นายปรีดี พนมยงค์ มีความเชื่อในประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จที่มีความมั่นคงถาวร คือประชาธิปไตยทั้งในทางการเมืองการปกครอง ประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ และประชาธิปไตยในทางสังคมและวัฒนธรรม
นอกจากนั้น นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังเชื่อด้วยว่า ประชาธิปไตยในด้านหนึ่งด้านใดจักไม่อาจพัฒนาอย่างมั่นคงถาวรไปได้ ถ้าแม้ในด้านอื่น ๆ อีก 2 ด้าน ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากสังคมและวัฒนธรรมยังคงมีซากทัศนะแห่งความเป็นทาสตกค้างอยู่อย่างเหนียวแน่น การที่จะพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองให้สมบูรณ์ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ หรือในกรณีที่การเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย การที่จะหวังให้มีประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จให้มีความมั่นคงถาวรในสังคมไทยนั้น นายปรีดี พนมยงค์ ให้ความเอาใจใส่ต่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
แต่กระนั้นก็ได้ยอมรับว่า ซากทัศนะทางสังคมและวัฒนธรรมเก่า ๆ หลายประการเป็นพลังที่ต่อต้านการพัฒนาประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจอย่างเหนียวแน่น ซึ่งในการนี้ก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองการปกครองด้วย อย่างไรก็ตามในขณะที่การปลูกฝังทัศนคติประชาธิปไตยในสังคมและวัฒนธรรมเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลานาน โดยผ่านการปฏิรูปในทางการศึกษาของเยาวชน (เมื่อเข้าร่วมในคณะรัฐบาลในปี 2476-2477 นายปรีดี พนมยงค์ ได้แสดงความจำนงจะเข้ารับผิดชอบในด้านการศึกษา หากเมื่อต้องรับหน้าที่ในด้านการปกครองแทน นายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น) นายปรีดี พนมยงค์ ก็แสวงหาวิถีทางการพัฒนาประชาธิปไตยโดยผ่านการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการปกครองไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ จากแรงต่อต้านในทางสังคมและวัฒนธรรมที่มิได้รับการแก้ไขเสียก่อน หรือกระทำไปพร้อม ๆ กัน
ในการสร้างประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจของประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ ตระหนักว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อปี 2475 เป็นระบบเศรษฐกิจศักดินาผสมผสานกับระบบทุนนิยมที่เกื้อหนุนโดยจักรวรรดินิยมจากภายนอกที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจศักดินาครอบครองที่ดิน ซึ่งรวมถึงทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่ดินและซึ่งอยู่บนพื้นดินและใต้ดิน ระบบทุนนิยม-จักรวรรดินิยมควบคุมเงินทุนและเทคโนโลยีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในพลังการผลิตของประเทศ สำหรับราษฎรไทยมีแต่เพียงแรงงานประจำตน ซึ่งการใช้ประโยชน์ในการผลิตชีวปัจจัยถูกกำหนดขอบเขตที่จำกัดเพราะขาดทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน ตลอดจนขาดเงินทุนและเทคโนโลยีที่มากับเงินทุน
นายปรีดี พนมยงค์ มีแนวความคิดที่จะแก้ไขในประเด็นว่าด้วยปัจจัยการผลิตคือที่ดินและเงินทุน โดยเห็นว่า หากปัจจัยการผลิตที่สำคัญดังกล่าวไม่กระจุกตัวอยู่ในครอบครองหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลเพียงกลุ่มน้อย แต่กระจายไปอยู่ในความดูแลและการใช้ประโยชน์ของสหกรณ์บ้าง และรัฐบาลที่รับผิดชอบในการจัดการเศรษฐกิจเป็นส่วนรวมบ้างแล้ว ระบบเศรษฐกิจย่อมจะมีความเป็นประชาธิปไตยขึ้น ในขณะที่การอภิวัฒน์ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีผลในการทำลายระบบเศรษฐกิจศักดินา การบอกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับจักรวรรดินิยมนานาชาติอีก 5 ปี ต่อมาเป็นการหยุดยั้งอิทธิพลจากภายนอกประเทศที่สนับสนุนเศรษฐกิจทุนนิยมในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามแนวความคิดใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ทำให้การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งเป็นผลทำให้การสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองมีอุปสรรคในกาลต่อมา
ใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ที่เสนอในปี 2475 นายปรีดี พนมยงค์ มีแนวความคิดที่จะให้รัฐบาลรับซื้อที่ดินเฉพาะที่เป็นไร่นา (ไม่เกี่ยวกับที่ดินอันเป็นที่อยู่อาศัย) คืนจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ประสงค์จะขายคืน โดยรัฐบาลจะชำระค่าที่ดินเป็นพันธบัตรซึ่งมีดอกเบี้ยตามกฎหมาย ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเป็นรายได้ของที่ดินที่มีความแน่นอน และอาจจะมีจำนวนมากกว่ารายได้จากค่าเช่านาหรือค่าเช่าสวน ในระหว่างที่พันธบัตรยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินต้น นายปรีดี พนมยงค์ ได้เน้นอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีการริบทรัพย์สมบัติในลักษณะใด ๆ หรือจากผู้ใดโดยเด็ดขาด และไม่มีความจำเป็นดังกล่าว เอกชนยังคงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนอย่างสมบูรณ์ และการขายที่ดินให้แก่รัฐบาลก็เป็นไปตามความสมัครใจ และจะได้ราคาตามความเป็นธรรม
เมื่อรัฐบาลได้รับที่ดินซึ่งเป็นไร่นากลับมาแล้ว รัฐบาลก็จะได้พิจารณาการพัฒนาที่ดินให้มีประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม (ในลักษณะเดียวกับงานของกรมพัฒนาที่ดินในสมัยนี้) ตลอดจนการปรับผืนที่ดินให้สามารถใช้เครื่องจักรกลซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ และการจัดสรรให้แก่สหกรณ์ในพื้นที่ชนบทเพื่อนำไปประกอบกิจการเศรษฐกิจ การที่สหกรณ์ประกอบการเศรษฐกิจบนที่ดินซึ่งเป็นของรัฐ ก็จะทำให้มีความคล่องตัวมากกว่าที่จะกระทำบนที่ดินของเอกชน และสมาชิกภาพของสหกรณ์ก็จะเปิดกว้างแก่ราษฎรทุกคนในพื้นที่ ซึ่งประสงค์จะร่วมกันทำงานและมีรายได้ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินดังที่เป็นอยู่ในสหกรณ์แบบทุนนิยม
แม้ว่านายปรีดี พนมยงค์ จะได้ยืนยันความสมัครใจและการประนีประนอมในการรับซื้อที่ดินที่เป็นไร่นาคืนจากผู้มีกรรมสิทธิ์ แต่ผู้ที่ขัดแย้งก็มักจะกล่าวหาว่ารัฐจะบังคับซื้อหรือทำการริบทรัพย์ ซึ่งเป็นการบิดเบือนแนวความคิดของนายปรีดี พนมยงค์ อย่างมีอคติที่เห็นได้ชัดเจน
หมายเหตุ :
- ถอดจากตอนหนึ่งในหนังสือ แนวความคิดทางเศรษฐกิของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ พิมพ์ครั้งที่ 2
- ปรับวรรคย่อหน้า โดยกองบรรณาธิการ