คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ :
สวัสดีทุกท่านครับ เราเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่ง ผมประวิตร โรจนพฤกษ์ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอแนะนำแต่ละท่านในการขึ้นนำเปิดตัวหนังสือในครั้งนี้
ท่านแรก รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งหนังสือที่เราจะเปิดตัวในวันนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ให้เกียรติในการเขียนบทนำ ซึ่งเป็นบทนำที่ทันต่อเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ สอดคล้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาใน ณ ขณะนี้
ท่านถัดมา ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร อดีตเอกอัครราชทูต และอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจยังไม่ทราบว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ใกล้ชิดอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในช่วงบั้นปลายชีวิต
และท่านสุดท้ายเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสำคัญ คุณสันติสุข โสภณสิริ ที่ปรึกษาและบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้
อย่างที่ทุกท่านอาจทราบว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่ 2 การพิมพ์ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในฉบับปรับปรุงครั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มีความหนาอย่างมาก เต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาและข้อมูล ที่มีการปรับปรุงข้อมูล ซึ่งจะมีการพูดคุยถึงความแตกต่างระหว่างหนังสือเล่มนี้ที่มีการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วและฉบับปรับปรุงในครั้งนี้
ก่อนอื่นขอเริ่มจาก ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร กล่าวในเรื่องของความประทับใจและความสำคัญในหนังสือเล่มนี้
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร :
หากกล่าวถึงหนังสือ “โมฆสงคราม” ผมมีความประสงค์ให้ทุกท่านได้ศึกษาว่าทำไมสงครามถึงเป็น “โมฆะ” ได้ ธรรมสงคราม สงครามที่เป็นธรรมมีอยู่จริงหรือไม่ โดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ได้กล่าวในหนังสือว่ามีอยู่จริง ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ในเรื่องสงครามที่เป็นธรรม เราควรแยกประเภทสงครามอย่างไร ในการกล่าวเรื่องนี้ เราไม่สามารถที่จะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชาในช่วงเวลานี้ได้
ประการแรก เราควรแยกผู้นำ ผู้กระทำสงคราม กับประชาชนทั่วไป ถ้าหากเราแยกได้ เราจะอยู่ร่วมกันได้ กล่าวคือ ผู้นำสามารถเปลี่ยนบุคคลได้ แต่ประชาชนไม่สามารถเปลี่ยนได้ เนื่องจากทุกท่านคือประชาชน ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกในฉากหนึ่งได้มีการนำช้างมารบกัน หากแพ้ ก็ปล่อยประชาชนเป็นอิสระ นั่นคือความเชื่อใจที่จำเป็นต้องมีในประเทศเพื่อนบ้านกัน แทนที่จะขัดแย้งกัน
โมฆสงครามสะท้อนถึง “ธรรมมะ” ที่จะเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ และอะไรคือกลยุทธ์ที่สำคัญ และในเวลานี้ยิ่งมีความตึงเครียดที่มีข่าวปลอมมาด้วยในเรื่องการเริ่มสงคราม ความขัดแย้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ส่งเสริมให้เกิดสงครามมากกว่าการยุติสงคราม
รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศควรที่จะชี้แจงให้ยุติการด่าทอกันและประณามผู้ที่กระทำความผิด ถัดจากนั้นคือการชี้แจงข้อเท็จจริงในการก่อเกิดสงครามครั้งนี้ อาทิ การใช้อาวุธ การเริ่มสงคราม ฯลฯ
สิ่งนี้สะท้อนความเชื่อใจ สิ่งที่เราไม่ได้เรียนรู้จากกัมพูชา น่าสนใจหรือไม่ หากเราช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่อพยพมายังประเทศไทยอาจจะส่งผลให้เกิดความปรองดอง นำไปสู่ความปลอดภัยทางชายแดน
คุณสันติสุข โสภณสิริ :
