วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2443 เป็นวันเกิดของ ทัศนัย มิตรภักดี ผู้เกิดร่วมปีเดียวกับ ปรีดี พนมยงค์ เมื่อนับถึง พ.ศ. 2569 จึงเป็นวาระครบ 126 ปีชาตกาล ของนายทหารผู้เป็นที่รู้จักกันในบรรดาศักดิ์ “หลวงทัศไนยนิยมศึก”

ภาพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี)
หลวงทัศไนยนิยมศึกเป็นนายทหารม้า สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหารม้าเมืองโซมูร์ (Saumur) ประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งใน 7 ผู้ริเริ่มก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เข้าร่วมประชุม ณ กรุงปารีสเมื่อต้น พ.ศ. 2470 ห้าปีต่อมา เขามีบทบาทสำคัญในย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เมื่อคณะผู้ก่อการนำความคิดซึ่งเริ่มต้นขึ้นในห้องประชุมเล็ก ๆ กลางกรุงปารีสกลับมาสู่สยาม และลงมือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ

ภาพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ชนะเลิศเป็นที่1 ในการขี่ม้าโลดโผนของโรงเรียนโซมูร์ ประเทศฝรั่งเศส
เรื่องราวของหลวงทัศไนยฯ ในฐานะ “มิตรภักดีของปรีดี” ตั้งแต่การร่วมเป็นผู้ริเริ่มก่อการที่ปารีส การนำปรีดีและภรรยาไปส่งถึงสิงคโปร์เมื่อถูกบีบให้ออกนอกประเทศ ตลอดจนชีวิตอันสั้นและวาระสุดท้ายที่ยังมีข้อถกเถียง ผู้เขียนเคยนำเสนอไว้แล้วในบทความ “มิตรภักดีของปรีดี ‘หลวงทัศไนยนิยมศึก’ ทหารม้าหัวหอกอภิวัฒน์ 2475” ซึ่งเผยแพร่โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568
ในวาระ 126 ปีชาตกาลของหลวงทัศไนยฯ คราวนี้ ผู้เขียนจึงขอขยายภาพจากชีวิตของนายทหารม้าคนหนึ่งไปสู่เรื่องราวของ “4 ทหารม้าคณะราษฎร” โดยยังมีหลวงทัศไนยฯ เป็นแกนกลาง เพราะเส้นทางชีวิตของเขาเชื่อมโยงตั้งแต่การประชุมผู้ริเริ่มก่อการที่ปารีส วิชาทหารม้าจากโซมูร์ การเป็นครูของนายทหารรุ่นหลัง มาจนถึงเครือข่ายกำลังรถรบในพระนคร
ขณะเดียวกัน ชีวิตของนายทหารม้าอีกสามนายจะช่วยต่อภาพให้สมบูรณ์ขึ้นว่า ความคิดและแผนการของผู้ริเริ่มก่อการถูกแปรเป็นการปฏิบัติจริงในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายนได้อย่างไร คำว่า “ทหารม้า” ในที่นี้มิได้หมายถึงการรบบนหลังม้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฝึกด้านความคล่องตัว การควบคุมพาหนะ และการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็ว คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้นายทหารม้ากลุ่มหนึ่งมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเมื่อวันแห่งการอภิวัฒน์ผ่านพ้นไปแล้ว การเมืองและความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองก็นำชีวิตของแต่ละคนไปเผชิญเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
ภาพจำของคณะราษฎรสายทหารบกมักอยู่ที่ “4 ทหารเสือ” ได้แก่ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน, พ.ศ. 2430–2490) พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน, พ.ศ. 2435–2487) พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ, พ.ศ. 2432–2509) และพระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น, พ.ศ. 2437–2492) รวมถึงนายทหารปืนใหญ่อย่างพันตรีแปลก ขีตตะสังคะ ผู้ต่อมาคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2440–2507) บุคคลเหล่านี้อยู่ในระดับวางแผนและตัดสินใจ ทว่าแผนยึดอำนาจซึ่งพระยาทรงสุรเดชออกแบบไว้นั้น ยังต้องอาศัยนายทหารอีกกลุ่มหนึ่งนำรถรบออกจากโรง เคลื่อนกำลังออกจากที่ตั้ง และไปถึงจุดหมายก่อนที่ฝ่ายรัฐบาลจะตั้งตัวทัน
ในบรรดานายทหารฝ่ายบก 34 นายของคณะผู้ก่อการ มีนายทหารม้าเพียง 4 นาย คือ หลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี, พ.ศ. 2443–2476) น้อม เกตุนุติ (พ.ศ. 2441–2513) ทวน วิชัยขัทคะ (พ.ศ. 2447–2520) และไชย ประทีปะเสน (พ.ศ. 2449–2504) จำนวนของพวกเขาน้อยกว่านายทหารเหล่าอื่น แต่ภารกิจกลับผูกอยู่กับรถรบ รถเกราะ และกำลังเคลื่อนที่เร็ว อันเป็นกลไกสำคัญของแผนปฏิบัติการในเช้าวันนั้น

