วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 นับเป็นวันครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ของพิชัย รัตตกุล จากครอบครัวของนักธุรกิจการค้า สู่เส้นทางของประชาธิปไตย ที่ผันตัวไปเป็นนักการเมืองผู้โลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , รองนายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการบอกเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านการพูดคุยกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล บุตรชายของคุณพิชัย รัตตกุล

พิชัย รัตตกุล ในความทรงจำของสมาชิกบ้านรัตตกุล

ภาพสมาชิกครอบครัว “รัตตกุล”
ดร.พิจิตต รัตตกุล กล่าวถึงคุณพ่อไว้ว่า
“คุณพ่อเป็นคนที่มีวินัยเข้มข้นมากนะครับ กฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ก็รักษาเอาไว้ ไม่ยอมให้มีการละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์กติกาในบ้านหรือว่าอะไรก็ตามแต่ที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะต้องทำอย่างนี้ก็ต้องทำอย่างนี้ นั่นคือหมายความ ถึงการที่ฝึกให้คนในบ้านมีความรู้สึกในเรื่องของการรักษาวินัยของการใช้คำพูดแล้วก็ปฏิบัติตาม”
“คุณพ่อนี่เป็นคนที่ให้เกียรติคนอื่นครับ ไม่นึกถึงในเรื่องของตัวตนของตัวเองเป็นสรณะ พูดถึงในเรื่องของคนอื่น พูดถึงในเรื่องของความคิดเห็นของคนอื่น มักจะมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ ในครอบครัวว่าคนนั้นเค้าคิดอย่างนี้ คนนี้คิดอย่างนั้น แล้วก็ไม่พิพากษาว่าคนที่คิดอย่างนี้ถูกหรือคนที่คิดอย่างนั้นผิดมัก จะต้องเปิดโอกาสให้มีการรับฟังและให้คนในครอบครัว ได้รับฟังรายละเอียดเหล่านี้ได้กันถ้วน ๆ เลย แล้วก็ลูกๆ หลายคนก็พยายามที่จะบอกว่าอันไหนผิดอันไหนถูก แต่คุณพ่อบอก ไม่มีผิดมีถูกไปคิดเอาเอง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการให้เกียรติผู้พูด ผู้แสดงความที่เห็นของคนทั่วไป คุณพ่อเป็นคนที่เข้มข้นมากครับ”
การให้เกียรติและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม ถือเป็นหลักการสำคัญที่คุณพิชัย รัตตกุล นำมาใช้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะ เป็นบุคคลในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้กระทั่งผู้ร่วมงานทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้มีการแสดง ความคิดเห็นอย่าง “อิสระ” ซึ่ง ดร.พิจิตต ได้ย้ำว่า
“สิ่งที่ลูกๆ จำกันได้ว่าการดำเนินชีวิตของพ่อ นอกจากจะรักษาคำพูดอยู่ตลอดเวลาแล้ว เรื่องที่มีความสำคัญมาก คือให้เกียรติแล้วก็เปิดโอกาสให้คนได้ถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงใดๆ เลย”
ดร.พิจิตต เชื่อว่า คุณพิชัย มักจะแสดงออกว่าตัวคุณพิชัยเองคือกลไกที่เป็นสะพานเชื่อมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ที่จะนำไปสู่การพูดด้วยเหตุด้วยผลมากขึ้น และเชื่อได้ว่าจุดนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งที่ผลักดันให้คุณพิชัย รัตตกุล มุ่งสู่เส้นทางการเมือง

จุดเริ่มต้นในด้านประชาธิปไตย
“คุณพ่อเนี่ยอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ในแง่ของเรื่องสาธารณะ ได้มีการรักษาประโยชน์ของสาธารณะเอาไว้ แล้วก็อยากจะให้ ตัวเองได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างความคิดเห็นระหว่างสิทธิต่าง ๆ ของประชาคมต่อผู้บริหารบ้านเมือง”
ดร.พิจิตต แสดงความคิดเห็นในเรื่องบทบาททางการเมืองของคุณพิชัยเอาไว้ว่า พอใจที่ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นผู้ไปเสนอให้ประชาชน ให้กลุ่มคนต่าง ๆ ได้รวมตัวกันแล้วได้นั่งวิเคราะห์วิพากษ์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ กัน แต่โดยแท้ที่จริงแล้วนั้นคุณพิชัยไม่ชอบในเรื่อง ของการถูกสั่งการในแบบเบ็ดเสร็จ และเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดันให้คุณพิชัยเดินทางเข้าสายการเมือง นั่นก็คือ การได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แล้วก็คัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อนเกิด เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

