
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
วันที่ 20 กันยายน เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระชนมชีพของพระองค์ดำเนินผ่านช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งการวางรากฐานระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 สงครามโลกครั้งที่สอง การกอบกู้เอกราชและฟื้นฟูสันติภาพ ตลอดจนความพยายามพัฒนาประชาธิปไตยภายหลังสงคราม
พระราชบทบาทภายใต้รัฐธรรมนูญของพระองค์เกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกับการทำงานของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ก่อนจะได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษอาวุโสและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โทรเลขโต้ตอบ พระราชดำรัสเมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประกาศยกย่องปรีดี บันทึกความสัมพันธ์และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติในช่วงวิกฤต[1] ขณะที่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 แสดงถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพัฒนาการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น[2] เอกสารเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณาพระราชบทบาทเพื่อเอกราช สันติภาพ และประชาธิปไตย
“ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ แสดงไมตรีจิตในคุณงามความดีของท่าน ที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และช่วยบำรุงรักษาความเป็นเอกราชของชาติไว้”
พระราชดำรัสสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ตอบปรีดี พนมยงค์ เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488
พระราชสมภพและการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จพระบรมราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดิลแบร์ค ประเทศเยอรมนี[3] เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล
พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีคือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และพระอนุชาคือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งต่อมาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 9
พระองค์ทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยและโรงเรียนเทพศิรินทร์ ก่อนเสด็จไปประทับกับสมเด็จพระราชชนนี พระเชษฐภคินี และพระอนุชา ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาที่โรงเรียนมีเรมองต์และโรงเรียนเอกอล นูแวล แล้วจึงทรงศึกษาวิชานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโลซาน
พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรงศึกษากฎหมายให้สำเร็จถึงระดับปริญญาเอก ก่อนเสด็จนิวัตพระนครเป็นการถาวร ดังปรากฏในพระราชโทรเลขถึงปรีดี ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2488 สะท้อนความสำคัญที่ทรงให้แก่การศึกษาเพื่อเตรียมพระองค์สำหรับพระราชภาระต่อประเทศชาติ[4]
การสืบราชสันตติวงศ์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ตามการนับปีในขณะนั้น[5] รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาต้องพิจารณาผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ซึ่งกำหนดให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2467 และได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีบทบาทอธิบายหลักเกณฑ์ดังกล่าวประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี[6] บันทึกของปรีดีกล่าวถึงความชื่นชมต่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลพระราชบิดาของพระองค์เจ้าอานันทมหิดล โดยยกย่องว่าทรงทำคุณประโยชน์แก่ราษฎร และเป็น “เจ้านายที่บำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิปไตย” ปรีดีระบุว่าพระกรณียกิจและพระจริยวัตรเหล่านี้เป็นเหตุผลประกอบที่คณะรัฐมนตรีคำนึงถึง ก่อนเห็นชอบให้เสนอพระนามพระองค์เจ้าอานันทมหิดลต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออัญเชิญขึ้นครองราชย์[7]

สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบรมราชชนก พระราชบิดาในรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9
การพิจารณาของสภามีความคิดเห็นแตกต่างกัน สมาชิกบางท่านห่วงใยเรื่องพระชนมพรรษาที่ยังทรงพระเยาว์ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนให้ความสำคัญแก่ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์และการมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระพินิจธนากรยังกล่าวถึงความเป็นผู้รักประชาธิปไตยของสมเด็จพระบรมราชชนกประกอบการอภิปรายด้วย ข้อพิจารณาเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการอัญเชิญพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เป็นกิจการที่ผ่านการอภิปรายขององค์กรผู้แทนราษฎร[8]
วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบตามข้อเสนอของรัฐบาล โดยให้ถือว่าเสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม อันเป็นวันที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ขณะนั้นมีพระชนมพรรษา 9 พรรษาเศษ และประทับศึกษาอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจตามรัฐธรรมนูญ
การอภิบาลยุวกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
การขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ทำให้การศึกษาและการอภิบาลมีความสำคัญต่อการเตรียมพระองค์สำหรับพระราชภาระ ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้เข้าเฝ้าพระองค์เจ้าอานันทมหิดล และต่อมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าพระองค์ไม่ทรงอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีเหตุผลหลายประการ แต่ขอไม่ให้จดรายละเอียดไว้ในรายงานการประชุม ส่วนจดหมายของหม่อมสังวาลย์ถึงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งถ่ายทอดไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์ บันทึกเหตุผลเหล่านั้นไว้ ทั้งการที่ยังทรงเป็นเด็ก ไม่ทรงรู้เรื่องต่าง ๆ และความรู้สึกว่าพิธีการกับผู้ติดตามจะทำให้ไม่สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ[9]
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นที่รู้จักในนามหม่อมสังวาลย์ ทรงให้ความสำคัญแก่การอภิบาลอย่างเรียบง่ายและความสุขตามวัยของพระราชโอรส พระราชหัตถเลขาถวายสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าสะท้อนว่า แม้จะมิได้ทรงปรารถนาให้พระราชโอรสต้องรับพระราชภาระตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แต่เมื่อจำเป็นต้องทรงรับหน้าที่แล้ว ก็ทรงตั้งพระทัยให้ยังมีโอกาสดำเนินพระชนมชีพอย่างเด็กทั่วไป โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพระราชอิสริยยศจนเกินควร[10]
แนวทางดังกล่าวปรากฏชัดในพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2478 ซึ่งทรงเล่าถึงการสนทนากับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเรื่องการศึกษาของพระราชโอรส สมเด็จพระราชชนนีทรงสนับสนุนให้เสด็จไปโรงเรียนและทรงศึกษาร่วมกับเพื่อน เพราะการเรียนเพียงลำพังจะขาดทั้งความสนุกและแรงกระตุ้นจากเพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะช่วยให้ทรงรู้จักอุปนิสัยของผู้คน พระราชหัตถเลขาเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านี้กับพระราชภาระว่า “จะเป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมืองที่มีการปกครองอย่างประชาธิปไตย”
การอภิบาลจึงครอบคลุมทั้งสุขภาพ การศึกษา ความสุขตามวัย และการเรียนรู้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น แนวพระราชดำริของสมเด็จพระราชชนนีแสดงถึงการเตรียมยุวกษัตริย์ให้ทรงมีความรู้และความเข้าใจผู้คน สำหรับการดำรงพระราชฐานะภายใต้รัฐธรรมนูญ
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และขบวนการเสรีไทย
ระหว่างที่พระองค์ประทับศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทำหน้าที่ปฏิบัติพระราชภารกิจตามรัฐธรรมนูญ ความรับผิดชอบนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อประเทศต้องเผชิญวิกฤตสงคราม
พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกในฐานะพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ก่อนเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ส. ศิวรักษ์เล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กว่า เมื่อรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนครทางเรือครั้งแรก ชาวฝั่งธนบุรีตั้งโต๊ะบูชารับเสด็จ ส่วนเขาได้ร่วมเข้าแถวกับนักเรียนโรงเรียนคริสเตียนไฮสคูลที่สำเหร่ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ) เพื่อโบกธงต้อนรับ ความทรงจำนี้สะท้อนความตื่นเต้นยินดีที่ได้เฝ้ารับเสด็จยุวกษัตริย์ซึ่งยังทรงพระเยาว์[11]
ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองขยายตัว ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตจากการที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่นำประเทศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น

ปรีดี พนมยงค์ ร่วมเฝ้ารับเสด็จ คราวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกในรัชกาล พ.ศ. 2481
