(๑) บทนำและความเป็นมา
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ผ่านมา มี ๒ เรื่องที่ดูเผินๆ ไม่เกี่ยวกัน แต่หากมองในเชิงบริบทประวัติศาสตร์แล้ว ย่อมจะถูกนำไปเชื่อมโยงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการเปิดสงครามถล่มอิหร่านโดยกองทัพสหรัฐอเมริกายุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับการกลับมาในรูปแบบภาพยนตร์อีกครั้งของมหากาพย์ระดับโลกอย่างเรื่อง “โอดิสซี” (Odyssey)
ด้วยเหตุที่ “โอดิสซี” เป็นที่กล่าวขวัญถึงในอีกฐานะว่าเป็น “วรรณกรรมที่สอดแทรกเนื้อหาต่อต้านสงคราม” กล่าวกันว่า “โอดิสซีฉบับโนแลน” (เรียกตามชื่อผู้กำกับ) ก็ยังคงแสดงแนวเรื่องที่เป็นการต่อต้านสงคราม เพราะผู้ชนะในสงครามทรอย กลับพบอุปสรรคนานัปการในระหว่างทางเดินเรือกลับบ้าน
การนำเสนอเรื่องนี้ของ “เสด็จพ่อโนแลน” ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านทรัมป์ที่ไปเปิดสงครามอยู่โดยนัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าทุกวันนี้ทหารอเมริกันอาจไม่ประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเหมือนอย่างตัวเอกของวรรณกรรมโฮเมอร์ แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม ทหารอเมริกันหลายคนเมื่อกลับบ้านมีอาการประสาทหลอน PTSD เพราะสิ่งที่ได้กระทำลงไปในระหว่างสงคราม
ประวัติศาสตร์นั้นแม้จะกล่าวถึงอดีต แต่ไม่ใช่เรื่องอดีตล้วน ๆ วรรณกรรมก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์ของคนในยุคปัจจุบันในการนำเสนออยู่ในนั้น
สำหรับสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในสังคมไทยมีทั้งภาพยนตร์ เรื่องสั้น นวนิยาย งานเขียนสารคดี ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ต่างนำเสนอออกมาเป็นอันมาก ปัจจุบันนี้เมื่อมีโซเชียลมีเดียแล้ว เรื่องสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ยังคงเป็นที่นิยมนำมาเสนอไม่หยุดหย่อน
หลายคนคงมีความทรงจำต่อ “วนัส” ตัวละครที่เป็นพระรองในนวนิยายเรื่อง “คู่กรรม” ประพันธ์โดย ทมยันตี วนัสในเรื่องเป็นเสรีไทย แต่กลับพ่ายรัก เพราะนางเอก (อังศุมาลิน) ต้องไปแต่งงานและตกหลุมรักกับ “โกโบริ” ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง เรื่องนี้แปลกเพราะแทนที่เสรีไทย ผู้กอบกู้บ้านเมืองจากการยึดครองของญี่ปุ่น จะเป็นพระเอก ทมยันตีกลับให้เป็นพระรองที่ต้องพ่ายรัก
หลายเดือนก่อนหน้านี้ผู้เขียนบังเอิญได้พบกับ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้ซึ่งสนใจประวัติศาสตร์วรรณกรรม และต่างก็เป็น “นักเขียนของสถาบันปรีดี พนมยงค์” เหมือนกัน ก็เลยได้แลกเปลี่ยนสนทนากันในประเด็นเสรีไทยในโลกวรรณกรรมไทย เห็นร่วมกันว่า “รู้ธ” (ชื่อรหัสลับของปรีดี พนมยงค์ ในเสรีไทย) เป็นที่กล่าวถึงอยู่บ้าง แต่มีอะไรแปลก ๆ อยู่ในนั้นพอสมควร
เข้าใจว่าเพราะเรื่องเสรีไทยผูกติดกับบทบาทของปรีดี พนมยงค์ เมื่อเอ่ยถึงเสรีไทยไม่เอ่ยถึง “รู้ธ” ไม่ได้ ในขณะที่ชนชั้นนำไทยหลังรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ ต้องการให้ชื่อปรีดี พนมยงค์ ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย หรือไม่ก็ปรากฏในฐานะ “ผู้ร้าย” ซึ่งย้อนแย้งกับบทบาทของเสรีไทยในแง่กลุ่มผู้กอบกู้เอกราชของบ้านเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒
(๒) ใน “เรื่องสั้นสันติภาพฯ” มี “รู้ธ” และเสรีไทย
ระหว่างที่สนทนากับอาชญาสิทธิ์ ผู้ตั้งสมญาให้แก่ตนเองว่า “เทพบกแห่งทุ่งรังสิต” ก็ระลึกชาติได้ว่า สุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยมีหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีเนื้อหากล่าวถึงบทบาทเสรีไทย แล้วก็ไปเจอเล่มที่เคยพลิกอ่านแบบผ่าน ๆ (ผู้เขียนต้องขอสารภาพว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนเลย) แล้วก็พบหนังสือชื่อว่า “เรื่องสั้นสันติภาพ: สงครามและสันติภาพฉบับเสรีไทย” ตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๔๖ โดยคณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ มีสุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ
ก็ไม่ผิดหวัง เพราะหนังสือที่มีระดับ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ของวงการวรรณกรรมอย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบก.แล้ว ก็ไว้วางใจได้ว่า เมื่อหยิบขึ้นพลิกอ่านดูก็จะเป็นต้อง “ได้อะไร” เสมอ โดยเล่มนี้ในจำนวนหลากหลายเรื่องสั้นที่มีทั้งนักเขียนใหญ่น้อยในตำนาน ที่สุชาตินำเอามารวมไว้ในเล่มดังกล่าวนี้ มีเรื่องหนึ่งชื่อว่า “สวรรค์มืด” ตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ (ก่อนหน้า “คู่กรรม” ของทมยันตี นับสิบกว่าปี) นักเขียนผู้ประพันธ์เรื่องนี้มีชื่อนามปากกว่า “แขไข เทวินทร์” จุดเด่นของเรื่องนี้ สุชาติได้กล่าวเอาไว้ว่า:
“นี่คือชิ้นงานของนักเขียนสตรีคนเดียวในเล่มนี้ที่เขียนถึงเนื้อหาว่าด้วย “รักระหว่างรบ” โดยมีตัวละครเป็นนายทหารไทยที่ทำงานใต้ดินอยู่ในขบวนการเสรีไทย และในเรื่องสั้นนี้มีการเอ่ยชื่อ “รู้ธ” เป็นครั้งแรก”[1]
(๓) “แขไข เทวินทร์” คือใคร?
