
เหตุการณ์รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500
ที่มาภาพ: เพจเมืองไทยสมัยก่อน
ค่ำวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่ามกลางความไม่พอใจต่อการเลือกตั้งที่มีการทุจริตและความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้ปกครอง เหตุการณ์ครั้งนั้นยุติการแข่งขันระหว่างจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเรียกกันว่า “การเมืองสามเส้า” พร้อมเปิดทางให้สฤษดิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง
ความย้อนแย้งสำคัญอยู่ที่ว่า กระแสเรียกร้องการเลือกตั้งที่สุจริตได้ช่วยสร้างความนิยมให้แก่ผู้นำทหาร แต่ภายหลังยึดอำนาจได้เพียงปีเศษ สฤษดิ์กลับทำรัฐประหารอีกครั้ง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และยุติระบบพรรคการเมือง การพิจารณารัฐประหาร พ.ศ. 2500 จึงต้องติดตามผลสืบเนื่องถึงการสถาปนาระบอบสฤษดิ์ ตลอดจนข้อวิจารณ์ของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตั้งคำถามต่อทั้งอำนาจเผด็จการ ความหมายของประชาธิปไตย และความรับผิดชอบของผู้ทำลายหลักการประชาธิปไตยและการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ[1]
การเมืองสามเส้าและการเปิดเสรีที่มีข้อจำกัด
ความขัดแย้งก่อนรัฐประหาร พ.ศ. 2500 มีรากฐานมาจากการจัดระเบียบอำนาจหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และเปิดทางให้จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปีถัดมา แต่การกลับมาของจอมพล ป. ครั้งนี้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากคณะทหารผู้ก่อรัฐประหาร ทำให้เขาไม่อาจควบคุมกำลังทหารและตำรวจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 2490 อำนาจจึงกระจายอยู่ระหว่างบุคคลสามคน ได้แก่ จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ผู้บัญชาการทหารบกและผู้นำกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ กับพลตำรวจเอกเผ่า อธิบดีกรมตำรวจและบุคคลสำคัญของกลุ่มซอยราชครู ทั้งสามฝ่ายต่างมีเครือข่ายทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสนับสนุน โดยสฤษดิ์และเผ่ามีฐานกำลังสำคัญอยู่ที่กองทัพบกและกรมตำรวจตามลำดับ การรักษาตำแหน่งของจอมพล ป. จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการคานอำนาจระหว่างกลุ่มสฤษดิ์กับกลุ่มเผ่าด้วย[2]
หลังเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปใน พ.ศ. 2498 จอมพล ป. เริ่มเปิดบรรยากาศทางการเมืองให้กว้างขึ้น ทั้งการพบปะผู้สื่อข่าว การเปิดพื้นที่ปราศรัยแบบ “ไฮด์ปาร์ค” และการประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เอื้อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและรวมตัวทางการเมืองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางที่จอมพล ป. ใช้แสวงหาแรงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับทหารและตำรวจ[3]
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีดำเนินอยู่ภายในโครงสร้างที่ผู้มีอำนาจเดิมยังควบคุมกลไกรัฐ พรรคเสรีมนังคศิลาซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการเลือกตั้งมีจอมพล ป. เป็นหัวหน้าพรรค และพลตำรวจเอกเผ่าเป็นเลขาธิการพรรค ความขัดแย้งระหว่างบุคคลทั้งสามจึงเป็นการแย่งชิงอำนาจภายในกลุ่มผู้ปกครองเดียวกันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
การเลือกตั้งที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาล
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานการทุจริตอย่างกว้างขวาง ทั้งการนำบุคคลมาลงคะแนนซ้ำ การใช้บัตรลงคะแนนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า และความผิดปกติในการนับคะแนน จนเกิดคำเรียกกลโกงเหล่านี้ว่า “พลร่ม” “ไพ่ไฟ” และ “เวียนเทียน”[4] ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในชื่อ “การเลือกตั้งสกปรก”[5]

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะพบคณะนักศึกษาที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำเข้าพบ ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ. 2500