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484 สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้งปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกสารการติดต่อระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงการต่างประเทศแสดงว่า ปรีดีได้ขอให้ส่งโทรเลขกราบบังคมทูลรายงานการรับตำแหน่ง โดยยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์และมุ่งรักษาประโยชน์สุขของชาติ พร้อมระบุว่าเป็นเกียรติยศที่ตนมิได้แสวงหามาก่อน โทรเลขฉบับนี้เป็นหลักฐานร่วมสมัยถึงเจตนารมณ์ในการเริ่มปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ท่ามกลางภาวะสงคราม[12]
ควบคู่กับหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรีดีเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ ติดต่อประสานงานกับเสรีไทยในต่างประเทศและฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อต่อต้านการครอบงำของญี่ปุ่น และแสดงให้เห็นว่าการเข้าร่วมสงครามฝ่ายญี่ปุ่นของรัฐบาลมิใช่เจตจำนงร่วมของประชาชนไทย เมื่อรัฐบาลประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ปรีดีไม่ได้ร่วมลงนามในประกาศนั้น[13] ต่อมาเมื่อพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงลาออก สภาผู้แทนราษฎรจึงแต่งตั้งให้ปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียวเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487[14]

ประกาศตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว 1 สิงหาคม 2487
ภารกิจเสรีไทยอาศัยความร่วมมือของข้าราชการ นักศึกษา ประชาชน และพระราชวงศ์บางพระองค์ แม้มีภูมิหลังและความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน แต่สามารถร่วมมือเพื่อรักษาเอกราชของประเทศ การข่าว การประสานงานกับสัมพันธมิตร และการเตรียมกำลังต่อต้านญี่ปุ่นช่วยแสดงจุดยืนของขบวนการและเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ไทยเมื่อสงครามยุติ ขณะเดียวกัน ปรีดีต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแทนพระมหากษัตริย์ซึ่งประทับอยู่ต่างประเทศ ภารกิจทั้งสองด้านจึงเกี่ยวพันกัน โดยมีการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นเป้าหมายสำคัญ
“หลานฉันยังเด็กนะ ฝากด้วย”

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พร้อมด้วยพระราชนัดดาและพระสุณิสา
ระหว่างสงคราม ปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มีส่วนดูแลถวายความปลอดภัยและความสะดวกแก่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อเสด็จอพยพหลบภัยไปประทับที่พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามคำบอกเล่าของหม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล พระองค์ทรงระลึกถึงพระราชนัดดาอยู่เสมอ และทรงดีพระทัยที่พระราชนัดดาประทับอยู่ต่างประเทศ ไม่ต้องเผชิญความยากลำบากจากการอพยพหลบภัยเช่นเดียวกับพระองค์[15]
เมื่อประทับที่อยุธยา ปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุขเข้าเฝ้าฯ ทูลถามถึงความสะดวกสบายอย่างสม่ำเสมอ ปรีดียังเชิญเสด็จประทับรถยนต์ประพาสรอบเกาะเมือง คราวหนึ่งสมเด็จพระพันวัสสาฯ มีพระราชดำรัสว่า “หลานฉันยังเด็กนะ ฝากด้วย” และเมื่อเสด็จไปประทับที่พระราชวังบางปะอิน ทรงฝากฝังอีกว่า “พ่อคุณเถอะ ฝากหลานด้วยนะ พ่อมาทำบุญกับคนแก่นี่ พ่อได้กุศล” พระราชดำรัสที่บันทึกไว้นี้สะท้อนทั้งความห่วงใยต่อพระราชนัดดาและความไว้วางพระราชหฤทัยต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[16]
ประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 8
ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนน วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ออกประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยมีทวี บุณยเกตุ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศระบุว่าการประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเป็นการกระทำอันขัดต่อเจตจำนงของประชาชนชาวไทย ตลอดจนรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงเป็นโมฆะและไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย พร้อมแสดงความประสงค์ที่จะฟื้นฟูสัมพันธไมตรีและร่วมมือสร้างสันติภาพของโลก[17]

ประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 16 สิงหาคม 2488
ประกาศสันติภาพเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขสถานะของประเทศไทยหลังสงคราม แต่การรักษาเอกราชและผลประโยชน์ของชาติยังต้องอาศัยการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อไป ผลงานของเสรีไทย การดำเนินงานของรัฐบาลและนักการทูตไทย ตลอดจนนโยบายและผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ล้วนมีส่วนกำหนดผลการเจรจา การฟื้นฟูสันติภาพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นภารกิจที่ดำเนินต่อเนื่องหลังสงครามสิ้นสุดลง
พระราชโทรเลขและการอัญเชิญเสด็จนิวัตพระนคร
ปรีดีมีโทรเลขลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2488 กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนคร เนื่องจากจะทรงบรรลุนิติภาวะวันที่ 20 กันยายนปีเดียวกัน โดยอัญเชิญเสด็จกลับมาทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะประมุขของชาติ “ตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ”[18]
พระราชโทรเลขตอบลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2488 ทรงกล่าวถึงความห่วงใยประเทศชาติควบคู่กับพระราชประสงค์ที่จะทรงศึกษาให้สำเร็จ ทรงแจ้งว่าได้ทรงสอบวิชากฎหมายปีที่หนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ยังต้องทรงศึกษาต่อและเตรียมวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาเอก จึงมีพระราชประสงค์จะเสด็จกลับมาเยี่ยมประเทศไทยเป็นการชั่วคราว หากปรีดีและรัฐบาลเห็นชอบ พร้อมทรงขอบใจและแสดงความซาบซึ้งต่อภารกิจที่ปรีดีได้ปฏิบัติด้วยความยากลำบากในพระปรมาภิไธย[19]
ปรีดีกราบบังคมทูลตอบรับด้วยความยินดี และถวายรายงานเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการเสด็จนิวัตพระนครแม้เพียงชั่วคราวจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการสำคัญของประเทศ พระราชโทรเลขที่มีต่อมาแสดงถึงความเชื่อมั่นว่าปรีดีและรัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างยุติธรรมและเกิดผลดี พร้อมทรงยินดีรับคำอัญเชิญให้เสด็จนิวัตพระนครเป็นการชั่วคราว[20]
การติดต่อครั้งนี้สะท้อนทั้งความตั้งพระราชหฤทัยด้านการศึกษา ความสำนึกในพระราชภาระต่อประเทศ และการทรงรับฟังความคิดเห็นของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กับรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นภารกิจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยหลังสงคราม ทั้งนี้ แม้โทรเลขฉบับแรกของปรีดีจะกล่าวถึงการสิ้นสุดตำแหน่งเมื่อทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ต่อมาได้มีประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2488 ให้ปรีดีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงการเสด็จนิวัตพระนครวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488[21]
อ่านเพิ่มเติม: โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ อัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2488
เสด็จนิวัตพระนครและการยกย่องปรีดีเป็นรัฐบุรุษอาวุโส

ปรีดี พนมยงค์ รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชา ในโอกาสเสด็จนิวัตประเทศไทย วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชา เสด็จนิวัตพระนคร ปรีดีเฝ้ารับเสด็จที่สถานีรถไฟสวนจิตรลดา และกราบบังคมทูลว่าหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว พระองค์มีพระราชดำรัสตอบ แสดงความยินดีที่จะได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมทรงขอบใจปรีดีที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมความเจริญของบ้านเมือง และช่วยรักษาเอกราชของชาติ พระราชดำรัสครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญถึงการทรงยกย่องคุณูปการของปรีดีในช่วงวิกฤตสงคราม[22]
“ท่านปรีดี พนมยงค์
ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้กลับมาสู่พระนคร เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจตามหน้าที่ ของข้าพเจ้าต่อประชาชนและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอันมากที่ได้ปฏิบัติกรณียกิจแทนข้าพเจ้า ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อข้าพเจ้าและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ แสดงไมตรีจิตในคุณงามความดีของท่าน ที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และช่วยบำรุงรักษาความเป็นเอกราชของชาติไว้”
พระราชดำรัสของในหลวงอานันทมหิดล
5 ธันวาคม พ.ศ. 2488
สามวันต่อมา วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” โดยมีหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของปรีดีว่า
“ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ”[23]
ประกาศยังกำหนดให้ปรีดีมีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการแผ่นดินเพื่อความวัฒนาถาวรของชาติ การกล่าวถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ควบคู่กัน แสดงให้เห็นว่าคุณความดีที่ทรงยกย่องครอบคลุมทั้งการรับใช้ประเทศและการธำรงหลักรัฐธรรมนูญ[24]

ประกาศยกย่องปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488
ในช่วงเดียวกัน ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ แก่ปรีดี พนมยงค์ โดยนพรัตนราชวราภรณ์เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่สามัญชนพึงได้รับพระราชทาน[25]

