“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้ ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ”
- บทพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่อง เวนิสวาณิช ของวิลเลียม เชกสเปียร์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงดนตรีนั้นเป็นของดี เพราะทั้งช่วยให้ประโลมจิตใจให้ผ่อนคลาย สร้างความรู้สึกร่วม และถ่ายทอดคุณค่า ความเชื่อ หรืออุดมคติบางประการของสังคมออกมาได้อย่างทรงพลัง ดังเช่นในบทประพันธ์ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลมา
ดนตรีจึงไม่ใช่เพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง หากยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างความทรงจำร่วมและภาพแทนบางอย่างให้ฝังแน่นอยู่ในใจผู้คน ดังเช่นที่เมื่อใครหลายคนได้ยินเพลงหนาวแสงนีออนของตั๊กแตน ชลดา ก็ย่อมนึกถึงความเหงาของ แรงงานที่โยกย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร หรือเพลงปรารถนาสิ่งใดฤๅ ของวงค็อกเทล ก็อาจจะทำให้หวนนึกถึงความมุ่งหมายของชีวิต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม บทเพลงจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ความบันเทิง หากแต่บทเพลงยังทำหน้าที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่าง และทำหน้าที่ย้ำเตือนความจำบางอย่าง ทั้งความทรงจำร่วมและความจำของปัจเจกบุคคล
ทว่า หนึ่งในผู้ให้ความสำคัญและเห็นประโยชน์ของเสียงดนตรี คงจะหนีไม่พ้นบรรดาหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ ที่เห็นประโยชน์ของดนตรี ต่างมีเพลงประจำหน่วยงานของตนเองไว้สำหรับขับขานภารกิจ เกียรติภูมิ และอุดมคติขององค์กร แต่เมื่อเนื้อเพลงเหล่านั้นบรรยายถึงความเสียสละ ความใกล้ชิดประชาชน หรือความซื่อสัตย์สุจริตอย่างงดงาม ก็ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะชวนให้ตั้งคำถามกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงว่า การทำงานของหน่วยงานเหล่านั้นสอดคล้องกับถ้อยคำที่ตนเองขับร้องอยู่เพียงใด
รัฐไทยนิยมอุดมไปด้วยเสียงเพลง
หากย้อนกลับไปพิจารณาว่า หน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ นิยมเสียงเพลงมากแค่ไหน อาจจะพิจารณางบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อแต่งเพลง ผลิตเพลง จัดทำ หรืออัดเพลง (โดยไม่รวมการจ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะผสมผสาน)[1] ย้อนหลัง พบว่าในช่วง 10 ปี (งบประมาณ) ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ได้ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมากถึง 11,767,139.00 บาท คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 902 โครงการ โดยมูลค่าโครงการเฉลี่ย 19,000 บาท และคิดเป็นเฉลี่ยปีละประมาณ 1,176,713 บาท
(ภาพที่ 1) กระจายอยู่ตามหน่วยงานหลากหลายประเภท อาทิ โรงเรียน มหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษา วิทยาลัย/อาชีวศึกษา ราชการส่วนกลาง/หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค/จังหวัด (ภาพที่ 2)
ภาพที่ 1: มูลค่าสัญญา/งบประมาณตามปีงบประมาณ (ล้านบาท)

หมายเหตุ: สีน้ำเงินหมายถึงโครงการที่มีชื่อเป็นงานจ้างแต่งเพลงโดยตรง และสีส้มเป็นโครงการที่มีชื่อในลักษณะเดียวกัน
ที่มา: Act AI (2558-2568)
ภาพที่ 2: ผู้ว่าจ้างจำแนกตามหมวดหน่วยงาน

หมายเหตุ: สีน้ำเงินหมายถึงโครงการที่มีชื่อเป็นงานจ้างแต่งเพลงโดยตรง สีส้มเป็นโครงการที่มีชื่อในลักษณะเดียวกัน และสีเขียวคือจำนวนรวมของทั้งสองประเภท