ภาพหมู่คณะราษฎรสายทหารบก โดยหลวงทัศไนยนิยมศึกนั่งกอดอกอยู่ข้างจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้ริเริ่มแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองในหมู่นักเรียนสยามที่ฝรั่งเศส เรียกนายทหารกลุ่มนี้ไว้อย่างมีสีสันว่า “สี่อัศวิน” และจดจำภาพของพวกเขาในวันอภิวัฒน์ไว้ว่า
“สี่อัศวิน...ได้เห็นขี่ม้าจับกลุ่มขโยกกันที่คันประปา... ข้าพเจ้าเพียรมองดูแววตา พ.ท. หลวงทัศนัยฯ ก็เข้าใจทันทีว่า ท่านเหล่านี้คือทหารเสือที่จะบุกนำขบวนการยึดอำนาจ หากไม่ได้หน่วยรถถังของพี่น้อมเปิดฉากนำขบวนแล้ว แผนการฟ้าแลบของ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช จะสำเร็จไปไม่ได้...”
ก่อนประยูรจะรวบยอด “สปิริต” ของเหล่าทหารม้าไว้ด้วยถ้อยคำเพียงสี่คำว่า
“มิตร! ม้า! สุรา! บุก (ตลุย)!”
ถ้อยคำของประยูรทำให้ “สี่อัศวิน” มิได้ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ในฐานะรายชื่อผู้ก่อการสี่คนเท่านั้น เบื้องหลังรายชื่อดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในเหล่าทหารม้า ทั้งในทางวิชาชีพ สายบังคับบัญชา และความเป็นครูกับศิษย์ หลวงทัศไนยฯ เป็นทั้งนายทหารรุ่นพี่และครู ขณะที่น้อม ทวน และไชยต่างรับราชการอยู่ในแวดวงทหารม้าก่อน พ.ศ. 2475 ความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมนี้จึงช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดเมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน นายทหารทั้งสี่จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจสำคัญร่วมกัน
เพราะในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน ไม่มีใครมีโอกาสรู้ล่วงหน้าว่า เมื่อรถรบเคลื่อนออกจากที่ตั้งไปแล้ว ปลายทางของมันจะเป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้
หากจะเข้าใจว่าเหตุใดนายทหารม้าสี่คนนี้จึงมาปรากฏตัวอยู่ด้วยกันก่อนรุ่งสางวันนั้น เรื่องราวจึงต้องย้อนกลับไปก่อนการอภิวัฒน์หลายปี ย้อนกลับไปหานายทหารหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยอมควักทุนทรัพย์ของตนเอง เดินทางออกจากสยามไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาวิชาทหารม้า
นายทหารหนุ่มผู้นั้นชื่อ ทัศนัย มิตรภักดี
หลวงทัศไนยนิยมศึก จากโซมูร์สู่ครูของสามทหารม้า

ภาพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี)
หลวงทัศไนยนิยมศึก หรือ ทัศนัย มิตรภักดี เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2443 เป็นบุตรของพระยานรินทรราชเสนี (พร้อม มิตรภักดี) ศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทัศน์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนนายร้อยทหารบก ก่อนเริ่มชีวิตราชการในกรมทหารพราน แล้วจึงย้ายเข้าสู่เหล่าทหารม้าที่นครราชสีมา
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 ทัศนัยซึ่งขณะนั้นมียศ “ร้อยตรี” ตัดสินใจใช้ทุนส่วนตัวเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ร่วมทางไปกับร้อยโทแปลก ขีตตะสังคะ นายทหารปืนใหญ่ผู้เดินทางไปศึกษาด้วยทุนรัฐบาล และต่อมาจะมีบทบาทสำคัญในคณะราษฎร ทัศนัยเข้าศึกษาที่โรงเรียนทหารม้าเมืองโซมูร์ (Saumur) สถาบันสำคัญด้านวิชาทหารม้าของฝรั่งเศส ก่อนจะศึกษาต่อที่โรงเรียน du Pin ในวิชาด้านการผสมพันธุ์สัตว์
แต่ช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสนำชีวิตของนายทหารม้าหนุ่มผู้นี้ออกไปไกลกว่าวิชาชีพทหาร
ต้น พ.ศ. 2470 ร้อยตรีทัศนัยเข้าร่วมการประชุมของนักเรียนสยาม ณ หอพักแห่งหนึ่งบนถนน Rue du Sommerard กรุงปารีส และกลายเป็นหนึ่งใน 7 ผู้ริเริ่มก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นับแต่นั้น วิชาทหารกับความคิดทางการเมืองจึงเข้ามาอยู่บนเส้นทางชีวิตเดียวกัน
สถานะนี้ทำให้หลวงทัศไนยฯ ต่างจากนายทหารม้าอีกสามนายที่จะร่วมปฏิบัติการกับเขาในอีกห้าปีข้างหน้า เพราะเขาอยู่ในวงของคณะราษฎรมาตั้งแต่ครั้งที่ความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองยังจำกัดอยู่ในคนเพียงหยิบมือ เมื่อเดินทางกลับสยาม เขาจึงกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างกลุ่มผู้ริเริ่มก่อการกับนายทหารม้าซึ่งกุมกำลังอยู่ในหน่วยปฏิบัติ
เมื่อกลับถึงสยามใน พ.ศ. 2471 ทัศนัยรับตำแหน่งครูโรงเรียนนายทหารม้า กระทรวงกลาโหม ได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอกใน พ.ศ. 2473 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงทัศไนยนิยมศึก” เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2474
หนังสืออนุสรณ์งานศพของเขากล่าวถึงบทบาทความเป็นครูไว้เป็นพิเศษ โดยระบุว่า หลวงทัศไนยฯ ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ได้ศึกษามาจากต่างประเทศแก่เพื่อนนายทหารอย่างเต็มที่ จนเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ทหารม้า ความเป็นครูเช่นนี้ทำให้สถานะของเขาในหมู่นายทหารรุ่นหลังมิได้ตั้งอยู่บนยศหรือตำแหน่งเท่านั้น แต่มีความเชื่อถือในทางวิชาชีพรองรับอยู่ด้วย
นายทหารรุ่นรองสามคนซึ่งเข้ามาอยู่ในวงเดียวกับเขา ได้แก่ น้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน

ภาพถ่ายพันตรีน้อม เกตุนุติ
น้อม เกตุนุติ มีอายุมากที่สุดในสามคน เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2441 เป็นบุตรของพระภักดีนุรักษ์ (จีน เกตุนุติ) เข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบกตั้งแต่ พ.ศ. 2454 และรับราชการในกรมทหารม้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ต่อมาเข้าประจำกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2471 ได้ยศร้อยโทเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2473 สิ่งสำคัญสำหรับเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงคือ น้อมเป็นนายทหารซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยรถถัง

พันเอกทวน วิชัยลักขณา (วิชัยขัทคะ) ภาพหลักในอนุสรณ์งานศพ
ทวน วิชัยขัทคะ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นบุตรของรองอำมาตย์เอกหลวงปฏิพัทธราชการ (เทียน) เข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบกใน พ.ศ. 2463 สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2469 แล้วเข้ารับราชการในกรมทหารม้า ได้ยศร้อยตรีใน พ.ศ. 2470 และร้อยโทเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองประจำอยู่กองพันที่ 1 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์