ในภาคผนวกท้ายเล่ม “เรื่องสั้นสันติภาพ” สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยังได้ให้ประวัติของผู้ประพันธ์เรื่องสั้นเรื่องแรกที่กล่าวถึง “รู้ธ” ไว้ในบรรณภพว่า “แขไข เทวินทร์” เป็นนามปากกาของนักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นามจริงของเธอคือ “จงกลณี พุทธิแพทย์” ไม่ทราบวันเดือนเกิดของเธอ ทราบแต่ว่าเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๒ และเสียชีวิตจากไปอย่างน่าเศร้า เมื่อพ.ศ.๒๕๐๗
โดยก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวปรากฏว่าเธอมีความคับแค้นใจเรื่องชีวิตครอบครัว จนเกิดอาการประสาทหลอน ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประสาท และพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อสิ้นอายุของเธอนั้น รวมอายุของเธอได้เพียง ๓๕ ปี แขไข เทวินทร์ เป็นนักเขียนสตรีที่ดูเหมือนจะถูกลืมไปคนหนึ่ง ทั้งที่เป็นนักเขียนมีผลงานมากมายทั้งประเภทเรื่องสั้นและนวนิยาย
จากความเป็นนักเขียนสตรีที่ต้องเอาชนะอุปสรรคมากมายในชีวิต แขไข เทวินทร์ ได้ก้าวขึ้นสู่บรรณภพอย่างสง่างามในฐานะนักเขียนแนวคุณภาพ รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ร่วมสมัยเดียวกับ ร.จันทพิมพะ, ถนอม มหาเปารยะ, น. ประภาสถิต, อ. ไชยวรศิลป์, แข ณ วังน้อย ฯลฯ
รวมเรื่องสั้นของเธอ เมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ คือเรื่อง “ชีวิตมืด” ได้รับการกล่าวยกย่องในบทแนะนำหนังสือ “บนถนนเรื่องสั้น” ที่ รมย์ รติวัน และ วรุณ ฉัตรกุล ณ อยุธยา เป็นบรรณาธิการร่วมกัน เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ดังมีความตอนหนึ่ง ดังนี้:
““ชีวิตมืด” เป็นเรื่องที่แขไขสะท้อนภาพชีวิตได้ดีที่สุด เปิดเผย และตรงไปตรงมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้วิจารณ์งานชิ้นนี้ของเธอ และจากเรื่องนี้เอง ชื่อของนักเขียนสุภาพสตรีผู้นี้ก็ติดปากและประทับอยู่ในความทรงจำของคนอ่านตลอดมา”[2]
สุชาติยังได้กล่าวต่อว่า แขไข เทวินทร์ เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ยุคที่ยังเป็น “ตลาดวิชา” ชีวิตการประพันธ์ของเธอเริ่มต้นตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยดังกล่าว โดยมีผลงานได้รับการตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ปิยมิตรรายวัน ที่มี ป. อินทรปาลิต ดูแลอยู่ เมื่อเธอสำเร็จการศึกษา ได้รับราชการอยู่ที่กระทรวงแห่งหนึ่ง และเริ่มสานต่องานประพันธ์ด้วยใจรักมาตั้งแต่ระยะนั้น
งานนวนิยายของแขไข เทวินทร์ มีอาทิเรื่อง คนข่าวตะวันออก, ผู้เป็นที่รัก, ทุ่งรวงทอง และ เกล็ดแก้ว เรื่องหลังนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล “ตุ๊กตาทอง” ในฐานะผู้เขียนบทประพันธ์ยอดเยี่ยม เมื่อนวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
กล่าวกันว่า นวนิยายที่เธอเขียนนั้นมีอยู่ประมาณ ๓๐ เรื่อง และยังมีเรื่องสั้นอีกหลายชุด ชุดที่ถือว่าเด่นที่สุดคือ “ชีวิตมืด” ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ เมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ ประกอบด้วยเรื่องสั้น เช่น วิญญาณที่ตายแล้ว, ชีวิตมืด, อุรุยา, รวงทองวิวัฒน์, ในจักรภพฝัน, สุดวิถีกระสุน, ทางอภิรมย์, อุบัติการณ์, บนหลุมฝังศพ, เพลงหนึ่งยังจำได้ และ สวรรค์มืด
เรื่องหลังนี้ (สวรรค์มืด) มีตัวละครเอกเป็นเสรีไทย และมีการเอ่ยถึง “รู้ธ” อย่างให้เกียรติ แม้ว่าจะเป็นเรื่องสั้นแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ ตามลีลาของงานเขียนในยุคนั้นก็ตาม งานบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่า แขไข เทวินทร์ เห็นด้วยกับแนวการสร้างสรรค์วรรณกรรมแบบเพื่อชีวิต
เรื่องสั้นที่ปรากฏแนวคิดแบบเพื่อชีวิตอย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง “บนฝั่งคลองของชีวิต” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ และได้นำมาตีพิมพ์ครั้งที่ ๒ ในนิตยสารโลกหนังสือ ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ซึ่งก็มีสุชาติ สวัสดิ์ศรี นั้นเองเป็นบรรณาธิการ