ที่มา: Act AI (2558-2568)
อนึ่ง แม้มูลค่าของโครงการจ้างแต่งเพลงดังกล่าวนั้นจะไม่มาก ด้วยส่วนหนึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัดจากการเลือกใช้คีย์เวิร์ดเจาะจงเฉพาะโครงการที่มีชื่อเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อแต่งเพลง ผลิตเพลง จัดทำ หรือ
อัดเพลง โดยไม่รวมถึงโครงการประชาสัมพันธ์ที่มีลักษณะผสมผสาน ทว่า ข้อมูลดังกล่าวก็น่าจะทำให้เห็นนัยความนิยมเสียงเพลงในหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการได้ในระดับหนึ่ง คำถามสำคัญก็คือ หน่วยงานของรัฐและส่วนราชการเหล่านี้แต่งเพลง เพื่ออะไร
เมื่อพิจารณาในเนื้อหาของโครงการจ้างแต่งเพลง พบว่าโครงการจำนวนมากไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการจ้างไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาจากชื่อโครงการสามารถจำแนกประเภทของเพลง โดยประเภทที่พบมากที่สุดคือเพลงประกอบกิจกรรม การแสดง หรือการแข่งขัน รองลงมาคือเพลงมาร์ช เพลงประชาสัมพันธ์ เพลงท่องเที่ยวหรือชุมชนท้องถิ่น และเพลงประจำสถาบันตามลำดับ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐใช้เพลงในหลายลักษณะ ทั้งเพื่อประกอบกิจกรรม สร้างอัตลักษณ์ของหน่วยงาน และสื่อสารข้อมูลหรือกิจกรรมของรัฐต่อประชาชน แต่บทเพลงนั้นมีความหมายมากกว่านั้นหรือไม่
บทเพลงในฐานะสื่อแห่งอำนาจและความชอบธรรม
ในทางสังคมและการเมือง การใช้อำนาจของรัฐมิได้ปรากฏเฉพาะในรูปของตัวบทกฎหมาย คำสั่งทางปกครอง หรือการใช้อำนาจบังคับเท่านั้น หากการใช้อำนาจยังปรากฏผ่านพิธีกรรม ถ้อยคำ สัญลักษณ์ และ
รูปแบบการสื่อสารต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความชอบธรรมให้แก่องค์กรของรัฐ บทเพลงเป็นสื่อรูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเพลงสามารถสร้างอารมณ์ร่วม ผลิตภาพจำ และถ่ายทอดอุดมคติขององค์กรหรือหน่วยงานออกสู่สาธารณะได้ในลักษณะที่เข้าถึงง่ายกว่าภาษาราชการทั่วไป
ด้วยเหตุนี้ เพลงหรือการผลิตเพลงของหน่วยงานรัฐ จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นวิธีที่รัฐใช้สื่อสารทางอารมณ์และสัญลักษณ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับประชาชน สมาชิกขององค์กร หรือชุมชนทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมาร์ช เพลงประจำสถาบัน เพลงรณรงค์ เพลงประชาสัมพันธ์ หรือเพลงประกอบกิจกรรมของรัฐ เพลงเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการทำให้กิจกรรมและข้อความของรัฐถูกจดจำ รับรู้ และยอมรับในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเอกสารราชการหรือคำประกาศโดยตรง
เพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เป็นตัวอย่างสำคัญของบทเพลงที่ทำหน้าที่มากกว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐ เพลงดังกล่าวถูกเผยแพร่ในบริบทหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และถูกใช้เพื่อสื่อสารภาพของคณะรัฐประหารในฐานะผู้เข้ามาดูแล คุ้มครอง และฟื้นฟูความสงบของประเทศ ความน่าสนใจของเพลงนี้อยู่ที่การแปลงปัญหาทางการเมืองให้กลายเป็นปัญหาทางอารมณ์ ผ่านถ้อยคำเกี่ยวกับความรัก ความบาดหมาง ความเหน็ดเหนื่อย และความสุข แทนที่จะอธิบายความชอบธรรมของอำนาจผ่านภาษากฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ เพลงกลับสร้างความชอบธรรมผ่านคำมั่นว่าจะนำความสงบและความสุขกลับคืนมาในอนาคต ในแง่นี้ เพลงจึงทำหน้าที่เป็นสื่อแห่งอำนาจที่ทำให้อำนาจรัฐหลังรัฐประหารปรากฏในรูปแบบที่อ่อนโยน
