ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เมื่อคน 6 ตุลาฯ สัมภาษณ์ผู้ก่อการ 2475 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กับคำบอกเล่าของ พลเรือโท ศรี ดาวราย

20
กันยายน
2569

ในวาระครบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ยังเป็นห้วงเวลาที่ชวนให้รำลึกถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยสองคนจากคนละรุ่น คนแรกคือ พลเรือโท ศรี ดาวราย ผู้เข้าร่วมการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งถือกำเนิดในเดือนกันยายน ส่วนอีกคนคือ รองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “อาจารย์ยิ้ม” นักวิชาการผู้มีบทบาทสำคัญในการรื้อฟื้นเรื่องราวของการอภิวัฒน์ 2475 ผ่านผลงานทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก และจากโลกนี้ไปครบ 9 ปี บทความนี้จึงนำเหตุการณ์หนึ่งและบุคคลสองรุ่นมาพบกันอีกครั้ง ผ่านบทบันทึกคำสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน

 

คนสองรุ่นบนสายธารประชาธิปไตย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักประวัติศาสตร์วัย 35 ปี เดินทางไปสนทนากับพลเรือโท ศรี ดาวราย นายทหารเรือวัย 88 ปี ผู้ร่วมขบวนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การพบกันครั้งนั้นเกิดขึ้นในห้วงเตรียมงานครบรอบ 60 ปีประชาธิปไตย พ.ศ. 2535 เมื่อผู้ก่อการคณะราษฎรเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ขณะที่สังคมไทยเพิ่งผ่านรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 มาไม่นาน เอกสารชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นตรงรอยต่อของความทรงจำสองยุค คนหนึ่งผ่านการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อีกคนผ่านการล้อมปราบ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทนักประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ความสำคัญของคำบอกเล่านี้อยู่ที่สถานะเฉพาะของศรี ดาวราย เขาเป็นหนึ่งในนายทหารเรือที่รับรู้แผนและเตรียมกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทว่าชื่อไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีผู้ก่อการซึ่งใช้กันเป็นทางการ เหตุที่กลุ่มนายทหารโรงเรียนชุมพลทหารเรือมิได้เข้าปฏิบัติการในพระนครเช้าวันที่ 24 มิถุนายน

 

ภาพถ่ายพลเรือโท ศรี ดาวราย และภริยา

 

เกิดจากการเลื่อนวันลงมือและข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสาร มิได้เกิดจากการถอนตัว ดังคำยืนยันของเขาว่า เมื่อทราบข่าวแล้วก็เตรียมนักเรียนจ่าให้อยู่ใกล้อาวุธ

พร้อมควบคุมผู้บังคับบัญชาหากสถานการณ์บังคับ และเดินทางเข้าร่วมในพระนครทันทีเมื่อการยึดอำนาจสำเร็จ

คำให้การของศรี ดาวราย จึงช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจต่อคำว่า “ผู้ก่อการ” จากบัญชีรายนามไปสู่เครือข่ายของการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะสายทหารเรือซึ่งประกอบด้วยนายทหารจากหลายกรมกอง มีทั้งผู้เข้าประชุม ผู้เตรียมเรือ ผู้ควบคุมกำลัง และผู้พร้อมสนับสนุนเมื่อได้รับสัญญาณ ประวัติศาสตร์การเมืองในความหมายนี้จึงกว้างกว่ารายชื่อในประกาศหรือบุคคลที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย เพราะยังมีผู้คนตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งเตรียมพร้อมรับภารกิจในห้วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดมีหลักประกันว่าผลของการลงมือจะลงเอยเช่นใด

คำบอกเล่ายังพาผู้อ่านย้อนกลับไปสู่โลกของนายทหารสามัญชนก่อน พ.ศ. 2475 ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำในการได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ ระบบอุปถัมภ์ในราชการ ผลจากการดุลข้าราชการในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ไปจนถึงความรู้สึกของนายทหารหนุ่มที่เห็นบุตรเจ้านายและนายพลได้รับโอกาสเหนือผู้สอบได้ลำดับต้น ประสบการณ์เหล่านี้เป็นภูมิหลังทางสังคมสำคัญ ซึ่งช่วยอธิบายว่าเหตุใดข้อเสนอเรื่องความเสมอภาคและหลัก 6 ประการจึงมีพลังต่อคนบางส่วนในกองทัพ

เอกสารยังครอบคลุมชีวิตของศรี ดาวราย ภายหลัง พ.ศ. 2475 ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อครั้งเกิดกบฏบวรเดช การศึกษาวิชาต่อเรือในอังกฤษ การทำงานในกรมอู่ทหารเรือ การสร้างเรือหลวงสัตหีบ ไปจนถึงการดำรงตำแหน่งในสภาที่มาจากการแต่งตั้ง เนื้อหาในช่วงนี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตย ชีวิตราชการ และโครงสร้างอำนาจที่ผันแปรตลอดหลายทศวรรษ ศรี ดาวรายเล่าชีวิตของตนด้วยทั้งความภูมิใจ ความผิดหวัง การประนีประนอม และการคัดค้านจากตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่ โดยมิได้จัดวางตนเองเป็นวีรบุรุษที่ไร้ความลังเลหรือความขัดแย้ง

ผู้บันทึกคำสนทนาครั้งนี้ก็มีความสำคัญต่อความหมายของเอกสารเช่นเดียวกัน สุธาชัยมิได้ยืนอยู่นอกประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ผ่านชีวิตในเขตป่า ก่อนกลับมาศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ การสัมภาษณ์ศรี ดาวราย จึงมีความหมายในฐานะการส่งผ่านประสบการณ์ระหว่างผู้กระทำการทางการเมืองสองรุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างคลังความทรงจำที่อยู่นอกกรอบประวัติศาสตร์ราชการ

ในทางวิธีวิทยา คำบอกเล่าของบุคคลย่อมมีทั้งคุณค่าและข้อจำกัด เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำอาจคลาดเคลื่อนในรายละเอียด ลำดับเหตุการณ์ หรือการเขียนชื่อบุคคล นักประวัติศาสตร์จึงต้องอ่านหลักฐานประเภทนี้ควบคู่กับเอกสารร่วมสมัย บันทึกของผู้เกี่ยวข้อง และหลักฐานราชการ ถึงกระนั้น หลักฐานประเภทอื่นก็ไม่อาจทดแทนถ้อยคำที่บอกถึงแรงจูงใจ ความรู้สึก และโลกทัศน์ของผู้ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ เอกสารชิ้นนี้จึงมีคุณค่าทั้งในฐานะข้อมูลเกี่ยวกับคณะราษฎรสายทหารเรือ และในฐานะตัวอย่างการทำงานทางประวัติศาสตร์ของคนเดือนตุลาฯ ผู้หันกลับไปสนทนากับคนรุ่น 2475

บทความนี้จึงจัดวางชีวประวัติโดยสังเขปของบุคคลทั้งสองไว้เบื้องหน้า เพื่อให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของผู้เล่าและผู้บันทึก ก่อนนำเสนอต้นฉบับที่สุธาชัยเรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ไว้ทั้งหมด การคงเนื้อหาเดิมไว้ช่วยรักษาทั้งรายละเอียด น้ำเสียง และข้อวินิจฉัยของผู้บันทึก อันเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งว่า ความทรงจำเรื่อง 2475 ได้รับการสืบทอด ตีความ และนำกลับเข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างไรในกลางทศวรรษ 2530

 

ศรี ดาวราย: นายทหารเรือสามัญชนและผู้ก่อการนอกรายชื่อ

 

พลเรือโท ศรี ดาวราย จากหนังสือนุสรณ์งานศพพลเรือโท ศรี ดาวราย

 