หนังสือ “โมฆสงคราม” ผลิตขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย ซึ่งหนังสือเรื่องนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้คิดชื่อหนังสือด้วยตนเอง และมีการร่างเค้าโครงของเนื้อหาไว้โดยที่มีคุณสุดา พนมยงค์ เป็นผู้ช่วยใน ณ ขณะนั้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เนื้อหาใน พ.ศ. 2516 และได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นอกจากนี้มีบรรณาธิการกิตติมศักดิ์ ได้แก่ คุณสุดา พนมยงค์, คุณดุษฎี พนมยงค์, คุณวาณี พนมยงค์ และคุณเลิศศรี พนมยงค์
หนังสือเล่มนี้ถือเป็นต้นฉบับและเป็นหนังสือเล่มแรกที่คุณกษิดิศ อนันทนาธร ได้รวบรวมจาก ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนังสือเล่มนี้มีความสำคัญในแง่คุณค่าในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการประกาศยุติสงคราม โดยในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 3 ท่าน ได้แก่ พลเรือโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในสายตาภายนอกถือว่าการประกาศสันติภาพในครั้งนั้นสมบูรณ์ แต่ภายในการประกาศสันติภาพครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเหตุผลสำคัญคือไม่ได้ผ่านรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
ประเทศอังกฤษและเครือจักรภพประกาศสงครามตอบทันที แต่ถึงกระนั้นสหรัฐอเมริกามองว่าประเทศไทยถูกประเทศญี่ปุ่นครอบครองตั้งแต่ พ.ศ. 2484 หลังจากประกาศสงคราม สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกาศสงครามตอบโต้ ถือเป็นมหามิตรอย่างแท้จริง และเป็นคุณูปการของสหรัฐอเมริกาใน ณ ขณะนั้น ซึ่งเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาไม่ประกาศสงครามกลับนั้น เนื่องจากเอกอัครราชทูตของประเทศไทย ณ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ยื่นคำประกาศสงครามให้แก่ทางรัฐบาลของอเมริกา จึงส่งผลให้ทางอเมริกาไม่ทราบเรื่องในการประกาศสงคราม
คุณกษิดิศ อนันทนาธร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการประกาศสงครามกับทางสหรัฐอเมริกาด้วย แต่สหรัฐอเมริกาไม่ทราบเนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวไปในข้างต้น
หากกล่าวถึงหนังสือโมฆสงคราม เมื่อประเทศไทยมีการประกาศสันติภาพ ขั้นตอนถัดมาต้องมีการคืน 4 จังหวัดปักษ์ใต้ให้แก่ประเทศอังกฤษ คืนพระตะบอง เขมราฐ ศรีโสภณ จำปาสัก ล้านช้าง และเชียงตุง
หนังสือเล่มนี้มีความสวยงามอย่างมาก คุณปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ เป็นผู้จัดทำ ซึ่งภาพปกหนังสือมีส่วนประกอบไปด้วยพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นวันที่ 27 มิถุนายน และวันที่ 28 มิถุนายน มีการเปิดสภา นอกจากนี้ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมบริเวณราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภาพการเดินสวนสนาม และมีความหนาขึ้นมาจากเล่มเดิมประมาณ 300 กว่าหน้า เนื่องจากมีความสมบูรณ์มากกว่าในฉบับครั้งที่แล้วที่มีการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
ครั้นเมื่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เขียนหนังสือเล่มนี้ในฉบับแรกนั้น ท่านเขียนไม่จบ ท่านเขียนเป็นสารคดีอ้างอิง แต่เล่มฉบับปรับปรุงที่สถาบันปรีดีจัดทำขึ้น มีการเพิ่มเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อาทิ สุนทรพจน์ของ ‘รู้ธ’ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2488 คำประกาศสันติภาพ มีคำนำหนังสือพระเจ้าช้างเผือกที่อาจารย์พูนศุภ พนมยงค์เป็นผู้เขียน และหนังสือพระเจ้าช้างเผือกของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์และที่สำคัญมีทัศนะของ ศ. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อ้างอิงงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ท่านหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งพระเจ้าช้างเผือกถือเป็นการประกาศธรรมสงคราม
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ที่ถ่อมตนอย่างมาก การที่ท่านจะใช้พระปรมาภิไธย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องมีความระวังอย่างมาก เนื่องจากในช่วงที่มีการประกาศสงครามของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศฉบับนั้นในปรมาภิไธยและมีผู้แทนพระองค์ทั้ง 2 ท่าน ขาดแต่เพียงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ โดยการประกาศสันติภาพมีผู้แทนพระองค์เพียงท่านเดียว คือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เนื่องจาก พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ขอลาออกเนื่องจากห่วงเรื่องความปลอดภัยในช่วงรัฐบาลของจอพล ป. พิบูลสงคราม