พิชัย รัตตกุล เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์สตีเฟน ฮ่องกง
ในเหตุการณ์นั้นได้มีการพูดคุยกับคนที่เป็นกลุ่มผู้นำนิสิตนักศึกษาหลายคน เช่น ประสาร มฤคพิทักษ์ , ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์และ ธีรยุทธ บุญมี ฯลฯ ต่อมาได้มีการหารือกัน ซึ่งคุณพิชัย ได้อาสาที่จะร่วมลงรายชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยมีรายชื่อจำนวน 100 รายชื่อ จนครอบครัวเป็นห่วงคุณพิชัยมาก เพราะคุณพิชัยไปทำการเรียกร้องกับรัฐบาลเผด็จการที่มีอำนาจมีปืนและมีรถถัง แต่ว่าก็ไม่ เกิดเหตุการณ์อะไรที่เป็นเรื่องรุนแรงกับคุณพิชัย รัตตกุลกับครอบครัว
เส้นทางนักการเมืองกับคุณูปการอันเกิดแก่ประเทศ
เมื่อพิชัย รัตตกุล ได้เดินทางเข้าสู่การเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว ดังจะเห็นได้จากการเริ่มต้นเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่างพรรค ประชาธิปัตย์จนได้ขึ้นเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้เข้าเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเห็นได้ ถึงผลงานที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งไม่ได้มุ่งสร้างการพัฒนาให้แก่ประเทศไทยอย่างเดียว ยังมีผลงานที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น กรณีการเดินทางไปเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งกับประเทศในภูมิภาคอินโดจีน อย่างประเทศเวียดนาม , ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา

พิชัย รัตตกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
“ในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในช่วงหลังจากสงครามเวียดนามได้จบสิ้นลง คุณพ่อได้คิดก่อนไว้แล้วว่า เราจะอยู่กันในอินโดจีนนี่มันบ้านของเรากันทั้งนั้น เราควรจะหารือกันมองถึงอนาคตร่วมกันมากกว่าที่จะกลายมาเป็นเครื่องมือ ให้กับชาติมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง ทำไมเราไม่นั่งคิดนั่งคุยกันเอง ในการที่เราจะหารือในการที่จะกำหนดอนาคต กำหนดชีวิตของทั้งประเทศในแถบอินโดจีนทั้งหมดเอง”

ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเวียดนาม
ดร.พิจิตต กล่าวต่อว่า “แต่อย่างไรก็ตามก็ในช่วงนั้น ก็มีแรงกดดันภายในประเทศเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นการกดดันของฝ่ายอนุรักษ์ ก็มีทั้งกลุ่มอนุรักษ์ที่เป็นทั้งรุนแรงและกลุ่มอนุรักษ์ที่อยู่ในหน่วยราชการเอง แต่ยังไงก็ตามในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศก็สามารถ ไปฟันฝ่าอุปสรรคอันนี้ไปทำความตกลงกับผู้นำประเทศ ทั้ง 3 คือเวียดนาม กัมพูชาและก็ลาว เพื่อจะสร้างสัมพันธ์ดีเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นความพยายามในการที่จะทำให้เกิดความสำเร็จได้ แต่

