ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

จารุบุตร เรืองสุวรรณ: จาก “ช้างวิ่ง” ของเสรีไทย สู่ “นักการเมืองอีสาน” ณ แดนดินถิ่นไดโนเสาร์

14
สิงหาคม
2569

(๑) บทนำและความสำคัญ

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทยในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ นั้น รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จำใจต้องประกาศเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะ โดยมีเงื่อนไขแค่ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปโจมตีอังกฤษที่พม่าและอินเดียเท่านั้น ญี่ปุ่นไม่ได้ยึดครองประเทศไทย

แต่ ณ ขณะนั้นก็มีประชาชนชาวไทยเป็นอันมาก ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ต่างเห็นว่าเมื่อยอมให้กองทัพต่างชาติมาเดินทัพผ่านดินแดนประเทศตน ก็เท่ากับประเทศไทยถูกกองทัพประเทศดังกล่าวนั้นยึดครองไปแล้ว จึงเกิดเป็นภารกิจกอบกู้บ้านเมืองขึ้นมา คือการขับไล่กองทัพต่างชาติออกจากประเทศไทย

ณ ขณะเมื่อพ.ศ.๒๔๘๔ นั้น ประเทศไทยยังมีประชากรเพียงราว ๑๗ ล้านคน กลุ่มผู้เห็นต่างที่รวมตัวกันอย่างลับๆ ที่เรียกว่า “ขบวนการเสรีไทย” มีการประมาณการกันว่ามีกำลังราว ๑๕๐,๐๐๐ คน บวกกับสมาคมคนจีนอีกราว ๖๐ สมาคม ที่สามารถจะระดมคนได้อีกราว ๕-๖ หมื่นคน รวมทั้งสิ้นก็ประมาณ ๒ แสนคน (ตัวเลขคร่าวๆ)

แต่ในขบวนการเสรีไทยนั้นก็มีหลากหลายกลุ่ม ทั้งในและนอกประเทศ ในส่วนของกองบัญชาการสูงสุดของเสรีไทยในประเทศนั้น เป็นที่รับรู้กันอย่างเปิดเผยแล้วว่า คือ “ตึกโดม” ภายในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) โดยมีผู้ประศาสน์การฯ ปรีดี พนมยงค์ ทำหน้าที่เสมือนเป็น “แม่ทัพใหญ่” ของขบวนการ มีชื่อทางลับว่า “รู้ธ” รายล้อมด้วยบุคคลสำคัญที่ก็ต่างอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารของ ม.ธ.ก. เวลานั้น อาทิ เดือน บุนนาค, วิจิตร ลุลิตานนท์, เสริม วินิจฉัยกุล, ทวี ตะเวทิกุล เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง เป็นนักศึกษา ม.ธ.ก. ที่คอยรับหน้าที่ติดต่อประสานงาน เดินวิ่งเอกสาร คอยรับคำสั่งและนโยบายจากคณะของท่านผู้ประศาสน์การไปแจ้งแก่กลุ่มอื่นๆ ในขบวนการ บุคคลผู้นี้เปรียบเสมือน “ต้นหน” ของกัปตันเรือ ที่ทำหน้าที่คอยเชื่อมโยงระหว่างกัปตันกับลูกเรือ แต่ ณ ขณะนั้น บุคคลท่านนี้มีชื่อที่คนในขบวนการต่างรู้จักและเรียกขานกันในชื่อ “ช้าง” และแถมยังอธิบายบทบาทของท่านผู้นี้ว่า “ช้างวิ่ง” อีกด้วย

 

(๒) จารุบุตร เรืองสุวรรณ ในฐานะ “ช้างวิ่ง” ของเสรีไทย   

แม้ในขบวนการเสรีไทย ส่วนใหญ่จะทราบกันดีว่า “ช้างวิ่ง” ที่เป็นผู้ประสานงานระหว่าง “รู้ธ” กับทีมงานคนอื่นๆ ในขบวนการนั้นคือ “นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ” นักศึกษา ม.ธ.ก. จากคณะเศรษฐศาสตร์ แต่สำหรับสาธารณะ เรื่องของ “ช้างวิ่ง” ก็เพิ่งจะเปิดเผยเมื่อพ.ศ.๒๕๒๖ ก่อนเจ้าตัวเสียชีวิตเพียง ๑ ปี 

ถ้าพูดถึงนาม “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” แล้วคนรุ่นหลังมีอายุราว ๒๐-๓๐ ปีมานี้ อาจจะไม่คุ้นเคย แต่สำหรับคนวัย ๔๐-๕๐ ปีอัพ จะรู้จักกันดี เพราะตำแหน่งสุดท้ายที่ท่านผู้นี้เป็นคือ “ประธานรัฐสภา” กับบุคคลอีก ๒ กลุ่ม ที่จะรู้จักนาม “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เป็นอย่างดี ก็คือ ๑.ประชาชนชาวภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และ ๒.นักวิชาการด้านอีสานศึกษา

คนภูเวียงที่บ้านเมืองเก่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ต่างรู้จักจารุบุตร เรืองสุวรรณ เพราะเป็นภูมิลำเนาของจารุบุตรเอง ปัจจุบันก็ยังมีสถูปที่บรรจุอัฐิของจารุบุตร เรืองสุวรรณ อยู่ที่วัดพลแพง

จารุบุตร เรืองสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๓ เป็นบุตรชายของนายเจริญ เรืองสุวรรณ และนางเอี่ยม เรืองสุวรรณ (นามสกุลเดิม “โสดาศรี”) จบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล รับราชการเป็นครูประชาบาลที่อุดรธานี ก่อนย้ายมาโรงเรียนสวนกุหลาบ และเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ยุคที่ปรีดี พนมยงค์ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้ประศาสน์การ” (ไม่เคยเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เรียกว่า “อธิการบดี”)

ภูเวียงถิ่นกำเนิดของจารุบุตรนั้นเป็นย่านเมืองเก่าสำคัญแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อแดนระหว่างสยามกับล้านซ้างเวียงจัน เดิมตัวเมืองเก่าตั้งอยู่ในที่ชัยภูมิล้อมรอบด้วย “ภู” (ภูเขา) มีทางเข้าออกได้ทางเดียว คือบริเวณที่เรียกว่า “ปากช่อง” (คนละที่กับปากช่องที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา) บนยอดภูเวียงเป็นที่ตั้งของร่องรอยทางโบราณคดีที่เรียกว่า “เมืองเก่าพระอาราม” หรือ “ทุ่งใหญ่เสาอาราม” ขณะที่บริเวณโดยรอบเป็นแหล่งที่พบซากฟอสซิลไดโนเสาร์   

อีกกลุ่มก็คือผู้อ่านผู้ศึกษาหรือสนใจสภาพสังคมวัฒนธรรมของอีสาน เพราะผลงานทางวิชาการจากปลายปากกาของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ยังคงเป็นที่พูดถึงหรือใช้อ้างอิงกันอยู่ตลอด โดยเฉพาะเล่มที่มีชื่อว่า “ของดีอีสาน” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ รวบรวมและปรับปรุงจากคำอ่านออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดขอนแก่น ช่วงพ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๑๘)[1] และเล่มที่ยังคงถือเป็นตำราบุกเบิกสำคัญของวิชาการทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจอย่างเล่มที่ชื่อ “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ” (ตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อพ.ศ.๒๕๑๔)[2]   

นอกจากนี้ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ยังเป็นนักวิชาการที่มีผลงานตีพิมพ์ตามสื่อวารสารต่างๆ รวมทั้งปาฐกถา อีกเป็นอันมาก โดยมากก็ไม่เป็นที่รู้จัก และหลายชิ้นก็เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะยังไม่มีการตีพิมพ์รวมเล่ม ในจำนวนนี้เรื่อง “นิทานเสรีไทย” (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๗ โดยกล่าวปาฐกถาไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖) ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง เพราะนอกจากเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์เสรีไทยโดยเสรีไทยคนสำคัญท่านหนึ่งแล้ว งานชิ้นนี้ยังถือได้ว่าเป็น “เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์” ของเสรีไทยอีกด้วย

เนื่องจากเป็นงานที่เปิดเผยเรื่องราวหลายอย่าง ซึ่งเคยเป็น “ความลับ” มาก่อนหน้านั้น เรียกได้ว่าเป็นบันทึกตามความทรงจำของผู้มีบทบาทในเหตุการณ์ โดยเป็นบันทึกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับ “รู้ธ” มากที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานมีอันตรายถึงชีวิตมากที่สุดช่วงหนึ่งเลย คนที่ทำหน้าที่ “ช้างวิ่ง” นี้จึงนับเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งต่อปรีดี พนมยงค์ และต่อขบวนการเสรีไทยท่านอื่นๆ 

เรื่องหนึ่งที่มีการเปิดเผยใน “นิทานเสรีไทย” ก็คือเรื่องของ “ช้างวิ่ง” ซึ่งก็คือตัวผู้กล่าวปาฐกถา คือจารุบุตร เรืองสุวรรณ นั่นเอง     

 

(๓) “นิทานเสรีไทย” ผลงานชิ้นสุดท้าย และ “ประวัติเสรีไทยโดยเสรีไทย” ท่านหนึ่ง 

“นิทานเสรีไทย” เป็นชื่อหัวข้อเรื่องที่จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาที่อนุสรณ์สถานบ้านปรีดี พนมยงค์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.๒๕๒๗ ต่อมาจารุบุตรได้นำเอาโน๊ตคำกล่าวในงานนี้มาเรียบเรียงนำเสนอในรูปแบบบทความ แต่กลายเป็นว่าได้ตีพิมพ์หลังจากที่จารุบุตรเสียชีวิตไปแล้ว อย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗ ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

โดยตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยการค้า ฉบับเดือนเมษายน-กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๗[3] ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๗[4]  ต่อมา ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๗ สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งเคยมีมติยกย่องจารุบุตร เรืองสุวรรณ เป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมของภาคอีสาน ก็ได้มีการตีพิมพ์ “นิทานเสรีไทย” ไว้เป็นเกียรติประวัติในเล่ม “เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ ประธานรัฐสภาผู้ไม่เคยทอดทิ้งวัฒนธรรมไทย”[5] และในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๗ ก็ได้มีการนำเอาเรื่องนี้มาพิมพ์รวมกับเรื่องอื่นๆ ด้วย[6]     

หลังจากนั้น ก็เงียบหายไปนาน จนกระทั่งเมื่อจารุวรรณ ธรรมวัตร อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้รวบรวมบทความเกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ และนักการเมืองอีสาน เอาไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๔๓ ก็ได้คัดเอา “นิทานเสรีไทย” ของจารุบุตร เรืองสุวรรณ มารวมไว้ในเล่มที่ใช้ชื่อว่า “คือผู้อภิวัฒน์: ถึงรัฐมนตรีอีสาน ถึงกวีพื้นบ้าน คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย” ด้วย[7] “นิทานเสรีไทย” มีเนื้อความทั้งหมดดังต่อไปนี้:

 

นิทานเสรีไทย[8]

____________________________

กราบเรียน ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ท่านผู้มีเกียรติที่รักและเคารพ

กระผมขอขอบพระคุณที่ได้รับเกียรติให้มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับเสรีไทย โดยที่กระผมเป็นเสรีไทยชั้นผู้น้อย ร่วมขบวนการเสรีไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ มีอายุเพียง ๒๒ ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถที่จะเล่าอะไรต่างๆ ให้ครบถ้วนทุกกระบวนความได้ โดยเฉพาะก็มีท่านผู้เกียรติได้เล่ามามากพอสมควรแล้ว กระผมขอกล่าวอารัมภบทว่า วิกฤติการณ์ได้เกิดขึ้นเมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเหยียบผืนแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ กระผมจำได้ไม่มีวันลืมว่า วันนั้นกระผมเดินจากบ้านบางลำภูไปสวนกุหลาบเพราะเป็นวันปิดเกี่ยวกับงานฉลองรัฐธรรมนูญ ได้ยินเสียงวิทยุประกาศบอกว่า ขณะนี้กองทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบนแผ่นดินไทยทางภาคใต้และยกขึ้นบกที่บางปูแล้ว กระผมตัดสินใจในบัดนั้นว่า เกิดมาเป็นลูกผู้ชายเราจำเป็นต้องกู้แผ่นดินเกิด ต่อต้านอริราชศัตรู แล้วกระผมมาคิดว่าความเห็นเช่นนี้ก็คงจะมีอยู่ในหัวใจลูกไทย ๑๗ ล้านคน ของไทยขณะนั้นเช่นเดียวกัน บุคคลซึ่งมีจิตใจที่จะต่อต้านอริราชศัตรูจึงได้ก่อหวอดกันขึ้นเป็นกลุ่มๆ เป็นคณะๆ ในชั้นแรกแต่ละคณะไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องกันเลย 

นักเรียนไทยและคนไทยในสหรัฐอเมริกาประกาศการจัดตั้งองค์การเสรีไทยขึ้นนอกประเทศ ส่วนนักเรียนไทยและคนไทยที่อังกฤษมีการประกาศตั้งขบวนการ “ไทยอิสระ” นอกจากนั้นกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในเมืองไทยหลายกลุ่มก็ใช้ชื่อแตกต่างกันไป เช่น กลุ่มของคุณจำกัด พลางกูร ตั้งชื่อว่า “คณะกู้ชาติ” โดยเฉพาะนักเรียนรุ่นหนุ่มๆ พวกกระผมนั้นตั้งชื่อกลุ่มเรียกว่า “ไทยเสรี” อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้วบุคคลที่มีจิตใจตรงกัน ในการที่จะกอบกู้เอกราชของชาติมีมากมายหลายกลุ่มเหลือเกิน กล่าวได้ว่าโดยวุฒิความสามารถและคุณสมบัติอันเป็นอัจฉริยะของท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ จึงสามารถจะหล่อหลอมน้ำใจผู้รักชาติทุกหมู่ ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ไม่ว่านอกประเทศ ในประเทศ รวมตัวกันขึ้นจนกระทั่งกลายเป็น “ขบวนการเสรีไทย” ซึ่งมีสมาชิกอยู่ในทะเบียนประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน สามารถที่จะระดมเพื่อทำลานอันเดียวกันได้ไม่ต่ำกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน เรื่องนี้กระผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านที่เคารพทั้งหลายเป็นเบื้องต้นว่า ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นหัวหน้าเสรีไทยก็โดยอัจฉริยะ โดยสมรรถภาพ โดยบุคลิกส่วนตัว เป็นพิเศษของท่าน จึงสามารถที่จะกุมน้ำใจของบุคคลซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกันทั้งทางด้านการเมือง ด้านผลประโยชน์ ทุกสิ่งทุกอย่างหล่อหลอมให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันขึ้นได้ 

กระผมขอกราบเรียนกล่าวสรุป เพราะว่ามีเวลาจำกัดเพียงเล็กน้อย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของเสรีไทย ซึ่งพอจะแยกได้เป็น ๒ ประการ ประการที่ ๑ เราพยายามจะรวบรวมพลพรรคเป็นกำลังต่อต้านญี่ปุ่น เพื่อแสดงสมรรถภาพให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เห็นว่าเราร่วมเป็นร่วมตายกับเขา เป็นกองกำลังสู้รบ ประการที่ ๒ จะพยายามทำให้สถานการณ์ซึ่งเราเสียเปรียบเพราะได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้สามารถพลิกกลับไม่ให้เลวร้ายจนเกินไป หากฐานะของเรากลายเป็นฝ่ายผู้แพ้สงครามโดยสิ้นเชิงแล้วก็จะต้องถูกลงโทษหนัก บังเกิดภัยอันมหันต์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ในประการแรก ให้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป ทั้งพวกแรงงาน กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา แม้กระทั่งกำลังทหารซึ่งตอนนั้น พลเอกหลวงอดุลย์เดชจรัส ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบกก็ร่วมมือด้วย ทางฝ่ายทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ก็ผนึกกำลังเข้าร่วมกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้การทำงานของขบวนการเสรีไทยจะถือว่าเป็นของบุคคลใดหรือว่าเป็นของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ได้ เพราะว่าเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของคนทั้งชาติ โดยมอบความเป็นผู้นำให้ท่านปรีดี พนมยงค์ เพื่อทำการกู้ชาติ

กระผมขออนุญาตเปิดเผยรายละเอียดสักเล็กน้อยว่า ในการทำงานที่กระผมพอจะกราบเรียนท่านที่เคารพทั้งหลายได้ก็เป็นการบังเอิญ เนื่องจากกระผมได้มีส่วนเข้าไปอยู่ในกองกลางของขบวนการเสรีไทย ในขบวนการนี้บุคคลซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุด หรือว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ก็คือท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ นอกจากนั้นยังมีคณะทำงานซึ่งอาจจะไม่เคยได้มีการเปิดเผย ณ ที่อื่น กระผมต้องขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามบางท่านไว้ด้วย 

การทํางานของท่านปรีดี พนมยงค์นั้น ท่านตัดตอน คือ ไม่ให้ทุกสายรู้เรื่องกัน แต่ทว่ามีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งถือเป็น เวอร์กิ้ง กรุฟ เป็นคณะทํางานซึ่งรับนโยบายมาจากท่านโดยตรง ท่านมอบหมายมาให้เฉพาะบางเรื่องบางราวเท่านั้น บุคคลคณะนี้ได้ใช้ห้องแคบๆ เล็กๆ ใต้โดมธรรมศาสตร์เป็นสถานที่นัดพบรับประทานอาหารกลางวันกันทุก ๆ วัน ในระยะเริ่มแรกมีสมาชิกเข้าร่วมโต๊ะอาหารเพื่อทํางานสนองนโยบายของท่านผู้ประศาสน์การปรีดีฯ ก็คือ ๑.ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ดร.เดือน บุนนาค ซึ่งสมัยนั้นท่านเป็นคณบดี ม.ธ.ก. ๒.ท่านศาสตราจารย์ วิจิตร ลุลิตานนท์ เป็นเลขาธิการ ม.ธ.ก. ๓. ท่านศาสตราจารย์ ดร.เสริม วินิจฉัยกุล ๔.ท่านอาจารย์ ดร.ทวี ตะเวทิกุล 

สําหรับตัวกระผมนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ  ตามที่ท่านอาจารย์วิจิตรบอกเล่าว่า วันหนึ่งไปพบท่านผู้ประศาสน์การ ท่านปรารภว่า ทํางานอย่างนี้ ถ้าผู้ใหญ่ไปเคลื่อนไหววิ่งเต้นแล้วเขาก็ต้องจับตามอง ควรจะหาเด็กๆ  ท่านปรีดีฯ จึงสั่งให้ท่านอาจารย์วิจิตรตรวจสอบเปิดทะเบียนดูว่านักศึกษาที่จบจาก ม.ธ.ก. ผู้ใดมีผลการเรียนเป็นพิเศษบ้าง พอมาพลิกดูทะเบียนบังเอิญกระผมก็ออกจะฟลุ๊ค คือ มีผลการสอบแอทพาสท์ โดยสอบผ่านตลอดไม่เคยสอบไล่ตก ทั้งชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์วิจิตร จึงให้คุณสวาสดิ์ อินทรสุขศรี มาคอยดักชี้ตัวผม ปกติผมสอนอยู่สวนกุหลาบ บ่าย ๓ โมงเลิกงานจึงได้มาพบปะเพื่อนฝูงใน ม.ธ.ก. เมื่อถูกชี้ตัวแล้ว ท่านก็เรียกกระผมขึ้นไปตึกโดม ใช้เวลาโอ้โลมปฏิโลมเกลี้ยกล่อม ทดสอบน้ำใจหลายครั้ง จึงทราบว่า กระผมกับพวกก็กําลังดําเนินงานเพื่อกู้ชาติอยู่เช่นกัน ต่อมาได้พาเข้าพบท่านปรีดีฯ ถูกท่านสัพยอกบอกว่า เอ! คุณวิจิตรสั่งให้ไปหาม้าวิ่งทําไมถึงได้ช้างมา (เพราะตัวโต) กลายเป็นอย่างนั้น โดยเหตุนี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงในขบวนการเสรีไทยจึงมักจะล้อเลียน เรียกกระผมว่า “ช้างวิ่ง” ในฐานะเป็นช้างวิ่งก็ได้เข้าร่วมโต๊ะรับประทานอาหารดังกล่าวแล้ว เวลาท่านสั่งการอะไรต่างๆ เราก็เอามาวิเคราะห์ดีเบทปัญหากัน แล้วสนองนโยบายตามที่ท่านสั่งมาเฉพาะเรื่องเฉพาะราว

กระผมพอที่จะสรุปกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายได้บ้างเล็กน้อย เรื่องนี้กระผมไม่เคยพูดที่ไหนเลย การทํางานคราวนี้ ท่านผู้ประศาสน์การเคยกับกระผม ๒ คํา คําหนึ่ง ซิเคียวริตี้ คําที่ ๒ ท็อป ซีเคร์ท แล้วท่านก็บอกว่า การทํางานคราวนี้ ขอให้ทําเพื่อบุญบูชาธรรม เมื่อทําไปไม่พึงเปิดเผยแต่บัดนี้ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว

กระผมได้รับเชิญไปพูดในวันจัดงานรําลึกอนุสรณ์ถึงคุณงามความดีของท่านปรีดีฯ ที่อยุธยา รู้สึกอึดอัดใจเหมือนกันในการที่จะต้องเปิดเผย แต่เมื่อได้รับเกียรติจากท่านที่เคารพทั้งหลายก็ขอเล่าบางส่วนให้ปรากฏเป็นเพียงนิทานไว้เท่านั้น งานที่พวกเราได้กระทําไปเท่าที่กระผมรู้เห็นอยู่ภายใต้หอโดมในโต๊ะอาหารมีขาประจํา ๕ คนนั้น ก็คือ มีการติดต่อกับบรรดาเสรีไทยจากต่างประเทศ เสรีไทยกลุ่มแรกที่ติดต่อ ได้แก่ กลุ่มของท่านอาจารย์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งประกาศตัวเป็นขบวนการเสรีไทยสหรัฐอเมริกาโดยตรง มีคุณพระพิศาลสุขุมวิท เป็นหัวหน้า แล้วส่งพันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร กับคณะเดินทางมาอินเดียและต่อไปจุงกิง ได้ส่งพลพรรคเดินทางบุกป่าฝ่าความยากลําบากทุรกันดารมา จนกระทั่งถูกตํารวจจับและฆ่าตายที่อําเภอเชียงคาน ๒ คน เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๘๗ กระผมจําได้แม่นยํา เพราะเป็นวันเกิดของกระผมเอง และพวกเสรีไทยได้มีการทําบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์เพื่ออุทิศให้แก้วีรบุรุษคู่นี้ทุกๆ ปี ทางสายอังกฤษมีการก่อตั้งหน่วยไทยอิสระขึ้นโดยมีหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ เป็นหัวหน้า ประกอบด้วยคณะนักเรียนไทย ซึ่งมีคุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้นํา แล้วก็ได้ทําการฝึกอบรมตามหลักสูตรนายทหารหน่วยสื่อสารและหน่วยคอมมานโด อยู่ที่เมืองปูนาใกล้ๆ นครบอมเบย์ ประเทศอินเดีย ต่อมาเราได้ส่งพวกนักเรียนไทย ซึ่งเรียนจบจากสถาบันต่างๆ ไปฝึกอบรมเพื่อจะให้มาเป็นพลพรรคเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายต่างๆ  ในชุดแรกก็คัดเลือกผู้เรียนจบชั้นปริญญาโท ซึ่งมีผลการสอบดีเด่น คือ คุณสุภัทร สุคนธาภิรมย์ เป็นหัวหน้าไปทางน้ำ รุ่นที่ ๒ มีคุณวงศ์ พลนิกร ซึ่งจบมหาบัณฑิต เป็นหัวหน้าไปทางทะเลเหมือนกัน

นอกจากนั้น เราก็พยายามที่จะส่งม้าอุปกรณ์เดินทางออกจากประเทศไทยไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เราตระหนักว่า การทํางานของเราจะใช้กําลังอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะกองมหาจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องเดินแต้มทางการเมือง ซึ่งจะต้องติดต่อกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ชุดแรกที่ได้เดินทางไป ก็คือ คุณจํากัด พลางกูร ต่อมาก็มีชุดท่านอดีตเอกอัครราชทูตสงวน ตุลารักษ์ เป็นหัวหน้า ในทีมนี้ก็ขออนุญาตกล่าวไว้ให้ปรากฏนิดหน่อย คือ ขบวนการเสรีไทยได้ติดต่อทาบทามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพื่อให้เดินทางออกไปเหมือนกัน แต่ก็มีอุปสรรค ในที่สุดเราเอาคุณแดง คุณะดิลก เดินทางไปแทน ชุดที่ ๓ ได้แก่คณะของ คุณถวิล อุดล มีคุณมาโนช วุฒาทิตย์ ติดตามไปด้วยโดยไปทางประเทศจีน ตอนนั้นมหาอํานาจผู้มีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประเทศไทยมี ๓ ประเทศด้วยกัน คือ ๑. จีน ๒. อังกฤษ ๓. สหรัฐฯ เฉพาะคณะที่ไปติดต่อกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง มีคุณพระพิศาลสุขุมวิท เป็นหัวหน้า ท่านอาจารย์กนต์ธีร์ ศุภมลคล ก็เดินทางร่วมไปด้วยเพื่อเจรจาปัญหาทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ การติดต่อเพื่อให้ทางฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับนั้นเป็นการยากที่กระผมไม่รู้จะหาถ้อยคําอย่างไรมาอธิบายให้ท่านที่เคารพตระหนักได้ พวกเราต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เอาชีวิต เข้าแลก เช่น คุณจํากัด พลางกูร คุณการะเวก ศรีวิจารณ์ คุณสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ได้อุทิศเป็นชาติพลีไปแล้ว 

การทํางานทีแรกมีความมืดมนเหมือนกัน ขณะนั้นกระผมเป็นเด็กไปร่วมรับประทานอาหารอยู่กับท่านผู้ใหญ่ที่โต๊ะอาหารภายใต้หอโดม ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ความหวังของพวกเราเจิดจ้าขึ้นเป็นครั้งแรกที่สุดก็โดยที่คุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้กระโดดร่มลงมาในดินแดนจังหวัดอุทัยธานีเมื่อกระโดดร่มลงมาแล้วในที่สุดก็ถูกจับ พวกที่กระโดดร่มลงมาก็ดีหรือสายหม่อมหลวงขาบฯ ที่เดินทางมาจากยุนนาน มาจากเมืองซื้อเหมา เมืองเซล์ก็ดี ได้ถูกจับหมด มีเหลือคุณบุญมาก เทศบุตร ไม่ถูกจับ แต่ทว่าไม่ได้นําเอกสารสําคัญมา ส่วนคุณป๋วย อึ๊งภากรณ์นั้น ยังมีเอกสารสําคัญจากหลอดหลุยส์  เมานท์แบทเทน ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ เพื่อที่จะนํามามอบให้แก่ ฯพณฯ ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ เผอิญจดหมายอันนั้นถูกตํารวจยึดเอาไป ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร มีเหลือแต่เครื่องวิทยุ ทีนี้บังเอิญมีพันตํารวจโท สําเริง เนตรายน ผู้ที่รู้จักกับท่านอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ มากระซิบบอกว่า พวกที่ถูกจับเขามีเอกสารสําคัญมีเรื่องจะมาเล่าให้ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี ได้ทราบ ตกลงก็เลยนัดหมายให้ตํารวจสันติบาลพาเอาตัวผู้ต้องหาออกมา ทําทีว่าจะไปพักผ่อน  หย่อนใจเพราะมีความเครียดเหลือเกิน โดยจะพาไปดอนเมืองเสร็จแล้วอีกฝ่ายหนึ่งก็รับเอาผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ ไปรออยู่ที่บ้านท่านอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ ในคราวนั้น ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ จึงมีโอกาสได้พบคุณป๋วยฯ เป็นเหตุให้มีความมั่นใจได้ว่า การทํางานของพวกเรานั้นไม่เสียหลาย อย่างน้อยกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรของเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ ก็ยอมรับว่า ขบวนการของเราเกิดขึ้นแล้ว และก็ต้องการความร่วมมือของพวกเราด้วย แต่ขาดเอกสารสําคัญ พอต่อมามีการกระโดดร่มลงที่หัวหิน ในหน่วยของคุณชาญ บุนนาค มีคุณประเสริฐ ปทุมมานนท์ และเสรีไทยอีกคนหนึ่ง พอจําได้ว่ามาจากทางสหรัฐอเมริกา  การกระโดดร่มลงมาคราวนี้สมบูรณ์แบบ คือ มีทั้งเครื่องรับส่งวิทยุ มีทั้งเอกสารของลอร์ดหลุยส์ เมานท์แบทเทน เพราะว่าตอนที่คุณป๋วยกระโดดลงมานั้น ข่าวคราวขาดตอนหายไปแล้ว การที่คุณป๋วยได้นําข่าวมาบอกเล่าก่อนและทางคุณประเสริฐ ปทุมมานนท์ ได้นําเอกสารมานี้ เพิ่มกําลังใจให้แก่พวกเราในการที่จะผนึกกําลังร่วมกัน จึงนําความอันนี้ไปบอกเล่าต่อผู้ใหญ่ฝ่ายบ้านเมืองได้ทราบ     