น่ารับฟัง และผูกโยงกับประโยชน์ของชาติและประชาชน
ทว่า เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพลงเดียวที่ถูกแต่งขึ้นภายหลังจากการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้เผยแพร่เพลงต่อเนื่องกันอีก ๖ เพลงคือ เพลงเพราะเธอคือประเทศไทย เพลงความหวังความศรัทธา เพลงสะพาน เพลงใจเพชร เพลงสู้เพื่อแผ่นดิน และเพลงในความทรงจำ[2] ซึ่งแม้แต่ละเพลงนั้นจะไม่ได้มีความโดดเด่นหรือได้รับการตอบรับมากเท่าเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย แต่นัยของเพลงเหล่านี้ล้วนกำลังทำหน้าที่สื่อสารทางการเมือง ผ่านการตอกย้ำด้วยถ้อยคำต่าง ๆ เพื่อสื่อสารไปยังอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน
ไม่ใช่แค่เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยเท่านั้น ที่มีนัยของปฏิบัติการทางการเมือง จะเห็นได้ว่าบรรดาเพลงต่าง ๆ ที่ถูกแต่งขึ้นภายในหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการ ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองทั้งสิ้น
เมื่อภาพจริงในสังคมแตกต่างจากบทเพลง
ปัญหาสำคัญของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ที่เพลง
(ถ้ามันเพราะ) ปัญหาสำคัญของบทเพลงเหล่านี้ก็คือ ระยะห่างระหว่างภาพของสังคมที่บทเพลงพยายาม
นำเสนอกับสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยบทเพลงจากหน่วยงานของรัฐมัก
นำเสนอภาพอุดมคติของสิ่งที่อยากจะให้เป็น ความสามัคคี การปฏิบัติหน้าที่โดยโปร่งใส และการยึดหลักการตามกฎหมาย ทว่า ภาพดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ความล่าช้าของระบบราชการ หรือความไม่ไว้วางใจต่ออำนาจรัฐ
เมื่อบทเพลงของรัฐนำเสนอภาพของสังคมที่แตกต่างกันมากเกินไป เพลงจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังอาจมีส่วนทำให้ปัญหาทางสังคมบางประการถูกลดทอนหรือถูกทำให้มอง
ไม่เห็น กล่าวคือ ความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่เท่าเทียม หรือความรู้สึกไม่เป็นธรรมของประชาชนอาจถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำที่เน้นความรัก ความสามัคคี และการร่วมมือกันอย่างกว้าง ๆ โดยไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านั้น
ตัวอย่างของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐสะท้อนให้เห็นว่า เพลงถูกใช้เพื่อทำหน้าที่
แตกต่างกันไปตามลักษณะขององค์กรและภารกิจของรัฐ เพลงมาร์ชขององค์กรการเลือกตั้ง เป็นตัวอย่างของเพลงประจำสถาบันกำกับการเลือกตั้งที่มุ่งสร้างภาพขององค์กรในฐานะผู้ยึดมั่นความซื่อสัตย์ ความเป็นกลาง และการพิทักษ์ประชาธิปไตย เพลงลักษณะนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกชื่อหรือภารกิจขององค์กร แต่ยังพยายามสร้างศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรผ่านถ้อยคำที่เน้นอุดมการณ์และคุณธรรมของผู้ปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่เพลงเรียงความเกี่ยวกับภาษีของกรมสรรพากรก็เป็นอีกตัวอย่างของเพลงรณรงค์ ที่ทำให้เรื่องภาษี ซึ่งโดยปกติสัมพันธ์กับการคลังของรัฐ กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน เพลงอธิบายภาษีผ่านภาพของถนน โรงเรียน โรงพยาบาล อาหารกลางวัน และการพัฒนาประเทศ ทำให้การเสียภาษีถูกนำเสนอในฐานะหน้าที่ของพลเมืองที่ดี อย่างไรก็ดี ลักษณะเช่นนี้ยังเปิดให้ตั้งคำถามได้ว่า เพลงของรัฐมักเน้นหน้าที่ของประชาชนในการเสียภาษีมากกว่าการอธิบายหน้าที่ของรัฐในการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้