เมื่อกล่าวถึงการประกาศสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงรัชกาลที่ 6 เหตุการณ์ในครั้งนั้น รัชกาลที่ 6 ให้ความสำคัญอย่างมากกับธรรมสงคราม ส่งผลให้อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เจริญรอยตาม แม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นแรก ๆ ประเทศเยอรมัน และยุโรป ในช่วงแรกมีการทำสงครามอย่างเข้มข้น มีการยึดครองประเทศฝรั่งเศส ประเทศโปแลนด์ ถล่มลอนดอน ประเทศอังกฤษ บุกประเทศรัสเซีย เหมือนสงครามฝั่งยุโรปชนะ ในขณะเดียวกัน ด้านสงครามของแปซิฟิก ประเทศญี่ปุ่นยึดคลองมลายูได้ในการถล่มเรือของประเทศอังกฤษ (HMS Repulse และ HMS King George V) ซึ่งเป็นเรือที่ไม่เคยจม เป็นเรือที่มีความสำคัญมาก
หากช่วงนั้น การประกาศสงครามต้องคิดอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั่นคือการอยู่ในฝ่ายที่ชนะ ครั้งหนึ่งมีผู้สอบถามจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั่นคือ พลเอก เนตร เขมะโยธิน สอบถามว่าทำไมท่านอยู่ฝ่ายประเทศญี่ปุ่น และท่านอยู่ฝ่ายใคร แต่จอมพล ป. พิบูลสงครามไม่ได้ให้คำตอบ ถึงกระนั้น จอมพลป. พิบูลสงครามถือเป็นนักประโยชน์นิยมตัวจริง เนื่องจากจอมพล ป. พิบูลสงครามอยู่ในฝ่ายที่ชนะเพียงเท่านั้น ช่วงปลายสงคราม เมื่อฝ่ายอักษะพ่ายแพ้สงคราม จอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามติดต่อเจียงไคเช็ก แต่นายมั่น นายคง ได้มีการด่าทอเจียงไคเช็กไว้มาก ส่งผลให้เจียงไคเชกไม่ยอม มองว่าดูหมิ่นประเทศจีน อีกทั้งก่อนหน้านี้ กองทัพไทยไปวางระเบิดที่รัฐฉาน แม้ไทยไม่ได้ประกาศสงครามกับประเทศจีน แต่ประเทศจีนถือว่าเป็นศัตรู และมีการขอเข้ามาปลดอาวุธในประเทศไทยด้วย
หากไม่ได้ปรีชาสามารถของเสรีไทย ประเทศไทยคงต้องตกเป็นอาณานิคมหรือเป็นประเทศที่แพ้สงคราม
จากที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดมาก นอกจากนี้ ผู้เขียนท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำเสรีไทย และอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นนักการทูตคนสำคัญนั่นก็คือ คุณกนต์ธีร์ ศุภมงคล อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ส่งคุณกนต์ธีร์ ศุภมงคลไปเป็นตัวแทนประสานงานกับประเทศอเมริกา คุณกนต์ธีร์ ศุภมงคล กล่าวว่า “ผู้ที่รู้เรื่องยุทธศาสตร์ การปฏิบัติการสำคัญของเสรีไทยนั่นคืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์เท่านั้น” แต่ถึงกระนั้นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ก็ถ่อมตน ท่านกล่าวว่าก็มีหลายเรื่องที่ท่านไม่ทราบ หากใครมีปฏิบัติตรงไหน สามารถเขียนเปิดเผยได้
นี่คือความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ โดยเริ่มจากที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เจริญรอยตามรัชกาลที่ 6 การจัดตั้งขบวนการเสรีไทยที่เป็นขบวนการกู้ชาติขนาดใหญ่สามารถที่จะนำเงินทุนมาจากแหล่งใดก็ได้ อเมริกาเคยยื่นข้อเสนอว่าจะสนับสนุนเงินทุนในการปฏิบัติการใต้ดินเพื่อทำการกู้ชาติ ได้แก่ ขบวนการเสรีไทย แต่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า “จะไม่ขอรับความช่วยเหลือแม้แต่น้อย เพียงแค่ขอให้ยกเลิกการอายัติเงินของประชาชนไทยที่ฝากไว้ที่ธนาคารในประเทศอเมริกา” เนื่องจากครั้งเมื่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องด้วยเหตุผลด้านเสถียรภาพทางการเงิน ประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องฝากเงินไว้ที่ธนาคารของประเทศอังกฤษ จนกระทั่งช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เนื่องด้วยท่านเห็นถึงสงครามในยุโรปที่อาจจะมีความรุนแรง และประเทศอังกฤษอาจจะถูกยึดได้ จึงย้ายเงินไปประเทศอเมริกา