พลเรือโท ศรี ดาวราย เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2446 ที่คลองบางหลวงไหว้พระ จังหวัดปทุมธานี มารดาถึงแก่กรรมเมื่อเขามีอายุเพียงหนึ่งขวบ บิดาจึงส่งเข้ามาอยู่ในความดูแลของพระยาวรวาทฯ บริเวณปากคลองตลาด เขาเริ่มต้นการศึกษากับครูในละแวกบ้าน ก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิธและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ด้วยผลการเรียนและความสามารถด้านฟุตบอล ครั้งหนึ่งเขาเคยคาดหวังว่าจะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่เมื่อพระยาวรวาทฯ ถึงแก่อนิจกรรม เส้นทางชีวิตจึงเปลี่ยนไป และนำเขาเข้าสู่โรงเรียนนายเรือเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2462

ศรี ดาวรายสำเร็จการศึกษาด้านช่างกลใน พ.ศ. 2468 เป็นหนึ่งในผู้สำเร็จการศึกษาเพียง 11 คน จากนักเรียนรุ่นเดียวกันที่รับเข้ามา 40 คน จากนั้นรับราชการประจำเรือหลวงหลายลำ รวมถึงเรือพระที่นั่งมหาจักรี ก่อนย้ายไปเป็นนายช่างกลประจำกองโรงเรียนชุมพลทหารเรือที่สมุทรปราการใน พ.ศ. 2475 ชีวิตในโรงเรียนนายเรือและราชการทหารเปิดโอกาสให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างสามัญชนกับบุตรของชนชั้นนำ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรทุนศึกษาต่อต่างประเทศและโอกาสก้าวหน้าในราชการ ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นภูมิหลังสำคัญของนายทหารหนุ่มในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ศรี ดาวรายเข้าสู่เครือข่ายคณะราษฎรผ่านหลวงสินธุสงครามชัย หรือ สินธุ์ กมลนาวิน และเป็นผู้ชักชวนสวัสดิ์ จันทนี เข้าร่วมอีกทอดหนึ่ง ที่กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือยังมีหลวงเจียรกลการเป็นสมาชิกอยู่ด้วย เมื่อแผนปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเป็นวันที่ 24 มิถุนายน กลุ่มที่สมุทรปราการไม่ได้รับข่าวทันเวลา ศรี ดาวรายและสหายบางคนจึงมิได้เข้าร่วมปฏิบัติการในพระนคร และชื่อไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีผู้ก่อการที่ร่วมลงมือในเช้าวันนั้น อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงเตรียมพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมในภายหลัง โดยศรี ดาวรายเองมิได้ถือว่าการไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวเป็นความอยุติธรรมต่อตน

 

คำบอกเล่าของพลเรือโท ศรี ดาวราย ในคอลัมน์จากวันนั้นถึงวันนี้

 

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ศรี ดาวรายมีบทบาทอยู่ฝ่ายรัฐบาลในคราวกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาวิชาต่อเรือที่อังกฤษ และนำความรู้กลับมาพัฒนางานของกรมอู่ทหารเรือ เส้นทางราชการของเขาผ่านความผันผวนทางการเมืองภายในกองทัพเรือหลายระลอก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมอู่ทหารเรือใน พ.ศ. 2501 และเลื่อนยศเป็นพลเรือโทใน พ.ศ. 2502 ผลงานสำคัญในช่วงชีวิตราชการคือการวางรากฐานงานต่อเรือของกองทัพเรือและการสร้างเรือหลวงสัตหีบ

 

รูปถ่ายพลเรือโท ศรี ดาวราย สมัยเป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ

 

ศรี ดาวรายยังคงมีบทบาททางการเมือง โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2500 และตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ.2502 หลังพ้นจากราชการทหารเมื่อปี พ.ศ.2506 ต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี พ.ศ.2511 และ 2514 รวมเวลาราว 14 ปี แม้เข้าสู่สภาด้วยระบบแต่งตั้ง เขายังคงยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับระบบดังกล่าว และเคยลงมติคัดค้านในสภา

พลเรือโท ศรี ดาวรายถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 อายุ 89 ปี ราวหนึ่งปีหลังให้สัมภาษณ์แก่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คำบอกเล่าครั้งนั้นจึงกลายเป็นหลักฐานจากช่วงปลายชีวิตของผู้ร่วมการอภิวัฒน์คนหนึ่ง ผู้ซึ่งชื่อหลุดไปจากบัญชีผู้ก่อการอย่างเป็นทางการ หากประสบการณ์และความทรงจำของเขายังคงช่วยเติมภาพเครือข่ายคณะราษฎรสายทหารเรือให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: คน 6 ตุลาฯ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2499 เติบโตที่ตลาดบางเลน จังหวัดนครปฐม ในครอบครัวเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน เขาเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในห้วงเวลาที่ขบวนการนักศึกษามีบทบาทสูงในสังคมไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 สุธาชัยเดินทางเข้าสู่เขตป่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมพร” ประสบการณ์ในช่วงชีวิตดังกล่าวกลายเป็นรากสำคัญของทั้งจุดยืนทางการเมืองและความสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของเขาในเวลาต่อมา

 

ภาพรองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 

 

เมื่อออกจากป่า สุธาชัยเข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมใน พ.ศ. 2524 จากนั้นเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์ ทำงานกับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งเป็นกองบรรณาธิการรุ่นบุกเบิกของ กรุงเทพธุรกิจ ประสบการณ์ในวิชาชีพสื่อมวลชนฝึกให้เขาติดตามเหตุการณ์ร่วมสมัยและอ่านหลักฐานจากหลายด้าน ควบคู่ไปกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา กระทั่งสำเร็จอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2532 ด้วยวิทยานิพนธ์ว่าด้วยกระบวนการทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่สอง

เมื่อสุธาชัยไปสัมภาษณ์ พลเรือโท ศรี ดาวราย ใน พ.ศ. 2534 เขากำลังอยู่ระหว่างรวบรวมเรื่องราวของคณะราษฎรและการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 เพื่อเตรียมงานรำลึกครบรอบ 60 ปี ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2535 งานส่วนหนึ่งในช่วงนั้นคือการจัดพิมพ์ ชีวิตและการต่อสู้ของพระยาทรงสุรเดช ของ เสทื้อน ศุภโสภณ โดยสุธาชัยรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ การสนทนากับศรี ดาวรายจึงเกิดขึ้นในห้วงที่เขากำลังติดตามบุคคลและเอกสารเกี่ยวกับคณะราษฎรอย่างจริงจัง

ถึงเวลานั้น สุธาชัยมีประสบการณ์จากขบวนการประชาธิปไตย ผ่านงานหนังสือพิมพ์ และมีพื้นฐานการวิจัยประวัติศาสตร์การเมืองไทยอยู่แล้ว หลังจากนั้นเขาจึงเดินทางไปศึกษาต่อด้วยทุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบริสตอลใน พ.ศ. 2541 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง The Portuguese Lançados in Asia เมื่อกลับประเทศไทย เขาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสร้างผลงานครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประวัติศาสตร์ยุโรป และประวัติศาสตร์โปรตุเกส