อีกตัวอย่างของเพลงจากหน่วยงานของรัฐก็คือ เพลงปณิธานขององค์กรด้านการแข่งขันทางการค้านั้น
ก็เป็นตัวอย่างของเพลงที่ใช้สร้างอัตลักษณ์ให้แก่องค์กรกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ โดยนำภารกิจที่มีลักษณะ
ซับซ้อน อาทิ การกำกับการแข่งขันทางการค้าและการสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ มาอธิบายผ่านภาษาของความมุ่งมั่นและปณิธานขององค์กร ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เพลงของรัฐไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพลงมาร์ช เพลงปลุกใจ หรือเพลงรณรงค์ด้านสังคมเท่านั้น แต่ยังถูกใช้โดยองค์กรกำกับดูแลสมัยใหม่เพื่อสื่อสารบทบาท อุดมการณ์ และความชอบธรรมของตนต่อสาธารณะด้วย ทว่า ภาพดังกล่าวนั้นอาจจะย้อนแย้งกับสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทย
เมื่อบทเพลงกับความจริงพูดกันคนละภาษา
ปัญหาของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเพลงเหล่านั้นนำเสนอภาพของรัฐในเชิงอุดมคติมากเกินไปเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าภาษาของบทเพลงกับประสบการณ์จริงของประชาชนอาจห่างไกลกันจนแทบเหมือนมาจากคนละโลก ในบทเพลงรัฐมักปรากฏในฐานะองค์กรที่ซื่อสัตย์ เสียสละ เป็นกลาง โปร่งใส และทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ในชีวิตจริงประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจพบรัฐในรูปของความล่าช้า ความยุ่งยากของระบบราชการ ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงบริการสาธารณะ หรือความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่ได้รับการรับฟังอย่างเพียงพอ
ความห่างไกลเช่นนี้ทำให้บทเพลงของรัฐมีลักษณะคล้ายภาษาราชการในรูปของเสียงดนตรี กล่าวคือ
แม้เพลงจะใช้ถ้อยคำที่อ่อนโยนกว่าเอกสารราชการ และเข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟังได้มากกว่า แต่สารที่เพลง
ส่งออกมาก็ยังมักเป็นสารจากมุมมองของรัฐเป็นหลัก เพลงบอกว่ารัฐต้องการให้ประชาชนมองรัฐอย่างไร มากกว่าจะเปิดพื้นที่ให้เห็นว่าประชาชนมองรัฐอย่างไร ในแง่นี้ เพลงจึงอาจกลายเป็นบทสนทนาที่ไม่ได้
มีการสนทนาจริง เพราะฝ่ายหนึ่งขับร้องภาพอุดมคติของตนเอง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจกำลังเผชิญประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเป็นเช่นนี้การฟังเพลงของรัฐจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า เสียงเพลงเหล่านี้กำลังพูดกับใคร และพูดจากโลกแบบใด หากเพลงกล่าวถึงความซื่อสัตย์ขององค์กร แต่สังคมยังตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรนั้น หากเพลงกล่าวถึงความสำคัญของการเสียภาษี แต่ประชาชนยังไม่มั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ด้วยความโปร่งใสและคุ้มค่าเพียงใด หรือหากเพลงกล่าวถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นธรรมนั้นได้จริง บทเพลงก็อาจไม่ได้ช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐเท่านั้น แต่อาจเผยให้เห็นช่องว่างระหว่างภาพที่รัฐต้องการนำเสนอกับความเป็นจริงที่ประชาชนรับรู้ด้วย
ฟังเพลงของรัฐด้วยคำถามต่ออำนาจ