กระผมพอจะกราบเรียนได้ว่าบรรดานายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจํากระทรวงต่าง ๆ ในยุคสมัยนั้น แทบทุกคนได้มีส่วนร่วมในขบวนการเสรีไทยด้วยกันทั้งนั้น กระผมอยากจะกราบเรียนให้ปรากฏไว้ว่า แม้กระทั่งพันตรี ควง อภัยวงศ์ ก็มีส่วนรู้เห็น มีส่วนร่วม ทําไมกระผมจึงยืนยันอย่างนี้ เพราะเวลาที่กระผมจะกราบลา ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ไปทํางานร่วมกับขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศนั้น มีบุคคลอยู่กับท่านผู้ประศาสน์การ ๒ ท่านคือ พันตรี ควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ. หลวงอดุลเดชจรัส บัญชาการทหารบก นั่งควบคู่กันอยู่ด้วย กระผมยังจําติดตาว่า ท่านควงฯ มีผ้าขนหนูเล็กๆ พาดคอเป็น ภาพประทับความทรงจํา วันนั้นท่านผู้ประศาสน์การได้ถามย้ำกับกระผมว่า คุณจารุบุตรทํางานคราวนี้เป็นการทํางานเพื่อใคร กระผมได้กราบเรียนท่านว่า กระผมขอทํางานเพื่อใช้หนี้กู้แผ่นดินเกิด ทั้งสองท่านได้นั่งเป็นพยานอยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีบุคคลสําคัญอีกหลายท่าน เป็นต้นว่า การที่ขบวนการเสรีไทยจะเติบใหญ่ขึ้นมาในทางสายมหาดไทยก็เพราะหลวงศุภชลาศัย ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงสามารถนําเอาบุคคลากรในสายมหาดไทยของท่านมาร่วมขบวนการนี้  ทางสายพวกครูก็มี คุณทวี บุณยเกตุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นจึงสามารถรวบรวมพลพรรคได้ทั้งสายมหาดไทย ทั้งสายพวกครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะพวกครูประชาบาลตามท้องถิ่นต่างๆ เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยด้วยเป็นจํานวนมาก 

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงแล้ว ภาระสําคัญที่สุดมาตกหนักอยู่ในเรื่องที่จะใช้ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเป็นผู้แพ้สงคราม ประเด็นนี้เป็นเรื่องซึ่งเราครุ่นคิดกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมอยากจะขอกราบเรียนเพื่อให้ปรากฏไว้บ้าง ผมนั่งฟังเมื่อกี้นี้ อาจารย์วิกรม เมาลานนท์ ท่านว่าไม่อยากจะให้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียด บางทีมันอาจจะเป็นการกระทบกระเทือนกัน แต่ทว่าเรื่องสัจธรรมเป็นเรื่องของความจริงซึ่งคนไทยน่าจะรับทราบไว้พอสมควร เมื่อเสร็จสงครามใหม่ ๆ สถานการณ์ของประเทศไทยมีอันเป็นไปที่เกือบที่จะถูกหั่นหรือถูกแบ่งแยกให้เป็นสองส่วน ครั้งนี้เพื่อชาวอเมริกันซึ่งร่วมกับพวกเราได้นำความลับมาแจ้งต่อท่านผู้ประศาสน์การว่า ทางฝ่ายจุงกิงมีแผนจะยกเอาข้อตกลงเดิมของฝ่ายพันธมิตรที่กําหนดว่า เหนือเส้นขนานที่ ๑๖ เป็นเขตสมรภูมิในความรับผิดชอบของฝ่ายจีน เมื่อเสร็จสงครามฝ่ายจุงกิงก็ยกขึ้นอ้างว่า อ้างว่า การยึดครองดินแดนจากญี่ปุ่นส่วนนี้จะต้องให้กองทัพจีนกองพลที่ ๙๓ ยกลงมาถึงเส้นขนานที่ ๑๖ ตั้งแต่อําเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ไปจนกระทั่งถึงอําเภอวังทอง อําเภอหนองบัวแดง ไปออกทางภาคอีสานตามข้อตกลง โดยที่ ฯพณฯ ผู้ประศาสน์การรับทราบข่าวสารล่วงหน้าจากพันธมิตรของเราชาวอเมริกัน เราจึงเตรียมการปรึกษาหารือกันไว้ก่อน พอทราบข่าวแว่วมาเราก็สามารถติดต่อกับกองทัพอเมริกันได้ทันที โดยให้ฝ่ายอเมริกันเห็นชอบ และขอร้องให้กองทัพอังกฤษเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยทั้งหมด ท่านปรีดีฯ ได้โทรเลขด่วนไปถึงกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วอเมริกันก็รีบติดต่อกับทางเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์เป็นงานด่วน ในที่สุดทหารกุรข่า กองทัพอังกฤษ โฟทีน อาร์ม ก็ได้รีบรุดมาทําการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ในดินแดนประเทศไทย  กองพล ๙๓ ยกลงมาไม่ทัน ทําให้ฝ่ายจีนผิดหวังมาก จึงเกิดกรณีเลียะผะขึ้นที่เยาวราช หากไม่ช่วงชิง ดังนี้แล้วเมืองไทยก็จะกลายเป็นเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เป็นเยอรมนีตะวันตก เยอรมนีตะวันออก ประเทศฝ่ายผู้แพ้สงครามถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครองเป็นเวลานาน แม้กระทั่งเกาะโอกินาวาก็ถูกยึดครองกว่าจะเป็นอิสระได้เป็นเวลาหลายสิบปี ถ้าปล่อยให้ฝ่ายจุงกิงยกกองทหารลงมาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นถึงเส้นขนานที่ ๑๖ แล้ว ต่อมาเมื่อฝ่ายเมาเซตุง ยึดอํานาจในประเทศจีนได้ก็จะใช้ระบอบของเขาปกครองถึงตอนเหนือของประเทศไทยด้วย อันนี้แหละเป็นผลงานที่เกิดจากมันสมองอันอัจฉริยะของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ในการที่จะไม่ให้ผืนแผ่นดินไทยถูกแบ่งแยกเป็น ๒ ส่วน

ขบวนการเสรีไทยส่งมิชชั่นไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลายครั้ง คณะแรกไปก่อนสงครามจะเสร็จสิ้นลง ทางกองอํานวยการเสรีไทยได้ส่งผู้ใหญ่ โดยเฉพาะท่านศาสตราจารย์ดิเรก ชัยนามไปกับคณะทหารเท่าที่กระผมพอนึกได้ดูเหมือนจะเป็นหลวงชาตินักรบท่านเป็นเสนาธิการทหารบกสมัยนั้น และพอจะจําได้อีกว่ามีคุณถนัด คอมันตร์ ร่วมด้วย ตอนนั้นมีความประสงค์อยากจะไปขออาวุธจากฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อที่จะเอามาติดอาวุธให้แก่กองทัพไทย แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธ เพราะว่าเราประกาศสงครามกับเขา ขอประทานโทษผมตกไปนิดหนึ่ง เหตุผลที่ฝ่ายจุงกิงเขายกขึ้นอ้างว่าจะมายึดดินแดนไทยตั้งแต่เส้นขนานที่ ๑๖ ขึ้นไปก็เนื่องจากประเทศไทยได้มีการประกาศรับรองรัฐบาลจีนที่นานกิง

ผมพยายามที่จะรวบรัดที่สุด พอเสร็จสงครามแล้วทางฝ่ายสัมพันธมิตร เซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ ก็ให้คณะของเราส่งมิชชั่นไปเจรจาระงับสงครามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เป็นคณะที่ ๒  คณะใหญ่ไปหลังสงคราม มีพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นหัวหน้า มีท่านอาจารย์เสริม วินิจฉัยกุล และพระยาอภัยสงคราม รวมทั้งคุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ร่วมไปในคณะด้วย ในตอนแรกทางฝ่ายอังกฤษได้ร่างข้อสัญญามาให้ดู แล้วก็กําชับกับคณะที่ไปว่าไม่ให้แก้แม้แต่คําเดียว อย่าว่าแต่จะแก้เลย เพียงคอมม่ายังไม่ให้แก้ อันนี้แหละจึงเป็นที่มาของสัญญา ๒๑ ข้อหรือดีมานด์ของฝ่ายอังกฤษ ถ้าหากเรายอมรับแล้ว ก็เสมือนกับเมืองไทยตกเป็นเมืองขึ้นหรือกึ่งเมืองขึ้นของอังกฤษ พอรับทราบเช่นนั้น ทางคณะก็ได้รายงานถึง ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ พร้อมกันนั้นก็ได้มีการติดต่อกับทางฝ่ายอเมริกาทันที เราได้ดําเนินการทางการทูตทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้อเมริกันใช้อิทธิพลระงับยับยั้งไม่ให้อังกฤษกระทําการบีบบังคับแก่ประเทศไทย โดยอ้างว่า การที่ประเทศไทยทําสงครามคราวนี้เป็นการทําสงครามกับสัมพันธมิตร ซึ่งมีทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ เมื่อเลิกสงครามฝ่ายอังกฤษจะมาทำความตกลงบีบบังคับแก่ประเทศไทยฝ่ายเดียวไม่ได้  เหตุผลข้อนี้เกิดจากมันสมองความดําริของ ฯพณฯปรีดี พนมยงค์ โดยความช่วยเหลือของบรรดาเพื่อนชาวอเมริกันซึ่งร่วมทํางานในขบวนการเสรีไทย จึงสามารถจะพลิกสถานการณ์กลับขึ้นมาได้โดยยกข้ออ้างดังกล่าวขอให้อเมริกันไปยับยั้งเพื่อรอการทําสัญญาไว้ก่อน ดังนั้น คณะแรกที่ไปจึงได้ทําสัญญาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทหารเท่านั้น ซึ่งมีเพียง ๕-๖  ข้อสําหรับด้านเศรษฐกิจ เป็นต้นว่า อังกฤษจะมาควบคุมสินค้าอันเป็นเส้นชีวิตของไทย ๔ ประเภท คือ ข้าว ยาง ดีบุก ไม้สัก ให้เจรจารายละเอียดภายหลัง ซึ่งทางประเทศไทยจะส่งคณะใหญ่เพิ่มเติมไปอีก