ผลงานทางวิชาการของสุธาชัยส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนอกระบบ อำนาจรัฐ ความรุนแรงทางการเมือง และความทรงจำของผู้พ่ายแพ้ ตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ. 2490 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาจนถึงความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัย ผลงานที่รู้จักกันดี ได้แก่ แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ซึ่งรวบรวมงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และข้อเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ตีพิมพ์ใน อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีใจ อึ๊งภากรณ์ เป็นบรรณาธิการ ขอบเขตความสนใจของเขายังขยายไปสู่ประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ดังปรากฏใน อีกฟากหนึ่งของยุโรป ว่าด้วยประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของยุโรปตะวันออก และ ประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาจารย์สุธาชัยยังเขียนบทนำให้แก่หนังสือหลายเล่ม อาทิ หลังไมค์ดาวแดง และ สู่สมรภูมิแนวหน้า ของเหมือนฝัน, หลัง 6 ตุลาฯ ของธิกานต์ ศรีนารา, เบนาซีร์ บุตโต หญิงแกร่งแห่งตะวันออก แปลโดยอรวรรณ นารากุล และ จีนเป็ง ประวัติศาสตร์คู่ขนาน เรื่องเล่าเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา แปลโดยธันว์รวี ส่วนผลงานช่วงปลายชีวิตใน พ.ศ. 2558 คือบันทึกเชิงนวนิยายเรื่อง น้ำป่า ซึ่งนำประสบการณ์การต่อสู้ของนักศึกษาในเขตงานสุราษฎร์ธานีเมื่อ พ.ศ. 2520 กลับมาถ่ายทอดผ่านงานเขียน

ในช่วงปลายชีวิต อาจารย์สุธาชัยยังคงเขียนถึงคณะราษฎรและความทรงจำทางการเมือง ทั้งใน โลกวันนี้วันสุข และ Bangkok Post โดยเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 เพียงสามเดือนก่อนถึงแก่กรรม อาจารย์ยิ้มได้กรุณากล่าวถึงและแนะนำให้ผู้อ่านติดตามบทความของนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ผู้เขียนบทความนี้ ว่าด้วยหนังสืออนุสรณ์งานศพกับการศึกษาประวัติศาสตร์คณะราษฎร นับเป็นเกียรติแก่ผู้เขียนอย่างยิ่ง จึงขอบันทึกคำขอบคุณต่ออาจารย์สุธาชัยไว้ ณ ที่นี้

รองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันสั้น ๆ ว่า “อาจารย์ยิ้ม” ยังวางตนอยู่ในฐานะปัญญาชนสาธารณะ และขนานชื่อตนเองว่า “ราษฎรบัณฑิต” เขาคัดค้านการรัฐประหาร รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ต้องหาทางการเมือง เขียนบทความ และจัดรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” บทบาทเหล่านี้มีรากทอดยาวกลับไปถึงประสบการณ์ของเขาในฐานะคนเดือนตุลาฯ และดำเนินควบคู่กับชีวิตของนักประวัติศาสตร์มาตลอด

เมื่อป่วยด้วยโรคร้ายในบั้นปลายชีวิต อาจารย์สุธาชัยเริ่มเขียนอัตชีวประวัติ เพื่อฝากเรื่องราวของตนไว้ พร้อมกับบันทึกความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เขาได้ผ่านพบ “อาจารย์ยิ้ม” ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560 สิริอายุ 61 ปี อัตชีวประวัติขนาดสั้นซึ่งเขาตั้งชื่อว่า “นาฬิกาชีวิต” ได้รับการจัดพิมพ์ไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ เดินฝ่าความมืด ร่วมกับคำไว้อาลัยและข้อเขียนจากผู้รู้จักเขาในหลายวงการ อาทิ เกษียร เตชะพีระ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ธเนศวร์ เจริญเมือง สุรชาติ บำรุงสุข ธงชัย วินิจจะกูล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ตลอดจนศิษย์และมิตรสหายรุ่นหลัง

 

อัตชีวประวัติขนาดสั้น “นาฬิกาชีวิต” ของรองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

 

หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพรองศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ในชื่อ “เดินฝ่าความมืด”

 

ชื่อ เดินฝ่าความมืด มาจากบทความของสุธาชัยซึ่งพิมพ์ไว้ท้ายเล่ม หนังสือดังกล่าวแจกเป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ ณ วัดหัวลำโพง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และในวันเดียวกันนั้น อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้กล่าวไว้อาลัยสุธาชัยต่อผู้มาร่วมงานจำนวนมาก

 

เอกสารคำบอกเล่าของ พลเรือโท ศรี ดาวราย โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

เมื่อย้อนกลับมาอ่านเอกสารสัมภาษณ์ศรี ดาวรายในวันนี้ เราอาจมองเห็นวิธีทำงานทางประวัติศาสตร์ของสุธาชัยอยู่ในโครงสร้างของเรื่อง เขาให้พื้นที่แก่รายละเอียดของชีวิตสามัญ ตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ฟุตบอล งานช่างกล ไปจนถึงความสัมพันธ์ในหมู่นายทหาร แล้วจึงเชื่อมประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ โครงสร้างราชการ และการอภิวัฒน์ 2475 วิธีเล่าเช่นนี้ทำให้ผู้ก่อการกลับมาเป็นมนุษย์ในบริบทแห่งยุคสมัย และช่วยให้เราเข้าใจการตัดสินใจทางการเมืองผ่านประสบการณ์ชีวิตของคนผู้หนึ่ง

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นต้นฉบับที่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของพลเรือโท ศรี ดาวราย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534 โดยคงข้อความไว้ครบถ้วนตามที่ตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือโท ศรี ดาวราย ม.ว.ม., ป.ช. ณ ฌาปนสถานกองทัพเรือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2536 หน้า 151–157 เพื่อรักษาสถานะของเอกสารในฐานะหลักฐาน รวมถึงสำนวนและน้ำเสียงของผู้บันทึก

 

ต้นฉบับที่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของพลเรือโท ศรี ดาวราย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534

 

ประวัติ พล.ร.ท.ศรี ดาวราย
หนึ่งในผู้ก่อการคณะราษฎร

บทความนี้รวบรวมจากการบอกเล่าของ พล.ร.ท.ศรี ดาวราย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534 โดยอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นการเก็บข้อมูลประวัติของ 1 ใน 3 ของผู้ก่อการ คณะราษฎรที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อรวบรวมไว้ใช้งานเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ประชาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2535 ข้อความบางตอนอาจจะซ้ำกับข้อเขียนในเรื่อง “เกล็ดย่อยประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองและการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยในทัศนะของพล.ร.ท. ศรี ดาวราย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ของคณะทำงานผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กนกจง ตระหง่าน (ตำแหน่งในปี 2526) ซึ่งได้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่กันยายน 2526

ช่วงแรกของชีวิต

พล.ร.ท.ศรี ดาวราย 20 กันยายน พ.ศ. 2446 ที่คลองบางหลวงไหว้พระ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี บิดาเป็นสามัญชน ในระยะแรกมีอาชีพเป็นช่าง ต่อมา หันมาประกอบอาชีพทำนาและค้าขาย มารดาถึงแก่กรรมตั้งแต่ ด.ช.ศรี อายุได้เพียงขวบเดียว ต่อมาบิดาจึงได้ส่งเข้ามาอยู่ในพระนคร ที่บ้านพระยาวรวาทฯ ที่ท่าลงยาเก่า ปากคลองตลาด เนื่องจากพระยาวรวาทฯ นั้น ไม่มีบุตร จึงได้รับเลี้ยง ด.ช.ศรี เหมือนบุตร พล.ร.ท.ศรี ได้เล่าถึงบ้านของพระยาวรวาทฯ ไว้ว่า “บ้านพระยาวรวาท เป็นตึก 3 ชั้น ที่ท่าลงยาเก่า เป็นตึกของ ม.ล. เพ่ ที่ปากคลองตลาดสมัยนั้น มีท่าเรือ 3 ท่า ท่าวัดเลียบ ท่ากลาง และท่าลงยาเก่า ที่เคยเป็นที่ตั้งของกรมชลประทานเก่า” และได้เล่าถึงบิดาไว้ว่า บิดาค้าขายได้กำไรมีเรือน 5 หลัง แต่ต่อมารื้อถวายวัดหมด แล้วไปปลูกเรือนใหม่ ตอนหลังบิดาป่วย ก็ไม่ได้ค้าขาย