(๔) “รักระหว่างรบ” ในเสรีไทย
อย่างที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวเอาไว้ เรื่อง “สวรรค์มืด” ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นเรื่องสั้นแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ สายลมแสงแดด แต่ทว่าการที่ผู้ประพันธ์เลือกหยิบเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ มาเป็นฉากและเค้าโครงเรื่อง ประกอบกับการสะท้อนประเด็นอย่างการต่อต้านสงคราม ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้เข้าใกล้แนวสัจนิยม (Realism) ค่อนข้างมาก ไม่แปลกใจเลยที่ในปีเดียวกันนั้น แขไข เทวินทร์ จะมีผลงานบางชิ้นที่สุชาติมองว่าเป็นงานวรรณกรรมแนวเพื่อชีวิต
“สวรรค์มืด” เป็นเรื่องราวรักระหว่างรบของมาริตกับอยุธย์ มาริตเป็นน้องสาวของแมรี่ ทั้งสองเป็นลูกสาวของเอ็ดวิน นายทหารฝ่ายสัมพันธมิตร มาริตกับแมรี่เป็นลูกครึ่ง มารดาเป็นไทย บิดาเป็นชาวชาติตะวันตกผมทองตาน้ำข้าว อยุธย์เป็นทหารไทยในสังกัดกองทัพอากาศ แต่เบื้องหลังได้ร่วมขบวนการเสรีไทย ทำงานลับ ๆ ในการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ อุบัติขึ้น เอ็ดวิน บิดาของมาริตและแมรี่ถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวไปเป็นเชลยศึก แต่หลบหนีรอดมาได้ จึงได้พาครอบครัวหนีไปอยู่ในถ้ำกลางป่าเขาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้ววันหนึ่งก็มีเครื่องบินสัญชาติไทยร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า เป็นเครื่องบินที่ขับโดยอยุธย์ ทำให้อยุธย์ได้มีโอกาสพบกับมาริตและครอบครัว อยุธย์ได้รับการช่วยเหลือ พาไปหลบซ่อนตัวที่ถ้ำ
อยุธย์สังเกตเห็นว่า เอ็ดวินกับครอบครัวมีเสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้อุดมสมบูรณ์ ผิดวิสัยของผู้ลี้ภัยในป่าเขา เมื่อพบคำตอบว่าครอบครัวนี้ได้เคยช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรและเสรีไทยคนอื่น ๆ มาก่อนหน้าแล้ว จึงได้รับความช่วยเหลือในรูปเสบียงอาหาร อยุธย์จึงกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนว่าตนเองก็เป็นเสรีไทย
เมื่อหนุ่มสาวมาใช้ชีวิตร่วมกันในเขตป่าเขา ก็เกิดเป็นความรัก ก่อนจากไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ อยุธย์ได้ให้คำมั่นสัญญากับมาริตว่า ถ้าสงครามจบสิ้นลงแล้ว เขาจะกลับมาหามาริตภายในสองสัปดาห์ หากเกินกว่านั้นแล้วเขายังไม่มา แสดงว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว
แม้เป็นเรื่องราวฉากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่แขไข เทวินทร์ ก็ใช้ภาษาบรรยายความได้ค่อนข้างสละสลวย ชวนติดตาม เช่นที่บรรยายถึงการหลบหนีจากเมืองไปสู่เขตป่าเขาเพื่อหลบซ่อนตัวของมาริตและครอบครัวดังนี้:
“ในขณะที่สงครามกำลังดำเนินไปสู่จุดดุเดือดถึงขั้นแตกหักนั่นเอง เป็นระยะเวลาที่สัญชาตญาณของมนุษย์แทบทุกคนกำลังแตกตื่น ต่างกระเจิดกระเจิงมุ่งหน้าไปสู่ผืนแผ่นดินที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อช่วยเร้นกายให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งมวลได้ จิตใจอันแตกตื่นและเสียขวัญเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่กับมนุษย์ทั้งในเขตนครหลวง หรือแม้ตามป่าดงพงเขาอันลึกล้ำปานใดก็ตาม ตราบกระทั่งปัจจุบันนี้”[3]
บรรยายฉากป่าเขาอันเป็นถิ่นที่มาริตกับครอบครัวได้ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากภัยสงคราม เช่นว่า:
“ลึกเข้าไปในป่าอันสวยงามและลี้ลับในดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไทยตอนหนึ่งที่เต็มไปด้วยทิวเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อนไปกับหมู่ไม้เขียวชอุ่มตลอดปี บางตอนเป็นป่าละเมาะ ดาษดื่นด้วยสุมทุมพุ่มไม้เตี้ยเลื้อยพันเกาะเกี่ยวกันไป บางแห่งเป็นที่ราบโล่งตามลำธารเล็กๆ ซึ่งไหลรินมาจากไหล่เขา ไหลเซาะไปตามเส้นทางอันคดเคี้ยวที่ปกคลุมด้วยพงหญ้ารกกระทั่งสุดสายตา”[4]