มีการเจรจาต่อรองกันมาช้านานจนกระทั่งลอร์ด  หลุยส์ เมานท์แบทเทน ได้ย้ายกองบัญชาการเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ ไปอยู่ที่สิงคโปร์ การเจรจาที่สิงคโปร์ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐมาก มีการเจรจาต่อรองกันยืดยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องอ้างเอกสารต่าง ๆ หลายฉบับ แม้กระนั้นเรื่องที่ท่านปรีดีฯ ได้ประกาศว่าการประกาศสงครามของประเทศไทยเป็นโมฆะ อันนี้ก็ไม่ใช่พวกเราคิดขึ้นเองเพราะฝ่ายสัมพันธมิตร คือ อังกฤษให้คําแนะนําแก่เราล่วงหน้า อังกฤษเคยแจ้งว่ามีความพอใจเมื่อเห็นผลงานของขบวนการเสรีไทยมีกําลัง ๔๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คน และยังสามารถระดมได้อีกรวมทั้งหมดประมาณ ๑๕๐,๐๐๐  คน นอกจากนั้นยังมีฝ่ายจีน ๖๐  สมาคม ซึ่งเขามีกําลังคนและอาวุธพร้อมที่จะร่วมต่อต้านญี่ปุ่นด้วย เราได้อ้างหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ซึ่งยอมรับบทบาทการกระทําของขบวนการเสรีไทย แล้วก็ยกเรื่องเกี่ยวกับการทํางานของเสรีไทยขึ้นมาอ้าง ตามที่ฝ่ายอังกฤษเป็นคนแนะนําให้แก่เราไว้ก่อนแล้ว มหาอํานาจที่มีผลประโยชน์ในเมืองไทยขณะนั้นมี ๓ ประเทศ คือ ๑. จีน มีผลประโยชน์มาก  ๒. อังกฤษ มีผลประโยชน์มาก  ๓. สหรัฐอเมริกา ไม่ค่อยมีผลประโยชน์อะไร เขาหวังอยากจะทําบุญทําคุณกับเราเขาก็ช่วยเหลือเราได้เต็มไม้เต็มมือเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจึงสามารถที่จะนําเอาผลการทํางานของเสรีไทยซึ่งได้รับการยอมรับได้รับคํายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับขบวนการเสรีไทยยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการเจรจา ดังนั้นแทนที่เราจะถูกทางฝ่ายอังกฤษบังคับให้เซ็นสัญญา ๒๑ ข้อ ในที่สุดก็สามารถจะพลิกสถานการณ์กลับผ่อนคลายความสูญเสียลงได้มาก ทีแรกเขาจะคุมทั้งข้าว ทั้งยาง ทั้งไม้สัก ทั้งดีบุก แม้กระทั่งภาษีทุกอย่างที่จะส่งสินค้าออกไปนอกประเทศ เขาจะเข้าควบคุมหมด ถ้าท่านที่เคารพอยากจะทราบรายละเอียดโปรดดูสัญญา ๒๑ ข้อนั้น

ในที่สุดท่านวิวัฒน์ได้เดินทางกลับมาปรึกษากับรัฐบาลไทย แล้วกลับไปลงนามทําสัญญากันที่นครสิงคโปร์ จึงเรียกชื่อว่าสัญญาสมบูรณ์แบบ  หากว่าเราไม่มีขบวนการเสรีไทยแล้ว ทางฝ่ายอังกฤษเขาจะใช้คําว่าทริตี้ คือ สัญญาระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่ทว่าเมื่อเราได้นำเหตุผลต่างๆ มาหว่านล้อม ยกเอาเอกสารทุกสิ่งทุกอย่างมาอ้างจนกระทั่งพลิกสถานการณ์ได้ จึงสามารถเปลี่ยนคําว่าทริตี้ ให้กลายเป็นคําว่าอะกรีเมนท์ คือเป็นเพียงข้อตกลงเท่านั้น เหตุที่มีศัพท์คํานี้ขึ้นก็โดยที่ ฯพณฯ ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ขอให้ใช้ ถึงแม้ตอนแรกเราจําเป็นจะต้องให้ข้าวเขาทั้งหมด ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย ก็เพราะทางฝ่ายอังกฤษ โดยมิสเตอร์เคนนิ่ง เขาบอกว่าเรามีบัมเปอรครอพ ในปีนั้นมีข้าวเซอรพลัส คือ ข้าวเหลือกินเหลือใช้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน เราก็ยอมรับในชั้นแรก แต่ทว่าเป็นเพียงชั่วคราว ปีต่อมาเราอ้างเหตุผลบอกว่าฝนแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง รถไฟขนมาไม่ได้บ้าง ในที่สุดก็ไม่สามารถจะรวบรวมส่งข้าวให้แก่สัมพันธมิตรได้ ชั้นแรกมีข้อตกลงหรืออะกรีเมนท์ ให้เรา “โดเนท” คล้ายๆ กับว่าให้เราอุทิศเสียสละข้าวเพื่อเลี้ยงพลโลกซึ่งประสบภัยมหาสงคราม คนตายไปหลายล้านคนเมืองไทยไม่ได้เป็นสนามรบควรโดเนท (บริจาค) ต่อไปอีกไม่ไหว แทนที่จะให้เปล่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน รัฐบาล ฯพณฯ ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์พลิกกลับจนกระทั่งฝ่ายอังกฤษจะต้องซื้อข้าวจากเราจํานวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตัน ที่เล่ามานี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นในเวลาอันจํากัด ต่อไปก็คงมีท่านที่เคารพได้มาพูดเพิ่มเติมอีก กระผมขอประทานโทษ เพราะคิดว่าจะพูดสัก ๒๐ นาที นี่ว่าเข้าไปเกือบ ๔๐ นาทีแล้ว ขอขอบพระคุณครับผม.

 

(๔) ทำไม “เสรีไทย” จึงต้องเล่าแบบ “นิทาน”   

แทนที่จะตั้งชื่อปาฐกถาที่ต่อมาก็คือบทความว่า “ประวัติ” หรือ “ประวัติศาสตร์” (เสรีไทย) จารุบุตร เรืองสุวรรณ กลับเลือกที่จะใช้ชื่อว่า “นิทานเสรีไทย” ทั้งที่จริงเรื่องที่เล่านั้นก็ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นิทาน จารุบุตรไม่ได้ให้เหตุผลไว้ เพียงแต่กล่าวโดยอ้อมๆ แบบอ่อนน้อมถ่อมตนว่า “โดยที่กระผมเป็นเสรีไทยชั้นผู้น้อย ร่วมขบวนการเสรีไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ มีอายุเพียง ๒๒ ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถที่จะเล่าอะไรต่างๆ ให้ครบถ้วนทุกกระบวนความได้ โดยเฉพาะก็มีท่านผู้เกียรติได้เล่ามามากพอสมควรแล้ว”

อีกแห่งหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “กระผมพอที่จะสรุปกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายได้บ้างเล็กน้อย เรื่องนี้กระผมไม่เคยพูดที่ไหนเลย การทํางานคราวนี้ ท่านผู้ประศาสน์การเคยกับกระผม ๒ คํา คําหนึ่ง ซิเคียวริตี้ คําที่ ๒ ท็อป ซีเคร์ท แล้วท่านก็บอกว่า การทํางานคราวนี้ ขอให้ทําเพื่อบุญบูชาธรรม เมื่อทําไปไม่พึงเปิดเผยแต่บัดนี้ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว กระผมได้รับเชิญไปพูดในวันจัดงานรําลึกอนุสรณ์ถึงคุณงามความดีของท่านปรีดีฯ ที่อยุธยา รู้สึกอึดอัดใจเหมือนกันในการที่จะต้องเปิดเผย แต่เมื่อได้รับเกียรติจากท่านที่เคารพทั้งหลายก็ขอเล่าบางส่วนให้ปรากฏเป็นเพียงนิทานไว้เท่านั้น

ในระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีหลีเซียนเนียน ระหว่างวันที่ ๒๓ สิงหาคม ถึง วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ในฐานะประธานรัฐสภาไทยพร้อมคณะได้พบปะและสนทนากับหลีเซียนเนียน (Li Xiannian) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ศาลามหาประชาชน เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ เวลา ๑๕.๓๐-๑๖.๓๐ น. หลีเซียนเนียนเริ่มต้นบทสนทนาโดยได้กล่าวย้อนรำลึกถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่จารุบุตรก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยถึงเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้ดังบทสนทนาดังนี้: 