ไม่ใช่คุณพ่อพิชัยคนเดียวนะครับที่ทำ ผมว่ากลุ่มคน หัวก้าวหน้าที่มีความยุติธรรมและมองอนาคตไกลได้เข้ามาช่วยกันแทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณอาสา สารสิน และคุณโกศล สินธวานนท์ ฯลฯ”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 พิชัย รัตตกุล ได้รับตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภาในชุดที่ 20 ได้สร้างผลงานที่สำคัญ คือการทำหน้าที่ในเรื่อง การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ รวมไปถึงการจัดตั้ง พรบ. อีกหลายฉบับเพื่อส่งเสริมกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้น โดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540 นี้เองที่หลายฝ่ายยกย่องให้เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ที่แท้จริง
ดร.พิจิตต กล่าวว่า “รัฐธรรมนูญปี 40 ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ฟักตัวขึ้นมาจากความคิดเห็นของคนที่มีเจตนารมณ์ที่เปิดเผยชัดเจน บริสุทธิ์ต่อประชาธิปไตยนะครับ รวมทั้งครูบาอาจารย์ รวมทั้งนักการเมือง รวมทั้งพ่อค้า วาณิช ประชาชนทุกกลุ่มเหล่า NGO ด้วยนะครับ ซึ่งก็ถือว่าคลอดออกมาได้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนจริง ๆ แล้วเป็นรัฐธรรมนูญที่บ่งถึงในรายละเอียดของสาระสำคัญอย่างยิ่ง หลายเรื่อง อันที่ 1 ก็คือเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจตนารมณ์คณะราษฎร อันที่ 2 คือในเรื่องของกำหนดรูปแบบของ องค์กรอิสระ ซึ่งจุดนี้มุ่งหมายที่จะให้มีการถ่วงอำนาจกันระหว่างรัฐบาลกับพรรคการเมืองในรัฐสภา แต่ว่าก็ต้องถือว่าบางอย่างสำเร็จ บางอย่างไม่สำเร็จนะครับ จากเจตนารมณ์อันนั้น”
สงครามโลกครั้งที่ 2 , เสรีไทย และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ในความทรงจำ
พิชัย รัตตกุล ได้กล่าวเอาไว่าว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ตนเองยังไม่มีบทบาทด้านไหนในการเข้าไปร่วมต่อสู้กับขบวนการ เสรีไทย เพราะตอนนั้นตนเองตกอยู่ในบทบาทเหยื่อของสงคราม ต้องหนีจากฮ่องกงกลับเข้ามาสู่ประเทศไทย พร้อมกับ เกษม จาติกวณิช และอีกหลายคน
ดร.พิจิตต กล่าวว่า “ในเรื่องของเสรีไทย ถ้าคุณพ่อมีโอกาส ผมคิดว่าคุณพ่อคงจะขอเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเสรีไทยแน่นอน ถึงแม้อายุยังไม่มากนะครับ ไม่ถึง 20 ในช่วงนั้นแต่ว่าตัวเองเป็นผู้ที่เป็นเหยื่อของสงครามไป สิ่งที่สำคัญคือคุณพ่อมักจะพูดให้ลูกๆ ฟังอยู่เสมอว่าสงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงนะครับ มีแต่ความเสียหาย”
“ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญงานนึงที่คุณพ่อพูดให้ฟังอยู่เสมอว่าถึงแม้ไม่ได้ร่วมขบวนการเสรีไทย แต่ก็พูดให้เห็นถึงว่าเป็นขบวนการที่ ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญและชาญฉลาดควบคู่กันไป เพราะว่าเสี่ยงมากกับภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าไม่ว่าจากรัฐบาลไทยเองกับทหารญี่ปุ่น และรัฐบาลญี่ปุ่น เสี่ยงภัยมากแล้วก็ชาญฉลาดตรงที่วางกลยุทธ์ในการที่จะทำให้เกิดการยอมรับจากฝ่ายสัมพันธมิตรในหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว”
นอกจากนี้ สิ่งที่ พิชัย รัตตกุล กล่าวให้คนในครอบครัวได้ฟังเสมอ นั่นคือคุณูปการที่สำคัญอย่างยิ่งของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์
"ท่านอาจารย์ปรีดีได้ทำอะไรมากมาย ทั้งในเรื่องของพระราชบัญญัติเทศบาล , การจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นมาเพื่อที่จะให้มี การปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคมอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง และท่านยังมาเป็นผู้นำของขบวนการเสรีไทยอีกด้วยเหมือนกัน”
“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ความสัมพันธ์ของพ่อนั้นมีความเคารพรักของพ่อต่ออาจารย์ปรีดี ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็น ฝ่ายค้านของรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ แต่ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างมันได้พิสูจน์ขึ้นมา ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เห็นว่าประโยชน์ของ ประเทศชาติสำคัญกว่าความเป็นพวกหรือความไม่ใช่พวกกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อจึงแสดงความชัดเจน ในจุดยืนของตนเองทั้งในพรรคประชาธิปัตย์ หรือทางนอกพรรคก็ตามว่าคุณูปการที่คณะราษฎร อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ทำให้ กับแผ่นดินนั้นมีมหาศาล”
การรับตำแหน่งประธานสโมสรโรตารีสากล
ในปี พ.ศ.2543 หลังจากที่โรตารีไทย องค์กรผู้ซึ่งให้การบริการเพื่อมนุษยชาติ และสนับสนุนมาตรฐานจริยธรรมในทุกวิชาชีพ และช่วยส่งเสริมไมตรีจิตและสันติภาพ ได้ฉลองครบรอบ 70ปี โรตารีสากลได้มีมติมอบตำแหน่ง “ประธานโรตารีสากล” ที่มี พิชัย รัตตกุล เป็นคนไทยคนแรกที่รับตำแหน่งนี้ โดย ดร.พิจิตต กล่าวว่า
“น่าจะเป็น 3 คำ ที่บรรดาสโมสรโรตารี สมาชิกในประเทศไทย ที่ยึดถือมากครับ คือเรื่องสันติภาพ เรื่องบริการเหนือตนเอง เรื่องหว่านเมล็ดของความรักให้แก่กันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรในหลายๆ ประเทศเห็นว่า ประเทศไทยน่าจะมีตัวแทนสัก 1 คน ก็คุณพ่อก็ได้เป็นตัวแทนนะครับ แล้วสิ่งที่คุณพ่อทำอยู่นั้น ก็คืองานสำคัญมาก คือผลักดันในเรื่องของการสร้างสันติภาพขึ้นมา เป็นโครงการของโรตารีสากลทั่วโลก เพื่อที่จะสนับสนุนให้สโมสรทั่วโลกเร่งสร้างสันติภาพ ขึ้นมาในเรื่องของกระบวนการทำความเข้าใจ ในส่วนประเทศไทยนั้นก็มาสร้างศูนย์สันติภาพศึกษาขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