บรรยายฉากเหตุการณ์ที่มีเครื่องบินบินผ่านเหนือเขตป่าเขาอันถิ่นพำนักของมาริตและครอบครัวดังนี้:
“มันยังบินอยู่สูง คงไม่มีโอกาสเห็นเราได้หรอก มันก็คงบินผ่านไปสู่ฐานทัพหรือจุดหมายระเบิดของมันเช่นทุกครั้งที่เคยผ่านไปแล้วนั่นแหล่ะ”
“น้องกลัว...น้องเกลียดไอ้เจ้าเสียงผีเปรตอย่างนี้” มาริตว่าดวงตาวาว “ทุกครั้งที่เห็นน้องอดใจหายเสียไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์เขาสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างกันเล่นเหมือนผักปลา ชีวิตศิวิลัยของชาวโลกเป็นอย่างนี้เอง”
“เป็นธรรมดาจ๊ะ น้อง มนุษย์บางจำพวกยังคงยึดมั่นในคติสมัยหินชาติอยู่ว่าสัตว์ใหญ่ต้องกินสัตว์เล็ก ผู้มีอำนาจเหนือจะต้องแผ่แสนยานุภาพเข้าไปปกครองผู้มีอำนาจน้อย มันก็เรื่องต้นเหตุของการที่มนุษย์นิยมทำลายมนุษย์นั่นเอง แข่งขันชิงชัยสุดแท้แต่ใครจะเก่งกว่าใคร”
เครื่องบินลำนั้นเคลื่อนผ่านสายรุ้งเรื่อยมา ใกล้จะผ่านศีรษะของหล่อนไป มาริตถอนหายใจอย่างโล่งอก เอนหลังพิงต้นอินทนิลค่อนข้างแรง
“พ้นเคราะห์ไปที มันไปแล้ว พี่แมรี่จ๊ะ เราปลอดภัยอีก...” มาริตจะพูดเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเครื่องบินผ่านพ้นไป แม้มิอาจจะรู้ได้ว่าเป็นเครื่องบินของใคร ชาติไหน? แต่หล่อนก็รู้ว่า มันคือเหล่ามนุษย์ต่างเชื้อชาติและต่างผิวที่พากันมุ่งหน้าไปเพื่อประหัตประหารกันนั่นเอง คือการดำเนินท่วงทีของความหมายที่เรียกกันว่า “สงคราม” อันหล่อนหวาดกลัวยิ่งนัก”[5]
ถ้ำในเขตป่าเขาทางภาคอีสานที่ตัวเอกใช้หลบซ่อนตัวและเป็นฉากเหตุการณ์สำคัญในเนื้อเรื่องคือที่ไหน? สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องราวของเสรีไทย อาจจะนึกถึง “ถ้ำเสรีไทย” ในแถบเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นเขตปฏิบัติงานของเสรีไทยสายอีสานกลุ่มที่นำโดย “เตียง ศิริขันธ์” สมญา “ขุนพลภูพาน”[6]
แต่จากเนื้อเรื่องที่วาลฟ นายทหารชาวฮอลันดา ซึ่งถูกจับเป็นเชลยแล้วถูกส่งตัวขึ้นรถไฟจะไปใช้แรงงานที่อุบลราชธานี แล้วตัดสินใจโดดลงรถไฟกลางทางระหว่างที่รถไฟกำลังผ่านเขตป่าเขานั้น ก็บอกโดยนัยว่าป่าเขาที่ว่านี้ควรจะเป็นเขตเขาใหญ่ ไม่ใช่ภูพาน แต่กระนั้น แขไขอาจได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเสรีไทยที่ภูพาน เลยนำเอาเรื่องที่ภูพานไปสลับเป็นเหตุการณ์ที่เขาใหญ่ก็ได้
(๕) ภาพลักษณ์ของ “เสรีไทย” ในเรื่องสั้น “สวรรค์มืด”
แตกต่างจาก “คู่กรรม” ที่แต่งโดยนักเขียนฝ่ายอนุรักษ์นิยม เสรีไทยในงานชิ้นนี้ของแขไข เทวินทร์ ไม่ได้ “ด้อยค่า” ให้เสรีไทยเป็นพระรอง ตรงข้ามแขไขยกให้เป็นตัวเอกของเรื่อง “อยุธย์” เป็นเสรีไทยสายทัพฟ้า (กองทัพอากาศ) ดังที่แขไขบอกไว้โดยนัยในบทสนทนากับวาลฟ นายทหารชาวฮอลันดา ฝ่ายสัมพันธมิตร ดังความต่อไปนี้:
“ท่านยังควรได้รับทราบอีกสักเล็กน้อยว่า บัดนี้การดำเนินสงครามกำลังวิ่งไปไกลเกือบถึงขั้นแตกหักแล้ว งานลับของคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งวิตกถึงอนาคตของชาติได้ดำเนินการติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเงียบเชียบเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความเป็นไทยของเราไว้ การเดินทางของเราทั้งสองจนต้องประสพอุบัติเหตุก็ด้วยเหตุผลอันนี้เอง ซึ่งท่านจะรู้แจ่มแจ้งภายหลัง”[7]
ฝ่ายครอบครัวของเอ็ดวิน บิดาของมาริต ขณะลี้ภัยอยู่ในถ้ำกลางป่าลึก ก็มีการติดต่อแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือกับเสรีไทย พวกเขาให้ที่พักหลบซ่อนตัวแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรและเสรีไทย ฝ่ายเสรีไทยก็ได้ให้เสบียงอาหารและเครื่องยังชีพแก่ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในเขตป่าเขา เป็นการผูกมิตรและสร้างแนวร่วมสำหรับช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังความต่อไปนี้:
“ผ่านหลืบหินเลี้ยวเข้าไปอีกเล็กน้อย พื้นถ้ำดูปูลาดด้วยเศษผ้าพาราชุทสีต่างๆ ซับซ้อนกันหลายชั้นเพื่อป้องกันความเย็นจากเนื้อหิน อยุธย์เพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เอง ว่าแท้จริงหญิงสาวลูกครึ่งชาติทั้งสองก็ได้ใช้ผ้าพาราชุทสีสวยสดซึ่งเคยล่องลอยเหมือนดอกเห็ดส่งเครื่องอาวุธและเสบียงสำคัญจากกองทหารสัมพันธมิตรมาให้ “ทัพใต้ดิน” อย่างเงียบเชียบนั้นมาประดิษฐ์เป็นเสื้อผ้าสวม พอจะเดาทุกสิ่งได้อย่างเลือนรางเมื่อพบมุ้งสีเขียวคร่ำ, เครื่องกระป๋อง, เครื่องกระเป๋าจำเป็น ตลอดจนยารักษาโรคหลายชนิดวางกองอยู่ใต้มุมถ้ำ เช่นเดียวกับที่ “ทัพใต้ดิน” ของเราได้รับเหมือนกัน!”[8]
แม้ไม่ได้บอกโดยตรง สำหรับแขไข เทวินทร์ เสรีไทยเป็นวีรชนอย่างเห็นได้ชัด ถึงจะเรียกเสรีไทยว่า “ทัพใต้ดิน” แต่เป็นทัพที่มีความชอบธรรมและถือเป็นตัวแทนเจตจำนงของคนไทยส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายอักษะและเห็นต่างจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จำต้องประกาศเข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายอักษะ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เสรีไทยกลายเป็นเหตุผลที่ไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงคราม และไม่ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายชนะ เพียงแต่ให้มีการคืนดินแดนที่ได้มาช่วงสงคราม และชดเชยความเสียหายบางประการกับอังกฤษเท่านั้น
แต่เนื่องจากการเมืองไทยในช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ ซึ่งมุ่งเน้นโจมตีกลุ่มอุดมการณ์ทางสังคมแบบคณะราษฎรสายพลเรือนและปรีดี พนมยงค์ ทำให้เสรีไทยกับ “รู้ธ” ถูกอีกฝ่ายได้อำนาจในช่วงหลังรัฐประหาร “ด้อยค่า” ไปจากเกียรติยศที่ควรจะได้รับ
(๖) ภาพลักษณ์ของ “รู้ธ” ในเรื่องสั้น “สวรรค์มืด”
ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันในภายหลังว่า ปรีดี พนมยงค์ คือ “รู้ธ” หัวหน้าใหญ่ของเสรีไทย แต่เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อพ.ศ.๒๔๙๐ กลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อปรีดี จึงไม่ได้ยกย่องบทบาทเสรีไทย เพราะมองว่าเสรีไทยเป็นขบวนการจัดตั้งทางการเมืองนำโดยคู่แข่งทางอุดมการณ์อย่างปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรสายพลเรือน
แต่ในท่ามกลางการถูกด้อยค่าทางการเมือง งานวิชาการสาธารณะไม่อาจเขียนถึงได้ งานเรื่องสั้นและนวนิยายกลายเป็นจุดชนวนให้เกิดการหันกลับมาพูดถึงบทบาทเสรีไทยและ “รู้ธ” อีกครั้ง โดยใน พ.ศ.๒๔๙๕ ยุคที่กลุ่มอำนาจนำจากการรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ ยังคงมีอำนาจครองเมืองอยู่นั้นเอง แขไข เทวินทร์ ได้เล่าถึงบทบาทของ “รู้ธ” ในพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งจากปลายปากกาของตนเอง โดยในเรื่อง “รู้ธ” และเสรีไทยคือผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวตัวเอก ได้มีชีวิตรอดในท่ามกลางภัยสงคราม ดังความต่อไปนี้:
“เมื่อลูกสาวทั้งสองเริ่มต้นทำหน้าที่เลี้ยงดูแก่อาคันตุกะชาวไทยด้วยอาหารแบบง่าย แต่ค่อนข้างดีเยี่ยมสำหรับสภาพป่าเปลี่ยวเช่นนั้น มีขนมปังข้างกล่องใหญ่, ปลากระป๋อง, เนื้อกวางแห้ง, ผักดอก และไก่ย่าง รวมทั้งขนมปังหวานอย่างดีกับผลไม้พื้นเมืองสดๆ กาแฟร้อนๆ ควันกรุ่นซึ่งมีกลิ่นหอมหวน ถูกยกเข้ามาเสิร์ฟตรงหน้าคนทั้งสอง ความหิวประกอบกับความเหนื่อยล้า ทำให้รบและอยุธย์รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มีรสชาติเอร็ดอร่อยอย่างประหลาด
ตอนหนึ่งมาริตได้ถามขึ้น
“เธอแปลกใจไหมจ๊ะ ที่เรามีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์อย่างนี้”
อยุธย์เงยหน้าขึ้นจากถ้วยกาแฟในมือ เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ฉันพอจะรู้ แต่สงสัยว่าการได้มาของมัน...”