พลตรีไชย ประทีปะเสน ภาพหลักจากอนุสรณ์งานศพ
ส่วน ไชย ประทีปะเสน น้องเล็กของกลุ่ม เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2449 ที่อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของพระยาวิสูตรสาครดิษฐ (เทียน ประทีปะเสน) ศึกษาที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ ก่อนเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบกใน พ.ศ. 2463 ได้เป็นนักเรียนทำการนายร้อยเมื่อปลาย พ.ศ. 2469 จากนั้นเข้าประจำกรมทหารม้ากรุงเทพ รักษาพระองค์ ได้ยศร้อยตรีใน พ.ศ. 2470 และร้อยโทใน พ.ศ. 2474
รายนามและประวัติราชการเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงรายละเอียดของนายทหารหนุ่มสามคน แต่เมื่อนำมาวางเคียงกัน จะเห็นเครือข่ายกำลังที่หลวงทัศไนยฯ สามารถเข้าถึงได้ในช่วงก่อนการอภิวัฒน์
คำบอกเล่าของพลเอก ประพันธ์ กุลพิจิตร ซึ่งอยู่ในแวดวงทหารม้ารุ่นเดียวกัน ช่วยให้ภาพนี้แจ่มขึ้น หลวงทัศไนยฯ เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาขี่ม้า และเมื่อภายหลังขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ นายทหารรุ่นน้องทั้งสามก็อยู่ในกองพันเดียวกัน น้อมเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 1 ทวนอยู่กองร้อยที่ 2 ส่วนไชยอยู่กองร้อยที่ 3 รถรบ
จะเห็นเครือข่ายกำลังที่หลวงทัศไนยฯ สามารถเข้าถึงได้ในช่วงหลังการอภิวัฒน์
ระหว่างการเตรียมก่อการ ประยูร ภมรมนตรี บันทึกการประเมินกำลังฝ่ายทหารเอาไว้ตอนหนึ่งว่า
“สำหรับด้านทหารม้าและรถรบ พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม รับรองว่ามีหวังอย่างมั่นคง โดยมี พ.ต. หลวงทัศนัยนิยมศึก รับรองไว้แน่นอน”
คำว่า “รับรองไว้แน่นอน” มีความหมายมากกว่าการรับรองตัวบุคคล เพราะสิ่งที่คณะผู้ก่อการต้องการจากหลวงทัศไนยฯ คือความมั่นใจว่า เมื่อถึงเวลาลงมือ กำลังทหารม้าและรถรบจะเคลื่อนไหวไปตามแผนที่วางไว้
แผนการเช่นนี้ไม่มีพื้นที่มากนักสำหรับความลังเล
ก่อนรุ่งสางวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ความสัมพันธ์ซึ่งสั่งสมมาจากโรงเรียนทหารม้า จึงมาถึงบททดสอบสำคัญ นายทหารทั้งสี่ได้รับนัดหมายให้ไปยังบ้านของพระยาทรงสุรเดชเวลา 05.00 น.
แต่พวกเขาไปถึงก่อนเวลานัดเกือบหนึ่งชั่วโมง