จากซ้าย: ปรีดี พนมยงค์ สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

บัตรอวยพรวันเกิดพระราชทานแก่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสัตยา (สาย โรจนดิศ) อัญเชิญมาพระราชทาน ณ ทำเนียบท่าช้าง วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2489
การฟื้นฟูสัมพันธไมตรีและการทรงรับการสวนสนาม
หลังเสด็จนิวัตพระนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงติดตามการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอังกฤษ อย่างใกล้ชิด ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ได้มอบหมายให้กนต์ธีร์ ศุภมงคล เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานภูมิหลังและความคืบหน้าของการเจรจา พระองค์ทรงซักถามด้วยความสนพระราชหฤทัย โดยมีสมเด็จพระอนุชาประทับรับฟังด้วย สะท้อนถึงความสำคัญที่ทรงให้แก่สถานะและผลประโยชน์ของประเทศภายหลังสงคราม การเจรจาดังกล่าวนำไปสู่การลงนามความตกลงเพื่อยุติสถานะสงครามกับอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489[26]
พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรยังปรากฏผ่านการเสด็จพระราชดำเนิน ทรงรับการสวนสนามของทหารสัมพันธมิตร ณ พระนคร เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2489 ร่วมกับลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน ผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ร่วมในพิธี ภาพเหตุการณ์บันทึกพระมหากษัตริย์ไทย ผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตร และอดีตหัวหน้าขบวนการเสรีไทยไว้ด้วยกันในช่วงฟื้นฟูความสัมพันธ์หลังสงคราม

ทหารอังกฤษสวนสนามถวายความเคารพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ ถนนราชดำเนิน พ.ศ. 2489 โดยมีลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน และปรีดี พนมยงค์ ร่วมบนแท่นรับการเคารพ ตามคำบรรยายลายมือปรีดีใต้ภาพ ซึ่งระบุว่าเมานต์แบ็ตเทนยืนซ้ายสุด และปรีดียืนขวาสุด
พิธีสวนสนามครั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตร และแสดงพระราชบทบาทในฐานะประมุขของประเทศที่กำลังคลี่คลายผลกระทบจากสงคราม[27]
การศึกษา การแพทย์ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงให้ความสำคัญแก่การศึกษาและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ พระราชปรารภให้ผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2490 ก่อนโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2510 พระราชปรารภดังกล่าวสะท้อนความห่วงใยต่อการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล และเป็นคุณูปการต่อการพัฒนาการศึกษาแพทย์ของประเทศในระยะยาว[28]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรย่านสำเพ็ง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489
ที่มาภาพ: กรมศิลปากร, ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 1 สมุดภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ (2525), เผยแพร่ผ่าน ศิลปวัฒนธรรม (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)
วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาไปทรงเยี่ยมประชาชนย่านสำเพ็ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างคนไทยกับชุมชนชาวจีนภายหลังสงคราม บันทึกของแท้ ประกาศวุฒิสาร ผู้ร่วมถ่ายภาพยนตร์เหตุการณ์ครั้งนั้น กล่าวถึงการเตรียมรับเสด็จด้วยความยินดีและประชาชนที่มาเฝ้าฯ อย่างเนืองแน่น[29] การเสด็จพบประชาชนอย่างใกล้ชิดมีความหมายต่อการประสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างเชื้อสาย และช่วยให้เห็นพระราชบทบาทด้านสันติภาพที่เชื่อมโยงกับ ความไว้วางใจและการอยู่ร่วมกันของประชาชน
ส. ศิวรักษ์กล่าวถึงพระอุปนิสัยและการเสด็จเยี่ยมประชาชนย่านสำเพ็งว่า
“ท่านเป็นคนโอบอ้อมอารี เป็นคนที่รับฟังทุก ๆ กระแส ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่น่ารักมาก … ท่านเสด็จไปสำเพ็งนะครับ ไปเยี่ยมชาวจีนที่นั่น ทุกคนเคารพนับถือท่านมากเลย”[30]
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 และความร่วมมือเพื่อประชาธิปไตย
ก่อนการเสด็จประพาสสำเพ็ง ความร่วมมือเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อพระองค์ ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เริ่มใช้บังคับวันที่ 10 พฤษภาคมปีเดียวกัน[31]

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489

ปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