ทางด้านประเทศสหรัฐอเมริกาก็ค่อนข้างอิสระ และยอมให้ถอนเงินจำนวนหนึ่งมาใช้ แม้จะเป็นปฏิบัติการลับ แต่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ก็โปร่งใส ตรวจสอบได้ในขบวนการเสรีไทย โดยรัฐสภาและมีการตั้งกรรมการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินของขบวนการเสรีไทย แต่ปรากฎว่ามีการใช้เงินของหน่วย Office of Strategic Services (OSS) หน่วยข่าวกรองของประเทศสหรัฐอเมริกา ฉะนั้น เป็นหลักฐานชัดเจนว่าเราปฏิบัติการร่วมกับประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด เรื่องด้านการเงินประเทศไทยเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อครั้งที่มีการจัดกิจกรรม “PRIDI x BMA Bicycle Tour ตามรอยเสรีไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบท่าช้าง เราจะพบอีกหนึ่งหน่วยงาน คือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ในอดีตที่แห่งนี้คือ “บ้านมะลิวัลย์” ซึ่งเป็นที่อยู่ของ OSS ผู้ที่เคยอยู่อาศัยในสถานที่แห่งนี้ อาทิ คุณจิม ทอมป์สัน ที่ได้ผันตัวเองไปเกี่ยวข้องในเรื่องผ้าไหม คุณอเล็กซานเดอร์ แม็คโดนัลด์ (Alexander MacDonald) ผู้ก่อตั้ง “Bangkok Post” ภายหลังเมื่อหน่วยงานนี้ยุบลง เขาก็ผันตัวไปเป็น CIA ซึ่งก็ยังทำงานในประเทศไทย
คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ :
ขอบคุณคุณสันติสุข โสภณสิริ เราได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ และส่งผลให้เราเห็นคุณค่าหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมาก
ลำดับถัดมา รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวถึงความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ และสามารถนำหนังสือเล่มนี้มาปรับใช้ในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในหน้าแรกก่อนสารบัญของหนังสือเล่มนี้มีการอ้างคำของอาจารย์ปรีดีไว้ว่า “ชัยชนะของสันติภาพมิได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยกว่าชัยชนะของสงครามแต่อย่างใด”
บทนำที่รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้กล่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในย่อหน้าสุดท้ายว่า “ช่วงเวลาแห่งความผันผวนของการเมืองโลกและเชื้อไฟสงครามใหญ่กำลังก่อตัว ความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา ท่ามกลางการปลุกกระแสคลั่งชาติทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาต้องใช้ทั้งสติปัญญาในการพิจารณาว่าความขัดแย้งอันแท้จริงเกิดจากสิ่งใด ประชาชนทั้งสองฝากฝั่งชายแดนล้วนเป็นพี่น้องกัน ถ้าสงครามอันสร้างความสูญเสียเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยต้องมีกุศโลบายและจุดยืนอันมั่นคงเพื่อสันติภาพ สิ่งนี้ย่อมนำพาราษฎรไทยไปสู่สังคมสันติธรรม รอดพ้นจากภัยพิภัยจากสงครามได้” ขอเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ :
หนังสือ “โมฆสงคราม” เป็นหนังสือที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ตั้งใจทำอย่างดี โดยเฉพาะบรรณาธิการบริหาร คุณปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้เราวางแผนตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากงานบางอย่างยังไม่สมบูรณ์มากพอ และปีนี้ครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย จึงเลือกที่จะเปิดตัวหนังสือในปีนี้
สถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เป็นองค์กรเอกชนที่เกิดจากศรัทธาของลูกศิษย์ และผู้คนที่เข้าใจถึงบทบาท อุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เหมือนองค์กรหรือสถาบันในบางประเทศที่รัฐบุรุษของประเทศจะมีเงิน งบประมาณของรัฐสนับสนุนอย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐบุรุษในระดับเดียวกับโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh), ซูการ์โน (Soekarno) ซึ่งในหลายประเทศมีการสนับสนุนเต็มที่ ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ พยายามดูแลตัวเอง ฉะนั้น การซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นการสนับสนุนอย่างหนึ่งในการดำเนินงาน กิจกรรมของทางสถาบันปรีดี พนมยงค์และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์