“อย่าสงสัยเลย ถ้าฉันจะตอบว่า ครั้งแรกเราต้องผจญกับความลำบากมากมายในเรื่องที่พักและอาหารการกิน นับตั้งแต่นาทีแรกที่ได้ย้อมผิวด้วยน้ำยาชนิดหนึ่งให้คล้ำลงชั่วคราว แล้วแต่งกายเป็นชนชาติแขกบังหน้าด้วยผ้าคลุมศีรษะเล็ดรอดออกจากเมืองมาโดยปลอดภัย อาศัยยาควินินทั้งชนิดเม็ดและฉีดป้องกันมาลาเรีย มีปืนพกเล็กๆ เพียงสองกระบอกกับกระสุนไม่มากนัก สำหรับการป้องกันภัยรอบด้าน ต้องขุดเผือกมันผลไม้ หรือยิงสัตว์ใกล้มือมาต้มเผากินกันเหมือนคนป่า ต่อมาไม่นานเครื่องบินสัมพันธมิตรสำรวจสายการบินมาในระยะต่ำมาก เราสังเกตได้จากเครื่องหมายใต้ปีก ป๋าจึงก่อไฟขึ้น ผูกเชิร์ตขาวกับปลายไม้ยกขึ้นโบกด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ โชคดีเหลือเกิน! เครื่องบินลำนั้นได้ส่งพลร่มลงมา เพราะคิดว่าเราคือกลุ่มชนคณะหนึ่งที่ร่วมกันทำการต่อต้านญี่ปุ่นโดยทางลับ พอรู้ว่าเป็นพวกลี้ภัยจึงช่วยเหลือด้วยการส่งเสบียงและเครื่องใช้ผูกติดพาราชุทส่งลงมาเป็นระยะๆ จนทุกวันนี้ ส่วนพลร่วมที่ลงมาเป็นคนไทย ภายหลังได้เดินทางเข้าเมืองเพื่อติดต่อกับ “รู้ธ” หัวหน้าต่อต้านในประเทศไทย เราค่อยมีความสุขเรื่อยมาเพราะเหตุนี้”[9]
(๗) มุมมองต่อ “สงครามและสันติภาพ”
ไม่เพียงนำเสนอบทบาทของเสรีไทยได้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง แขไข เทวินทร์ ยังเขยิบประเด็นไปพูดถึงปัญหาการแบ่งแยกและเหยียดเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว (Racism) ที่นำไปสู่สงครามและในระหว่างสงครามความเกลียดชังในเรื่องนี้ยิ่งทวีความรุนแรง “ลูกครึ่ง” ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองวัฒนธรรมที่กำลังขัดแย้งกันนั้น ต้องมาได้ความยากลำบาก ดังที่ตัวเอกของเรื่องได้บอกกล่าวเอาไว้ดังนี้:
““พ่อของฉันเป็นคนยุโรปค่ะ แต่แม่เป็นคนไทยแท้ ฉันสองพี่น้องเกิดบนแผ่นดินไทย นับว่าเป็นคนไทยโดยปริยายได้เหมือนกัน เราเรียนอยู่ที่คอนแวนต์ทางสาธรจนสำเร็จด้วยวิทยฐานะเท่ากับเด็กไทยทุกคน เพื่อนๆ ของเราก็เป็นคนไทยทั้งนั้น ผิดแต่หน้าตาผิวพรรณที่ละม้ายป๋ามากสักหน่อย เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ชาวยุโรปในเมืองไทยต้องถูกจับเป็นชะเลยศึก เราจึงพากันหลบหนีเตลิดเปิดเปิงมาทางอิสาน หลบเข้าป่าลึกเพื่อหาสถานที่ๆ จะมีอิสระเหมือนเดิม แม่ของเราเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ เพราะทนความตรากตรำไม่ไหว ประกอบกับโรคเก่าในลำไส้กำเริบ แม่จึงตัดช่องน้อยหนีป๋าและลูกๆ ไปเสียก่อน...” เสียงของหล่อนเศร้าลง”[10]
ชีวิตคนที่ต้องผจญสงคราม เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนอยู่ในเนื้อเรื่อง แขไขยังได้เล่าเรื่องชีวิตเชลยศึก ผ่านบทสนทนากลางป่าระหว่างตัวละคร เช่นว่า:
“ฉันคือ แจ๊กกี้ วาลฟ แห่งกองทัพสัมพันธมิตร ได้ถูกทหารแจ๊ปเกาะกุมตัวมาในฐานะชะเลยศึกเมื่อคราวสิงคโปร์ต้องพ่ายแพ้ยับเยินครั้งนั้น ฉันถูกควบคุมตัวมาทำงานสร้างทางรถไฟสายพะม่า ในระยะหลัง พวกเราถูกแบ่งแยกส่งไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อทำงานหนักอีก ระหว่างขณะที่เราถูกบรรทุกใส่ตู้สินค้ารถไฟเพื่อเข้าสู่จังหวัดอุบลฯ ฉันและเพื่อน ๔-๕ คน พร้อมใจกันเสี่ยงโชคกระโดดรถไฟหนีในตอนดึกคืนหนึ่ง ขณะรถกำลังแล่นผ่านป่าลึก เพื่อนสามคนขาหักถูกยิงตายที่ริมทางรถไฟนั่นเอง ส่วนฉันและเพื่อนอีกคนหนึ่งหนีรอดมาได้ เราพยายามบุกป่าฝ่าเขาเรื่อยมา อาศัยผลไม้ที่มีอยู่ในป่ารับประทานพอประทังชีวิต กระทั่งได้พบกับครอบครัวของมิสเตอร์เอ็ดวินฯ ในถ้ำใต้หุบเขานี้อย่างบังเอิญ เราเสียเพื่อนคนสุดท้ายเพราะไข้มาลาเรียอย่างแรงจนแก้ไขไม่ทัน ฉันจึงเป็นทหารเดนตายคนเดียวที่รอดชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้”[11]
“มนุษยธรรม” (Humanity) เป็นสิ่งที่นักเขียนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ ๒ มักนำเสนอเอาไว้ แขไขก็ได้นำเสนอเรื่องราวมนุษยธรรมของคนไทยเอาไว้ด้วยเช่นกัน เช่นว่า:
“วาลฟพยักหน้า “ฉันรู้ว่าคนไทยมีน้ำใจน่าเคารพเพียงไร เมื่อฉันยังเป็นนักโทษของแจ๊ป คนไทยพื้นเมืองได้เคยแอบให้ขนม ผลไม้ และบุหรี่ แก่ฉันเสมอๆ ถ้าถูกจับได้ เขาจะถูกทหารแจ๊ปแทงด้วยหอกปลายปืนหรือยิงทิ้งอย่างโหดร้าย แต่เขาก็คงแอบช่วยเหลือพวกเราเสมอมา ฉันไม่เคยลืมบุญคุณของคนไทยเลย””[12]
เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่เปิดเผยภายหลัง จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตเชลยที่ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานสร้างทางรถไฟที่กาญจนบุรี โดยเมื่อแรกตั้งค่ายพักอาศัยอยู่ใกล้ตัวเมืองกาญจนบุรี เชลยมักจะได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆ จากพระภิกษุตลอดจนชาวบ้านประชาชนในละแวกย่านตัวเมืองกาญจนบุรี ในรูปข้าวปลาอาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ แต่ในช่วงหลัง เมื่อการสร้างทางรถไฟขยายออกไปไกลจากย่านตัวเมืองมากแล้ว เชลยศึกที่เคยได้รับข้าวปลาอาหารจากประชาชน ก็ไม่ได้รับเหมือนเก่า ต้องเผชิญภาวะอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ จนล้มตายลงเป็นอันมาก