การศึกษาในวัยเด็ก ของ ด.ช.ศรี ในระยะแรกเรียน ก.ไก่ ที่โรงเรียนครูง่อย อยู่บ้านเยื้องโรงเรียนเสาวภา ที่ปากคลองตลาด ต่อมาก็ย้ายมาเรียนกับครูกุหลาบที่ท่ากลางปากคลองตลาด จากนั้นเมื่ออ่านออกเขียนได้ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิธ ความจริงอยากจะเข้าสวนกุหลาบ เพราะอยู่ใกล้บ้าน แต่ขณะนั้น สวนกุหลาบเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละ 2 บาท ซึ่งแพงมาก จึงยอมเดินไปเรียนที่วัดราชบพิธ เพราะค่าเล่าเรียนบาทเดียว ในขณะที่เรียนอยู่วัดราชบพิธ ด.ช.ศรี สอบได้ที่หนึ่งเสมอ และได้นั่งโต๊ะไม้โอ๊คพระราชทานของรัชกาลที่ 5 เป็นรางวัล แต่โรงเรียนวัดราชบพิธ มีตั้งแต่ประถม 1 จนถึงมัธยม 3 เมื่อจบแล้ว จึงได้มาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบชั้นมัธยม 4 ในขณะนั้นค่าเล่าเรียน เดือนละ 4 บาท พล.ร.ท.ศรี ได้เล่าชีวิตในขณะนั้นว่า

“เมื่อมาเรียนสวนกุหลาบ เกิดเล่นฟุตบอลได้ดี นอร์แมน ชัตตัน ให้ผมเป็นหัวหน้าทีม ผมก็มาคิดว่า เราก็เล่นฟุตบอลดี เรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี ท่านเจ้าคุณวรวาทฯ ก็เป็นเลขานุการในกระทรวงธรรมการ ท่านไม่มีบุตรท่านก็รักผม ผมน่ะมีหวังจะได้ไปเรียนนอก จะไปเรียนครู ทางกีฬาชัตตันเขาสนับสนุนผมอยู่แล้ว ตอนที่ขึ้นมัธยม 5 ไปมัธยม 6 ผมก็สอบได้ที่หนึ่ง ในขณะนั้น ผมอายุ 18 ปี พอดีท่านเจ้าคุณวรวาทฯ ถึงแก่กรรม ผมจึงคิดว่าเมื่ออายุ 18 แล้ว โบราณเขาก็เป็นทหาร คิดว่าเข้าโรงเรียนนายเรือดีกว่า จึงได้ชวนเพื่อน ๆ ไปเข้าเป็นนักเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2462”

โรงเรียนนายทหารเรือขณะนั้น ได้ชื่อว่าสอบยาก มีการสอบปีละ 2 ครั้งในรุ่นที่ ศรี ดาวราย ไปสอบ มีคนเข้าสอบราว 160 คนรับเพียง 40 คน สำหรับเพื่อนจากสวนกุหลาบที่ไปสอบ 6 คน สอบได้ 4 คนคือ วิเชียร อัตนโถ แชน ปัจจุสานนท์ สนิท มหาคีตะ และ ศรี ดาวราย รุ่นที่สอบได้พร้อมกันเข้าเป็นนักเรียนนายเรือ ก็เช่น ทัศน์ กรานเลิศ สวัสดิ์ จันทนี กุหลาบ กาญจนสกุล ผัน เปรมมณี ซุ้ย นพคุณ สงบ จรูญพร โสภณ ทิมกระจ่าง ทิพย์ ประสานสุข กวี ห้าวเจริญ ดาวเรือง เพชรชาติ พยูน จีนาคม ทองอยู่ สว่างเนตร ผวน ศรีเพ็ชร์ สงวน บาลบุตร ขาว ไชยพันธุ์ แนบ รื่นใจชน ทองหล่อ บูรณสิงห์ สงวน อิศรางกูรฯ สุนทร ช่วยวงศ์ วาน นอม สุภัทรพันธ์ ยงยุทธ อาชาวคม เป็นต้น 40 คนที่เข้าศึกษานี้จะแบ่งเป็นพวกปากเรือ หรือพรรคนาวิน คือพวกที่เรียนด้านการเดินเรือ มี 23 คนอีก 17 คนเรียนช่างกล หรือเรียกว่าพรรคกลิน แต่จบไม่หมด เพราะถ้าสอบได้ต่ำกว่า 30% วิชาใดจะต้องถูกออก ต่อมาถ้าสอบภาษาอังกฤษตก ก็ถูกไล่ออกอีก บางคนสอบได้ที่สองตอนอยู่ชั้น 5 ก็ถูกไล่ออก นอกจากนี้ถ้าสอบได้ไม่ถึงครึ่ง ก็ต้องตกซ้ำชั้น แต่ต่อมารุ่นที่เข้าไปพร้อมกัน จบมาเป็นนักเรียนนายเรือพร้อมกันเมื่อต้น พ.ศ. 2468 เพียง 11 คน เป็น ชุดปากเรือ 8 คน ช่างกล 3 คน สำหรับนักเรียนนายเรือศรี นั้นจบในด้านช่างกล

เมื่อเข้านักเรียนนายเรือใหม่จะได้ชุดกลาสีเรือ จากนั้น ก็จะต้องฝึกพื้นท่าทางการทหาร และจะถูกส่งออกฝึกภาคสนามทางทะเลทันที เพื่อทำการสอนเกี่ยวกับการเดินเรือ และปฏิบัติการเมื่ออยู่ในเรือ สำหรับการสอนการเดินเรือครั้งแรกนั้น พล.ร.ท.ศรีเล่าว่า

“พอเข้าแล้วเขาก็ให้แต่งพลทหาร ไปอยู่ในเรือพาลีรั้งทวีป ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เขาก็ไปสอนการเรือ บางทีเช้าขึ้นมาก็ให้กวาดเรือ ล้างเรือ ถูพื้นทราย ล้างส้วมเรือ และงานกุลีอื่น ๆ นอกจากนี้รุ่นพี่ก็จะสอนกรรเชียงเรือ ชักเรือบด ในระหว่างนี้ กรมหลวงชุมพรฯ ท่านเห็นเข้าท่านก็เรียก มานี่ไอ้ลูกชาย เตี่ยจะสอนให้ เราก็เลยเรียกท่านว่าเสด็จเตี่ย”

ในระยะนั้น ช่องว่างทางสังคม ระหว่างเจ้านายและสามัญชนยังเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นมูลเหตุสั่งสมอันหนึ่งที่จะนำไปสู่การปฏิวัติ เมื่อ พ.ศ. 2475 สำหรับโดยส่วนตัวของนักเรียนนายเรือศรี ดาวราย เพราะระหว่างที่เป็นนักเรียนนายเรือศรี ดาวราย สอบได้ที่สาม 2 ครั้ง ได้ที่สอง 2 ครั้ง และได้ที่หนึ่ง 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อจบโรงเรียนนายเรือ ก็สอบได้ลำดับที่ 1 ชั้นโท คือได้คะแนน ระหว่าง 75-90% ซึ่งควรจะได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ปรากฏว่า ทางเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งก็คือ พล.ร.อ.กรมขุนสิงหวิกรมเกรียงไกร และคณะนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ในขณะนั้น ได้ตกลงใจที่จะให้ทุนการศึกษาต่างประเทศแก่ลูกเจ้านายและลูกนายพล ซึ่งพล.ร.ท.ศรี เล่าว่า