บ้านพระยาทรงสุรเดช
ก่อนตะวันขึ้น 24 มิถุนายน 2475
ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของ “4 ทหารม้า” กินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลักฐานชิ้นหนึ่งซึ่งให้รายละเอียดของปฏิบัติการในเช้ามืดวันนั้น คือบันทึกของพระยาทรงสุรเดช ซึ่งเขียนขึ้นภายหลังขณะลี้ภัยอยู่ที่อินโดจีนเมื่อ พ.ศ.2482
เดิมพระยาทรงสุรเดชนัดหมายผู้ร่วมปฏิบัติการให้มาพบที่บ้านเวลา 05.00 น. โดยคำนวณว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีแจกแจงหน้าที่ ก่อนรีบไปถึงกรมทหารม้าให้ทันก่อนเสียงแตรปลุกทหารเวลา 05.30 น.
แต่หลวงทัศไนยนิยมศึก น้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน มาถึงบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00 น. เศษ เร็วกว่ากำหนดเกือบหนึ่งชั่วโมง
พระยาทรงสุรเดชบันทึกไว้ว่า
“นายร้อยเอกหลวงทัศนัย กับนายทหารม้าชั้นนายร้อยโทและนายร้อยตรีอีก 3 นาย ( ยศทหารคลาดเคลื่อนเล็กน้อย-ผู้เขียน) มาถึงบ้านพระยาทรงสุรเดชเป็นพวกแรกเวลา 04.00 น. เศษ เนื่องจากมีเวลามากจึงได้ทำความเข้าใจกันละเอียดลออ นายทหารม้าทั้ง 4 คนนี้ได้รับมอบให้นำรถยนต์เกราะกับรถเล็ก 3 เดนลอยด์ออกจากโรงให้หมดและควบคุมตลอดทางไปหน้าพระลาน”
บันทึกเพียงไม่กี่บรรทัดพาเราลงไปเห็นการอภิวัฒน์ 2475 ในระดับของการลงมือ ความคิดทางการเมืองซึ่งก่อตัวและเตรียมการกันมาหลายปี เมื่อมาถึงเช้าวันจริง กลับขึ้นอยู่กับภารกิจที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง ตั้งแต่เปิดโรงรถ เตรียมเครื่องยนต์ นำอาวุธแผนใหม่ของกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ทั้งรถเกราะและรถรบออกจากเกียกกาย ควบคุมกำลัง แล้วเคลื่อนไปถึงหน้าพระลานให้ตรงตามเวลา
เวลาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ ความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่สิบนาทีอาจเปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาลตั้งตัวทัน และทำให้แผนการที่พระยาทรงสุรเดชวางไว้อย่างรัดกุมต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดหมาย
เมื่อพิจารณาอายุและยศของคนทั้งสี่ในเช้าวันนั้น ก็พบความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง น้อม เกตุนุติ อายุ 34 ปี เป็นพี่ใหญ่ตามวัย แต่ยังมียศร้อยโท ขณะที่ หลวงทัศไนยนิยมศึก อายุ 31 ปีเศษ มียศร้อยเอกและอยู่ในฐานะผู้นำของกลุ่ม ส่วน ทวน วิชัยขัทคะ อายุ 27 ปี และ ไชย ประทีปะเสน อายุ 25 ปี ต่างเป็นนายทหารรุ่นหนุ่ม ไชยเป็นน้องเล็กที่สุดใน “สี่อัศวิน”
ความอาวุโสตามวัยจึงไม่ตรงกับลำดับในราชการ หลวงทัศไนยฯ แม้อ่อนกว่าน้อม แต่ผ่านการศึกษาวิชาทหารม้าจากฝรั่งเศส เป็นครูของนายทหารม้ารุ่นหลัง และอยู่ในคณะผู้ริเริ่มก่อการมาตั้งแต่ปารีส คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นผู้นำของนายทหารทั้งสี่ในเช้าวันสำคัญ
ภาพของนายทหารม้าสี่คนซึ่งมาถึงบ้านพระยาทรงสุรเดชตั้งแต่เวลา 04.00 น. เศษ จึงน่าสนใจยิ่งกว่ารายละเอียดเรื่องการมาก่อนเวลานัด ในชั่วโมงนั้นผลของการก่อการยังอยู่ในอนาคต ไม่มีใครรู้ว่าหลังตะวันขึ้นพวกเขาจะอยู่ในฐานะผู้ชนะ ผู้พ่ายแพ้ หรือผู้ต้องโทษจากการกบฏ
สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงคำสั่ง ภารกิจ รถรบซึ่งยังจอดอยู่ในโรง และเวลาอีกไม่มากก่อนพระนครจะตื่นขึ้นตามกิจวัตรของวันใหม่
เมื่อรับคำสั่งแล้ว นายทหารทั้งสี่จึงแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ รถเกราะและรถเดนลอยด์ถูกนำออกจากโรง กำลังทหารเริ่มเคลื่อนไปสู่หน้าพระลาน สิ่งที่เคยเป็นแผนการลับของคนกลุ่มเล็ก ๆ กำลังปรากฏขึ้นกลางพระนครด้วยกำลังทหารและรถรบ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา การปกครองของสยามก็เปลี่ยนไป
สำหรับ “4 ทหารม้า” เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นช่วงเวลาที่เส้นทางของคนทั้งสี่มาบรรจบกันอย่างพร้อมเพรียงที่สุด และอาจเป็นครั้งสุดท้ายด้วย
เพราะหลังวันอภิวัฒน์ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี หลวงทัศไนยนิยมศึก ผู้เป็นทั้งครู สหาย และผู้นำของ “สี่อัศวิน” ก็ถึงแก่กรรม
เหลือทหารม้าอีกสามนายให้ดำเนินชีวิตต่อไปในระบอบใหม่ ท่ามกลางเงื่อนไขทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หนึ่งปีหลังอภิวัฒน์ หัวหน้าสี่ทหารม้าจากไป
ภายหลังวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เส้นทางราชการของหลวงทัศไนยนิยมศึกดูเหมือนกำลังเปิดกว้าง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2475 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตรีในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 จากนายทหารผู้ร่วมควบคุมกำลังรถรบในวันอภิวัฒน์ เขาก้าวขึ้นเป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งตนเองและนายทหารม้ารุ่นน้องเคยร่วมปฏิบัติการกันมา
ทว่าความก้าวหน้าในชีวิตราชการดำเนินไปพร้อมกับวิกฤตทางการเมืองครั้งแรกของระบอบใหม่ ความขัดแย้งกรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจนำไปสู่การปิดสภา และปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศในเดือนเมษายน พ.ศ. 2476 หลวงทัศไนยฯ พร้อมด้วยทวน วิชัยขัทคะ และจรูญ สืบแสง ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปส่งปรีดีและภรรยาถึงสิงคโปร์

หลวงทัศไทยนิยมศึก (รองเท้าขาวนั่งขวาสุด) ครั้งไปส่งปรีดีที่สิงคโปร์ในเดือนเมษายน พ.ศ.2476

ภาพหลวงทัศไทยนิยมศึกยืนด้านหลังระหว่างอาจารย์ปรีดี และ ภริยา
หากมองย้อนกลับไป การเดินทางครั้งนั้นมีความหมายอยู่ไม่น้อย หลวงทัศไนยฯ กับปรีดีเคยนั่งอยู่ในวงประชุมผู้ริเริ่มก่อการที่กรุงปารีสเมื่อต้น พ.ศ. 2470 หกปีต่อมา คนหนึ่งกำลังออกจากประเทศท่ามกลางความขัดแย้งภายในระบอบที่ทั้งสองมีส่วนร่วมกันสถาปนา ส่วนอีกคนเป็นผู้เดินทางไปส่งถึงต่างแดน
ไม่มีใครในเวลานั้นอาจรู้ว่า นั่นจะเป็นภารกิจสำคัญครั้งสุดท้ายของหลวงทัศไนยฯ
หลังกลับถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่นาน เขาล้มป่วย ภายหลังงานเลี้ยงรับยศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม มีอาการปวดท้อง ตัวร้อน และไม่ถ่าย วันที่ 8 พฤษภาคม ทั้งที่อาการยังหนัก หลวงทัศไนยฯ ยังออกไปจัดการเหตุโรงทหารม้าพังจากพายุ ก่อนกลับมารักษาตัว และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 เวลา 10.30 น. ขณะมีอายุเพียง 32 ปีเศษ
ชีวิตของนายทหารม้าซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บังคับกองพันจบลงอย่างรวดเร็ว และความรวดเร็วนั้นเองเปิดพื้นที่ให้เกิดคำเล่าลือทางการเมืองตามมา

ภาพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่จัดแสดงบริเวณด้านหน้าปะรำหรือหน้าสถานที่ประกอบพิธีศพ
ข้อสงสัยเรื่องการวางยาพิษปรากฏในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในหนังสือ ประชาธิปไตยเสทือน ของ “นิร นิรันดร” หรือวิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งเสนอว่า หลวงทัศไนยฯ เป็นบุคคลที่รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาหวาดระแวง เพราะใกล้ชิดกับปรีดี มีบุคลิกเด็ดขาด และมีกำลังรถรบอยู่ในมือ หนังสือเล่มเดียวกันยังกล่าวถึงความคิดของหลวงทัศไนยฯ ที่จะเคลื่อนกำลังต่อต้านรัฐบาลพระยามโนฯ ก่อนถูกหลวงพิบูลสงครามยับยั้งไว้
อย่างไรก็ตาม เรื่องการวางยาพิษยังต้องวางไว้ในฐานะ ข้อสันนิษฐานและคำเล่าลือทางการเมือง ตราบเท่าที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตในลักษณะดังกล่าว การแยกสิ่งที่หลักฐานบอกได้ออกจากเรื่องเล่าซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบันทึกเรื่องเล่านั้นไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางการเมือง
สิ่งที่ทราบแน่นอนคือ เมื่อหลวงทัศไนยฯ ถึงแก่กรรมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 “4 ทหารม้า” ก็เหลือเพียงสามคน

ภาพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่จัดแสดงบริเวณด้านหน้าปะรำหรือหน้าสถานที่ประกอบพิธีศพ
เขาจากไปก่อนปรีดีเดินทางกลับสู่มาตุภูมิในเดือนกันยายนปีเดียวกัน และก่อนกบฏบวรเดชจะเกิดขึ้นในเดือนถัดมา ชีวิตจึงหยุดลงตรงรอยต่อสำคัญ หลังการอภิวัฒน์ประสบผลสำเร็จยังไม่ครบหนึ่งปี และก่อนความขัดแย้งของระบอบใหม่จะขยายไปสู่การเผชิญหน้าด้วยกำลังอาวุธ
ตรงนี้เองทำให้ชีวประวัติของหลวงทัศไนยฯ มีคำถามหนึ่งซึ่งไม่มีทางหาคำตอบจากประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง
ในบรรดาผู้ริเริ่มก่อการ 7 คนที่กรุงปารีส มีนายทหารอยู่สองคน คือหลวงทัศไนยนิยมศึกกับหลวงพิบูลสงคราม เมื่อคนหนึ่งจากไปด้วยวัยเพียง 32 ปี ขณะที่อีกคนกำลังก้าวเข้าสู่ใจกลางอำนาจของระบอบใหม่ เราจึงไม่มีโอกาสรู้ว่า หากหลวงทัศไนยฯ ผ่านพ้นวิกฤต พ.ศ. 2476 ไปได้ นายทหารม้าผู้ผ่านโซมูร์และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อการที่ปารีส จะมีบทบาทเช่นไรท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองในทศวรรษต่อมา