ประธานาธิบดีจีน (หลีเซียนเนียน) : ยินดีต้อนรับท่านประธานรัฐสภาและแขกทุกท่าน เคยจำได้ว่าท่านประธานรัฐสภาเคยมาจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

ประธานรัฐสภาไทย (จารุบุตร เรืองสุวรรณ) : การปฏิบัติงานสมัยสงครามโลกร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่นถือเป็นงานลับ

ประธานาธิบดีจีน : ทราบว่าเคยไปจุงกิง และคุนหมิงด้วย

ประธานรัฐสภาไทย : รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญจากจีน โดยเฉพาะได้เยี่ยมคำนับ ฯพณฯ ซึ่งถือว่าเป็นวีรบุรุษสงครามด้วย”[9]

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๘๐-๒๕๒๐ วงการประวัติศาสตร์โบราณคดีมีงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่เด่นดังได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งในตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือเรื่อง “นิทานโบราณคดี” พระนิพนธ์โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยที่ในเนื้อเรื่อง “นิทานโบราณคดี” ก็ไม่ใช่เรื่องนิทาน เป็นเรื่องบันทึกความทรงจำอดีตของเจ้านายท่านหนึ่งที่มีต่อเหตุบ้านการเมืองในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช

สายชล สัตยานุรักษ์[10] ผู้ศึกษาผลงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสนอด้วยซ้ำไปว่า พระนิพนธ์นิทานโบราณคดีนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตั้งชื่อเรื่องเช่นนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเมืองยุคคณะราษฎร เกรงจะถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลคณะราษฎรโดยเฉพาะยุคที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม   

แต่เรื่องราวช่วงเป็นเสรีไทยของจารุบุตร เจ้าตัวต้องปกปิดส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงนั้นชื่อปรีดี พนมยงค์ ยังคงเป็นชื่อต้องห้าม เพราะตกเป็นผู้ร้ายของการเมืองไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ จวบจนกระทั่งพ.ศ.๒๕๒๖ เมื่อปรีดีเสียชีวิตไปแล้ว มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และตั้งอนุสรณ์สถานบ้านปรีดีที่อยุธยา เรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับปรีดีและเสรีไทยจึงเปิดเผยได้แล้ว 

แต่ทั้งนี้เวลาก็ผ่านไปนานถึง ๔๐ กว่าปีแล้ว จารุบุตรเมื่อครั้งได้รับการทาบทามให้เป็น “ช้างวิ่ง” ให้แก่คณะของท่านผู้ประศาสน์การเวลานั้นยังมีอายุเพียง ๒๒ ปี ขณะที่เมื่อต้องเล่าเรื่องเสรีไทยที่อนุสรณ์สถานบ้านปรีดี อยุธยา ก็เป็นเวลาเมื่อจารุบุตรอายุ ๖๓ ปีแล้ว

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ตนเองเข้าไปมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องหรือมีบทบาทโดยตรง ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวจะรู้เห็นไปเสียทุกเรื่องได้ นับประสาอะไรกับคำถามที่ว่า “เกิดทันหรอ?” คือต่อให้เป็นคนเกิดทันเหตุการณ์ ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่อง-เห็นทุกอย่าง ดังนั้น ด้วยความเป็นนักวิชาการจบการศึกษาชั้นปริญญาโท จารุบุตรจะออกตัวอย่างอ่อนน้อมว่าสิ่งที่ตนเล่านั้นเป็นเพียง “นิทาน” จากความทรงจำเท่านั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด

 

(๕) สมญา “ช้างวิ่ง” ที่ได้จากปรีดีและเสรีไทย 

“ช้าง” หรือ “ช้างวิ่ง” นั้นไม่ใช่ชื่อ แต่กลายมาเป็นชื่อที่ได้จากเสรีไทย จารุบุตรได้เล่าว่าผู้ที่ตั้งสมญานี้ให้แก่ตนเป็นคนแรกก็คือปรีดี พนมยงค์ ดังที่เล่าไว้ใน “นิทานเสรีไทย” แห่งหนึ่งว่า เมื่อได้พบปรีดีในช่วงแรกๆ นั้น “ถูกท่านสัพยอกบอกว่า เอ! คุณวิจิตรสั่งให้ไปหาม้าวิ่ง ทำไมถึงได้ช้างมา (เพราะตัวโต) กลายเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุนี้พรรคพวกเพื่อนฝูงในขบวนการเสรีไทยจึงมักจะล้อเลียนเรียกกระผมว่าช้างวิ่ง ในฐานะเป็นช้างวิ่งก็ได้เข้าร่วมโต๊ะรับประทานอาหารดังกล่าวแล้ว เวลาท่านสั่งการอะไรต่างๆ เราก็เอามาวิเคราะห์ดีเบทปัญหากัน แล้วสนองนโยบายตามที่ท่านสั่งมาเฉพาะเรื่องเฉพาะราว”   

ในบทความ “ลูกที่แม่โดมภูมิใจ” ซึ่งรวมอยู่ในเล่ม “เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ” โดยสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อพ.ศ.๒๕๒๗ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้เช่นกันดังความต่อไปนี้:

“เพราะท่านสอบปากเปล่าเศรษฐศาสตร์ได้ก่อน จึงได้เป็นเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต และช่วงนี้เองที่ท่านได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย

ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งขณะนั้นยังใช้บรรดาศักดิ์หลวงประดิษฐ์มนูธรรมอยู่ เห็นว่า ถ้าคณะทำงานอันประกอบด้วย ดร.เดือน บุนนาค คณบดีมหาวิทยาลัยฯ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการมหาวิทยาลัยฯ อาจารย์เสริม วินิจฉัยกุล และอาจารย์ทวี ตะเวทิกุล ทำการใดออกหน้าออกตาอาจเป็นที่เพ่งเล็งและรู้ระแคะระคาย จึงน่าที่จะใช้นักศึกษาทำงานติดต่อแทน

การคัดเลือกนักศึกษานั้น ดูจากผลการเรียนและแน่นอนที่ชื่อ “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” ย่อมติดอันดับ เมื่ออาจารย์วิจิตรทราบว่า นักศึกษานายนี้เป็นครู ต้องมาหลังบ่ายสามโมง จึงให้คนแอบชี้ตัวให้ดู เห็นว่า “เดินเหมือนช้าง ตัวโต เสียงดังลั่น” ท่าจะเข้าที จึงติดต่อและพาไปพบท่านอาจารย์ปรีดี ที่ทำเนียบท่าช้าง ท่านอาจารย์เห็นเข้าก็สัพยอกว่า “ให้ไปหาเบ๊ (ม้าใช้) ทำไมได้ช้างมาแทน” และนี่คือที่มาของสมญานาม “พี่ช้าง” “นายช้าง” ของท่านในกาลต่อมา[11]   

หากเป็นในยุคหลังมานี้ การตั้งสมญาเรียกกันว่า “ช้าง” หรือ “ช้างวิ่ง” คงเป็นเรื่อง “บุลลี่” ไม่ใช่เรื่อง “สัพยอก” และเจ้าตัวก็จะไม่รับเอามาเป็นชื่อตัวไปด้วย แต่เนื่องจากความเคารพที่มีต่อผู้ประศาสน์การและเห็นความสำคัญของงานการที่ปฏิบัติตัวอุทิศเพื่อบ้านเมืองในช่วงนั้น การเป็น “ช้างวิ่ง” ให้แก่เสรีไทยจึงกลายเป็นเรื่องมีเกียรติ

 

(๖) เมื่อ “ช้าง” จาก “เสรีไทย” ไปเป็น “ผู้แทนราษฎร”   

ชื่อ “ช้าง” ที่เกิดจากการสัพยอกของปรีดี ยังคงเป็นใช้เรียกสืบมาในช่วงเป็นนักการเมือง ดังที่ จารุภัทร เรืองสุวรรณ น้องชายของจารุบุตร เรืองสุวรรณ มีบันทึกเล่าว่า “เนื่องจากพี่จารุบุตร มีรูปร่างอ้วนสูงใหญ่ เวลาพูดเสียงดังมาก เปรียบดังช้างสารที่ทรงพลัง ความที่มีรูปร่างใหญ่โต เสียงดัง จึงได้รับการขนานามจากเพื่อนๆ ว่า “ช้าง”[12]

ชื่อ “ช้าง” กลายเป็นนิคเนมต่อมาจนถึงสมัยได้รับเลือกเป็นประธานรัฐสภา และกระทั่งเมื่อเสียชีวิต ก็มีการเปรียบเปรยว่าเหมือน “ช้างล้ม” เช่นที่จารุภัทรกล่าวว่า “เมื่อพี่จารุบุตรได้รับตำแหน่งประธานรัฐสภาอันทรงเกียรติ ถ้าเปรียบกับช้างก็เป็นช้างที่มีงาล้ำค่าเป็นเครื่องประดับและเป็นสิ่งปรารถนาของผู้ได้พบเห็น หากช้างสารล้มก็ย่อมก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือน เปรียบได้กับการอสัญกรรมของพี่จารุบุตรที่ก่อให้เกิดความสะเทือนขวัญอย่างใหญ่หลวงแก่ญาติมิตรและผู้ที่รู้จักโดยทั่วไป บุคคลเหล่านี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ อาชีพ รู้จักพี่จารุบุตรในแง่มุมที่ต่างกันออกไป”[13]   