ที่มาภาพ: ศิลปวัฒนธรรม (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)
ความไม่พอใจขยายตัวเป็นการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาและประชาชน นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชักธงชาติครึ่งเสาเพื่อประท้วง ก่อนที่นักศึกษาจากหลายสถาบันจะเข้าร่วม วันที่ 2 มีนาคม รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมอบหมายให้สฤษดิ์รับผิดชอบฝ่ายทหารในการรักษาความสงบ แต่สฤษดิ์กลับยอมให้ผู้ชุมนุมเดินขบวน และแสดงท่าทีรับฟังข้อเรียกร้อง
เมื่อขบวนผู้ประท้วงมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ทหารยอมเปิดทางให้ผ่านแนวสกัด สฤษดิ์รับปากนำข้อเรียกร้องไปพิจารณาในรัฐบาล ท่าทีดังกล่าวทำให้เขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะที่จอมพล ป. และเผ่าต้องรับแรงกดดันจากความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง
ตลอดหลายเดือนต่อมา รัฐบาลต้องเผชิญทั้งปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์จากการทำไม้ในพื้นที่โครงการเขื่อนภูมิพล และการอภิปรายโจมตีในสภา ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับสถาบันพระมหากษัตริย์และกลุ่มอนุรักษนิยมก็เด่นชัดขึ้น การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มิได้เสด็จฯ ร่วมงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษถูกนำมาเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมือง และกลายเป็นประเด็นโต้เถียงระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล[6]
กระแสต่อต้านรัฐบาลจึงมีที่มาจากทั้งความเดือดร้อนของประชาชน การเรียกร้องความสุจริตในการเลือกตั้ง และการแข่งขันระหว่างกลุ่มอำนาจ ท่าทีของสฤษดิ์ต่อผู้ประท้วงช่วยให้เขาได้รับการยอมรับและแรงสนับสนุนทางการเมืองเพิ่มขึ้น แต่แรงสนับสนุนดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะใช้อำนาจโดยยอมรับการตรวจสอบของประชาชน
ค่ำวันที่ 16 กันยายน และการสิ้นสุดอำนาจของจอมพล ป.
ความขัดแย้งถึงขั้นแตกหักเมื่อสฤษดิ์และนายทหารในกลุ่มถอนตัวจากตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2500 คณะนายทหารยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและให้เผ่าพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ แต่จอมพล ป. ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำขาด
วันที่ 15 กันยายน มีการชุมนุมที่สนามหลวงและเดินขบวนไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์กับทำเนียบรัฐบาล โดยผู้ชุมนุมสนับสนุนข้อเรียกร้องของคณะทหาร กระทั่งค่ำวันที่ 16 กันยายน สฤษดิ์นำกำลังทหารและรถถังเข้าควบคุมสถานที่สำคัญในพระนคร และยึดอำนาจได้โดยไม่เผชิญการต่อต้านด้วยกำลังอย่างจริงจัง[7]


เหตุการณ์รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500
ที่มาภาพ: เพจเมืองไทยสมัยก่อน
ภายหลังการยึดอำนาจ มีประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 แต่งตั้งสฤษดิ์เป็น “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” โดยระบุว่าการบริหารราชการของรัฐบาลไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และให้ข้าราชการฟังคำสั่งของสฤษดิ์[8] ประกาศฉบับนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการรับรองสถานะของผู้ยึดอำนาจในขณะนั้น
จอมพล ป. หลบหนีผ่านจังหวัดตราดไปยังกัมพูชา ก่อนใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศ ระหว่างนั้นเขาเดินทางไปอุปสมบทที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ใน พ.ศ. 2503 และถึงแก่อสัญกรรมที่ญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2507 ส่วนเผ่ายอมมอบตัวต่อฝ่ายทหารและเดินทางไปพำนักที่สวิตเซอร์แลนด์ การรัฐประหารครั้งนี้จึงยุติอำนาจของจอมพล ป. และเผ่า โดยมีสฤษดิ์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจแทน
การเมืองรัฐสภาช่วงสั้นก่อนรัฐประหารซ้ำ