“พวกผมเป็นลูกชาวนาพ่อค้าเขาไม่ให้ไป แต่ลูกนายพลและลูกเจ้านาย ไม่เคยเรียนที่โรงเรียนนายเรือ แต่ก็ได้ทุนของกองทัพเรือไป แทนโควต้าของพวกผม แถมพวกผมยังต้องไปส่ง เมื่อนักเรียนทุนพวกนั้น ลงเรือไปต่างประเทศด้วย แต่ในระยะแรกก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วก็มีความพอใจที่ได้ติดกระดุมออกมาเป็นว่าที่นายเรือตรี สำหรับลูกขุนนางคนที่ได้ทุนไปเรียนที่เดนมาร์ค ปรากฏว่าต่อมาเรียนไม่สำเร็จสอบตก ต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียนนายเรือแล้วก็ยังสอบตก ไม่ได้จบเป็นนายทหารเรือ

สำหรับปัญหาความขัดแย้ง ส่วนหนึ่งเห็นชัดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพราะท่านรักข้าราชบริพาร พวกเจ้าพระยารามราฆพ ท่านก็ให้เงินให้ทอง ปลูกตึกให้อยู่ พวกเจ้านายด้วยกันก็ไม่พอใจ แต่พวกเจ้านายส่วนใหญ่ก็จะรักใคร่แต่มหาดเล็กของตัว จึงก่อให้เกิดความไม่ชอบธรรมในระบบราชการมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่จะนำมาสู่การปฏิวัติ”

 

ภาพถ่ายพลเรือโท ศรี ดาวราย และภริยา

 

พล.ร.ท.ศรี ดาวราย กับคณะราษฎร

ในระยะ พ.ศ. 2473-2474 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำ มีการ “ดุล” ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งฝ่ายทหารเรือ ก็ได้รับการกระทบกระเทือนด้วย มีการปลดทหารเรือออกจากประจำการหลายคน สำหรับคนที่เหลืออยู่ ก็ได้รับการเลื่อนยศยากขึ้น เช่น จากนายเรือตรีเป็นนายเรือโทหรือจากนายเรือโทเป็นนายเรือเอก กว่าจะได้เลื่อน ก็คัดเลือกกันแล้วคัดเลือกกันอีก แต่ปรากฏว่า พวกเจ้านายไม่ถูกปลด รวมทั้งพวกที่พากันไปเป็นมหาดเล็กของเจ้านาย ก็จะไม่ถูกปลด พล.ร.ท.ศรี ดาว รายได้เล่าว่า “สมัยนั้นเขาพากันไปสมัครเป็นมหาดเล็ก ผมไม่เอาถือว่าได้ที่หนึ่ง เขาไม่เอาออกเลยขี้เกียจ ไม่อยากเป็นขี้ข้าใคร” ในสภาพดังกล่าวนี้ ทำให้นายทหารเรือหลายคนเริ่มไม่พอใจ ต่างก็พากันแอบซุบซิบนินทาถึงความเหลวแหลกต่าง ๆ ในระบบราชการ หลังจากที่เศรษฐกิจตกต่ำมากแล้ว พวกเจ้านายก็แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่ามากขึ้น ไม่มีใครคิดแก้ไขปัญหา ประชาชนก็ยากจนลง คนว่างงานมากขึ้น

ปรากฏว่าในระยะนี้ กระแสปฏิวัติได้เริ่มก่อตัวขึ้นในกองทัพเรือ โดย ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน สมาชิกของคณะราษฎรได้เริ่มหาสมัครพรรคพวกในกองทัพเรือเพื่อร่วมก่อการปฏิวัติ ร.ท.ศรี ดาวราย ได้รู้จัก ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ด้วยการเล่นกีฬา พล.ร.ท.ศรี ดาวรายได้เล่าว่า ร.อ.สินธุ์ เป็นคนไม่ถือตัว ชอบมาเล่นฟุตบอล บิลเลียด สนุกเกอร์ และดื่มเหล้ากับทหารชั้นผู้น้อย ขณะเล่นก็ได้เล่าเรื่องการเมืองต่างประเทศให้ฟัง จึงก่อให้เกิดความสนิทสนมกันมากขึ้น สำหรับเหตุการณ์ต่อมา ก็คือ

“หลวงสินธุ์ฯ แกกลับมาจากเมืองนอก แกกลับมาเป็นนายทหารคนสนิท คือนายธงของพี่ชายแก คือพระยาราชวังสัน ตอนที่รัชกาลที่ 7 เสด็จไปอินโดจีน เวลานั้นผมเป็นนายช่างกลอยู่บนเรือพระที่นั่งมหาจักรี...หลวงสินธุ์ฯ ได้มาคุยว่า บ้านเมืองท่าจะไม่ไหว แกไม่ได้ชวนกบฏ แต่พูดเป็นเชิงว่า ไอ้เศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ แล้วรัฐบาลแก้ไม่ได้ ต่างประเทศเขาเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว แต่นี่รัฐบาลไม่แก้อะไร ดีแต่ไล่คนออก เวลาพูดกันนั้นเป็นเวลากินข้าวกัน ก็เป็นที่รู้จักกันว่า แกมาชวนให้ไม่พอใจรัฐบาล... วันหนึ่งกลางปี พ.ศ. 2474 หลวงสินธุฯ กับหมอสงวน รุจิราภา ก็เรียกผมไปพบ กินข้าวเย็นด้วยกันที่ร้านกี่จันเหลา ราชวงศ์ ท่านเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ท่านคิดจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และชวนผมเข้าร่วมด้วย ผมก็ถามก่อนว่า เขาเลือกคนนี่เขาจะเอาแน่หรือไม่ อย่าให้เป็นแบบ ร.ศ. 130 เขาก็พูดเป็นเชิงอย่างนั้น ผมก็กลับมาถามภรรยาผม ผมบอกว่า เออนี่เรามีลูก 2 คน ผู้หญิงคนผู้ชายคน ถ้าเผื่อพี่ตายไป น้องจะเลี้ยงลูกได้ไหม ภรรยาก็บอกว่า ได้ซี ทางหลวงสินธุ์ฯ เขาต้องการคนที่ใจคอเด็ดขาด แล้วไม่ต้องการอะไร ไม่มีจดชื่อ ไม่มีอะไรทั้งนั้น ต่อมาหมอสงวนก็มาถามว่าตกลงใจจะร่วมด้วยไหมถ้าเอาก็เอา ถ้าไม่เอาแล้วบอกให้ใครรู้ ไม่ได้นะ หมอสงวนพูดทำนองว่า ถ้าบอกให้ใครรู้ต้องยิงทิ้ง ผมก็บอกตกลงเอาก็เอา เขาพาผมไปที่ร้านแป๊ะม้อราชวงศ์ ได้พบกับเจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ ร้านแป๊ะม้อเป็นร้านที่ พวกผมนักเล่นฟุตบอลเล่นแล้วก็ทานกันเสมอ ต่อมาผมได้ชวน ร.อ.ทิพย์ ประสานสุข มาเข้าร่วมด้วย

เมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2475 ผมถูกย้ายไปเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือสมุทรปราการ เป็นโรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือ คราวนี้ก็ชวนสวัสดิ์ จันทนี ต้นตอร์ปิโดโรงเรียนชุมพลทหารเรือ เข้าร่วม คุณสวัสดิ์ก็ตกลง พาไปหาหลวงสินธุ์ฯ หลวงพิบูลฯ กัน ตกลงว่าผมจะเป็นคนชวนเหล่าทหารช่าง คุณสวัสดิ์ จะรับชวนในด้านเหล่าปากเรือ คราวนี้เวลาสอนหนังสือนักเรียนพันจ่า ผมก็พูดใส่บ้างว่า รัฐบาลไม่เอาเรื่องเอาราว ปล่อยให้คนยากคนจนลำบากลำบนไปตาม ๆ กัน พวกนักเรียนพันจ่าชอบใจ พากันมาถามผมว่าจะให้ทำอย่างไร ผมก็บอกว่าถ้าแกคิดจะทำอะไรอย่าเพิ่งทำกันเองไม่ได้นะ ให้ฟังครูพูดก่อนนะ ผมก็มีกำลังในมือพอสมควร”