คำปรารภของรัฐธรรมนูญบันทึกที่มาของการปรับปรุงการปกครองครั้งนี้ว่า ปรีดีขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปรารภกับควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ถึงความสมควรที่จะยกเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเดิมและแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง รัฐบาลจึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น งานดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องผ่านรัฐบาลหลายคณะ จนสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
เมื่อทรงพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คำปรารภระบุพระราชดำริว่าประชากรของพระองค์มีความสามารถที่จะจรรโลงประเทศชาติให้ก้าวหน้า และให้ตรารัฐธรรมนูญขึ้น “โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร” ถ้อยคำนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระราชบทบาทกับความเห็นชอบขององค์กรผู้แทนประชาชน การสถาปนารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 จึงเป็นผลของกระบวนการที่พระมหากษัตริย์ รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ประสานกัน โดยปรีดีมีบทบาททั้งในการริเริ่มผลักดันและการรับสนองพระบรมราชโองการเมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยืนยันหลักการในมาตรา 2 ว่า อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พร้อมรับรองความเสมอภาคตามกฎหมายและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงเสรีภาพในการพูด การเขียน การชุมนุมสาธารณะ และการตั้งพรรคการเมืองภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย
ด้านโครงสร้างรัฐสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี สภาผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แทนสมาชิกประเภทที่สองจากการแต่งตั้ง และพฤฒสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ทั้งยังกำหนดให้สมาชิกของทั้งสองสภาต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ โครงสร้างดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญในการขยายบทบาทของผู้แทนประชาชนและแยกการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาออกจากราชการประจำ
ส. ศิวรักษ์ถ่ายทอดคำบอกเล่าที่ระบุว่าได้รับฟังจากปรีดีโดยตรง ถึงการปฏิบัติพระองค์ของรัชกาลที่ 8 ว่า
“ท่านทรงเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ ท่านเชิญให้ฝ่ายรัฐบาลไปเฝ้า เช่นเดียวกับเชิญฝ่ายค้านไปเฝ้า ท่านฟังจากทุกฝ่าย แล้วท่านไม่ออกความเห็นอะไรทั้งนั้น ในฐานะที่ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ภายใต้รัฐธรรมนูญ”[32]
เมื่อพิจารณาพระราชโทรเลขที่กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกาศยกย่องปรีดีซึ่งให้ความสำคัญแก่ความจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญ และการทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ร่วมกัน หลักฐานเหล่านี้แสดงถึงพระราชบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุข รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน และรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติและตรวจสอบการบริหารประเทศ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง
การเสด็จสวรรคตและชะตากรรมของรัฐธรรมนูญ
เพียงหนึ่งเดือนหลังทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมมหาราชวัง ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 20 พรรษา และครองราชย์มาเป็นเวลา 11 ปีเศษ การสูญเสียเกิดขึ้นขณะที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นสงครามและกำลังเริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การสืบราชสันตติวงศ์ดำเนินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 โดยปรีดีในฐานะนายกรัฐมนตรีแจ้งข่าวการสวรรคตต่อรัฐสภา ทวี บุณยเกตุเสนอข้อกฎหมายและพระนามสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสืบราชสันตติวงศ์ เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ปรีดีจึงนำถวายพระพรชัยแด่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ประกาศลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึ่งปรีดีลงนามในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันการขึ้นครองราชย์โดยอาศัยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญประกอบกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 กระบวนการนี้แสดงถึง บทบาทของรัฐธรรมนูญในการรักษาความต่อเนื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางความสูญเสียครั้งสำคัญของประเทศ[33]
