนุษย์ในการพิจารณาไต่สวน

 

 

การช่วยเหลือแรงงานบังคับในทางปฏิบัติ

ไอเจเอ็มประเทศไทย มีมาตรการดำเนินงานต่อแรงงานบังคับอย่างเป็นมาตรฐาน

  • ส่งเสริมระบบยุติธรรมให้เข้มแข็งขึ้น โดยร่วมมือกับพันธมิตรในระบบยุติธรรม ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักนโยบาย องค์กรภาคเอกชนและผู้นำชุมชน เพื่อส่งเสริมให้การตอบสนองต่อแรงงานบังคับและการค้าแรงงานเข้มแข็งขึ้น ได้ออกแบบปรับปรุงพัฒนางานที่สนับสนุนผู้รอดพ้น ยับยั้งผู้กระทำผิด ลดแรงงานบังคับและเพิ่มการปกป้องคุ้มครอง
  • ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้เสียหาย โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนอกภาครัฐ เพื่อช่วยผู้เสียหายจากการถูกบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ อีกทั้งฟื้นฟูผู้รอดพ้นให้เข้าสู่ความปลอดภัยและความมั่นคง
  • นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยทำงานเคียงข้างผู้บังคับใช้กฎหมาย อัยการ และเจ้าหน้าที่ซึ่งสนับสนุนผู้รอดพ้น เพื่อการสนับสนุนผู้รอดพ้นในศาล และทำให้แน่ใจว่าอาชญากรต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ยุติวงจรการกระทำความผิด และยับยั้งไม่ให้มีคนแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเปราะบางเหล่านี้
  • ขยายการปกป้องคุ้มครองออกไปในวงกว้าง โดยสนับสนุนทุกคนรวมทั้งผู้นำของแรงงานที่เป็นผู้รอดพ้น เรียกร้องให้การปกป้องคุ้มครองเป็นสิทธิอันชอบธรรมสำคัญสำหรับทุกคน รวมถึงทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่พันธมิตร เพื่อเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิและความปลอดภัย ให้แก่แรงงานข้ามชาติทุกคน

หากย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีผู้คนจำนวน 260 คน ถูกปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเมียนมาให้แก่ทางการไทย มูลนิธิไอเจเอ็มพบว่า หน่วยงานด่านหน้าของไทยได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ ภายใต้กลไกการส่งต่อระดับชาติที่ครอบคลุมหลายภาษา และเพื่อให้การบังคับใช้ข้อบ่งชี้การค้ามนุษย์ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รัฐบาลขณะนั้นก็ได้ประสานงานกับภาคประชาสังคมเพื่อรับการสนับสนุนทางเทคนิคและล่าม มูลนิธิไอเจเอ็มได้ให้การสนับสนุนโดยจัดหาล่ามที่ผ่านการฝึกฝนและคุ้นเคยกับศัพท์เทคนิคด้านการค้ามนุษย์ รวมถึงสนับสนุนแนวทางการสัมภาษณ์ที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจและช่วยจัดทําเอกสารประกอบคดีให้สอดคล้องกับมาตรฐานของกลไกการส่งต่อระดับชาติ ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ ทำให้ปฏิบัติการนี้สิ้นสุดลงในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และมีบุคคลจำนวน 258 คน ได้รับการคัดแยกให้เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการ

กรณีที่เกิดขึ้นกับธิฮะซึ่งเป็นแรงงานบังคับที่อาจไม่ถูกมองเห็น และกรณีผู้เสียหายจากศูนย์สแกมเมอร์ ทำให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างระบบประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะการสร้างกลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นการส่งเสริมกันระหว่างการคุ้มครองผู้เสียหายและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การมีกลไกที่ชัดเจนเช่นนี้ ช่วยอุดช่องว่างที่เครือข่ายอาชญากรรมเคยใช้แสวงหาประโยชน์จากแรงงาน ไม่ว่าจะการเป็นประสานงานที่อ่อนแอและการคัดแยกผู้เสียหายที่ขาดความเป็นเอกภาพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้ยกระดับการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยตลอดหลายปี

แต่ปัญหาของ “ BLOOD BERRIES ” แม้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจของกระบวนการศาลยุติธรรมไทยจะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำตัดสินของศาลฟินแลนด์ได้ เพื่อชดเชยเยียวยาต่อสิ่งที่นายจ้างกับนายหน้าทำไว้ แต่ไม่ได้อยู่นอกอำนาจของศาลแรงงาน กระทรวงแรงงาน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะช่วยกันได้ เพราะปัจจุบันกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้สามารถชดเชยเยียวยาย้อนหลังได้ ขึ้นอยู่กับว่าทุกหน่วยจะเห็นความสำคัญแล้วให้ความช่วยเหลือแค่ไหนอย่างไร เพื่อชดเชยความผิดพลาดราษฎรได้มอบความไว้วางใจต่อหน่วยงานของรัฐ ในวันที่พวกเขาทำสัญญาว่าจ้างโดยมีกรมแรงงานเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการ ซึ่งไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดต่อเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้างต่อพี่น้องแรงงานอีสานที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในปี 2565 หรือปีอื่น ๆ ที่มีสภาพไม่ต่างกัน และที่สำคัญ ‘สัญญาบ้าเลือด’ เหล่านั้นถูกเปลี่ยนข้อตกลงในเงื่อนไขถึง 3 ครั้งหลังพ้นเขตประเทศไทย ซึ่งอาจไม่มีแรงงานคนไหนรู้เห็นเป็นใจเลยด้วยซ้ำ หากชัดเจนในข้อตกลงที่ตัวเองต้องยินยอมผูกมัดแล้วกลายเป็น ‘สัญญาทาส’ ปราศจากความเป็นธรรมอย่างที่เกิดขึ้น หรือหากรัฐคิดว่าต้องการปล่อยให้ ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ตายดับไปกับ ‘แพะรับบาป’ ตามกาลเวลาเหมือนที่เคยมา แต่โปรดอย่าคิดว่าคำถามในรัฐสภาของผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนจะเลือนหาย มันยังคงยืนยันเป็นประจักษ์พยานรอรับการช่วยเหลือจากรัฐอยู่ต่อไป จนกว่าทุกชีวิตที่ประสพภัยจากการกระทำที่โหดร้ายเหล่านี้จะได้รับความยุติธรรม ตามข้อบังคับของกฎหมายแรงงานข้ามชาติที่ต้องเป็นธรรมต่อประชาชน ตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประเทศไทยได้ให้ปฏิญาณไว้กับภาคี ICCPR อันเป็นกติการะหว่างประเทศ ซึ่งรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียม (สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมในศาล) สำหรับประชาชนทุกคนที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐ รวมถึงแรงงานข้ามชาติทุกคนด้วย.


[1] 3 ทศวรรษ “วันเสรีภาพสื่อโลก” จากรอยเลือดแอฟริกา สู่กรงขังอัลกอริทึม https://tja.or.th/view/highlight/1457344

[2] อัยการสูงสุดฟินแลนด์พบเบาะแส บริษัทเบอร์รี่ป่าติดสินบนจนท.ไทย อดีต 2 รมว.- ขรก.ระดับสูงเอี่ยวทุจริต https://theisaanrecord.co/2026/01/10/finnish-media-reports-on-thailand-paying-bribes/

[3] สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงาน ถอนฟ้อง บก.บห.The Isaan Record https://theisaanrecord.co/2026/04/23/suchartchomklinwithdrewthesuecaseagainsttheisaanrecord/

[4] ครบรอบ 30 ปี ของปฏิญญาวินด์ฮุก https://www.unesco.org/en/articles/30th-anniversary-windhoek-declaration

[5] บก.The Isaan Record บุกสภา จี้หยุดใช้กฎหมายปิดปากสื่อมวลชน หลังแฉส่วยเบอร์รี่ป่า , สำนักข่าวราษฎร https://www.facebook.com/share/18oQY9S3jr/

[6] เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36 ล้าน เห็นชัดรับเงิน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์ https://theisaanrecord.co/2026/01/26/politicians-took-bribe-from-finland-company/

[7] สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงาน ถอนฟ้อง บก.บห.The Isaan Record แต่ยังฟ้อง บก.​ เรียกค่าเสียหาย 1 ล้าน    https://theisaanrecord.co/2026/04/23/suchartchomklinwithdrewthesuecaseagainsttheisaanrecord/

[8] แถลงการณ์สมาคมสื่อมวลชนขอนแก่น หยุดฟ้องปิดปาก The Isaan Record หยุดใช้กฎหมายกลั่นแกล้งโดยไม่สุจริต https://theisaanrecord.co/2026/03/30/kk-media-statement-isaan-record/

[9] แถลงการณ์ กสม. เร่งรัด-ผลักดัน Anti-SLAPP https://www.sarakadee.com/2026/04/29/anti-slapp/

[10] ‘เมื่อกฎหมาย ถูกใช้เป็นอาวุธ’ คุยกับบรรณาธิการ The Isaan Record ในวันที่ถูกนักการเมืองฟ้องร้องจากการทำข่าวสืบสวนสอบสวน  https://thematter.co/social/the-isaan-record-slapp-case/259190

[11] นิทรรศการ “แรง(คน)งาน” & เสวนา “ Blood Berries หมากไม้ ” , Arai Arai  https://www.youtube.com/live/F9unyBJdo8I?si=i0HnQkoWgG21YXXR

[12] Blood Berries - หมากไม้ คว้ารางวัลเพื่อสิทธิมนุษชนยอดเยี่ยม ในเทศกาล Montreal Women Film Festival https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1419657026868104&set=pb.100064714595079.-2207520000&type=3

[13] ส่องความเป็นอยู่แรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่าในฟินแลนด์ https://youtu.be/p2LiHh-Ys3o?si=xfThLHq9VNREdmBi

[14] ศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุกซีอีโอของบริษัทเคียนตามา (Kiantama) หนึ่งในบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ของฟินแลนด์ https://www.facebook.com/share/v/1E6n8MRjT7/

[15] IJM Thailand https://www.facebook.com/ijmthailand?locale=th_TH

[16]เด็กขายโรตีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น https://thematter.co/social/forced-labor/259685?fbclid=IwY2xjawRndy1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFQTHRETzhBcEJKOEpaUlJZc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpI1hDbIVoDSEb0Pzro4GF-Qs9y_d0eB0FOR41osohJ1WEr6eNvmKNNRu67z_aem_wJPuaRdBGmv6tqzr6UwBcQ