กล่าวโดยสรุปแล้ว นายเรือโท ศรี ดาวราย ก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในผู้ก่อการคณะราษฎร สายทหารเรือด้วย และที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ นอกจาก ร.ท.ศรี ดาวราย และ ร.อ.สวัสดิ์ จันทนี แล้ว ยังมี ร.อ.หลวงเจียรกลการ (เจียร เจียรกุล) เข้าร่วมด้วย แต่ พล.ร.ท.ศรี เล่าว่า “สำหรับ หลวงเจียรกลการ ต้นกลของกองชุมพล แกเอาด้วยกับหลวงสินธุ์ฯ แต่แกไม่บอกให้เราทราบ เราก็ไม่บอกให้แกทราบ ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าอยู่ด้วยกัน จนใกล้วันที่จะยึดอำนาจ หลวงสินธุ์ฯ ทำทีเป็นมาเยี่ยมเราที่โรงเรียนชุมพล นั่นแหละจึงได้รู้ว่า หลวงเจียรกลการเป็นพวกเดียวกัน”

การอธิบายถึงคณะราษฎรสายทหารเรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนั้นจำเป็นจะต้องให้ภาพกว้าง ๆ ของ กองทัพเรือในขณะนั้นดังนี้คือ ในช่วงระยะก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ พ.ศ. 2474 ได้มีการรวมกระทรวงทหารเรือเข้าอยู่ในกระทรวงกลาโหม มีกำลังรบที่สังกัดกองเรือรบ ดังนี้

 

ภาพถ่ายคณะผู้ก่อการทหารเรือและนายทหารเรือที่มาช่วยรักษาการบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม

 

1. กองเรือปืน ประกอบด้วยเรือปืน 6 ลำ คือ ร.ล.รัตนโกสินทร์ ร.ล.สุโขทัย ร.ล.พาลีรั้งทวีป ร.ล.สุครีพครองเมือง ร.ล.สุริยมณฑล และ ร.ล.เจ้าพระยา

2. กองเรือใช้ตอร์ปิโด ประกอบด้วยเรือ 7 ลำ คือ ร.ล.เสือทยานชล ร.ล.เสือคำรณสินธุ์ ร.ล.พระร่วง และ ร.ล.ตอร์ปิโด 1-4

3. กองเรือช่วยรบ ประกอบด้วยเรือ 6 ลำคือ ร.ล.วิเทศกิจการ ร.ล.เจนทะเล ร.ล.หาญทะเล ร.ล.ลิ่วทะเล ร.ล.ผีเสื้อน้ำ และ ร.ล.พระยม

นอกจากนี้ยังมีหมวดเรือยามฝั่ง 1 หมวด ประกอบด้วยเรือยามฝั่ง 4 ลำ ส่วนกำลังที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติการบนบก คือ กองพันพาหนะทหารเรือ มีอัตรา 4 กองร้อย

การก่อตัวของคณะราษฎรสายทหารเรือ เริ่มจาก น.ต.หลวงสินธุ์สงครามชัย ได้ชักชวนนายทหารเรือชั้นสัญญาบัตรที่ประจำการกรม-กองต่าง ๆ กัน มาเข้าร่วม ดังนี้

1. นายทหารกองเสนารักษ์ : ร.อ.สงวน รุจิราภา

2. กรมเสนาธิการทหารเรือ : น.ต.หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)

3. กองพันพาหนะทหารเรือ : ร.ท.ทองหล่อ ขำหิรัญ ร.ท.ประเสริฐ สุขสมัย ร.ต.กุหลาบ กาญจนสกุล และ ร.ต.ทองดี ระงับภัย

4. กรมอู่ทหารเรือ : ร.อ.หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ร.อ.ทิพย์ ประสานสุข ร.อ.สงบ จรูญพร และ ร.ท.จิบ ศิริไพบูลย์ (ต่อมาย้ายไปเป็นผู้บังคับการ ร.ล.หาญทะเล)

5. กรมสรรพาวุธทหารเรือ : ร.อ.หลวงจำรัสจักราวุธ (จำรัส เภกะนันทน์) และ ร.ท. ทัศน์ กรานเลิศ

6. กองโรงเรียนชุมพล : ร.อ.สวัสดิ์ จันทนี ร.อ.หลวงเจียรกลการ (เจียม เจียรกุล) และ ร.ท.ศรี ดาวราย

7. นายทหารประจำเรือ ได้แก่ ร.อ.หลวงนาวาวิจิตร (ผัน อำไพวัลย์) รองผู้บังคับหมวดเรือยามฝั่ง ร.อ.หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) ผู้บังคับการ ร.ล.พาลีรั้งทวีป ร.ท.วัน รุยาพร ประจำ ร.ล.พาลีรั้งทวีป ร.ท.หลี สินธุโสภณ และ ร.อ.ชลิต กุลกำม์ธร ประจำ ร.ล. สุโขทัย

8. กองเรือกล : ร.ต.ชั้น รัศมิทัต

9. สำรองราชการกองทัพเรือ : ร.อ.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์)

ก่อนวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะผู้ก่อการสายทหารเรือส่วนใหญ่ได้นัดประชุมกันที่บ้านของ น.ต.หลวงสินธุสงครามชัย ใกล้วัดพลับ ฝั่งธนบุรีมี หลวงศุภชลาศัย หลวงนาวาวิจิตร หลวงนิเทศกลกิจ หลวงสังวรยุทธกิจ หลวงจำรัสจักราวุธ ร.อ.ชลิต กุลกำธรณ์ ร.อ.สงวน รุจิราภา ร.อ.สวัสดิ์ จันทนี ร.ท.ประเสริฐ สุขสมัย ร.ท.ทองหล่อ ขำหิรัญ และ ร.ท.ศรี ดาวราย เข้าร่วมด้วย ตกลงกันว่า จะลงมือตอนตีสี่ แต่ปรากฏว่า ฝ่ายทหารบกยังไม่พร้อม ร.อ.สวัสดิ์ จันทนี และ ร.ท.ศรี ดาวราย จึงต้องกลับไปคอยที่สมุทรปราการ แต่เนื่องจากข่าวเริ่มรั่วไหลมาก ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนในพระนคร จึงตกลงที่จะลงมือก่อการในวันที่ 24 มิถุนายน ความจริงได้ตกลงไว้ว่า ถ้าจะลงมือทำการ หลวงสินธุสงครามชัย จะส่งเรือไปรับที่ปากน้ำ แต่เมื่อถึงวันที่ลงมือดำเนินการจริง หลวงสินธุสงครามชัย ส่งเรือไปแจ้งข่าวไม่ทัน กลุ่มที่อยู่ที่บางนา และสมุทรปราการคือ ที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ และ กองโรงเรียนชุมพล ไม่ได้เข้าร่วมดำเนินการด้วย

วันที่ 24 มิถุนายน นั้น ได้มีข่าวมาถึงในตอนสายว่า ได้เกิดเหตุวุ่นวายในพระนครโดย น.ต.หลวงวุฒิวารีรณ (วุฒิ สุทธิบุตร) ผู้บังคับการโรงเรียนชุมพล กลับออกมาจากในพระนครเล่าว่า มีการยึดอำนาจกันทหารเรือในพระนครก็ร่วมด้วย ดังนั้น ผู้บังคับการกองโรงเรียนชุมพลจึงสั่งให้มีการเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ ร.อ.สวัสดิ์ จันทนี และ ร.ท.ศรี ดาวราย ได้ทราบก็เข้าใจว่า กลุ่มผู้ก่อการในพระนครก็ลงมือแล้ว พล.ร.ท.ศรี ดาวราย ได้เล่าเหตุการณ์วันนั้นว่า