หลังยึดอำนาจ สฤษดิ์ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที นายพจน์ สารสิน ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 เพื่อบริหารประเทศและจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 15 ธันวาคมปีเดียวกัน จากนั้น ถนอม กิตติขจร นายทหารคนสำคัญในกลุ่มสฤษดิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501
แม้รัฐประหาร พ.ศ. 2500 จะยังคงระบบรัฐสภาไว้ แต่อำนาจทางการเมืองก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของคณะทหาร ท่ามกลางความขัดแย้งภายในรัฐบาลและการต่อรองในรัฐสภา สฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ในนาม “คณะปฏิวัติ”
การยึดอำนาจครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของถนอม เอกสารข่าวกรองของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ประเมินว่า เป็นความพยายามของกลุ่มผู้ปกครองเดิมที่จะกระชับอำนาจและควบคุมรัฐบาลให้แน่นหนาขึ้น โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์และความตึงเครียดทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นเหตุผล[9]
ผลที่ตามมาคือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยกเลิกพรรคการเมือง และปราบปรามผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง อำนาจที่รวมศูนย์เช่นนี้เป็นพื้นฐานของระบอบที่ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อธิบายว่า “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ซึ่งผู้นำอ้างความสามารถในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นฐานในการปกครอง พร้อมกับจำกัดบทบาทของสถาบันตัวแทนและเสรีภาพทางการเมือง[10]
ระบอบสฤษดิ์ยังส่งเสริมสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้โดดเด่นขึ้นในชีวิตสาธารณะ ดังปรากฏในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ที่ยกเลิกการกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติ และกำหนดให้วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติแทน[11] การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อความทรงจำสาธารณะ โดยลดความสำคัญของวันอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ในการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการของรัฐ
ปรีดีกับความหมายของ “ปฏิวัติ” และ “อภิวัฒน์”
ขณะที่สฤษดิ์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ปรีดี พนมยงค์ พำนักลี้ภัยอยู่ในประเทศจีน ต่อมาเมื่อย้ายไปฝรั่งเศส เขายังคงติดตามการเมืองไทยและเขียนบทความวิจารณ์การใช้อำนาจเผด็จการอย่างต่อเนื่อง งานเขียนภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และคำตอบสัมภาษณ์ในวาระ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2523 สะท้อนมุมมองของปรีดีต่อระบอบสฤษดิ์และผลสืบเนื่องที่ปรากฏในเวลาต่อมา[12]
ประเด็นหนึ่งที่ปรีดีให้ความสำคัญคือการนำคำว่า “ปฏิวัติ” มาเรียกการยึดอำนาจ พ.ศ. 2501 เขาเห็นว่าการกระทำของสฤษดิ์ทำให้สังคมถอยหลังไปสู่การปกครองที่ผู้มีอำนาจสามารถสั่งจำคุกและประหารชีวิตบุคคลโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล การเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า “ปฏิวัติ” จึงทำให้คำดังกล่าวในบริบทการเมืองไทยผูกโยงกับการใช้อำนาจเผด็จการ[13]
ปรีดีเสนอให้ผู้มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมในทางประชาธิปไตยใช้คำว่า “อภิวัฒน์” ซึ่งประกอบด้วย “อภิ” หมายถึงยิ่งหรือวิเศษ และ “วัฒน์” หมายถึงความเจริญหรือความงอกงาม โดยใช้สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าและช่วยปลดเปลื้องมนุษย์จากการกดขี่ เขาระบุว่าได้เสนอคำนี้ไว้ในหนังสือ ความเป็นอนิจจังของสังคม ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2500 ก่อนการยึดอำนาจในนาม “คณะปฏิวัติ” ของสฤษดิ์ การวิจารณ์ในเวลาต่อมาจึงเป็นการย้ำความแตกต่างทั้งในความหมายและทิศทางของการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น[14]
สำหรับปรีดี คุณค่าของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงต้องพิจารณาว่าประชาชนมีอิสระและมีส่วนกำหนดชีวิตของตนเพิ่มขึ้นเพียงใด ชื่อที่ผู้ยึดอำนาจใช้เรียกตนเองไม่อาจตอบคำถามนี้แทนผลของการปกครองที่เกิดขึ้นจริงได้