ท้ายที่สุดแล้ว บทเพลงของรัฐไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะเสียงดนตรีเพื่อความไพเราะ หรือเครื่องมือประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหน่วยงานเท่านั้น หากแต่ควรถูกพิจารณาในฐานะสื่อรูปแบบหนึ่งที่รัฐใช้ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเอง บอกเล่าภารกิจขององค์กร สร้างภาพของความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความเป็นกลาง ความโปร่งใส หรือความใกล้ชิดกับประชาชน ผ่านถ้อยคำและทำนองที่เข้าถึงง่ายกว่าภาษาราชการทั่วไป
ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการแต่งเพลงและการผลิตเพลงของหน่วยงานรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเพลงมิได้เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบการสื่อสารที่หน่วยงานรัฐหลากหลายประเภทเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการส่วนกลาง หรือองค์กรกำกับดูแลเฉพาะด้าน เพลงเหล่านี้มีทั้งเพลงมาร์ช เพลงประจำสถาบัน เพลงรณรงค์ เพลงประชาสัมพันธ์ และเพลงประกอบกิจกรรมของรัฐ
อย่างไรก็ดี ความสำคัญของเพลงของรัฐไม่ได้อยู่ที่ว่าเพลงเหล่านี้ไพเราะหรือไม่ แต่อยู่ที่การถามว่าเพลงเหล่านี้กำลังสร้างภาพแบบใดของรัฐและสังคม ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของประชาชนมากน้อยเพียงใด และเพลงเหล่านี้ช่วยเปิดเผยหรือกลบเกลื่อนปัญหาบางอย่างของรัฐอย่างไร เพราะในหลายกรณีเพลงของรัฐมักนำเสนอภาพขององค์กรที่ดีงาม มีอุดมคติ และสมควรได้รับความไว้วางใจ แต่ภาพดังกล่าวอาจแตกต่างจากความรับรู้ของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาในการใช้บริการรัฐ ความไม่โปร่งใส ความล่าช้า หรือความไม่เป็นธรรมในชีวิตจริง
ในแง่นี้การฟังเพลงของรัฐจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับฟังถ้อยคำตามที่เพลงต้องการสื่อสาร แต่ควรฟังพร้อมกับตั้งคำถามต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังเสียงเพลงนั้นด้วย เพลงของรัฐอาจช่วยให้เราเห็นว่า รัฐต้องการให้ประชาชนจดจำตนเองในรูปแบบใด ต้องการให้ประชาชนรู้สึกอย่างไร และต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนถูกอธิบายผ่านภาษาแบบใด
ดังนั้น บทเพลงของรัฐจึงเป็นมากกว่าของขวัญทางเสียงที่มอบให้แก่ประชาชน หากแต่เป็นพื้นที่ที่อำนาจ ความชอบธรรม อุดมคติ และความเป็นจริงทางสังคมมาบรรจบกัน การศึกษาบทเพลงเหล่านี้จึงช่วยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของรัฐไทย คือรัฐที่ไม่ได้สื่อสารผ่านกฎหมาย คำสั่ง หรืองบประมาณเท่านั้น แต่ยังสื่อสารผ่านทำนอง คำร้อง และอารมณ์ร่วมที่พยายามทำให้ประชาชนรับรู้ จดจำ และยอมรับภาพบางอย่างของรัฐด้วย
[1] ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างนี้ อาศัยข้อมูลจากที่ปรากฏในเว็บไซต์ ACT Ai ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อนำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการมาเปิดเผยต่อประชาชน. ดู องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), “ACT Ai เครื่องมือสู้โกงภาคประชาชน,” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) [Online] สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2569, จาก https://actai.co/
[2] อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล, “จากบทเพลงถึงการเมือง 5 ปี ประยุทธ์กับ 7 เพลงเพื่อประเทศไทย,” มติชนออนไลน์, 20 มกราคม 2562 [Online], สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2569, จาก https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_1326329