หลวงทัศไทยนิยมศึก และจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ภาพหนังสืออนุสรณ์งานศพหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี)จัดพิมพ์โดยหลวงพิบูลสงคราม
ประวัติศาสตร์มิได้เปิดโอกาสให้เขาเลือกทางเดินนั้น
สิ่งที่เหลืออยู่เป็นข้อเท็จจริงสั้น ๆ ว่า หลวงทัศไนยนิยมศึกมีชีวิตอยู่ในระบอบใหม่ไม่ถึงหนึ่งปี
แต่น้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน สามนายทหารม้ารุ่นน้องซึ่งเคยอยู่กับเขาก่อนรุ่งสางวันที่ 24 มิถุนายน ยังมีเวลาอีกหลายทศวรรษให้เผชิญสงคราม การเมือง และความเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย จากนายทหารหนุ่มผู้ควบคุมรถรบใน พ.ศ. 2475 ทั้งสามจะเติบโตขึ้นเป็นนายทหารระดับบังคับบัญชา นักการเมือง นักการทูต และผู้บริหาร
เมื่อหัวหน้าสี่ทหารม้าจากไป สามสหายก็ดำเนินชีวิตต่อไปในบริบทของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลง
สามทหารม้าหลัง 2475 จากสงครามสู่ความผันผวนทางการเมือง
เมื่อหลวงทัศไนยนิยมศึกถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2476 เรื่องของ “4 ทหารม้า” ก็เหลือตัวละครอยู่สามคน น้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน ยังคงรับราชการต่อมา จากนายทหารหนุ่มผู้เคยควบคุมรถรบและนำกำลังในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ทั้งสามเติบโตขึ้นพร้อมกับรัฐใหม่ ผ่านสงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา ก่อนที่การเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สองจะทำให้แต่ละคนต้องเผชิญเงื่อนไขและบทบาทที่แตกต่างกัน
น้อม เกตุนุติ ก้าวขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 ก่อนเติบโตในสายงานกองทัพบกผ่านกรมยุทธการ กรมจเร และกรมเสนาธิการทหารบก รวมถึงงานในแผนกทหารม้าและแผนกการสัตว์พาหนะ เมื่อเกิดสงครามอินโดจีนใน พ.ศ. 2483 เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิ และต่อเนื่องมาถึงสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่าง พ.ศ. 2484–2488 โดยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งหัวหน้าแผนกการสัตว์พาหนะ กรมเสนาธิการทหารบก และหัวหน้าแผนกทหารม้า น้อมได้รับการประดับยศเป็นพันเอกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2485 พร้อมกับมีบทบาททางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
ทวน วิชัยขัทคะ มีเส้นทางอีกแบบหนึ่ง โดยเดินทางไปศึกษาวิชาเสนาธิการทหารบกที่ประเทศฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2481 ก่อนสงครามอินโดจีนจะเริ่มขึ้นราวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2483 ขณะมียศพันตรี เขาได้ร่วมคณะทูตทหารไทยเดินทางไปเยอรมนี เจรจากับแฮร์มันน์ เกอริง และโยอาคิม ฟอน ริบเบินทรอพ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังกรุงปารีส ติดต่อกับฝ่ายฝรั่งเศสวิชีผ่านผู้บัญชาการทหารเยอรมันในฝรั่งเศส เพื่อหาทางยับยั้งการสู้รบและเปิดทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ต่อมาเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ทวนในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารม้าได้นำกำลังเข้ายึดเมืองเชียงตุง และรุกสู้ต่อไปถึงเมืองยองบริเวณชายแดนจีน ระหว่างสงครามได้รับการอวยยศเป็นพันเอกเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2486 และยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ในช่วงเวลาเดียวกัน
ไชย ประทีปะเสน มีความก้าวหน้าในราชการอย่างรวดเร็วภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และยังเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและการทหารหลายครั้ง เขามีบทบาทในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ก่อนร่วมปราบกบฏบวรเดชในปลายปีเดียวกัน โดยกองร้อยรถรบภายใต้การบังคับบัญชาของเขาเป็นกำลังสำคัญ ต่อมาใน พ.ศ. 2478 ไชยได้รับการส่งไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายทหารม้าแห่งโซมูร์ (École de cavalerie de Saumur) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศสในปีถัดมา เมื่อกลับประเทศไทย เขาได้รับมอบหมายงานกว้างขวางทั้งด้านการทหาร การทูต และราชการพลเรือน ตั้งแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ราชองครักษ์ นายทหารประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อัครราชทูต รัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพายังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนไทยในกิจกรรมทางการทูตกับญี่ปุ่นหลายครั้ง ตลอดจนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการป้องกันภัยทางอากาศ ความก้าวหน้าของไชยขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2486 สูงกว่าน้อมและทวนซึ่งในระหว่างสงครามมียศสูงสุดที่พันเอก และนับเป็นยศสูงสุดของไชยก่อนสงครามยุติ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาออกจากตำแหน่งราชการทั้งหมด เหลือเพียงสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่คงสภาพไว้เนื่องจากยังไม่มีการยุบสภา ตราบจนเมื่อหลังรัฐบาลปรีดีสามารถสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2490 ไชย ได้รับการเลือกให้เป็นสมาชิกพฤฒสภา
นายทหารทั้งสามเติบโตมาจากกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ และเคยร่วมอยู่ในปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ในทศวรรษต่อมา ความเป็น “ทหารม้า” ได้นำพาพวกเขาไปทำหน้าที่กว้างไกลกว่าการบังคับบัญชากำลังในเหล่าเดิม น้อมเติบโตในงานเสนาธิการและกิจการทหารม้า ทวนผ่านทั้งงานเสนาธิการ การทูตทหาร และการบัญชาการกำลังในสนามรบ ส่วนไชยก้าวข้ามจากงานทหารไปสู่การทูตและการบริหารราชการระดับสูง เส้นทางที่แตกต่างกันนี้ทำให้เห็นว่า บทบาทของนายทหารม้ารุ่น 2475 ไม่ได้สิ้นสุดลงในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พวกเขายังกลายเป็นกำลังส่วนหนึ่งของรัฐไทยในห้วงที่ประเทศต้องเผชิญสงครามและความผันผวนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อมองกลับไปยังเช้ามืด พ.ศ. 2475 น้อมเป็นพี่ใหญ่ตามวัย หลวงทัศไนยฯ เป็นผู้มียศสูงที่สุด ส่วนไชยเป็นน้องเล็ก แต่เพียงสิบเอ็ดปีต่อมา ไชยกลับเป็นคนแรกในกลุ่มที่ขึ้นถึงชั้นนายพล โดยได้รับยศพลตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2486 ขณะอายุยังไม่ครบ 37 ปี ในเวลานั้นน้อมเป็นพันเอก และทวนได้รับยศพันเอกในเดือนเดียวกัน
ยศและตำแหน่งบอกความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้ส่วนหนึ่ง แต่การเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สองต่างหากที่ทำให้เห็นว่า นายทหารม้าซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการเดียวกัน ต้องเผชิญสถานการณ์และตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างกัน
เมื่อสงครามโลกยุติลง
หลังสงคราม น้อม เกตุนุติ ลาออกจากราชการทหารในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2489 และเข้าสู่การเมืองในรัฐบาลควง อภัยวงศ์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่นายควงจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม เปิดทางให้ปรีดี พนมยงค์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนเดียวกัน จอมพล ป. พิบูลสงครามก็พ้นจากการดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม เดือนถัดมา ควงร่วมมือทางการเมืองกับสองพี่น้องตระกูลปราโมช คือ ม.ร.ว.เสนีย์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ขณะที่รัฐบาลปรีดีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนพฤษภาคม ก่อนเผชิญกรณีสวรรคตในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและภารกิจเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงคราม พ.ศ. 2489 จึงเป็นปีแห่งการจัดวางอำนาจทางการเมืองขึ้นใหม่ ก่อนความขัดแย้งจะขยายตัวไปสู่รัฐประหารในปีถัดมา
จุดหักเหสำคัญมาถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เมื่อน้อมเข้าร่วมฝ่ายรัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เปิดทางให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับคืนสู่อำนาจ ต่อมาเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งในรัฐบาลควงและรัฐบาลจอมพล ป. และได้รับพระราชทานยศพลตรีใน พ.ศ. 2494 ความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวยังใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เมื่อ เรืองยศ บุตรสาวคนโตของน้อม สมรสกับประสงค์ พิบูลสงคราม บุตรชายคนรองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ส่วนทวน วิชัยขัทคะ มีบทบาทอยู่ในรัฐบาลอีกชุดหนึ่ง
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างรวดเร็ว จากรัฐบาลทวี บุณยเกตุ สู่รัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และมาถึงรัฐบาลควง อภัยวงศ์อีกวาระหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ โดยมีน้อม เกตุนุติ เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ครั้นรัฐบาลควงพ้นจากอำนาจ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองกับปรีดี พนมยงค์ และต่อมาปรีดีก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทวน วิชัยขัทคะจึงได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมรัฐบาล รับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหม และทำหน้าที่ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อเกิดรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ทวนจึงอยู่ในรัฐบาลฝ่ายที่ถูกโค่นลง ขณะที่น้อม สหายทหารม้าผู้เคยร่วมปฏิบัติการกับเขาในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายนเมื่อสิบห้าปีก่อน กลับยืนอยู่กับฝ่ายผู้ยึดอำนาจ
หากจะเลือกภาพหนึ่งเพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญ ภาพนี้อาจบอกเรื่องได้ดีที่สุด
เวลา 04.00 น. เศษ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 น้อมกับทวนมาถึงบ้านพระยาทรงสุรเดชพร้อมกัน รับคำสั่งชุดเดียวกัน และออกไปทำภารกิจในขบวนเดียวกัน
สิบห้าปีต่อมา วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นายทหารม้าคณะราษฎรสองท่านนี้กลับยืนอยู่คนละฟากของการรัฐประหาร
หลังจากนั้นพันเอก ทวนก็ไม่ได้หวนกลับไปร่วมงานกับจอมพล ป. แม้จะมีผู้มาทาบทาม พันเอก เจน มลิลา บันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานศพว่า จอมพล ป. เคยส่งข้อความชวนทวนกลับเข้าทำงาน แต่เขาปฏิเสธด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า “คนเราต้องมีสัจจะ”
เมื่อปรีดีพยายามกลับมาช่วงชิงอำนาจในต้น พ.ศ. 2492 ทวนก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่รัฐบาลควบคุมตัวไว้ หลังจากนั้นเขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเมือง เปลี่ยนนามสกุลจาก “วิชัยขัทคะ” เป็น “วิชัยลักขณา” ใน พ.ศ. 2504 และใช้ชีวิตช่วงท้ายที่เชียงใหม่ ก่อนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2520 เป็นคนสุดท้ายในบรรดาสี่ทหารม้าที่จากไป