“เมื่อผู้บัญชาการสั่งเตรียมพร้อม ผมก็บอกนักเรียนจ่าให้เตรียมพร้อมเหมือนกัน ให้พวกเราอยู่ใกล้ปืนทั้งนั้น กะว่ายังไงก็เอาแน่ จะคุมตัวหลวงวุฒิฯ ไว้ก่อน หลวงวุฒิฯ ได้มาถามผมว่า นี่คุณศรี วันนั้นหลวงสินธุ์ฯ มาหาได้พูดอะไรกัน แล้วคาดคั้นว่า คุณต้องรู้ ผมก็ตอบว่า ไม่มีอะไรหลวงสินธุ์ฯ บอกว่า ผ่านมาก็แวะมาเยี่ยมเท่านั้น ในฐานะที่เป็นนักเรียนเก่าสวนกุหลาบและเคยชอบพอกันมา แต่ผมก็รู้ว่าถ้างานไม่สำเร็จ ผมโดนเล่นงานแน่ ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คุมเชิงหลวงวุฒิฯ ต่อไป คอยข่าวอยู่จนบ่ายก็ไม่รู้เรื่องกันเลย คุณสวัสดิ์ ก็ว่าเฮ้ยไอ้ศรี มึงเข้ากรุงเทพไปดูทีวะทางนี้กูจะรับหน้าเอง ผมก็เลยขึ้นรถไฟจากปากน้ำ ไปที่สนามเสือป่า เวลานั้นกลายเป็นที่ขายของกิน ขายกาแฟก็มี ผมดูที่พระที่นั่งอนันต์สมาคม เห็นพวกเรายึดได้หมดแล้ว มีปืนกลวางเต็มหมด เห็นทีจะชนะไม่ติดคุกแน่ ก็เลยเข้าไปช่วยเขาอยู่เวรตลอดคืน ตอนเช้ารุ่งขึ้นผมจะกลับก็ไปลา ทางหลวงสินธุ์ฯ บอกว่า การตัดสินใจเร็วมาก จนส่งเรือไปบอกไม่ทัน ผมก็กลับไปบอกหลวงเจียรฯ กับ สวัสดิ์ว่า ไม่มีอะไร พวกเราชนะแล้ว เลยโล่งใจไปตามกัน เลี้ยงเหล้าฉลองกันตามธรรมเนียม”

ในที่สุดการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ก็ผ่านไปโดยเรียบร้อย ร.ท.ศรี ดาวราย ได้ขอย้ายจากโรงเรียนชุมพลเข้ามาในพระนคร และได้เข้าประจำที่วังบางขุนพรหม ต่อมาใน พ.ศ. 2476 เมื่อได้เลื่อนเป็น นายเรือเอก ก็ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนนายทหารเรือสำหรับผู้ก่อการสายทหารเรือ หลังจากยึดอำนาจแล้ว ก็แยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตน ในระยะแรก พระยาพหลพลพยุหเสนาได้นัดเลี้ยงผู้ก่อการเดือนละครั้ง ที่วังปารุสกวัน มีอยู่ 7-8 ครั้งต่อมาก็เลิก เพราะนายทหารเมาแล้วขับรถไปชนต้นก้ามปู บาดเจ็บและตายไป 2 คน หลังจากนั้น ผู้ก่อการก็ค่อย ๆ สลายตัวไป ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นพล.ร.ท.ศรี เล่าว่า

“นายทหารเรือส่วนใหญ่ก็พอใจ คิดว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ดำเนินตามหลัก 6 ประการแล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้น รวมทั้งในด้านเศรษฐกิจ เรื่องการเล่นพวก การเข้าเจ้าขุนมูลนายจะได้หมดไปเสียที ความจริงแล้ว เท่าที่ทราบ ก็มิได้มีคณะราษฎรคณะเดียวที่คิดเปลี่ยนแปลง ฝ่ายของ พระองค์เจ้าบวรเดช ก็คิดเหมือนกัน เล่ากันว่า ฝ่ายบวรเดช จะไม่เอาพระเจ้าแผ่นดินแล้วจะตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดี แต่ก็ไม่ทราบนะไม่มีหลักฐานยืนยัน เป็นเพียงข่าวลือในขณะนั้น ที่เขาลือกัน”

ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งในหมู่คณะรัฐมนตรี เนื่องจาก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประกาศ งดให้รัฐธรรมนูญบางมาตรา และให้หลวงประดิษฐมนูธรรม ออกนอกประเทศ พระยาพหลพล พยุหเสนา และ หลวงพิบูลสงครามจึงได้ทำการยึดอำนาจในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ใน กรณีนี้ ได้นำมาซึ่งเหตุการณ์ที่เรียกว่า “กบฏบวรเดช” ในกรณีได้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่าย ทหารบกและทหารเรือ ดังที่ พล.ร.ท.ศรี ดาวราย เล่าว่า

“ตอนนั้นผมเป็นนายเรือเอกแล้ว วันที่ 16 ตุลาคม 2476 เกิดกบฏบวรเดชขึ้น ซึ่งมีพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ได้เคลื่อนกำลังจากนครราชสีมา มายึดดอนเมืองไว้เป็นกองบัญชาการ และส่งหนังสือให้รัฐบาลยอมแพ้ใน 1 ชั่วโมง แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมได้ ทำการสั่งให้กองทัพเรือใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายดอนเมือง ทางฝ่ายกองทัพเรือเห็นว่าไม่สามารถจะดำเนินการได้เพราะผิดต่อหลักมนุษยธรรม และขัดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าที่จะให้ประชาชนในบริเวณดอนเมืองและบริเวณใกล้เคียงอพยพเสียก่อน จึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง... ในระหว่างนั้นนายทหารเรือหยุดเรียนหมด หลวงสินธุฯ ได้สั่งให้ นักเรียนนายทหารลงประจำเรือต่าง ๆ และได้เคลื่อนเรือส่วนใหญ่ออกจากกรุงเทพฯ ไปประจำการที่บางนา ผมลงประจำเรือหลวงสุโขทัยออกไปด้วย ออกเรือด่วนไปยังจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยเรือหลวงเจ้าพระยาเพื่อถวายอารักขาแก่องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชินี ซึ่งแปรพระราชฐานจากพระราชวังไกลกังวลหัวหิน ไปประทับที่สงขลา น.อ. พระยาวิชิตชลธี ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เป็นผู้บัญชาการไปกับเรือด้วย เรือเฝ้าอยู่ที่สงขลาประมาณ 2 เดือน ทางรัฐบาลโทรเลขให้กลับ ถ้าไม่กลับจะถือว่ากบฏ เรือทั้งสองลำจึงได้กลับ... และพระยาวิชิตชลธีแต่ผู้เดียว ที่ได้รับเชิญให้เข้าไปอยู่ในที่คุมขังเสียหลายเดือน ศาลทหารฟ้องท่านข้อหากบฏ แต่ปรากฏว่าไม่มีความผิดจึงต้องปล่อยตัว ให้ออกจากราชการแต่ได้รับบำนาญ ส่วนนายทหารอื่นที่ไปสงขลาด้วย ไม่มีใครต้องรับกรรม ทั้งนี้จะเป็นด้วยอะไรก็ตามแต่ แต่ผมก็พูดกับพวกนั้นว่า ถ้าจะมาจับพวกผม ผมก็บอกว่าจะต้องจับหลวงสินธุฯ เหมือนกัน ก็เพราะว่าหลวงสินธุฯ เป็นคนสั่งให้ผมไปเป็นต้นกลคอยอารักขาก็จึงไม่มีการจับ หลังจากนั้น โรงเรียนนายทหารเรือได้เปิดเรียนต่อ ทางการชดเชยเวลาที่ขาดเรียนให้ เมื่อครบ 2 ปีแล้ว คนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 ได้ทุนไปเรียนต่อ”