พิชัย รัตตกุล ดำรงตำแหน่ง “ประธานโรตารีสากล”
“ทำงานอยู่ 17 ปี ก็มีการปลูกฝังในเรื่องของงานวิจัย แล้วก็มีการจัดอบรมให้กับคนหลายประเทศมาอบรมกัน มีงานพัฒนาบุคลากร เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง คือคุณพ่อพิชัยคิดว่าความขัดแย้งในสังคมหรือความคิดเห็นต่างในสังคมถือเป็นเรื่องปกติ อย่าถือว่า ความขัดแย้งหรือความเห็นต่างในสังคมเป็นชนวนเหตุที่จะต้องทำให้ลุกขึ้นชกปากกัน เป็นเรื่องปกติที่จะต้องรับฟังกัน ในระบอบ ประชาธิปไตย ในสังคมมนุษย์ที่เจริญแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้มันก็ควรจะต้องหากลไกในการที่จะพูดคุยกัน จึงกลายมาเป็น ศูนย์สันติภาพเป็นส่วนหนึ่ง ความขัดแย้งต้องมีแน่ แต่จะบริหารความขัดแย้งยังไง”
รางวัลสันติภาพ พิชัย รัตตกุล
ในวันที่ 16 กันยายน 2569 นอกจากการจัดกิจกรรมการปาฐกถาพิเศษและการเสวนาในเรื่อง “สันติภาพ” เพื่อย้อนรำลึก และเชิดชูเกียรติคุณ พิชัย รัตตกุล แล้ว ยังมีกิจกรรมการมอบรางวัลสันติภาพ พิชัย รัตตกุล ซึ่งรางวัลนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อมอบให้ แก่ผู้ที่ใช้หลักของสันติภาพในการแก้ปัญหาข้อพิพาท ดร.พิจิตต กล่าวว่า
“การสถาปนารางวัลสันติภาพ พิชัย รัตตกุล เป็นการคัดเลือกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา ลุงป้าน้าอา ไม่จำเป็นต้องเป็น ชื่อใหญ่โตที่ไหน ใครก็ตามที่ไหนในชนบทที่โปรโมตการใช้สันติภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สมควรที่จะได้รับรางวัลครับ ก็ด้วยเจตนารมณ์ที่สำคัญ คือเราไม่อยากจะพูดถึงคุณูปการของบุคคล แต่พูดถึงคุณูปการของความเชื่อของบุคคลซึ่งในที่นี้ คุณพิชัยเชื่อในเรื่องของสันติภาพแล้วก็สอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์ปรีดี ก็ต้องถือว่าคุณพ่อเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งทีเดียวครับ ที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี นำมาใช้ในชีวิตครับ”

นับได้ว่า 100 ปีชาตกาล ของท่านพิชัย รัตตกุล ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศ จากจุดเริ่มต้นของนักประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ในครอบครัวเท่านั้น ยังแผ่ขยายออกไปสู่คนในสังคมและประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองได้ประโยชน์สูงสุดและสามารถเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยอันแท้จริงตามเจตนารมณ์ของคณะราษฎรและอาจารย์ปรีดี พนมยงค์