หนังสืออนุสรณ์งานศพพันเอกทวน วิชัยลักขณา (วิชัยขัทคะ)
ส่วน ไชย ประทีปะเสน ไม่ได้เดินไปตามเส้นทางของน้อมหรือทวน หลังสงครามและการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. เขาออกจากตำแหน่งราชการเกือบทั้งหมด และเมื่อรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ทำให้สมาชิกภาพในพฤฒสภาสิ้นสุดลง ไชยก็ก้าวออกจากโลกการเมืองไปสู่โลกธุรกิจ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเดินอากาศไทยคนแรก บริหารกิจการโรงแรม ทำธุรกิจนำเข้ารถยนต์เปอโยต์และกิจการป่าไม้ ก่อนกลับเข้ารับราชการอีกครั้งใน พ.ศ. 2497 คราวนี้ในฐานะนักการทูต
เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส ก่อนกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2503 แล้วหวนคืนสู่ธุรกิจ ชีวิตของนายทหารผู้เคยอยู่กับรถรบในเช้ามืด 24 มิถุนายน จึงเดินทางมาไกลถึงโลกของการบิน โรงแรม รถยนต์ ธุรกิจ และการทูต ไชยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504 โดยมียศพลตรีเป็นยศสุดท้าย

หนังสืออนุสรณ์งานศพพลตรีไชย ประทีปะเสน
น้อมมีชีวิตต่อมาจนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 และมีบั้นปลายด้วยยศพลตรี ส่วนทวน แม้มีโอกาสได้รับการเสนอให้ขึ้นสู่ชั้นนายพล แต่เป็นฝ่ายปฏิเสธ จึงสิ้นสุดชีวิตด้วยยศพันเอก