นอกจากนี้ ตามคำบอกเล่าของนางเอี่ยม เรืองสุวรรณ มารดาของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้กล่าวถึงช่วงเวลาดังกล่าวนี้ของบุตรชายเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งสะท้อนว่าจารุบุตรได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งเป็นเสรีไทยของตนแก่คนในครอบครัวอย่างภาคภูมิใจ เช่นว่า “ครั้นเป็นครูสวนกุหลาบได้ระยะหนึ่ง แล้วก็ย้ายมาเป็นครูที่วัดไตรมิตร ก็พอดีสอบได้ธรรมศาสตร์บัณฑิต จากนั้นก็สมัครเข้าทำงานที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานที่กระทรวงนี้เริ่มมีรายได้ดีขึ้น ส่งเงินให้แม่และน้องได้มากขึ้น และได้ไปสมัครเรียนต่อปริญญาโท ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย จนกระทั่งสามารถสอบได้ปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์ ก็พอดีตอนนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายจารุบุตร ได้รับคัดเลือกให้ไปทำงานกับขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศ โดยทำงานที่ประเทศอินเดีย ทำหน้าที่เป็นครูฝึกทหาร ที่จะเข้าไปทำงานกอบกู้ชาติในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ที่อินเดีย นายจารุบุตรก็ยังส่งเงินมาให้ทางบ้าน แต่เนื่องจากภาวะสงคราม จึงไม่สะดวกที่จะส่งเงินมามาก และยังมีข่าวว่า นายจารุบุตรเสียชีวิตที่อินเดีย ข่าวนี้ได้ทำให้แม่เสียใจมาก แต่น้องชายได้มาสอบถามที่ทำงานในกรุงเทพฯ ปรากฏว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ นายจารุบุตรก็เดินทางกลับบ้านแล้วได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยโท”[14]

นางเอี่ยมยังเล่าด้วยว่า จากที่จารุบุตรเคยเป็น “ช้างวิ่ง” ให้แก่เสรีไทยนี้เอง ทำให้เมื่อสงครามสงบและเดินทางกลับบ้าน เขาได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษและกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงของจังหวัดขอนแก่น กระทั่งได้รับการชักชวนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่นในเวลาต่อมา:

ในขณะนั้นฝ่ายเสรีไทยกำลังมีชื่อเสียง นายจารุบุตรจึงร่วมได้รับการยกย่องไปด้วย ทำให้บรรดาญาติมิตรของนายจารุบุตร เห็นเป็นโอกาสดี หากจะชักชวนให้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนที่จังหวัดขอนแก่น จึงได้ชักชวนแกมขอร้องให้นายจารุบุตรลงสมัครผู้แทน นายจารุบุตรมีความเห็นว่าการสมัครผู้แทนนั้นเป็นการดีในการช่วยเหลือสังคมอย่างมาก จึงได้ปรึกษาหารือกับญาติในที่สุดก็จึงตัดสินใจลงสมัครผู้แทนเป็นครั้งแรก เมื่ออายุ ๒๖ ปี โดยลาออกจากงาน ลงสมัครที่ขอนแก่น”[15]

แม้จะกลายเป็นคนมีชื่อเสียงแล้ว แต่การเลือกตั้งในสมัยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จารุบุตรยังต้องผ่านการพิสูจน์ตนเองต่อประชาชนชาวขอนแก่น นางเอี่ยม มารดา ผู้เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ได้เล่าถึงยุทธวิธีการหาเสียงของบุตรชายไว้ดังนี้:

“นายจารุบุตรให้คำรับรองกับประชาชนชาวขอนแก่นว่า “แม้ตัวเองจะไม่มีเงิน ไม่มีอิทธิพลก็ตาม แต่ก็จะช่วยเหลือประชาชนจนสุดความสามารถ” นายจารุบุตรนั้นใช้วิธีหาเสียงโดยการเดินด้วยเท้าไปปราศรัย ทุกหมู่บ้านที่ผ่าน ด้วยลักษณะของผู้มีบุคลิกผู้นำ น้ำเสียงหนักแน่น ชัดเจน พูดเก่ง มีเสน่ห์ จนชาวบ้านพากันรักใคร่ มีนิสัยตรงไปตรงมา มีความบริสุทธิ์ใจจนในที่สุดผลการเลือกตั้ง ของวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๘๙ นายจารุบุตร เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่บริสุทธิ์ นับได้ว่าเป็นประวัติการณ์การเลือกตั้งของจังหวัดขอนแก่น ในการที่สามารถชนะเจ้าถิ่นได้

การหาเสียงของนายจารุบุตรนั้นใช้การพูดคุย การปราศรัย เยี่ยมเยียนราษฎร รับใช้ราษฎรทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล พูดสิ่งใดแล้วต้องทำได้ ไม่มอมเมาประชาชน จึงเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป ลงสมัครเลือกเมื่อไรก็จะได้เมื่อนั้น แม้ว่าผู้ที่มาขอร่วมทีมในการสมัครด้วยจะไม่มีชื่อเสียง แต่พอร่วมหาเสียงกับนายจารุบุตร ร่วมพรรคเดียวกัน บุคคลผู้นั้นก็จะได้รับเลือกไปด้วย ในปี พ.ศ.๒๔๘๙ จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งในระยะปีที่กล่าวมานี้ได้ประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้งทุกครั้ง”[16]

จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้รับเลือกจากประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น ให้เป็น “ผู้แทนฯ” ของพวกเขาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ จนถึง พ.ศ.๒๕๐๑ รวมระยะเวลา ๑๒ ปี จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจโค่นจอมพล ป. พิบูลสงครามลงเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ แต่ ณ พ.ศ.๒๕๐๐ นั้นยังไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์กลับจากรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ได้ยึดอำนาจตนเองอีกครั้ง คราวนี้ประกาศใช้อำนาจเป็นเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จ เลิกล้มรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐสภา ตลอดจนเลิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อพ.ศ.๒๕๐๑ ส่งผลทำให้สมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรของจารุบุตรและคนอื่นๆ สิ้นสุดตามมาด้วย

ระหว่างนี้จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้เก็บตัวทำงานวิชาการ โดยหันไปสนใจประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมของภาคอีสาน ได้รวบรวมเอกสารพื้นบ้านจำพวกนิทาน ตำนาน มุขปาฐะ เอาไว้มาก ทำให้สามารถเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมของภาคอีสาน อย่างเล่มที่ชื่อ “ของดีอีสาน” และยังมีบทความอีกเป็นอันมากตีพิมพ์ตามสื่อวารสารและหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยนั้น

พ.ศ.๒๕๑๒ สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร ได้จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นอีกครั้ง จารุบุตร เรืองสุวรรณ ก็ได้หวนคืนสู่สังเวียนการเลือกตั้งอีกครั้งเช่นกัน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้รับเลือกตั้ง ในเรื่องนี้ความทรงจำของ “แม่ไหย่เอี่ยม” มารดาของจารุบุตรเองก็ยังคงแจ่มชัด โดยได้เล่าสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ดังนี้:

“หลังจากนั้น (ทศวรรษ ๒๕๑๐) สภาพของสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไป วิธีการหาเสียงก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย มีการใช้เงินซื้อเสียง ใช้สิ่งของเพื่อแลกกับเสียงของประชาชน บ้างก็ใช้วิธีการที่สกปรกในการหาเสียงต่างๆ กัน แต่นายจารุบุตรนั้นยังใช้วิธีเดิม ในการหาเสียง จึงทำให้พลาดในการเลือกตั้งครั้งต่อมา แต่ว่าก็เป็นการแพ้อย่างขาวสะอาด ไม่ได้ใช้สิ่งของล่อใจ และผลการเลือกตั้งทุกครั้ง แม้จะพ่ายแพ้บ้างก็ตาม คะแนนเสียงก็ยังคู่คี่กับผู้ที่ใช้เงินในการหาเสียง”[17]

แต่จารุบุตรก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนตามวิถีทางเดิมที่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ดังที่ “แม่ไหย่เอี่ยม” เล่าถึงบุตรชายอย่างภาคภูมิใจเช่นว่า: 

“ทั้งนี้และทั้งนั้นก็มีอยู่หลายครั้ง ที่มีประชาชนมาขอเหล้า ขอเงิน ขอสิ่งของแล้วบอกว่าถ้าให้สิ่งของเหล่านี้แล้ว จะช่วยให้ได้เป็นผู้แทน โดยจะไปลงคะแนนเสียงให้ แต่นายจารุบุตรนั้นไม่ยอมให้สิ่งของเหล่านี้ และยังบอกว่าไม่ต้องการที่จะมอมเมาประชาชน”[18]

กระทั่งพ.ศ.๒๕๒๔ ก็ได้เข้าสู่สภาอีกครั้งในฐานะวุฒิสภา และได้รับเลือกจากสภาให้เป็นประธานวุฒิสภา แม้เป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ แต่จารุบุตรยังคงปฏิบัติตนเป็นตัวแทนของประชาชนเฉกเช่นสมัยได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร ต่อมาในวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๖ ก็ได้รับเลือกเป็นประธานรัฐสภา ดังที่ “แม่ไหย่เอี่ยม” เล่าย้อนหลังเหตุการณ์เพียง ๑ ปี ดังนี้:

“ครั้นปี พ.ศ.๒๕๒๔ ก็ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งจะต้องมีภารเพิ่มมากขึ้น แต่นายจารุบุตร ก็ยังไม่ลืม แม่ น้อง และประชาชน โดยเฉพาะประชาชนยังอยู่ในความทรงจำเสมอว่ามีภาระที่จะต้องรับผิดชอบเสมอ และในทุกๆ วันอาทิตย์ นายจารุบุตร จะซื้อปลาซื้อกุ้งมาฝากแม่และน้องเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่ง นายจารุบุตรเคยพูดกับแม่ว่า “แม่ครับ คราวนี้เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ไปเยี่ยมประชาชนทุกภาค ทุกจังหวัดซึ่งแต่ก่อนนั้นผมได้ไปเยี่ยม แต่เฉพาะในจังหวัดขอนแก่นเท่านั้น บัดนี้ผมได้เป็นประธานรัฐสภา หัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชน ๕๐ ล้านคน ซึ่งผมจะต้องรู้ถึงความทุกข์ความสุขของทุกจังหวัดให้ได้ เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจและสังคม” แม่ก็ได้แต่ฟังด้วยความดีใจที่ลูกคิดได้ดังนั้น”[19]