อย่างไรก็ตาม รัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้โค่นรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ปรีดีต้องหลบหนีและลี้ภัยออกนอกประเทศ การพัฒนาประชาธิปไตยตามแนวทางของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงหยุดชะงัก ขณะที่โครงสร้างการเมืองซึ่งมุ่งขยายบทบาทของผู้แทนประชาชนถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ที่คณะรัฐประหารนำมาใช้ หรือที่เรียกว่า “ฉบับใต้ตุ่ม”[34]
การรำลึกวันพระบรมราชสมภพจึงเป็นโอกาสทบทวนพระราชกรณียกิจเพื่อชาติและราษฎรไทย ทั้งด้านการธำรงเอกราช การฟื้นฟูสันติภาพ และการพัฒนาประชาธิปไตย ควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่างสงคราม และความร่วมมือภายหลังเสด็จนิวัตพระนคร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เป็นหลักฐานสำคัญของความร่วมมือระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพัฒนาการปกครองบนหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน ความเสมอภาค และเสรีภาพ แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกยกเลิกด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490 แต่กระบวนการจัดทำและบทบัญญัติยังมีคุณค่าต่อการศึกษาความพยายามวางรากฐานประชาธิปไตยของไทย
ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นชวนให้ตระหนักว่า ความร่วมมือของสถาบันต่าง ๆ ต้องดำเนินควบคู่กับการเคารพรัฐธรรมนูญและอำนาจของประชาชน การทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 โดยมีปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อประชาธิปไตยที่ทรงบำเพ็ญไว้ก่อนเสด็จสวรรคตเพียงหนึ่งเดือน
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- ความเป็นไปภายใต้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
- โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ อัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2488
- ปรีดี พนมยงค์กับสถาบันกษัตริย์ และกรณีสวรรคต
- นายปรีดี พนมยงค์กับบทบาทนายกรัฐมนตรี ในช่วงกรณีสวรรคต รัชกาลที่ 8 (ตอนที่ 1)
[1] โทรเลขโต้ตอบระหว่างปรีดี พนมยงค์กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเกี่ยวกับการเสด็จนิวัตพระนคร พ.ศ. 2488 และพระราชดำรัสวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 อ้างถึงในบทความของสุพจน์ ด่านตระกูล เผยแพร่โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์; ประกาศยกย่องปรีดี พนมยงค์เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488 พิมพ์ซ้ำใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์
[2] คำปรารภรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 พิมพ์ซ้ำใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์
[3] เมื่อแรกพระราชสมภพ ทรงมีพระอิสริยยศเป็น “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล” ต่อมาในรัชกาลที่ 7 ได้รับการยกพระอิสริยยศเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 ดู “ประกาศตั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 44, วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470, หน้า 253–254, เอกสารราชกิจจานุเบกษา
[4] พระราชโทรเลขสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2488 อ้างถึงใน สุพจน์ ด่านตระกูล, “โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ อัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2488”, สถาบันปรีดี พนมยงค์.
[5] พ.ศ. 2477 ในเอกสารขณะนั้นใช้การนับปีที่เริ่มต้นวันที่ 1 เมษายน วันที่ 2 และ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477 จึงตรงกับ ค.ศ. 1935
[6] ตามบันทึกของปรีดี การพิจารณารวมถึงกรณีพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งพระมารดามีสัญชาติเดิมเป็นชาวต่างประเทศ ประเด็นนี้เป็นการตีความคำว่า “โดยนัย” ของคณะรัฐมนตรี ขณะที่ตัวบทข้อยกเว้นกล่าวถึงการมีพระชายาเป็นชาวต่างประเทศ ดู ปรีดี พนมยงค์, “ความเป็นไปภายใต้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”, เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569
[7] ปรีดี พนมยงค์, “ความเป็นไปภายใต้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 29 พฤษภาคม 2569.
[8] กษิดิศ อนันทนาธร, “‘พระเจ้าแผ่นดินที่ร่างกายไม่แข็งแรงและโง่ก็ไม่เป็นสง่าสำหรับประเทศ’ : ยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 8,” The 101 World.
[9] รายละเอียดการรายงานต่อสภาของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์และพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระราชชนนี อ้างถึงใน กษิดิศ อนันทนาธร, “‘พระเจ้าแผ่นดินที่ร่างกายไม่แข็งแรงและโง่ก็ไม่เป็นสง่าสำหรับประเทศ’ : ยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 8”, The 101 World, 6 ตุลาคม 2568.
[10] เรื่องเดียวกัน.
[11] ส. ศิวรักษ์, คำบอกเล่าในวิดีโอ “8 เรื่องเกี่ยวกับ ร.8 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ?,” ช่อง Dhanadis - ธนดิศ, YouTube, ช่วงกล่าวถึงความทรงจำการรับเสด็จ
[12] เอกสาร หจช. (2) กต.2.1/177 โทรเลขนายปรีดี พนมยงค์ ถวายในหลวง (17–25 ธันวาคม พ.ศ. 2484) และประกาศตั้งซ่อมคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484 อ้างถึงใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 8”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 24 กรกฎาคม 2565.
[13] ปรีดี พนมยงค์, ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน, ส่วนที่กล่าวถึงการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยและการไม่ร่วมลงนามในประกาศสงคราม
[14] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์
[15] อรุณ เวชสุวรรณ, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, หน้า 168–174, อ้างคำบอกเล่าของหม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ใน สมภพ จันทรประภา, สมเด็จพระศรีสวรินทิรา (กรุงเทพฯ: อมรการพิมพ์, 2520).
[16] เรื่องเดียวกัน.
[17] “ประกาศสันติภาพ,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 62 ตอนที่ 44 (16 สิงหาคม 2488), หน้า 503.
[18] โทรเลขปรีดี พนมยงค์กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2488 อ้างถึงใน สุพจน์ ด่านตระกูล, “โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ อัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2488”, สถาบันปรีดี พนมยงค์.
[19] เรื่องเดียวกัน, พระราชโทรเลขลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2488.
[20] เรื่องเดียวกัน, โทรเลขตอบของปรีดีและคำบรรยายสาระของพระราชโทรเลขฉบับถัดมา.
[21] เรื่องเดียวกัน, คำกราบบังคมทูลของปรีดีเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งอ้างถึงประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2488 เรื่องการสิ้นสุดหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร.
[22] คำกราบบังคมทูลของปรีดี พนมยงค์ และพระราชดำรัสตอบของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 อ้างถึงใน สุพจน์ ด่านตระกูล, “โทรเลขของนายปรีดี พนมยงค์ อัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2488”, สถาบันปรีดี พนมยงค์.
[23] “ประกาศ” ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 70, 11 ธันวาคม 2488, หน้า 699–700, เอกสารฉบับเต็ม.
[24] เรื่องเดียวกัน, หน้า 700.
[25] “แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์”, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 62 ตอนที่ 70, 11 ธันวาคม 2488, หน้า 1900.
[26] กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทยฯ, หน้า 353
[27] การสวนสนามเสรีไทยวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 มีปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นประธาน ส่วนพิธีเดือนมกราคม พ.ศ. 2489 เป็นการทรงรับการสวนสนามของทหารสัมพันธมิตร. Imperial War Museums, “Ceremonial Parade in Bangkok Attended by King of Siam and Lord Mountbatten”
[28] คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ประวัติและวิสัยทัศน์”, ม.ป.ป.
[29] หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), “บันทึกถึงวันสวรรคตในหลวงอานันท์ ของ แท้ ประกาศวุฒิสาร”
[30] ส. ศิวรักษ์, คำบอกเล่าในวิดีโอ “8 เรื่องเกี่ยวกับ ร.8 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ?,” ช่อง Dhanadis - ธนดิศ, YouTube, ช่วงนาทีที่ 13:54–14:34.
[31] “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 63 ตอนที่ 30 (10 พฤษภาคม 2489)
[32] ส. ศิวรักษ์, คำบอกเล่าในวิดีโอ “8 เรื่องเกี่ยวกับ ร.8 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ?,” ช่อง Dhanadis - ธนดิศ, YouTube, ช่วงนาทีที่ 09:12–09:54.
[33] “ประกาศ” การขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2489, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 63 ตอนที่ 39 ฉบับพิเศษ, 9 มิถุนายน 2489
[34] “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” เป็นชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งนำมาใช้ภายหลังรัฐประหาร ปรีดี พนมยงค์อธิบายว่า ชื่อนี้มาจากคำแถลงของผู้ทำรัฐประหารว่าได้ลอบร่างรัฐธรรมนูญและเก็บซ่อนไว้ใต้ตุ่ม ดู ปรีดี พนมยงค์, “ความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉะบับชั่วคราว (รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม),” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 4 กุมภาพันธ์ 2564.