ผลกระทบต่อผู้ร่วมงานปรีดีและอดีตเสรีไทย
การสถาปนาอำนาจของสฤษดิ์ส่งผลต่อชีวิตผู้ร่วมงานปรีดีและอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยด้วย กรณีของสงวน ตุลารักษ์ ผู้เคยได้รับมอบหมายจากปรีดีให้ประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ. 2490
ขณะนั้นสงวนดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีนและเลือกลี้ภัยอยู่ที่นั่น เมื่อคณะรัฐประหารเรียกตัวกลับประเทศไทย ครั้นเดินทางกลับในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 เขาตกเป็นจำเลยในคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และได้รับการประกันตัว แต่หลังรัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคมปีเดียวกัน สงวนถูกถอนประกันและส่งคดีขึ้นศาลทหาร ต้องถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายปีจนสุขภาพทรุดโทรม ก่อนมีการถอนฟ้องและได้รับอิสรภาพในเดือนเมษายน พ.ศ. 2508 ภายหลังสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว[15]
ในภาคอีสาน ครอง จันดาวงศ์ เป็นอดีตเสรีไทยที่ทำงานร่วมกับชาวนาชาวไร่ และเคยช่วยเตียง ศิริขันธ์ ผู้นำเสรีไทยสายอีสาน หลบหนีการจับกุมหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเสรีไทย นักการเมือง และประชาชนในท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่หลังสงคราม ขณะที่รัฐมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยความระแวงว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ในสมัยสฤษดิ์ ครองและมิตรสหายตกเป็นเป้าหมายของการปราบปราม กระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ครองและทองพันธ์ สุทธิมาศ ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งที่อาศัยอำนาจมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 โดยไม่ผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาล[16]

ครอง จันดาวงศ์ ขณะเดินเข้าสู่หลักประหารใน พ.ศ. 2504 ตามคำสั่งที่อาศัยอำนาจมาตรา 17
ที่มาภาพ: หนังสือ ครูครอง จันดาวงศ์ ชะตากรรมที่เลือกไม่ได้
มาตรา 17 และอำนาจที่อยู่เหนือการตรวจสอบ
การรวมศูนย์อำนาจของระบอบสฤษดิ์ปรากฏเป็นรูปธรรมในมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีสั่งการหรือกระทำการใด ๆ เพื่อระงับหรือปราบปรามการกระทำที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความสงบ พร้อมรับรองให้คำสั่งและการกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมาย แม้จะกำหนดให้แจ้งสภาภายหลัง แต่บทบัญญัตินี้ก็เปิดทางให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจลงโทษบุคคลโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาล[17]
ปรีดีวิจารณ์อำนาจเช่นนี้ทั้งตามหลักประชาธิปไตยและหลักราชธรรม เขาเห็นว่าการให้นายกรัฐมนตรีสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาได้เป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการ และลิดรอนสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาคดีในศาลอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ การประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวยังตัดโอกาสในการพระราชทานอภัยโทษ และขัดต่อหลักทศพิธราชธรรม[18]
ข้อวิจารณ์นี้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างระบอบสฤษดิ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ การเชิดชูพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองดำเนินควบคู่กับการรวบอำนาจวินิจฉัยความผิดและลงโทษไว้ที่นายกรัฐมนตรี ปรีดีจึงพิจารณาการกระทำของผู้ปกครองตามหลักกฎหมายและความรับผิดชอบต่อประชาชน มากกว่าคำประกาศแสดงความจงรักภักดี