โดยเฉพาะบริเวณช่องเขาขาด มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ช่องไฟนรก” (Hellfire Pass) เพราะการระเบิดหินทำทางรถไฟบริเวณนี้เหล่าเชลยได้เสียชีวิตลงเป็นอันมาก ณ ขณะที่แขไขเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้นั้น เรื่องราวชีวิตเชลยสงครามที่กาญจนบุรีได้รับการเปิดเผยบ้างแล้ว แขไขจึงได้นำเอาเรื่องนี้มาเล่าไว้ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ด้วย โดยแทรกไว้ในประวัติภูมิหลังของวาลฟ นายทหารดัตช์ ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่เคยถูกจับกุมตัวมาเป็นเชลยสงครามและใช้แรงงานอยู่ที่กาญจนบุรี แต่วาลฟเป็นหนึ่งในผู้โชคดีจำนวนน้อยที่สามารถหลบหนีมาได้จนมาซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาทางภาคอีสานกับครอบครัวของมาริต รอเวลาให้สงครามสิ้นสุดแล้วจึงจะออกจากป่า
(๘) เมื่อเสรีไทยท่านหนึ่งเดินทางกลับบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแขไขจะยกย่องบทบาทเสรีไทยกับ “รู้ธ” ไว้มาก แต่ก็ฉายภาพให้เห็นด้วยว่า สงครามนั้นแท้ที่จริงแล้วไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้ได้รับผลกระทบ และผลกระทบที่ว่านี้ก็มักจะเป็นไปในทางลบทางร้ายเสียด้วย
ตัวเอกคือ “อยุธย์” ได้ให้คำมั่นต่อ “มาริต” หญิงคนรัก ว่าหากสงครามสิ้นสุดลงเขาจะกลับมาเธอในสองสัปดาห์ หากเกินกว่านั้นแล้วเขาไม่มา แสดงว่าเขาเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เสรีไทยไปแล้วนั้น เขาได้ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับคนรักได้ล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากหลังสงครามสิ้นสุดเขาเดินทางไปหามาริตเพื่อแต่งงานไม่ได้ เขาบอกแก่มาริตว่า:
“เป็นความผิดของฉัน แต่มิใช่ลืมสัญญา” อยุธย์ตอบเสียงแหบ “เมื่อสงครามใกล้จะสิ้นสุดฉันและงานเพื่อชาติยังอยู่ไกลจากเมืองไทยมากนัก ประกอบกับบาดแผลฉกรรจ์จากกระสุนปืน” ยกมือขึ้นกุมชายโครงอย่างลืมตัว “ทำให้ฉันหมดปัญญาที่จะกลับมาถึงตามกำหนดสัญญาได้”[13]
แต่มาริตกลับตอบเขาว่า:
“เดี๋ยวนี้ฉันบวชเสียแล้ว” มาริตร้องขึ้นอย่างปวดร้าว “ฉันได้มอบตัวให้แก่พระผู้เป็นเจ้า เราพบกันได้เพียงเท่านี้ จะดูฉันเสียให้เต็มตา เราจะไม่มีวันได้พบกันอีก”[14]
หลังสงครามสิ้นสุด ผู้ชนะกลับพบสิ่งที่แขไขนิยามเรียกว่า “สวรรค์มืด” เช่นที่กล่าวบรรยายไว้ว่า:
“เหมือนคนที่ปราศจากวิญญาณ ดวงตาของมาริตมืดสนิท ก้าวเท้าผ่านประตูวิหารทึบเข้าไปท่ามกลางเสียงระฆังที่เสมือนสำเนียงหัวเราะเยาะของสิ่งอันไร้ตัวตน ประตูเหล็กสีดำหนาทึบเลื่อนเข้าหากัน ปิดสนิททันที!
อยุธย์ตะลึง เขายืนนิ่งอยู่กับที่ มองเห็นประตูเหล็กสีดำสุงทมึนราวกับภูติปีศาจยืนจังก้าขวางหน้าอยู่ คล้ายเสียงเยาะเย้ย
“อย่าเข้ามา! เจ้าคนบาปหนา... ที่นี่เป็นแผ่นดินเฉพาะของนักบุญ”
“อะหา! ข้าเป็นคนบาปนรกจริงๆ” อยุธย์อุทานเสียงลั่น ส่งเสียงหัวเราะราวกับคนบ้า เขากรากเข้าไปประชิดประตูฟาดมือทั้งสองลงกับบานของมันอย่างคั่งแค้น “บัดซบเหลือเกิน มาริต เธอคิดสั้น เธอฆ่าตัวตายด้วยแบบแผนพิสดาร เธอฆ่าตัวเองอย่างโง่เง่าที่สุด! เธอตายทั้งเป็น! มาริต”
หันหลังกลับ เดินโซเซห่างออกมาจากประตูเหล็กสีดำที่ดูประหนึ่งปีศาจหลอนตา อยุธย์หัวเราะไม่ขาดปาก พึมพำมาตลอดทางว่า
“มาริต ในที่สุดเธอก็จากฉันไปจริงๆ จากไปสู่ชีวิตที่แสนจะลึกลับ! เธอจากไปเป็นนักบุญ... ไปเป็นนักบุญสวรรค์ สวรรค์ในความเชื่อมั่นของเธอ ขอให้มันจงช่วยเธอด้วยเถิด ที่รัก”[15]
ศาสนาที่เคยถูกมองเป็นคำตอบของสันติภาพ แต่สำหรับอยุธย์ เขาที่เพิ่งผ่านสงครามระหว่างชาติมาจะต้องยอมจำนนต่อศาสนา เสียคนรักให้แก่ศาสนา เป็นวิธีจบแบบหักมุม (Plot twist ending) ตามแบบฉบับเรื่องสั้นและนวนิยายที่นิยมเขียนกันในยุคของแขไข (ช่วงทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๐๐)
ฉากจบปิดท้ายของเรื่อง ก็ค่อนข้างจะหักมุมไปอีกเหมือนกัน แขไขให้เรื่องสั้นของเธอดำเนินมาปิดท้ายด้วยบทรำพึงของชีชรานางหนึ่ง ซึ่งลอบมองดูเหตุการณ์ที่อยุธย์พยายามยื้อยุดหญิงคนรักไว้จนนาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่เป็นผล ราวกับปลดปลงในชะตากรรมความเป็นไป:
“ฟ้ามืดสลัว ทุกสิ่งเลือนราง ลมหยุดรำเพย และนกไม่ร้อง ดูเหงาเงียบ มีแต่เสียงระฆังเท่านั้นที่ยังคงสั่นวังเวงแว่วมา เหมือนเสียงคร่ำครวญของหญิงผู้ไร้หัวใจทั้งหลาย ชีชราอธิการวัดชะโงกหน้าต่างมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกอ้างว้าง เธอบอกกับตัวเองอย่างเศร้าใจว่า นิยายรักกำสรดของชายหนุ่มหญิงสาวซึ่งหาเหตุอวสานด้วยการบวชชีได้อุบัติขึ้นอีกรายหนึ่งแล้ว คุณพระช่วย!”[16]
(๙) บทสรุปและส่งท้าย
แม้เป็นเรื่องแต่ง แต่ก็นับว่าแขไข เทวินทร์ ได้เก็บงำประวัติศาสตร์ไว้ในรูปแบบเรื่องสั้นได้เป็นอย่างดี เรื่องสั้นชื่อ “สวรรค์มืด” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ “ชีวิตมืด” เมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ ช่วงเวลานั้นยังเป็นช่วงที่ชื่อ “ปรีดี พนมยงค์” ถูกทำให้เป็น “ปีศาจทางการเมือง” สืบเนื่องจากการรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ กลุ่มผู้ได้อำนาจวาสนาจากการรัฐประหารคราวนั้นก็เช่นเดียวกับการรัฐประหารอีกหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือมักจะนำมาซึ่งการสร้างความชอบธรรมผ่านการสร้างผู้ร้าย โดยที่ผู้ร้ายที่ว่านั้นก็มักจะเป็นผู้ซึ่งเคยมีบทบาทสร้างคุณูปการอย่างสูงแก่สังคมประเทศไทยมาก่อนหน้ากลุ่มก่อการรัฐประหาร
เรื่องนี้ไม่เว้นแม้แต่เสรีไทย ที่เคยมีบทบาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ไทยพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม ทั้งที่รัฐบาลไทยสมัยนั้นได้ประกาศเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะ และยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปแล้ว หลังสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายเสรีไทยได้กุมอำนาจการเมืองและสังคมอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารโดยฝ่ายปฏิปักษ์ตรงข้ามคณะราษฎรสายพลเรือน ปรีดีกับพรรคพวกต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ เสรีไทยก็ถูกด้อยค่า-ไม่กล่าวถึงและหรือพยายามทำให้ผู้คนลืมเลือน
แต่แขไข เทวินทร์ อดีตนักศึกษาม.ธ.ก.ช่วงที่ปรีดียังเป็นผู้ประศาสน์การ ไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่มอำนาจเวลานั้น แม้ว่า พ.ศ.๒๔๙๕ จะยังเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ ยังคงเรืองอำนาจ แต่แขไขก็ได้ใช้พื้นที่เล็ก ๆ ของตน อย่างการเขียนเรื่องสั้น ได้กล่าวถึงบทบาทเสรีไทยและเอ่ยนาม “รู้ธ” เป็นชิ้นแรกนับแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อพ.ศ.๒๔๙๐
เรื่องสั้นเรื่อง “สวรรค์มืด” ที่ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นแค่เรื่องแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือ “รักระหว่างรบ” ธรรมดา กลับมีสิ่งที่ไม่ธรรมดา ที่ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้เองก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปด้วยในตัวเอง จากการเก็บงำประวัติศาสตร์เสรีไทยมาถ่ายทอดไว้ในรูปเรื่องสั้น อย่างมีชั้นเชิงศิลปะการประพันธ์ ภาษาที่สละสลวย อ่านเข้าใจง่าย แถมยังมีคุณค่าในฐานะวรรณกรรมต่อต้านสงคราม เรียกร้อง และชี้ให้เห็นคุณค่าของสันติภาพอีกชิ้นหนึ่งอีกด้วย
เชิงอรรถ
[1] สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บก.). เรื่องสั้นสันติภาพ: สงครามและสันติภาพฉบับเสรีไทย. (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘๓.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๒๘-๔๒๙.
[3] แขไข เทวินทร์. “สวรรค์มืด” ใน สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บก.). เรื่องสั้นสันติภาพ, หน้า ๑๘๘.
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๘.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๙.
[6] ดูประวัติเรื่องราวของเตียง ศิริขันธ์ ในส่วนนี้ใน สวัสดิ์ ตราชู. ลับสุดยอด: เมื่อข้าพเจ้าเป็นเสรีไทย กับขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓; วิสุทธ์ บุษยกุล. เตียง ศิริขันธ์: วีรชนนักประชาธิปไตย ขุนพลภูพาน. กรุงเทพฯ: สนพ.แม่คำผาง, ๒๕๕๓.
[7] แขไข เทวินทร์. “สวรรค์มืด” ใน สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บก.). เรื่องสั้นสันติภาพ, หน้า ๑๙๙.
[8] เรื่องเดียวกัน.
[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๑-๒๐๒.
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๓-๑๙๔.
[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๘.
[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๙.
[13] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๑๕.
[14] เรื่องเดียวกัน.
[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๑๖-๒๑๗.
[16] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๑๗.