แล้วเรื่องไม่คาดฝันของครอบครัวเรืองสุวรรณก็เกิดขึ้น ในระหว่างเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่เชียงราย จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗ ขณะอายุได้ ๖๓ ปี ยังความเศร้าเสียใขให้แก่นางเอี่ยม หรือ “แม่ไหย่เอี่ยม” ของชาวอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตานองว่า:

“จนกระทั่งวันนี้แม่ได้กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า “ลูกเอ๋ย ลูกได้ประพฤติจริง ทำจริงแล้ว ตามที่ลูกพูดแล้วก็ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ไปเยี่ยมราษฎรประชาชน ลูกได้เสียชีวิตลงในขณะปฏิบัติงานสมแล้วที่ลูกเป็นลูกของแม่และเป็นคนของประชาชน””[20]

“แม่ไหย่เอี่ยม” ยังกล่าวทิ้งท้ายในคำให้สัมภาษณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของบุตรชายไว้ด้วยว่า “ลูกเอ้ย แม่เสียใจและเสียดายลูกมากที่มาด่วนจากแม่ไป ขอให้ลูกขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นฟ้า ปลูกบ้านคอยแม่เด้อ อย่าลงมาดิน ดินมันสกปรก”[21]

เป็นอันว่า “ช้างวิ่ง” ของเสรีไทยและของชาวขอนแก่น กลายเป็น “ช้างล้ม” ไป ณ พ.ศ.๒๕๒๗ สื่อหนังสือพิมพ์สมัยนั้นต่างตีพิมพ์ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของประธานรัฐสภา เพราะเป็นการจากไปในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจเยี่ยมราษฎร

อนึ่งที่ “แม่ไหย่เอี่ยม” กล่าวไว้ในคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ขอให้ลูกขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นฟ้า ปลูกบ้านคอยแม่เด้อ อย่าลงมาดิน ดินมันสกปรก” สะท้อนความเชื่อทางจักรวาลวิทยาของชาวอีสาน ที่แบ่งภพภูมิออกเป็น ๒ ภพ หรือ ๒ เมือง คือ “เมืองบน” หมายถึงสวรรค์ชั้นฟ้า มีพระยาแถนหลวง เป็นใหญ่สูงสุด กับ “เมืองล่าง” หมายถึงเมืองมนุษย์ที่อยู่บนพื้นดินโลก เมื่อตายก็มีความเชื่อว่าวิญญาณทุกคนจะกลับคืนสู่เมืองบน

 

(๗) บทสรุปและส่งท้าย

นอกจากเล่มเรื่อง “ของดีอีสาน” ที่ทำให้จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้รับการเสนอชื่อเป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมของภาคอีสานแล้ว “นิทานเสรีไทย” นับเป็นผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗

“จารุบุตร เรืองสุวรรณ” อาจเป็นที่รู้จักเพราะมีชื่อเสียงเรียงนามจากการเป็นนักการเมืองอีสาน เข้าสู่สภาเป็นตัวแทนของราษฎรโดยวิถีทางการเลือกตั้ง กระทั่งได้เป็นประธานรัฐสภาเมื่อบั้นปลายชีวิต แต่ ณ ขณะ พ.ศ.๒๔๘๕ ที่ได้รับการเชื้อเชิญเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในฐานะ “ช้างวิ่ง” นั้น จารุบุตรยังมีอายุเพียง ๒๒ ปี เป็นครูโรงเรียนสวนกุหลาบ ควบคู่กับเป็นนักศึกษา ม.ธ.ก. (เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย) นั่นหมายความว่าเมื่อครั้งร่วมเป็นเสรีไทยนั้นจารุบุตรยังเป็นเพียงคนเล็กๆ (แต่ตัวโต) ซึ่งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนงานของ “รู้ธและคณะ” อยู่

“จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เป็นอีกชื่อนักการเมืองอีสานที่มีสายสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้ประศาสน์การ ม.ธ.ก.” ในปาฐกถาที่ปรับปรุงเป็นบทความภายหลังที่ชื่อ “นิทานเสรีไทย” ได้กล่าวเน้นย้ำบทบาทและความสำคัญของงานการที่ครั้งหนึ่งปรีดี พนมยงค์ ได้รับหน้าที่เป็นผู้นำ ณ ขณะ พ.ศ.๒๔๘๕ นั้น พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ยังไม่ได้ขยายขอบข่ายการปฏิบัติงานออกไปครอบคลุมพื้นที่ชนบทหลายแห่งเหมือนอย่างในช่วงหลังทศวรรษ ๒๕๐๐ เสรีไทยจึงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีขนาดใหญ่โตมีขอบข่ายการปฏิบัติงานกว้างขวางที่สุดครอบคลุมทั้งในและนอกประเทศ

การอุทิศตนเป็น “ช้างวิ่ง” ให้แก่เสรีไทย ยังส่งผลดีทำให้ชีวิตของจารุบุตร เรืองสุวรรณ และครอบครัว มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น จากการที่จารุบุตรกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในระดับประเทศ ทำให้เมื่อตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ได้รับโอกาสจากประชาชนชาวขอนแก่น

แม้ว่าอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อันเป็นภูมิลำเนาของจารุบุตร จะมีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์บางส่วนแล้วตั้งแต่เมื่อพ.ศ.๒๕๑๙ แต่ก็ยังไม่เป็นที่รับรู้แพร่หลาย อีกทั้งยังต้องรอการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งพ.ศ.๒๕๓๖ ได้มีการค้นพบซากไดโนเสาร์เพิ่มเติมและมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งภูเวียงเกิดเป็นที่รู้จักทั่วโลกในฐานะดินแดนไดโนเสาร์

ปัจจุบันเมื่อพูดถึงภูเวียง (ครอบคลุมทั้งอำเภอเวียงเก่าและอำเภอภูเวียง) ผู้คนจึงนึกถึงในแง่ที่เป็นดินแดนไดโนเสาร์กันเป็นเสียส่วนใหญ่ แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ภูเวียงควรได้รับการจารึกว่าเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดนักการเมืองอีสานคนสำคัญผู้ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนท่านหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” ผู้ที่ในวัยหนุ่มอายุเพียง ๒๒ ปี ได้เป็น “ช้างวิ่ง” ให้แก่ขบวนการกู้ชาติเสรีไทย

อนุสรณ์ของจารุบุตร เรืองสุวรรณ นอกจากเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุที่วัดพลแพง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น แล้วยังมีผลงานหนังสือเล่มสำคัญ อาทิ “ของดีอีสาน” “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ” “ปาฐกถา บทความ และรายงานบางเรื่อง” และบทความอื่นๆ ยังไม่มีการตีพิมพ์ซ้ำและขายตลาดไปนานแล้วก็มีเป็นอันมาก เรื่อง “นิทานเสรีไทย” เองก็ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับใครที่สนใจประวัติศาสตร์ขบวนการเสรีไทย ตลอดจนยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

 


เชิงอรรถ

[1] จารุบุตร เรืองสุวรรณ. ของดีอีสาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.

[2] จารุบุตร เรืองสุวรรณ. ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ. พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ๒๕๑๔.

[3] จารุบุตร เรืองสุวรรณ. “นิทานเสรีไทย” วารสารวิทยาลัยการค้า. ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑ (เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๒๗), หน้า ๓-๑๒.

[4] จารุบุตร เรืองสุวรรณ. “นิทานเสรีไทย” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๗ (พฤษภาคม ๒๕๒๗), หน้า ๓๖-๔๒.

[5] จารุบุตร เรืองสุวรรณ. “นิทานเสรีไทย” ใน สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ. เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ ประธานรัฐสภาผู้ไม่เคยทอดทิ้งวัฒนธรรมไทย. (ขอนแก่น: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, ๒๕๒๗), หน้า ๓๕-๔๐.

[6] อนุสรณ์ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ ประธานรัฐสภา นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๗. กรุงเทพฯ: หจก. ศส., ๒๕๒๗.

[7] จารุวรรณ ธรรมวัตร (บก.). คือผู้อภิวัฒน์: ถึงรัฐมนตรีอีสาน ถึงกวีพื้นบ้าน คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๓.

[8] คัดจาก อนุสรณ์ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ ประธานรัฐสภา นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ, หน้า ๘๙-๙๖.

[9] ถอดเทป “สนทนาการ จารุบุตร-หลีเซียนเนียน” ใน สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ. เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ, หน้า ๑๖.

[10] สายชล สัตยานุรักษ์. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ: การสร้างอัตลักษณ์ "เมืองไทย" และ "ชั้น" ของชาวสยาม. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๔๖.

[11] ไม่ระบุนามผู้เขียน. “ลูกที่แม่โดมภูมิใจ จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ. (ขอนแก่น: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, ๒๕๒๗), หน้า ๑๒.

[12] จารุภัทร เรืองสุวรรณ. จารุบุตร เรืองสุวรรณ: แนวความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจสังคม และชีวประวัติจากคำบอกเล่าของแม่. (กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๔๙.

[13] เรื่องเดียวกัน.

[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๑.

[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๑-๓๒.

[16] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒.

[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔.

[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔.

[19] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔-๓๕.

[20] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๕.

[21] เรื่องเดียวกัน.