หนังสืออนุสรณ์งานศพพลตรีน้อม เกตุนุติ
เมื่อมองจากปลายทางกลับไป สามนายทหารม้าซึ่งเคยอยู่ใต้การนำของหลวงทัศไนยฯ จึงมีชีวิตต่างกันแทบทุกด้าน น้อมเข้าสู่ฝ่ายอำนาจหลังรัฐประหาร 2490 ทวนอยู่กับรัฐบาลที่ถูกโค่นและค่อย ๆ ถอนตัวจากการเมือง ส่วนไชยเลือกออกจากกองทัพไปสู่การทูตและโลกธุรกิจ
แต่ก่อนที่สงครามและความผันผวนทางการเมืองจะนำชีวิตของคนทั้งสามไปสู่เงื่อนไขที่แตกต่างกัน ยังมีความทรงจำอีกชุดหนึ่งซึ่งบอกความสัมพันธ์ของพวกเขาได้มีชีวิตกว่าทำเนียบยศ ตำแหน่ง และวันที่ในเอกสารราชการ
ยาขอบเคยเรียกน้อม ทวน และไชยว่า “เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย” แห่งกองทหารม้า
คำเปรียบของนักประพันธ์ผู้นั้นพาเรื่องราวกลับไปยังความสัมพันธ์ที่มีอยู่ก่อนความผันผวนทางการเมืองในเวลาต่อมา
คือ ความเป็นเพื่อนตาย
“เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย” แห่งกองทหารม้า และรุ่งอรุณที่พวกเขาเคยยืนร่วมกัน
หากเรื่องของน้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน ถูกอ่านผ่านประวัติราชการเพียงอย่างเดียว เราจะเห็นนายทหารสามคนซึ่งเติบโตขึ้นในระบอบใหม่ ผ่านสงคราม ได้รับยศและตำแหน่ง ก่อนแยกย้ายไปตามเส้นทางของตน แต่หลักฐานอีกชุดหนึ่งพาเราออกจากทำเนียบยศและตำแหน่ง ไปเห็นความสัมพันธ์ของคนทั้งสามในฐานะเพื่อน
“ยาขอบ” หรือโชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนผู้มีความผูกพันกับเรื่อง สามก๊ก อย่างลึกซึ้ง เคยเปรียบนายทหารม้าสามคนนี้กับพี่น้องร่วมสาบานแห่งสวนท้อว่า
“พี่น้อมนี่ ดู ๆ ช่างเหมือนกับเล่าปี่ แต่นายกองทวนของลื้อก็คือกวนอูแท้ ๆ ข้างคุณไชย อั๊วะดูยังไง ๆ เป็นเตียวหุยจริง ๆ”
คำเปรียบของยาขอบมีเสน่ห์อยู่ตรงที่ไม่ได้มองคนทั้งสามจากยศหรือตำแหน่ง แต่มองผ่านบุคลิกและความสนิทสนม น้อมคือพี่ใหญ่ ทวนคือกวนอู ส่วนไชยน้องเล็กคือเตียวหุย ทั้งสามอยู่ร่วมเหล่า ร่วมหน่วย และร่วมปฏิบัติการในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ส่วนหลวงทัศไนยนิยมศึกอยู่ในตำแหน่งที่ต่างออกไป เขาไม่จำเป็นต้องถูกจับเข้าไปเป็นตัวละครคนที่สี่ใน สามก๊ก เพราะบทบาทของเขาในเรื่องนี้อยู่เหนือคำเปรียบดังกล่าว หลวงทัศไนยฯ เป็นทั้งครู นายทหารรุ่นพี่ และผู้เชื่อมคนรุ่นหลังเข้ากับเครือข่ายผู้ริเริ่มก่อการตั้งแต่ปารีส
เมื่อเขาถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2476 ศูนย์กลางเดิมของ “4 ทหารม้า” ก็หายไป
นับแต่นั้น น้อม ทวน และไชยต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสงครามและความผันผวนของการเมืองไทย เมื่อบ้านเมืองเคลื่อนผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตของผู้ที่เคยร่วมปฏิบัติการในเช้าวันนั้นก็ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขและบริบททางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่คำของยาขอบทำให้เราเห็นว่า ในห้วงเวลาหนึ่ง คนทั้งสามยังถูกจดจำในฐานะพี่น้องแห่งกองทหารม้า ก่อนที่กาลเวลาและความผันผวนทางการเมืองจะนำพาชีวิตของแต่ละคนไปเผชิญเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
ฉะนั้น เมื่อมองย้อนหลัง ชีวิตของคนทั้งสี่ควรพิจารณาในฐานะนายทหารสี่คนซึ่งเคยร่วมภารกิจสำคัญในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก่อนที่แต่ละคนจะดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางสงคราม การรัฐประหาร การผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และโครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความแตกต่างในเวลาต่อมาจึงไม่ลบความหมายของสิ่งที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยกระทำร่วมกัน
ปัจฉิมบท : สี่อัศวิน
เมื่อวันที่ 22 กันยายนเวียนมาถึง การรำลึกถึงวันเกิดของหลวงทัศไนยนิยมศึกจึงพาเราไปไกลกว่าชีวประวัติของนายทหารคนหนึ่ง เพราะเมื่อวางชีวิตของเขาเคียงกับน้อม เกตุนุติ ทวน วิชัยขัทคะ และไชย ประทีปะเสน ภาพของนายทหารม้าในเหตุการณ์ พ.ศ. 2475 ก็ปรากฏขึ้นในอีกมิติหนึ่ง
การอภิวัฒน์ครั้งนั้นต้องอาศัยทั้งความคิดทางการเมือง แผนการทางทหาร และประสิทธิภาพของผู้ลงมือในภาคสนาม ระหว่างความคิดกับผลสำเร็จมีรายละเอียดจำนวนมาก ตั้งแต่การนำรถออกจากโรง การควบคุมพาหนะ การจัดกำลัง การกำหนดเส้นทาง ไปจนถึงการรักษาเวลา ความคล่องตัวอันเป็นคุณสมบัติของเหล่าทหารม้าจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน
หลวงทัศไนยฯ น้อม ทวน และไชย มีพื้นฐานทางวิชาชีพและประสบการณ์ร่วมกัน แต่เส้นทางในเวลาต่อมาย่อมดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขของแต่ละช่วงสมัย ทั้งการเมืองภายในประเทศ สงคราม และความเปลี่ยนแปลงของอำนาจรัฐ การมองชีวิตของทั้งสี่จากปลายทางจึงไม่ควรบดบังช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาเคยร่วมกันทำหน้าที่ในเหตุการณ์เดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ คำว่า “สี่อัศวิน” ที่ประยูร ภมรมนตรีใช้เรียกนายทหารม้าทั้งสี่จึงเป็นคำที่ชวนให้จดจำ พวกเขาอาจมิใช่ชื่อแรก ๆ ที่ถูกกล่าวถึงเมื่อเอ่ยถึงคณะราษฎร แต่ในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คนทั้งสี่คือกำลังที่ทำให้แผนการเคลื่อนออกจากกระดาษ ออกจากห้องประชุม และออกสู่ท้องถนน
จากความคิดสู่การลงมือ จากแผนการสู่ความเป็นจริง ตรงรอยต่อนั้นเองที่ “สี่อัศวิน” ฝากชื่อของพวกเขาไว้ในประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์สยาม
บรรณานุกรม
หนังสือและหนังสืออนุสรณ์
- ประวัติ นายพันตรี หลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี). นายวรกิจบรรหาร พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงทัศไนยนิยมศึก ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2476. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรนิติ, 2476.
- ป. แก้วมาตย์. บันทึกพระยาทรงสุรเดช. กรุงเทพฯ: การพิมพ์กรุงเทพ, 2490.
- นิร นิรันดร (วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร). ประชาธิปไตยเสทือน. กรุงเทพฯ: จำลองศิลป, 2492.
- อนุสรณ์ พลตรีไชย ประทีปะเสน เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีไชย ประทีปะเสน ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 8 มกราคม 2505. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505.
- เพื่อนร่วมตาย เพื่อนร่วมเหลา เพื่อนร่วมรุ่น: ธรรมบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีน้อม เกตุนุติ ณ ฌาปนกิจสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน วันที่ 7 กรกฎาคม 2513. กรุงเทพฯ: ศูนย์การพิมพ์, 2513.
- อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก ทวน วิชัยลักขณา (วิชัยขัทคะ) ณ เมรุสุสานช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2520. กรุงเทพฯ: ศูนย์การพิมพ์, 2520.
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2564.
งานที่เกี่ยวข้องของผู้เขียนสำหรับศึกษาเพิ่มเติม
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “4 ทหารม้าคณะราษฎร.”The 101 World.
https://www.the101.world/2475-four-horseman/ - นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “มิตรภักดี ของปรีดี ‘หลวงทัศไนยนิยมศึก’ ทหารม้าหัวหอกอภิวัฒน์ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 10 พฤษภาคม 2568.
https://pridi.or.th/th/content/2025/05/2450 - นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “ปรีดีนิราศ ปรีดีนิวัติ พ.ศ. 2476.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 12 เมษายน 2564.
https://pridi.or.th/th/content/2021/04/666