ผมมีความรู้สึกประทับใจที่หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการสนับสนุนการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีการทำกิจกรรมต่อเนื่องมากขึ้น วิดีทัศน์ข้างต้นมีการฉายไปถึงสวนเสรีไทย นำไปสู่การเห็นถึงความสำคัญของขบวนการเสรีไทย
ผมเห็นว่าหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเรื่องในอดีตซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก เนื่องจากในปัจจุบัน สถานการณ์เหมือนจะซ้ำรอยในอดีตดั่งเช่นที่ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ได้กล่าวไปในข้างต้น ซึ่งการซ้ำรอยนี้เป็นการซ้ำรอยในบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามหรือสภาวะที่มีความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม ความจริงจะถูกปกปิด บิดเบือน เนื่องจากต่างฝ่ายก็ต่างปลุกระดมเพื่อให้ตนชนะ และสร้างความเกลียดชังซึ่งไม่เป็นผลดีเลยแม้แต่น้อย
ประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศไทยก็คือชายแดนประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ซึ่งมีประเด็นทั้งในแง่สันติภาพ อธิปไตย และดินแดน ซึ่งผมมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญคือยุทธศาสตร์ที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ และนำไปสู่การเกิดอธิปไตยในดินแดนที่ควรจะเป็นของรัฐไทย ผมมีความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าประชาธิปไตยจะส่งผลให้ปัญหาคลี่คลายลงได้
เมื่อเราสำรวจหลายประเทศในยุโรป ปัญหาเรื่องความขัดแย้งและดินแดนสามารถเจรจากันได้ แม้ในบางพื้นที่พยายามจะแบ่งแยกดินแดนกัน พื้นที่เหล่านั้นก็เลือกที่จะไม่รบ หรือทำสงครามแต่เลือกใช้วิธีลงประชามติ นี่คือโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 มนุษย์ไม่ควรจะฆ่ากันในเรื่องนี้ มนุษย์ควรจะตัดสินทุกเรื่องด้วยความมีอารยะ
ฉะนั้น ความเสี่ยงในการเกิดสงครามหรือความขัดแย้งสามารถที่จะเกิดได้ตลอดเวลา ยุทธศาสตร์ของเราก็คือ เรามียุทธศาสตร์ที่จะส่งผลให้กัมพูชาเป็นประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดประเทศได้หรือไม่ เราสามารถทำได้ถ้าเรามียุทธศาสตร์เช่นเดียวกับที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ทำให้สงครามเป็นโมฆะ
ประเทศไทย รัฐบาลพลเรือนต้องแสดงศักยภาพว่ามีศักยภาพมากพอ สามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงในการเกิดความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ประเทศไทยต้องการผู้นำ รัฐบาลที่เป็นดั่งเช่นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือเสรีไทยที่มีความสามารถและนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ :
ช่วงถัดมาเราจะเข้าสู่ช่วงถามตอบ และผมขออนุญาตอ่านเนื้อหาส่วนหนึ่งที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนเอาไว้ในหน้า 44 ของหนังสือโมฆสงครามตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เกิดในกรุงศรีอยุธยา ภายหลังที่กษัตริย์ของพม่าได้ทำลายกรุงนั้นแล้ว 133 ปี แต่ชาวกรุงก็ยังไม่ลืมถึงการที่กรุงนั้นถูกทำลายย่อยยับ ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก จำความได้ ก็ได้ยินผู้ใหญ่และชาวบ้านเล่าให้ฟังด้วยความเจ็บปวดช้ำน้ำใจนานับประการที่บ้านเมืองและผู้คนถูกศัตรูทำลาย ความรู้สึกกับพม่าเริ่มจางลงหลัง 2475 ซึ่งคณะราษฎรพยายามชี้แจงว่าที่กรุงศรีอยุธยานั้นถูกทำลาย มิใช่ความผิดของราษฎรพม่า แต่เป็นความผิดของกษัตริย์ที่มักใหญ่ใฝ่สูง แฝงการแผ่อำนาจ เมื่อฝ่ายไทยมีความรู้สึกต่อพม่าเช่นนี้ เช่นที่กล่าวนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยกว่า 1 ศตวรรษ” เมื่อผมอ่านจบแล้วส่งผลให้ผมนึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่บีบบังคับให้เลือกข้าง คุณก็จะต้องมองชาวกัมพูชาเป็นศัตรู
รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ :
ประเด็นที่ผมอยากแลกเปลี่ยนกับคุณประวิตร โรจนพฤกษ์ เป็นประเด็นที่ผมสนใจ คือ เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ เกิดสภาวะที่ปลุกอารมณ์ความโกรธ ความเกลียดชัง การตีความประวัติศาสตร์ให้สร้างความชอบธรรมในการก่อสงครามหรือต่อสู้อะไรบางอย่าง ปัญหาคือ วิธีการที่นำไปสู่การทำให้สังคมมีสติ ฉุกคิดกับสถานการณ์เช่นนี้ ทางกรุงเทพมหานครร่วมกับสถาบันปรีดีฯ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณให้สังคมว่าอย่าทำอะไรโดยใช้อารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าและสุดโต่ง ซึ่งจะนำไปสู่หายนะ ซึ่งไม่สามารถประเมินได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนต้องใช้เหตุและผล ความเป็นมนุษยธรรมในการพิจารณา มนุษย์ทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติไหนก็เป็น Homo sapiens มาจากบรรพบุรุษเดียวกันทั้งหมด ฉะนั้น มนุษย์ไม่ควรที่จะฆ่ากันด้วยเหตุผลความคิดเห็นไม่ตรงกัน
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร :
ประการแรกผม ขอเสนอเรื่องวิธีแก้ก็คือ “กาลามสูตร” คือถ้าท่านได้พิจารณา อาทิ เรื่องข่าวปลอม กาลามสูตรสามารถช่วยในเรื่องการคิด พิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ได้
ประการถัดมา หากศึกษาหนังสือโมฆสงคราม งานเขียนของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ให้ดี ก็จะทราบว่าหนังสือเล่มนี้มีสาระอย่างมาก ด้วยวิธีการเขียนของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่จะมีการอ้างอิงเสมอมา อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ใช้กาลามสูตร ใช้เอกสารปฐมภูมิในการอ้างอิง นำไปสู่ความยาวของหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบได้สาระแน่นอน เนื่องจากมีหลักฐานประกอบ หาข้อโต้แย้งยากในเรื่องของข้อเท็จจริง
คุณสันติสุข โสภณสิริ :
ความหมายของหนังสือโมฆสงคราม ผู้ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นบทเรียนเพื่ออนาคต ผมจะสรุปความว่า เมื่อครั้งที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์อยู่ในหนังสือด้วยนั้น อาจารย์ปรีดีถูกมติสภาแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และภายหลังได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่เพียงผู้เดียว อาจารย์ปรีดีกล่าวว่า ภารกิจของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์มิใช่เพียงการต่อสู้ให้ประเทศชาติมีเอกราช อธิปไตยเพียงเท่านั้น ที่สำคัญคือการต้านอำนาจเผด็จการ หมายถึงเผด็จการภายในประเทศและเผด็จการนอกประเทศ นั่นคือ ลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) และระบอบนาซี (Nazism) จึงก่อให้เกิด “อธรรมสงคราม”
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องการสู้ด้วยธรรมสงคราม การต่อสู้กับเผด็จการทั้งภายในและภายนอกประเทศ สำหรับผม การที่เกิดสงคราม สงครามชายแดนสามารถก่อให้เกิดสงครามภายในประเทศและระหว่างประเทศได้หากไม่มีการควบคุม ฉะนั้น การที่มีสงครามขนาดนี้ได้เนื่องจากประเทศเมียนมาร์มีเผด็จการ ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสลับกับประชาธิปไตยที่เป็นชั่วคราว คล้ายกับรัฐบาลทหาร สลับไปมา เพราะฉะนั้น สันติภาพไม่เกิดภายใต้รัฐเผด็จการ
การที่ต้องทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ โดยไม่ซื้อเสียง เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจริง ๆ จึงเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ได้กล่าวไว้
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ประเทศฝรั่งเศสเจรจากับประเทศไทยมีความยากลำบากไม่น้อย ประเทศฝรั่งเศสยังคงถือว่าประเทศไทยเป็นศัตรูแม้สงครามจะจบลงแล้วในวันที่ 2 กันยายน 1945 วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น (V-J Day) ถึงกระนั้นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มีความประสงค์ในการยุติความขัดแย้ง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มองภาพรวม อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ริเริ่มสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “South East Asia League” เมื่อมหาอำนาจต้องการอาณานิคม อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ประสานกับประเทศในอินโดจีน อาทิ พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ลาว กัมพูชาในการตกลงร่วม South East Asia League แก้ปัญหาหลังสงครามโลกด้วยตนเองแต่มหาอำนาจไม่ฟัง นำไปสู่คำถามว่าทำอย่างไรให้แต่ละประเทศในอินโดจีนเป็นประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง และนำไปสู่สันติภาพ และสันติภาพจะบรรลือนาม
คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ :
มีท่านใด้อยากสอบถามหรือแสดงความคิดเห็น สามารถแสดงตนได้ครับ
ผู้ร่วมเสวนา :
สวัสดีครับท่านวิทยากร ผมอยากสอบถามว่าเสรีไทยตอนปฏิบัติในระดับผู้นำมีความรู้สึกอย่างไรต่อญี่ปุ่นใน ณ ขณะนั้น หรือมีความคิดเห็นอย่างไรตอนที่ญี่ปุ่นบุกไทยในตอนนั้น
ผู้ร่วมเสวนา :
ต้องขอกล่าวถึงท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ วันสันติภาพปีนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะฉะนั้น เรื่องที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในเรื่องการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค เพื่อความเป็นเอกราช ในฐานะที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์เป็นบุคคลสำคัญในกระบวนการเสรีไทย ซึ่งก็ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเอกราชสมบูรณ์ ประธิปไตยสมบูรณ์ และประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นผู้แพ้สงคราม ฉะนั้น ผมอยากสรุปความเห็นของผมดังนี้
ผมเข้าใจว่าทุกคนคงมีความกังวล สำหรับผม ผมเข้าใจที่ประเทศไทยจะต้องสู้รบกับประเทศกัมพูชา เมื่อข้างต้นที่คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ กล่าวถึงคำพูดของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในช่วงชีวิตวัยเยาว์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่มีการรับรู้เรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาผ่านผู้ใหญ่ที่บอกเล่าต่อกันที่แสดงถึงความเจ็บปวด ฝังใจ ในทางกลับกัน ถ้าประเทศไทยนึกถึงประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเหล่านั้นมีความคิดต่อประเทศไทยอย่างไร สยามยึดครองเผาเวียงจันทน์ เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ควรที่จะใช้เพื่อประโยชน์เพื่อให้ประชาชนในดินแดนสุวรรณภูมินี้ แต่ผมก็ไม่ต้องการที่จะกล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยเนื่องจากเป็นชาตินิยม อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดปัญหานี้
ประเทศไทย ประเทศลาว กลุ่มชาติพันธุ์มอญ ประเทศเมียนมาร์ ประเทศจีน ถ้ามองดังเช่นที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กล่าว เพื่อนบ้านเราก็เป็นญาติพี่น้องเราทั้งนั้น เราก็จะไม่ทำสงครามกัน เราใช้ภาษาร่วมกันในบางภูมิภาค เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ต้องใช้เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้าน
เรื่องกฎหมาย ที่ประเทศไทยรบกับประเทศกัมพูชา สมัยที่กัมพูชา เรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ประเทศไทยก็มีปัญหาฝังใจเรื่องนี้ หลังจากเรื่องนี้ ศาลโลกตัดสินและประเทศไทยก็ปฏิบัติตาม แต่ก็มีเถียงกันเรื่องขอบเขตของเขาพระวิหาร จนกระทั่งเมื่อท่านฮุน เซน ประกาศว่าต้องให้ปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้ได้ ความรู้สึกฝังใจของประชาชนชาวไทยที่แพ้เรื่องนี้ก็ฝังใจ ผลคือหลังจากเรื่องนี้ สงครามในอินโดจีนจบลง เกิดเป็นการรวมกลุ่มอาเซียน เรื่องเขตแดน ดินแดนมีการตกลงกัน ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตามสนธิสัญญาประเทศสยาม ประเทศฝรั่งเศส ตามแผนที่ เกณฑ์ เป็นเรื่องทางเทคนิค เกิดกลายเป็นเรื่องของการปลุกระดม ปลุกใจขึ้นมาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารต้องเป็นของกัมพูชาโดยสมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่