ในคำตอบสัมภาษณ์ พ.ศ. 2523 ปรีดียังตั้งคำถามต่อความเชื่อที่ว่าผู้นำซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดย่อมปราบอาชญากรรมและการทุจริตได้ดีกว่า โดยเสนอให้ตรวจสอบสถิติและสาเหตุของปัญหา แทนการถือเอาความรุนแรงของการลงโทษเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ เขายกกรณีการประหารครอง จันดาวงศ์ ขึ้นชี้ว่าการประหารผู้ต้องหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้ทำให้ขบวนการคอมมิวนิสต์ลดกำลังลง พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาสังคมต้องพิจารณาสมุฏฐานของปัญหานั้น และตั้งคำถามว่าภายใต้การใช้อำนาจเด็ดขาด การฉ้อราษฎร์บังหลวงลดลงหรือกลับเพิ่มขึ้น
กรณีทรัพย์สินของสฤษดิ์ที่ถูกเปิดเผยภายหลังเขาถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2506 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ปรีดีนำมาวิพากษ์ความเชื่อดังกล่าว เขาชี้ถึงการใช้เงินแผ่นดินเพื่อประโยชน์ส่วนตน และคัดค้านการนำคุณงามความดีด้านอื่นมาเป็นข้ออ้างยกเว้นความผิดให้ผู้นำ เพราะเป็นการทำลายมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจรัฐ[19]
ปรีดียืนยันว่าการให้ฝ่ายบริหารสั่งประหารชีวิตหรือจำคุกผู้ต้องหาโดยไม่ส่งให้ศาลพิจารณา ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและการแบ่งแยกอำนาจ ข้อวิจารณ์นี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักประกันชีวิตและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถูกกระทบจากระบอบอำนาจที่ก่อตัวภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2500 และรวมศูนย์อย่างเต็มที่หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2501
มรดกของรัฐประหารและความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
เมื่อพิจารณาการเมืองไทยย้อนหลัง ปรีดีถือว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของประชาธิปไตยทางการเมือง เพราะวางหลักให้สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชน ยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทแต่งตั้ง และกำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนและพฤฒสภาที่มีที่มาจากการเลือกตั้ง พัฒนาการดังกล่าวถูกตัดขาดด้วยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งล้มรัฐธรรมนูญและสถาปนาระบอบการปกครองขึ้นใหม่ พร้อมนำวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งกลับมา[20]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489
ที่มาภาพ: พิพิธภัณฑ์รัฐสภาไทย
โครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เปิดทางให้จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และให้สฤษดิ์กับเผ่าเติบโตขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มอำนาจสำคัญ แม้จะมีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และการเลือกตั้งในบางช่วง แต่กำลังทหารยังมีบทบาทชี้ขาดในการเปลี่ยนรัฐบาล รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จึงมีทั้งความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่อง อำนาจของจอมพล ป. และเผ่าสิ้นสุดลง ขณะที่สฤษดิ์ซึ่งเติบโตมาภายในคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจแทน
การเลือกตั้งภายหลังการยึดอำนาจเปิดให้การเมืองในระบบรัฐสภาดำเนินต่อได้เพียงระยะสั้น ก่อนสฤษดิ์จะทำรัฐประหารซ้ำในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และยกเลิกพรรคการเมือง ต่อมา มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ให้อำนาจพิเศษแก่ฝ่ายบริหาร ซึ่งถูกใช้สั่งประหารชีวิตบุคคลโดยไม่ผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาล การรวมศูนย์อำนาจจึงกระทบทั้งสิทธิในการกำหนดรัฐบาล เสรีภาพทางการเมือง และหลักประกันชีวิตของประชาชน ระบอบเผด็จการทหารยังดำรงต่อมาภายใต้การนำของถนอม–ประภาสหลังสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จนการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจของผู้นำกลุ่มนี้
ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นวงจรอุบาทว์ของการยึดอำนาจ การจัดวางกติกาและรัฐบาลภายใต้อิทธิพลของคณะทหาร และการทำรัฐประหารซ้ำเมื่อผู้นำทหารไม่ยอมรับการต่อรองในระบบรัฐสภา กลไกที่ประชาชนจะใช้ตรวจสอบและเปลี่ยนรัฐบาลจึงถูกทำลายเป็นระยะ ขณะที่ผู้ยึดอำนาจสามารถสร้างเงื่อนไขให้ตนเองและกลุ่มสืบทอดอำนาจต่อไปได้ ความไม่พอใจต่อการทุจริตซึ่งเคยเป็นแรงสนับสนุนการโค่นรัฐบาลเดิมก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้ปกครองใหม่จะสุจริต ดังปรากฏปัญหาการใช้เงินแผ่นดินเพื่อประโยชน์ส่วนตนในระบอบสฤษดิ์เอง
ปรีดีชี้ว่า รัฐประหาร พ.ศ. 2490 ได้ล้มระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ที่คณะราษฎรได้วางรากฐานไว้ และสถาปนาระบอบการปกครองที่ถอยห่างจากหลักการดังกล่าว ระบอบของคณะรัฐประหารและระบอบสฤษดิ์ที่ก่อตัวขึ้นในเวลาต่อมาจึงไม่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะราษฎร หากเป็นความรับผิดชอบของบุคคลและคณะบุคคลที่สถาปนา บริหาร และสนับสนุนระบอบเหล่านั้น ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชนสำหรับผลของการใช้อำนาจของตน
ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ปรีดียังเสนอความเห็นต่อรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญใหม่ต้องเคารพเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของประชาชน ข้อเสนอนี้ช่วยให้เห็นทั้งการวิจารณ์ระบอบเผด็จการและแนวทางที่เขาเสนอเพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยขึ้นใหม่[21]

ข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ ต่อสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี เรื่อง “วิธีส่งเสริมให้ราษฎรสนใจประชาธิปไตย” ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2516

จดหมายตอบรับจากสัญญา ธรรมศักดิ์ ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2516
บทสรุป: รัฐธรรมนูญกับอำนาจของประชาชน
รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า การขับผู้นำที่ประชาชนไม่ไว้วางใจออกจากตำแหน่งจะมีความหมายต่อประชาธิปไตยเพียงใด หากผู้ปกครองใหม่ยังมีอำนาจเหนือการตรวจสอบ การยุติวงจรอุบาทว์จึงต้องอาศัยรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และวางกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ โดยผู้ปกครองไม่อาจล้มเลิกกติกาได้ตามอำเภอใจ ควบคู่กับการเลือกตั้งที่สุจริต เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ความเป็นอิสระของศาล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ เพื่อให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนรัฐบาลและแก้ไขความผิดพลาดทางการเมืองได้ โดยยังรักษาอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองไว้
ตราบใดที่เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ยังไม่บรรลุผล การทวงคืนและธำรงไว้ซึ่งกติกาที่เคารพอำนาจของประชาชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็ยังคงเป็นภารกิจร่วมกันของพลเมืองในยุคปัจจุบัน เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของทุกคนอย่างแท้จริง
[1] ปรีดี พนมยงค์, “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการ และความหมายของศัพท์คำว่า ‘ปฏิวัติ’ ในการรัฐประหาร พ.ศ. 2501,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, เผยแพร่ซ้ำ 20 ตุลาคม 2567; และ “ปรีดี พนมยงค์ กับ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (1),” สถาบันปรีดี พนมยงค์, คำตอบสัมภาษณ์ พ.ศ. 2523.
[2] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “กึ่งพุทธกาล-การเมืองสามเส้า-พรรคการเมือง และ การเลือกตั้งครั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 16 กันยายน 2564; ประกอบกับ ปรีดี พนมยงค์, “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการ และความหมายของศัพท์คำว่า ‘ปฏิวัติ’ ในการรัฐประหาร พ.ศ. 2501,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 20 ตุลาคม 2567, ตอนที่ 1–3.
[3] ชาติชาย มุกสง, “การเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ 2500,” หัวข้อ “สภาพทั่วไปก่อนการเลือกตั้ง.” บทความอธิบายการเปิดพื้นที่ปราศรัย การพบผู้สื่อข่าว และการออกกฎหมายพรรคการเมือง พร้อมกล่าวถึงข้อวิเคราะห์ของทักษ์ เฉลิมเตียรณเรื่องการแสวงหาแรงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อคานอำนาจทหารและตำรวจ.
[4] ไพ่ไฟ” หมายถึงบัตรลงคะแนนที่ทำเครื่องหมายเลือกผู้สมัครพรรครัฐบาลไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้ทุจริตหรือยัดเพิ่มในหีบ ส่วน “พลร่ม” และ “เวียนเทียน” เป็นคำเรียกกลโกงเกี่ยวกับการนำบุคคลมาลงคะแนนโดยมิชอบและการลงคะแนนซ้ำหลายครั้ง ดู ชาติชาย มุกสง, “การเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ 2500”, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า; และชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “กึ่งพุทธกาล-การเมืองสามเส้า-พรรคการเมือง และ การเลือกตั้งครั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 16 กันยายน 2564
[5] ชาติชาย มุกสง, “การเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ 2500”, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, หัวข้อ “เหตุการณ์ในวันเลือกตั้ง”; และ “รัฐประหาร พ.ศ. 2500”, หัวข้อ “สถานการณ์ก่อนการรัฐประหาร” สำหรับจำนวนที่นั่ง
[6] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “กึ่งพุทธกาล-การเมืองสามเส้า-พรรคการเมือง และ การเลือกตั้งครั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 16 กันยายน 2564, ช่วงว่าด้วยงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ภัยแล้งอีสาน และกรณีป่าไม้เขื่อนภูมิพล
[7] ชาญวิทย์, อ้างแล้ว. ช่วงท้ายบทความว่าด้วยเหตุการณ์วันที่ 13–16 กันยายน พ.ศ. 2500; ดูประกอบ Foreign Relations of the United States, 1955–1957, Volume XXII, Document 523.
[8] “ประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500, ข้อความประกาศถ่ายทอดใน “รัฐประหาร พ.ศ. 2500”, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า.
[9] Hugh S. Cumming, Jr., “Memorandum From the Director of the Bureau of Intelligence and Research (Cumming) to the Acting Secretary of State,” 20 October 1958, Foreign Relations of the United States, 1958–1960, vol. XV, document 497.
[10] Thak Chaloemtiarana, Thailand: The Politics of Despotic Paternalism (Ithaca, NY: Cornell Southeast Asia Program Publications, 2007), บท “Implementation of the Sarit System: Personal Leadership.”
[11] “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย,” ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2503, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 77 ตอนที่ 43 ง (24 พฤษภาคม 2503), น. 1452–1453.
[12] ปรีดี พนมยงค์, “ปรีดี พนมยงค์ กับ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2),” สัมภาษณ์โดยโคทม อารียา เนื่องในโอกาสครบรอบ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2523 ณ เมืองอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส.
[13] ปรีดี พนมยงค์, “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการ และความหมายของศัพท์คำว่า ‘ปฏิวัติ’ ในการรัฐประหาร พ.ศ. 2501,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 20 ตุลาคม 2567, ภาคผนวก ข้อ 10.
[14] ปรีดี พนมยงค์, “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการฯ,” ภาคผนวก ข้อ 11.
[15] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “สงวน ตุลารักษ์: ผู้ประสานงานรอบทิศของขบวนการเสรีไทย,” 5 สิงหาคม 2563.
[16] ครอง จันดาวงศ์ ถูกประหารชีวิตที่ สนามบินเก่า อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 พร้อมกับทองพันธ์ สุทธิมาศ โดยสถานที่นั้นเคยเป็นสนามบินลับของขบวนการเสรีไทยที่ครองและชาวบ้านร่วมกันสร้าง (สถาบันปรีดี พนมยงค์, ประวัติครอง จันดาวงศ์)
[17] ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502, มาตรา 17.
[18] ปรีดี พนมยงค์, “ปรีดี พนมยงค์ กับ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2),” คำตอบข้อ 8 หัวข้อย่อย 3 (1)–(2); และ “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการฯ,” ข้อ 6.
[19] ปรีดี พนมยงค์, “การฟื้นคืนชีพของอำนาจเผด็จการฯ,” ข้อ 6.
[20] ปรีดี พนมยงค์, “ปรีดี พนมยงค์ กับ 48 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (1),” คำตอบข้อ 4 และข้อ 7 (1).
[21] ปรีดี พนมยงค์, “ข้อเสนอของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ต่อ ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี เรื่อง วิธีส่งเสริมให้ราษฎรสนใจประชาธิปไตย,” ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2516, ใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์, น. 87, ข้อ 1.