ปรากฏว่า ร.อ.ศรี ดาวราย ได้ไปเรียนด้านการต่อเรือที่ประเทศอังกฤษ ในระยะนี้กองทัพเรือได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างมาก เมื่อกลับมาจากต่างประเทศแล้ว ก็ได้เข้ามาทำงานประจำอยู่ที่กรมอู่ทหารเรือ

ในระยะสงครามโลก ได้เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ ปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่เรื่องสงครามอินโดจีนเป็นต้นมา ซึ่ง พล.ร.ท.ศรี ดาวรายเล่าว่า

“กรณีอินโดจีน ท่านปรีดีเสนอให้ฟ้องศาลโลก แต่จอมพลแปลกต้องการให้ยึดดินแดนคืน สำหรับกลุ่มทหารเรือส่วนใหญ่ ตั้งแต่สงครามโลกเป็นต้นมา มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนฝ่ายปรีดี พนมยงค์ โดยหลวงสังวรยุทธกิจ และ ทองหล่อ ขำหิรัญ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสำคัญของเสรีไทยด้วย ต่อมาหลังสงคราม จอมพลแปลกถูกจับเข้าคุกข้อหาอาชญากรสงคราม ดังนั้นพอเกิดยึดอำนาจ เมื่อ พ.ศ. 2490 กำลังส่วนหนึ่งของฝ่ายรัฐประหาร โดย พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ ได้นำรถถังและรถบรรทุกทหารจากหน่วย ปตอ. และจาก ร.1 พัน 2 ยิงถล่มทำเนียบท่าช้างด้วยปืนกลอย่างไม่ปรานีปราศรัย ปรีดีได้หนีมาอยู่ที่กองทัพเรือ และได้ย้ายไปอยู่บางนา โดยความช่วยเหลือของหลวงสินธุฯ ทางจอมพลแปลกทำหนังสือมาขอตัวท่านปรีดีให้คณะรัฐประหาร ท่านปรีดีเห็นว่าจะก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ฝ่ายทหารเรือจึงได้ปลอมตัวออกนอกประเทศไป”

 

เมื่อ จอมพล ป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ใน พ.ศ. 2491 นั้น ก็ไม่เอาพวกกลุ่มผู้ก่อการอีก แต่สร้างกลุ่มใหม่ คือ กลุ่มของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เผ่า ศรียานนท์ และ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในระยะนี้เอง เมื่อ พ.ศ. 2492 เกิดกบฏวังหลวง โดย ปรีดี พนมยงค์ และฝ่ายเสรีไทย ซึ่งในขณะนั้น ทหารเรือก็ได้ช่วยให้ที่หลบภัยแก่ปรีดี พนมยงค์อีกเช่นกัน จนกระทั่งถึงกบฏแมนฮัตตัน ซึ่ง พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน และนายทหารเรือส่วนใหญ่จะถูกจับกุม แต่ พล.ร.ท.ศรี ดาวราย มิได้ถูกจับ และยังคงก้าวหน้าในราชการต่อมา จนในที่สุดก็ได้เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ และเป็นผู้ต่อเรือหลวงสัตหีบขึ้นเพื่อใช้ในราชการเมื่อ พ.ศ. 2500

 

รูปถ่ายพลเรือโท ศรี ดาวราย สมัยเป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ

 

ภาพถ่าย พณฯ นายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือรบหลวงสัตหีบ ณ อู่ต่อเรือบริเวณกรรมยุทธบริการทหารเรือ จังหวัดธนบุรี

 

ดังนั้น ต่อมาเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ จึงได้ตั้งให้ พล.ร.ท.ศรี ดาวราย เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ต่อมาในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกต่อมา ถึงกระนั้น พล.ร.ท. ศรี ดาวราย เล่าว่า “ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ตั้ง 14 ปี ไม่ใช่เห็นด้วยกับเขา ผมว่ามันไม่น่าจะมีแล้วสภาแต่งตั้ง เมื่อตอนลงมติผมก็ลงมติค้านเขา แต่แพ้เสียงส่วนใหญ่ ผมเลยไม่ออกความเห็นอะไรอีกในเรื่องนี้... ถ้าสภาเขามีบันทึกไว้ ก็คงจะมีเรื่องที่ผมค้าน”

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
25 ต.ค. 34

 

ต้นฉบับที่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของพลเรือโท ศรี ดาวราย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534

 

ผู้เขียนขอทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยถ้อยคำของครอบครัวรองศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ซึ่งเขียนไว้ในตอนท้ายของหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถ้อยคำสั้น ๆ นี้อาจเป็นคำสรุปถึงบุคลิกภาพของนักประชาธิปไตยผู้หนึ่งได้ดีที่สุด

“ชั่วชีวิตของรองศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่เขาประสบความสำเร็จในฐานะบุรุษผู้มากด้วยมวลมิตร เขาสามารถหลอมรวมความคิดที่แตกต่างให้ดำรงอยู่ด้วยกันได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง และเขาสามารถรักษาจุดยืนทางความคิดของตนเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่ว่ากาลเวลาหรือสังคมแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ไม่มีผู้ใดสามารถคัดง้างหรือทะลุทะลวงความมั่นคงทางจิตใจของเขาได้”

 

บรรณานุกรม

หนังสือและหนังสืออนุสรณ์

  • งานพระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว. อบลออ ดาวราย เป็นกรณีพิเศษ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2538. กรุงเทพฯ, 2538.
  • 89 ปี พล.ร.ท. ศรี ดาวราย : งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือโท ศรี ดาวราย ม.ว.ม., ป.ช. ณ ฌาปนสถานกองทัพเรือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2536. กรุงเทพฯ, 2536.
  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2564.
  • สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. เดินฝ่าความมืด. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ รองศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ณ เมรุวัดหัวลำโพง วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560. กรุงเทพฯ, 2560.

บทความและแหล่งข้อมูลออนไลน์

  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “บนรอยต่อประชาธิปไตย : ‘ศรี ดาวราย’ ผู้ก่อการ 2475 นอกรายชื่อ.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 21 กันยายน พ.ศ. 2568. https://pridi.or.th/th/content/2025/09/2635
  • สถาบันปรีดี พนมยงค์. “ลาวัณย์ อุปอินทร์ เล่าถึงคุณพ่อ พลเรือโท ศรี ดาวราย สมาชิกคณะราษฎร และชีวิตในฐานะศิลปินหญิงเพื่อสันติภาพ และความเป็นธรรม.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 21 มกราคม พ.ศ. 2568. https://pridi.or.th/th/content/2025/01/2300
  • The101.world. “รำลึก สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ.” The101.world. https://www.the101.world/remembering-suthachai-yimprasert-2/
  • สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. “หนังสืองานศพกับคณะราษฎร.” โลกวันนี้วันสุข, 17 มิถุนายน 2560. เผยแพร่ซ้ำใน ประชาไท, 20 มิถุนายน 2560. https://prachatai.com/journal/2017/06/72026
  • สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. “Funeral books shed light on People's Party.” Bangkok Post, 24 มิถุนายน ค.ศ. 2017. https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1274715/funeral-books-shed-light-on-peoples-party

 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ , ศรี ดาวราย , คณะราษฎร , การอภิวัฒน์สยาม 2475 , ผู้ก่อการนอกรายชื่อ , กองทัพเรือ , หลวงสินธุสงครามชัย , 6 ตุลาคม 2519 , ประวัติศาสตร์