บุคคลกลุมหนึ่งพยายามนำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นปลุกระดมคลั่งชาติ จนถึงขั้นเราจะเอาพระตะบองกลับมา ผมคิดว่าเรื่องนี้ส่งผลให้ทั้งสองประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญว่าแท้จริงแล้วทั้งสองประเทศคือเพื่อนบ้านกัน เป็นสมาชิกอาเซียนเช่นเดียวกัน
บทบาทอาเซียนมีบัญญัติชัดเจนในการอยู่ร่วมกันโดยมี 3 เสาหลัก มีเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม สืบเนื่องมาจากทำไมจึงเกิดสงคราม ทำไมจึงเกิดสันติภาพ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 นำไปสู่การเกิดสหประชาชนอาเซียน เป็นเครื่องมือที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกัน
รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ :
ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องสันติภาพมีหลายระดับ บางขั้นคือปฏิเสธสงครามอย่างสิ้นเชิง ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทั้งหมด ผมพยายามเปรียบเทียบกับกรณีของมหาตมะ คานธี คือตัวอย่างของการปฎิเสธการใช้สงคราม สู้ด้วยสันติวิธี แต่การต่อสู้ของขบวนการกู้ชาติของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) เป็นการสู้โดยการใช้สงคราม แต่ในความเห็นของคนเวียดนามคือสงครามที่เป็นธรรม เนื่องจากประเทศเวียดนามถูกทำให้เป็นเมืองขึ้น
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร :
ความคิดของผม ผมมองว่าเราจะต้องดูที่ผู้นำที่สั่งการว่าเขามีเจตนาอย่างไร ถ้าหากมีอคติ ความเกลียดชัง ควรจะเกลียดที่ผู้นำมากกว่าประชาชนในประเทศนั้นหรือผู้ที่ทำตามคำสั่ง และถ้าเป็นไปได้ ก็ปฏิบัติกับเขาดังเช่นลูกหลานของเราที่ต้องไปเป็นทหาร สิ่งนี้จะส่งผลให้ความรู้สึกไม่ดี อคติของเราหมดไป ในระหว่างสงครามที่ถูกจับ ถ้าเราปฏิบัติกับเขาดี เขาก็จะปฎิบัติกับเราดี
คุณสันติสุข โสภณสิริ :
จุดยืนของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ คือการต่อต้านสงคราม ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นฝ่ายรุกรานคงไม่ได้กระทำ เนื่องจากความเกลียดชังแต่เป็นเรื่องของการต่อสู้ในแง่ของความชอบธรรม เนื่องจากจุดยืนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แสดงให้เห็นผ่านภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถือคติเรื่องสันติภาพ อาทิ การที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แปลความหมายบ้านเกิดของตน คำว่า “อยุธยา” ซึ่งต้องแปลว่า “เมืองที่ไม่มีใครรบชนะได้” แต่ท่านแปลว่า “City of peace” หมายความว่า “เมืองที่ไม่รบกับใคร เมืองที่ประเสริฐ”
เมื่อสักครู่นี้ ท่านทูตได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อประเทศในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง อิทธิพลของชาตินิยมและการคลั่งชาติ เชื้อชาตินิยม ที่ปลูกฝังไว้จากการที่รัฐบาลยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย แต่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้ความเห็นว่า คำว่าสยามคือการผสมผสานกันในทุกศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ อยู่ร่วมกัน แต่คำว่าไทย คือเฉพาะไทย ชาติเชื้อไทย เป็นใหญ่ในบูรพา
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไม่มีความเกลียดชัง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต่อสู้ด้วยหลักของธรรมะ สุดท้าย ในหนังสือพระเจ้าช้างเผือกกล่าวว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” และอย่างที่คุณพูนศุข พนมยงค์ เขียนในคำนำพระเจ้าช้างเผือกว่า “ไม่มีความสุขใดเสมอได้ด้วยสันติภาพ”
คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ :
วันนี้ขอขอบคุณทั้ง 3 ท่าน รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, คุณสันติสุข โสภณสิริ และ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ผมประวิตร โรจนพฤกษ์ ขอขอบคุณทุกท่านครับ
หมายเหตุ :
- ถอดความและเรียบเรียงใหม่โดยกองบรรณาธิการ
รับชมถ่ายทอดสดฉบับเต็มได้ที่ : https://youtube.com/live/w3V0ffe6CAI
ที่มา :
- PRIDI x BMA : 80 ปี วันสันติภาพไทย วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00-19.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร