ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี พนมยงค์ กับ กรณี “จดหมายซีโนเวียฟ”

28
พฤษภาคม
2569

ห้วงเวลาที่ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนักเรียนกฎหมายหนุ่มในฝรั่งเศส โดยเฉพาะช่วงขณะกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกหรือด๊อกเตอร์ ออง ดรัว (Docteur en Droit) ณ มหาวิทยาลัยปารีส หรือ Université Paris-Panthéon-Assas ระหว่างปี ค.ศ. 1924 (ตรงกับ พ.ศ. 2467) ถึง ค.ศ. 1926 (ตรงกับ พ.ศ. 2469) นั้น เขามีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้พร้อมทั้งคอยติดตามและสนใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกอยู่เนือง ๆ ยิ่งถ้าสถานการณ์ของประเทศในทวีปยุโรปแล้ว นายปรีดี มักจะเข้าร่วมการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผองเพื่อนชาวต่างชาติอย่างแข็งขันเลยทีเดียว

เรื่องราวหนึ่งที่อื้อฉาวไปทั่วทั้งทวีปยุโรปในตอนนั้นก็คือกรณีของ “จดหมายซีโนเวียฟ” (Zinoviev Letter) อันปรากฏในประเทศอังกฤษ และแน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่ นายปรีดี ให้ความสนใจอย่างยิ่ง จนหยิบยกมาเป็นหัวข้อประเด็นสนทนาและอภิปรายในหมู่นักเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยปารีสด้วยกัน ดังที่ต่อมาภายหลัง นายปรีดี ได้เอ่ยพาดพิงถึงเรื่องนี้ผ่านคำนิยมที่เขียนให้กับหนังสือ พุทธปรัชญาประยุกต์ ของ ร.ท. สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ลูกศิษย์ของตนและอดีตเสรีไทย เมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งขณะนั้น นายปรีดี พำนักอยู่ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส  โดยเนื้อความที่ นายปรีดี กล่าวมีอยู่ว่า

 

พวกชอบทำหลักฐานพยานเท็จและเชื่อพยานเท็จ โดยทำลายผู้บริสุทธิ์นั้น ข้าพเจ้าระลึกได้ว่าเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว มีกรณีอื้อฉาวในยุโรปที่เรียกว่า “กรณีจดหมายของซีโนเวียฟ” คนนี้ขณะนั้นเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของโซเวียต ขณะที่เลนินยังมีชีวิตอยู่ ฝ่ายศักดินานิยมอังกฤษได้เผยแพร่จดหมายนี้ อ้างว่าเขียนถึงฝ่ายซ้ายอังกฤษ มีใจความยุยงให้คนอังกฤษลุกขึ้นทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์......รัฐบาลโซเวียตจึงพิมพ์หนังสือขึ้นเล่มหนึ่งถ่ายภาพจดหมายที่ศักดินาอังกฤษอ้างว่า ซีโนเวียฟทำขึ้น และชี้ให้เห็นว่าการปลอมลายมือชื่อของซีโนเวียฟ ปรากฏว่าฝ่ายศักดินานิยมอังกฤษร่วมมือกับคนรุสเซียผู้ลี้ภัยสมคบกันทำขึ้นเอง แต่ซัดว่าเป็นของซีโนเวียฟ รัฐบาลอังกฤษสมัยนั้นเป็นจารีตนิยม แต่ไม่จัดการเอาผิดแก่ผู้เผยแพร่จดหมายที่อ้างว่าเป็นของซีโนเวียฟ เพราะตนรู้แก่ใจว่าพวกเดียวกันทำขึ้นเอง ข้าพเจ้ากับเพื่อนนักเรียนในคณะนิติศาสตร์ฝรั่งเศสสมัยนั้น ก็รู้ได้ว่าเป็นลูกไม้ของศักดินานิยมอังกฤษที่สร้างข่าวตื่นเต้น เป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง

 

คุณผู้อ่านอาจจะนึกสงสัย เอ๊ะ! “จดหมายซีโนเวียฟ” คืออะไรกัน ทำไมจึงกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวและได้รับความสนใจในทวีปยุโรปยุคนั้น

เอาเป็นว่า ก่อนจะนำคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักจดหมายฉบับดังกล่าว คงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมควรต้องแนะนำให้ทุก ๆ ท่านรับทราบว่า ซีโนเวียฟ ที่คนเชื่อกันว่าเป็นเจ้าของจดหมายนั้น เขาคือใคร มีความเป็นมาและบทบาทอย่างไรบ้าง

กริกอรี เยฟเซเยวิช ซีโนเวียฟ (Grigori Yevseyevich Zinoviev) คือนักปฏิวัติคนสำคัญแห่งพรรคบอลเชวิก (Bolsheviks) ของสหภาพโซเวียต ทั้งยังถือว่าเขาเคยเป็นสหายสนิทคนหนึ่งของ วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำพรรคที่สามารถปฏิวัติรัสเซียได้ประสบผลสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1917

 

 

ซีโนเวียฟ เป็นชาวยูเครนเชื้อสายยิว เดิมทีเขามีชื่อว่า ออฟเซล เกอร์ชอน อะโรนอฟ ราโดมัยเซลสกี (Ovsel Gershon Aronov Radomyslsky) ลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1883 ที่เมืองเยลีซาเวตกราด (Yelizavetgrad) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศยูเครน เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวที่บิดามารดาทำการเกษตรและเป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์

ซีโนเวียฟ เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้าน ครั้นพออายุ 14 ปี เขาจึงไปทำงานเป็นเสมียน ช่วงนี้เองที่ ซีโนเวียฟ หมั่นแสวงหาความรู้เพิ่มเติมและพยายามเรียนเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง อาศัยวิธีตามไปคอยรับฟังการบรรยายสาธารณะของพวกปัญญาชนทั้งหลาย

องค์ความรู้ที่ ซีโนเวียฟ ชื่นชอบอย่างยิ่งคือเรื่องของประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และปรัชญา จวบกระทั่งเขาได้พบกับบุคคลผู้เลื่อมใสแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และพยายามจะเผยแพร่แนวทางปฏิวัติ จึงทำให้ในที่สุด ซีโนเวียฟ ก็ถูกโน้มน้าวจูงใจได้สำเร็จ เขาสนใจแนวคิดสังคมนิยมและการปฏิวัติตามแนวทางของสันนิบาตการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นแรงงานซึ่ง เลนิน เป็นผู้จัดตั้งขึ้นมา ส่งผลให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค RSDLP หรือพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (Russian Social Democratic Labour Party) เมื่อปี ค.ศ. 1901

ชั่วระยะเวลาเพียง 1 ปี ซีโนเวียฟ กลายเป็นนักเคลื่อนไหวและปลุกระดมความคิดในหมู่กรรมกรจนทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติด้วยแนวคิดสังคมนิยมเป็นจำนวนมาก นั่นจึงทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายที่ตำรวจพยายามจะจับกุม

ซีโนเวียฟ ตัดสินใจหลบหนีการจับกุมออกนอกประเทศรัสเซียเมื่อ ค.ศ. 1902  โดยไปพำนักอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีส ในช่วงที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศนั้น เขาหมั่นไปศึกษาเรียนรู้จากหลักสูตรต่างๆของมหาวิทยาลัย จนเมื่อเขาเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้พบกับ เลนิน และ เกออร์กี เปลกานอฟ (Georgi Plekhanov) ซึ่งเขารู้สึกปลาบปลื้มต่อนักปฏิวัติทั้งสองคนเป็นอย่างมาก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 ซีโนเวียฟ ได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนพรรคแนวทางลัทธิมาร์กซครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ผลของการประชุมครั้งนั้นคือมีการจัดตั้งพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซียขึ้นโดยมีนโยบายหลักของพรรคคือโค่นล้มระบบของพระเจ้าซาร์และสนับสนุนให้ชนชั้นกรรมาชีพขึ้นครองอำนาจ อีกทั้งในการประชุมได้มีข้อขัดแย้งกันจนทำให้สมาชิกของพรรคที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากนำโดย เลนิน คือ กลุ่มบอลเชวิก ส่วนฝ่ายที่มีเสียงข้างน้อยคือ กลุ่มเมนเชวิก (Mensheviks) นำโดย ยูลิ โอซิโปวิซ มาร์ตอฟ (Yuli Osipovich Martov) 

ซีโนเวียฟ มีความชื่นชอบต่อ เลนิน เป็นทุนเดิม แน่ละ เขาจึงเข้าร่วมและสนับสนุนกลุ่มบอลเชวิก

หลังจากนั้น ซีโนเวียฟ ได้รับมอบหมายหน้าที่ในฐานะผู้ปฏิบัติงานของพรรคบอลเชวิก โดยให้กลับเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศรัสเซีย ซึ่งเขาทำงานเคลื่อนไหวในส่วนของสหภาพแรงงาน ก่อนที่ต่อมาเขาจะล้มป่วยและมีปัญหาสุขภาพ จึงย้อนกลับไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบิร์น และทำหน้าที่ประสานงานกับนักปฏิวัติชาวรัสเซียภายนอกประเทศ

ครั้นเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1905 ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซีโนเวียฟ ก็เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนและมีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเขาสามารถประสานงานและรณรงค์จนจัดตั้งสภาโซเวียตของผู้แทนกรรมกรได้สำเร็จ ส่งผลให้เขาได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนพรรคบอลเชวิกเดินทางไปประชุมที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนในปี ค.ศ. 1906

เมื่อย้อนกลับมายังรัสเซียแล้ว ซีโนเวียฟ ยังคงเคลื่อนไหวในหมู่กรรมกรอย่างแข็งขัน ทำให้ในปี ค.ศ. 1907 เขาได้เป็นตัวแทนไปประชุมพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซียที่กรุงลอนดอน และยังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการกลางพรรคบอลเชวิก

พอล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1908 ซีโนเวียฟ ถูกจับกุมด้วยข้อหาบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย แต่หลักฐานไม่เพียงพอในการเอาผิด จึงได้รับการปล่อยตัว ช่วงนั้น เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพอีก จึงออกเดินทางไปรักษาตัวที่เจนีวา และรับเป็นบรรณาธิการนิตยสารของพรรคบอลเชวิกในต่างแดน

ตลอดหลายปีในระหว่างพำนักอยู่ต่างประเทศ  ซีโนเวียฟ ได้ร่วมงานใกล้ชิดกับ เลนิน จนแทบจะกลายเป็นมือขวา กระทั่งในการประชุมใหญ่ผู้แทนพรรค ณ กรุงปราก เชโกสโลวาเกียเมื่อปี ค.ศ. 1912 พอที่ประชุมได้ลงมติขับกลุ่มเมนเชวิกออกจากพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย เลนิน จึงประกาศให้พรรคบอลเชวิกกลายเป็นพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซียเพียงแค่พรรคเดียว ซึ่ง ซีโนเวียฟ ก็ให้การสนับสนุน เลนิน อย่างเต็มที่ ครั้นมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการกลางขึ้นชุดใหม่ ซีโนเวียฟ จึงมิแคล้วได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่าง ซีโนเวียฟ กับ เลนิน ยังคงแน่นแฟ้น ทั้งสองเดินทางไปพำนักในเมืองต่าง ๆ ด้วยกันเพื่อเคลื่อนไหวและดำเนินการจะปฏิวัติการปกครองของรัสเซีย

ทว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้นในปี ค.ศ. 1914  ทั้ง ซีโนเวียฟ และ เลนิน ต่างมีแนวคิดต่อต้านสงครามและเชิดชูสันติภาพ ครั้น เลนิน เสนอข้อเรียกร้องให้จัดตั้งองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 3  ขึ้นแทนองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 2 ซึ่งถูกยุบเพราะความแตกแยกของขบวนการสังคมนิยม ซีโนเวียฟ ก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยคาดหวังว่าจะเป็นองค์การของขบวนการสังคมนิยมที่ใช้เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสงคราม

กระทั่งต่อมาช่วงวันที่ 5-8 กันยายน ค.ศ. 1915 บรรดานักสังคมนิยมได้ร่วมกันจัดประชุมระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้านซิมเมอร์วัลด์ (Zimmerwald) ไม่ห่างจากกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ มีตัวแทนนักสังคมนิยมจาก 11 ประเทศเข้าร่วมประชุม ทั้ง ซีโนเวียฟ และ เลนิน ในฐานะผู้แทนของบอลเชวิคพยายามโน้มน้าวผู้ประชุมทั้งหมด 38 คนให้มีการจัดตั้งองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 3 ภายหลังการประชุมแล้วทั้งสองคนยังช่วยกันออกจุลสารชื่อ Socialism and War เพื่อวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีพรรคสังคมนิยมที่สนับสนุนสงคราม

ในวันที่ 24-30 กันยายนปีถัดมา (ค.ศ.1916) มีการจัดประชุมแบบเดียวกันกับการประชุมที่ซิมเมอร์วัลด์ขึ้นอีกครั้งที่เมืองคีนทาล (Kienthal) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบเรื่องการก่อตั้งองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 3 ขึ้น

ภายหลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 อเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี้ (Alexander Kerensky) ในฐานะผู้นำพรรคสังคมนิยมปฏิวัติ ได้เรียกร้องให้ ซาร์นิโคลัสที่ 2 สละราชสมบัติ ตอนแรกพระองค์ตั้งใจจะมอบบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสคือ อเล็กเซย์ นิโคลาเยวิช (Alexei Nikolayevich) แต่กลับเปลี่ยนใจมามอบให้พระอนุชาคือ แกรนด์ดุ๊กไมเคิล  อเล็กซานโดรวิช (Michael Alexandrovich) แต่พระอนุชาทรงปฏิเสธ ส่งผลให้ราชวงศ์โรมานอฟซึ่งปกครองรัสเซียมาอย่างยาวนานต้องมีอันสูญสิ้นลง แต่ก็ยังมีรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่ง เจ้าชายเกรกอรี่ ลวอฟ (Gregory Lvov) เป็นผู้นำ

ผลของการที่ ซาร์นิโคลัสที่ 2 สละราชสมบัติ ทำให้ เลนิน และนักสังคมนิยมหลายคนที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศได้เดินทางกลับสู่รัสเซีย ซึ่ง ซีโนเวียฟ ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้หวนคืนบ้านเกิดด้วย

เลนิน ตั้งใจจะใช้สภาโซเวียตเพื่อยึดอำนาจของรัฐบาลเฉพาะกาล ทว่า ซีโนเวียฟ ไม่เห็นด้วยกับ เลนิน แต่ก็ยังไม่ได้แสดงออกถึงการต่อต้านอย่างรุนแรงนัก

ในการประชุมใหญ่พรรคบอลเชวิคกลางเดือนเมษายน ค.ศ. 1917 เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมสนับสนุนแนวทางของ เลนิน ผลของการประชุมยังทำให้ ซีโนเวียฟ ได้รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ ปราฟด้า (Pravda) ของพรรคอีกด้วย

ล่วงมาถึงเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน รัฐบาลเฉพาะกาลได้ประกาศกฎอัยการศึกและกวาดล้างพรรคบอลเชวิค โดยกล่าวหาว่าพรรคอยู่เบื้องหลังการลุกฮือประท้วงและความวุ่นวายต่าง ๆ แกนนำของพรรคหลายรายถูกจับกุม แต่ เลนิน และ ซีโนเวียฟ ปลอมตัวเป็นชาวนาหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศฟินแลนด์ได้สำเร็จ

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1917 นายพลลาฟร์ คอร์นีลอฟ (Lavr Kornilov) ได้ก่อกบฏขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เพราะ เคเรนสกี้ อาศัยความร่วมมือจากสภาโซเวียตและยอมปล่อยตัวแกนนำบอลเชวิคที่ถูกจับกุมออกมาจากคุก เพื่อมาช่วยกันต่อต้าน นายพลคอร์นีลอฟ

ครั้นปราบกบฏเสร็จสิ้นแล้ว ดูเหมือนว่าพรรคบอลเชวิคและสภาโซเวียตจะกลับมาครองบทบาทและมีอำนาจทางการเมือง ช่วงต้นเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ซีโนเวียฟ จึงตัดสินใจกลับเข้ามาในรัสเซีย โดยรับหน้าที่จัดทำหนังสือพิมพ์สองฉบับคือ Rabochy และ Proletary

ต่อมา เลนิน ได้แอบกลับจากฟินแลนด์เข้ามาในรัสเซียและเรียกร้องให้พรรคบอลเชวิคยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ ซีโนเวียฟ  และ เลฟ คาเมเนฟ  (Lev Kamenev) ไม่เห็นด้วยกับ เลนิน รวมถึงพยายามแสดงออกถึงการคัดค้านเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าพรรคยังไม่เข้มแข็งและไม่มีความพร้อมเพียงพอ การจะยึดอำนาจรัฐจึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลย

ทว่าในกลางเดือนตุลาคม คณะกรรมการกลางพรรคบอลเชวิคได้จัดประชุมร่วมกันและลงมติยืนยันให้ยึดอำนาจตามแนวทางของ เลนิน  แม้ ซีโนเวียฟ จะคัดค้านอย่างแข็งขันก็ไม่เป็นผล ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรค พร้อมทั้งยังเขียนจดหมายเปิดผนึกเพื่อเปิดเผยแผนการยึดอำนาจลงในหน้าหนังสือพิมพ์ Novaya Zhizn ซึ่งไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์ของพรรค

แน่นอนว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้ เลนิน ไม่พอใจอย่างถึงที่สุด จนถึงกับเรียกร้องให้มีการขับไล่ ซีโนเวียฟ  ออกจากพรรคบอลเชวิคเลยทีเดียว

ดังที่ เลนิน เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงพรรคบอลเชวิคอย่างเกรี้ยวกราด ความว่า 

 

“สหายทั้งหลาย

ผมยังไม่ได้รับเอกสารจากเปโตรกราดฉบับวันพุธที่ 18 ตุลาคมอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อผมได้ทราบถ้อยความฉบับเต็มจากคำแถลงการณ์ของคาเมเนฟและซีโนเวียฟในหนังสือพิมพ์นอกพรรคอย่าง Novaya Zhizn มาทางโทรศัพท์นั้น ผมยังไม่ปักใจเชื่อในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และผมต้องใช้โอกาสนี้ในการส่งจดหมายถึงสมาชิกพรรคภายในเย็นวันพฤหัสบดีหรือเช้าวันศุกร์ เพราะการนิ่งเฉยไม่ยอมกำราบปราบปรามต่อการนอกแถวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ย่อมจะเป็นอาชญากรรม

ยิ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติร้ายแรงมากเท่าไหร่ และยิ่งบุคคลที่นอกแถวมีความรับผิดชอบและ "โดดเด่น" มากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งจะต้องขับไล่พวกนอกแถวออกไปอย่างเด็ดขาด และการเพิกเฉยต่อ "การกระทำ" ในอดีตของพวกนอกแถวย่อมเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้

ลองคิดดูสิ! เป็นที่รับรู้กันในแวดวงเราว่าพรรคได้หารือเรื่องการก่อจลาจลมาตั้งแต่เดือนกันยายนแล้ว แต่ไม่มีใครเคยได้ยินจดหมายหรือแถลงการณ์ใด ๆ จากบุคคลทั้งสองที่กล่าวถึงเลย! พอตอนนี้ ในช่วงก่อนการประชุมสภาโซเวียต สองคนสำคัญของพรรคบอลเชวิกกลับออกมาต่อต้านเสียงข้างมาก และเห็นได้ชัดว่าต่อต้านคณะกรรมการกลาง แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออุดมการณ์นั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก เพราะการพูดแบบอ้อม ๆ นั้นย่อมอันตรายยิ่งกว่า

จากถ้อยความในคำแถลงการณ์ของคาเมเนฟและซีโนเวียฟนั้น ชัดเจนอย่างยิ่งว่าพวกเขาคัดค้านคณะกรรมการกลาง มิฉะนั้น แถลงการณ์ของพวกเขาจะไม่มีความหมาย แต่พวกเขาไม่ได้ระบุว่ามติใดของคณะกรรมการกลางที่พวกเขากำลังโต้แย้งอยู่

ทำไม?

เหตุผลนั้นชัดเจน: เพราะคณะกรรมการกลางยังไม่ได้เผยแพร่มติดังกล่าว

สรุปแล้ว เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกันเล่า?

ในประเด็นร้อนแรงที่มีความสำคัญสูงสุด ก่อนวันวิกฤตคือ 20 ตุลาคม “สมาชิกหลักของบอลเชวิก” สองคนกลับโจมตีมติที่ยังไม่ได้เผยแพร่ของคณะกรรมการกลาง และยังไปโจมตีมตินั้นในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรค ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นหนังสือพิมพ์ที่ร่วมมือกับชนชั้นนายทุนต่อต้านพรรคกรรมกรในประเด็นนี้!

นี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและเป็นอันตรายมากกว่าคำกล่าวของเปลกานอฟในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรคเมื่อปี 1906 -1907 ถึงพันเท่า และพรรคก็ได้ประณามอย่างรุนแรง!  ในเวลานั้นเป็นเพียงเรื่องของการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของการก่อจลาจลเพื่อแย่งชิงอำนาจ!

ในประเด็นเช่นนี้ หลังจากที่คณะกรรมการกลางได้ตัดสินใจไปแล้ว การไปโต้แย้งมติที่ยังไม่ได้เผยแพร่นี้ต่อหน้ารอดเซียนโก้และเคเรนสกี้ในหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรค – คุณนึกออกไหมว่าจะมีพฤติกรรมใดที่ทรยศหรือใส่ร้ายป้ายสีพรรคได้เลวร้ายกว่านี้?

ผมคงรู้สึกอับอายขายหน้าหากผมลังเลที่จะประณามอดีตสหายเหล่านี้เพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิดในอดีตกับพวกเขา ผมขอประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่าผมไม่นับพวกเขาทั้งสองเป็นสหายอีกต่อไป และผมจะต่อสู้ด้วยทุกวิถีทางหมดที่มี ทั้งในคณะกรรมการกลางและในที่ประชุมใหญ่ เพื่อให้พวกเขาทั้งสองถูกขับออกจากพรรค

พรรคกรรมกรซึ่งด้วยสถานการณ์ตอนนี้กำลังมีความจำเป็นที่จะต้องก่อการจลาจลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังไม่สามารถทำภารกิจที่ยากลำบากนั้นให้สำเร็จได้ แต่หลังจากที่ได้มีการลงมติแล้ว มติที่ไม่ได้รับการเผยแพร่ของคณะกรรมการกลางยังถูกโต้แย้งในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรค ความลังเลและความสับสนจึงเกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่จะต่อสู้

ปล่อยให้นายซีโนเวียฟและนายคาเมเนฟไปตั้งพรรคของตัวเองกับกลุ่มคนนับสิบที่สับสนงงงวยหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญเถอะ กรรมกรทั้งหลายจะไม่เข้าร่วมพรรคแบบนั้นหรอก เพราะสโลแกนแรกของพรรคจะเป็น:

"สมาชิกคณะกรรมการกลางที่พ่ายแพ้ในการประชุมคณะกรรมการกลางในเรื่องการต่อสู้ครั้งสำคัญ ได้รับอนุญาตให้ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรคเพื่อโจมตีมติที่ยังไม่ได้เผยแพร่ของพรรค"

"ปล่อยให้พวกเขาสร้างพรรคแบบนั้นขึ้นมาเถอะ พรรคบอลเชวิกของกรรมาชีพเราจะได้ประโยชน์จากมันก็เท่านั้น"

ในเมื่อเอกสารทั้งหมดถูกตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว การกระทำนอกแถวของซีโนเวียฟและคาเมเนฟจะยิ่งเด่นชัดขึ้น ในระหว่างนี้ ขอให้ผองกรรมกรพิจารณาคำถามต่อไปนี้:

"สมมติว่าคณะกรรมการบริหารของสหภาพแรงงานทั่วรัสเซียได้ตัดสินใจหลังจากปรึกษาหารือกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนและด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ว่าต้องเตรียมการประท้วง แต่ในขณะนี้ยังไม่ควรเปิดเผยวันที่หรือรายละเอียดอื่นใด" สมมติว่าหลังจากมีการตัดสินใจแล้ว สมาชิกสองคนภายใต้ข้ออ้างเท็จเรื่อง "ความเห็นต่าง" ไม่เพียงแต่เริ่มเขียนจดหมายถึงกลุ่มท้องถิ่นเพื่อเรียกร้องให้พิจารณาการตัดสินใจใหม่ แต่ยังอนุญาตให้มีการเผยแพร่จดหมายเหล่านั้นไปยังหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรคด้วย และสุดท้าย สมมติว่าพวกเขาเองก็โจมตีการตัดสินใจนั้นในหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรค แม้ว่าการตัดสินใจนั้นยังไม่ได้ตีพิมพ์ และเริ่มใส่ร้ายป้ายสีการประท้วงต่อหน้านายทุน

'เราขอถามว่า ผองกรรมกรจะลังเลที่จะขับไล่คนทรยศเช่นนี้ออกจากหมู่พวกเขาหรือไม่?'

สำหรับสถานการณ์เกี่ยวกับการก่อจลาจลในขณะนี้ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมใกล้เข้ามา ผมไม่สามารถตัดสินจากระยะไกลได้ว่าสาเหตุของการก่อจลาจลนั้นเสียหายไปมากน้อยเพียงใดจากคำแถลงการณ์ให้ยุติการประท้วงในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของพรรค ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเสียหายในทางปฏิบัติได้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง เพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์ ก็จำเป็นต้องฟื้นฟูความเป็นเอกภาพในแนวร่วมพรรคบอลเชวิกก่อนเป็นอันดับแรก โดยการขับไล่พวกทรยศออกไป

ยิ่งเราเปิดเผยความจริงมากเท่าไหร่ ความอ่อนแอของข้อโต้แย้งทางอุดมการณ์ต่อการก่อจลาจลก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้ส่งบทความว่าด้วยเรื่องนี้ไปยัง Rabochy Put แล้ว และหากบรรณาธิการไม่สามารถตีพิมพ์ได้ สมาชิกพรรคคงจะศึกษาด้วยตนเองจากต้นฉบับ

โดยพื้นฐานแล้วมีข้อโต้แย้งทาง "อุดมการณ์" สองประการ ประการแรก คือ จำเป็นต้อง "รอ" การประชุมสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เรารอ บางทีเราอาจจะอดทนได้จนถึงตอนนั้น – นั่นคือข้อโต้แย้งทั้งหมด บางที แม้จะมีภาวะอดอยาก แม้จะมีภาวะเศรษฐกิจวุ่นวาย แม้จะมีความอดทนของทหารหมดลง แม้จะมีการกระทำของรอดเซียนโก้ที่ยอมจำนนเปโตรกราดให้แก่เยอรมัน แม้จะมีการปิดโรงงาน บางทีเราอาจจะยังยืนหยัดอยู่ได้

บางทีและอาจจะ—นั่นคือประเด็นสำคัญของการโต้แย้ง

ประการที่สองคือ การมองโลกในแง่ร้ายอย่างโจ่งแจ้ง ทุกอย่างเรียบร้อยดีกับชนชั้นนายทุนและเคเรนสกี้ ทุกอย่างผิดพลาดกับพวกเรา พวกนายทุนเตรียมการทุกอย่างไว้อย่างดีเยี่ยม ทุกอย่างผิดพลาดกับคนงาน พวก "ผู้มองโลกในแง่ร้าย" ตะโกนเสียงดังลั่นเกี่ยวกับเรื่องการทหาร แต่พวก "ผู้มองโลกในแง่ดี" กลับเงียบ เพราะการเปิดเผยบางสิ่งบางอย่างให้รอดเซียนโกและเคเรนสกี้รู้ คงไม่เป็นที่พอใจของใครนอกจากพวกทรยศ

ห้วงเวลาที่ยากลำบาก ภารกิจที่หนักหน่วง การทรยศที่ร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ เหล่ากรรมกรจะรวมกำลังกัน การก่อจลาจลของชาวนาและความใจร้อนอย่างสุดขีดของทหารแนวหน้าจะทำหน้าที่ของมัน! เราต้องรวมกำลังกัน – ชนชั้นกรรมาชีพต้องได้รับชัยชนะ!

          

จะเห็นได้ว่า เลนิน กล่าวประณาม ซีโนเวียฟ และ คาเมเนฟ  ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมากโดยเรียกว่าเป็น “พวกทรยศ” ทั้ง ๆ ที่เคยมีความสัมพันธ์แนบแน่นกันมาก่อน โดยเฉพาะ เลนิน กับ ซีโนเวียฟ ที่ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติในต่างประเทศ นี่คือรอยร้าวที่น่าตกใจระหว่างทั้งสองคน

ด้วยท่าทีแข็งกร้าวของ เลนิน ในที่สุด ซีโนเวียฟ ก็ยอมเปลี่ยนใจมาเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการที่นำโดย เลนิน จนสามารถดำเนินการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 ได้สำเร็จ และพรรคบอลเชวิคกลายเป็นผู้ครองอำนาจทางการเมืองของประเทศ

นับแต่นั้น ซีโนเวียฟ ให้ความร่วมมือและยินดีร่วมงานกับพรรคบอลเชวิคซึ่งเป็นรัฐบาลโซเวียตที่ เลนิน เป็นผู้นำเรื่อยมา

ช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ดูเหมือน ซีโนเวียฟ จะแปรเปลี่ยนการแสดงออกของตนไปจากเดิมที่เคยไม่สนับสนุนการใช้กำลังรบพุ่งเพื่อปฏิวัติสังคม แล้วกลับกลายมาเป็นผู้ส่งเสริมการใช้กำลังปราบปรามและกำจัดผู้เห็นต่างอย่างรุนแรงเสียเอง ดังที่เขากล่าวว่า

 

“เพื่อกำจัดศัตรูของเรา เราจะต้องสร้างความหวาดกลัวแบบสังคมนิยมของเราเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องฝึกฝนชาวรัสเซีย 90 ล้านคนจากทั้งหมด 100 ล้านคน และทำให้พวกเขาทั้งหมดอยู่ข้างเรา ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือ เราไม่มีอะไรจะพูด เราจึงต้องกำจัดพวกเขา”

 

ล่วงถึงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1919 รัฐบาลโซเวียตได้จัดการประชุมใหญ่ขององค์การคอมมิวนิสต์สากลขึ้นที่กรุงมอสโคว์ ซึ่งมีผู้แทนจำนวนกว่า 50 คนมาเข้าร่วม โดยที่ประชุมลงมติให้เปลี่ยนชื่อองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 3 ใหม่เป็น “โคมินเทิร์น” เพื่อเป็นองค์การกลางที่ประสานงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกและกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวปฏิวัติตามอุดมการณ์แบบมาร์กซิสต์ โดยเฉพาะการเผยแพร่อุดมการณ์และต้นแบบของการปฏิวัติรัสเซียให้แพร่หลายไปในกลุ่มคอมมิวนิสต์นานาชาติ เมื่อถึงวันปิดการประชุม ที่ประชุมยังคัดเลือกให้ ซีโนเวียฟ เป็นประธานผู้อำนวยการขององค์การนี้ด้วย

โคมินเทิร์น เป็นที่ยอมรับว่าคือองค์การที่สืบทอดเจตนารมณ์อย่างแท้จริงจากองค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 1 การที่ ซีโนเวียฟ มาสวมบทบาทเป็นผู้นำองค์การ เขาจึงพยายามผลักดันให้ โคมินเทิร์น เป็นศูนย์กลางของการประสานความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในทวีปยุโรป โดยเฉพาะมุ่งเน้นสนับสนุนการปฏิวัติของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ

ในช่วงปี ค.ศ. 1921 ซีโนเวียฟ ยังได้รับเลือกให้เป็นโปลิตบูโรและเป็นประธานสภาโซเวียตเปโตรกราด มีหน้าที่สำคัญในการดูแลสหภาพแรงงาน กระทั่งปี ค.ศ. 1922 เขาสนับสนุน โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคบอลเชวิค

ต่อมาเมื่อ เลนิน เกิดอาการภาวะสมองขาดเลือดจนกลายเป็นอัมพาตจนไม่สามารถปฏิบัติงานอะไรได้อีก บทบาทในการบริหารงานต่าง ๆ ของพรรคบอลเชวิคจึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้นำร่วม 3 คน หรือตรอยก้า (Troika)  อันได้แก่ ซีโนเวียฟ, คาเมเนฟ และ สตาลิน

 

กริกอรี เยฟเซเยวิช ซีโนเวียฟ กับโจเซฟ สตาลิน
จากภาพ: คนซ้ายสุดคือ สตาลิน, คนกลางที่หันข้างสวมหมวกสีดำคือ คาเมเนฟ และ คนขวาสุดคือ ซีโนเวียฟ

 

อย่างไรก็ดี ทั้ง 3 คนนี้ล้วนเป็นผู้ที่จงเกลียดจงชัง เลออน ทรอตสกี้ (Leon Trotsky) นักปฏิวัติคนสำคัญของพรรคผู้โดดเด่นและครองอำนาจด้านการทหาร ซึ่งมีวี่แววว่าอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทน เลนิน ได้

สามคณะผู้นำจึงวางแผนที่จะโค่นล้มและกำจัด ทรอตสกี้ โดยเฉพาะ ซีโนเวียฟ ที่ออกตัวโจมตีแนวความคิดการปฏิวัติถาวรของ ทรอตสกี้ อย่างหนักหน่วง ขณะเดียวกัน เขาก็สนับสนุน สตาลิน อย่างชัดเจน ทั้งการช่วยรณรงค์แนวความคิดการสร้างสังคมนิยมภายในประเทศเดียวของ สตาลิน เพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับของพรรคแทนแนวคิดของ ทรอตสกี้ รวมถึงเมื่อมีการเปิดเผย “พินัยกรรมของเลนิน” (Lenin's Testament) ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกลางและที่ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต เพื่อต้องการให้ปลด สตาลิน ออกจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรค  ซีโนเวียฟ ก็พยายามปกปิดและห้ามเผยแพร่เอกสารนี้

“พินัยกรรมของเลนิน” เป็นสิ่งเขียนขึ้นมาเพื่อส่งมอบให้แก่การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกที่ เลนิน ไม่สามารถเข้าร่วมได้เพราะล้มป่วย ภรรยาของเขาหวังว่าสามีจะหายดี เธอจึงเก็บเอกสารนี้ไว้  จวบกระทั่งภายหลังจากที่ เลนิน อำลาโลกไปแล้ว เธอจึงนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตครั้งที่ 13 แต่ด้วยคะแนนเสียง 30 ต่อ 10 คณะผู้นำปฏิเสธที่จะให้มีการอ่านเอกสารดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่

แน่นอนว่า นี่คือบทบาทสำคัญของ ซีโนเวียฟ ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อหาของจดหมายย่อมจะส่งผลไม่ดีต่อ สตาลิน แต่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อ ทรอตสกี้

เนื้อความของ “พินัยกรรมของเลนิน” ซึ่งเขียนโดยลงวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1922 กล่าวถึงการป้องกันความแตกแยกภายในพรรคบอลเชวิค เพราะสมาชิกมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ความขัดแย้งของแกนนำคณะกรรมการกลางอย่าง สตาลิน และ ทรอตสกี้ เป็นรอยร้าวที่อันตรายมากและนำไปสู่ความแตกแยก เลนิน เสนอความคิดว่า การที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็คือให้เพิ่มจำนวนสมาชิกคณะกรรมการกลางเป็นห้าสิบหรือหนึ่งร้อยคน

เลนิน ไม่แน่ใจว่าเมื่อ สหายสตาลิน ได้เป็นเลขาธิการใหญ่และมีอำนาจมหาศาลอยู่ในมือแล้วจะรู้วิธีใช้อำนาจนั้นด้วยความระมัดระวังเพียงพอเสมอไปหรือเปล่า แต่ในทางกลับกัน สหายทรอตสกี้ เคยพิสูจน์ผลงานให้เห็นจากการต่อสู้กับคณะกรรมการกลางในประเด็นเรื่องคณะกรรมการประชาชนด้านถนนและการสื่อสาร ในสายตาของ เลนิน นั้น ไม่เพียงแต่มีความสามารถพิเศษอย่างโดดเด่น หากโดยมุมมองส่วนตัวแล้ว สหายทรอตสกี้ ยังถือเป็นคนที่เก่งที่สุดในคณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เพียงเท่านั้น เลนิน ยังกล่าวอีกว่า “ผมจะขอเตือนพวกคุณเพียงว่าเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมของซีโนเวียฟและคาเมเนฟนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นข้อกล่าวหาต่อพวกเขา เช่นเดียวกับการที่กล่าวหาว่าทรอตสกี้ไม่ยึดมั่นในลัทธิบอลเชวิค”

เลนิน ยังเขียนหมายเหตุเพิ่มเติมท้ายพินัยกรรมซึ่งลงวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1923 ไว้ด้วยว่า สตาลิน มีพฤติการณ์หยาบคายเกินไป แม้ข้อเสียนี้จะพอยอมรับได้ในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราชาวคอมมิวนิสต์ด้วยกัน แต่คงยอมรับไม่ได้ถ้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรค เลนิน จึงเสนอให้สหายทั้งหลายหาทางปลดสตาลินออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งคนอื่นมาดำรงตำแหน่งแทน แล้วจะช่วยป้องกันความแตกแยกในพรรคบอลเชวิกได้

แม้ห้วงเวลานั้น ดูเหมือนอำนาจสูงสุดในการบริหารสหภาพโซเวียตจะเป็นของ ซีโนเวียฟ  แต่ขณะเดียวกัน สตาลิน ก็สามารถสั่งสมอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้กลไกต่าง ๆ ของพรรคตกอยู่ในกำมือของ สตาลิน

ซีโนเวียฟ ยังร่วมมือกับ คาเมเนฟ และ สตาลิน ทำลายชื่อเสียงและกวาดล้างอิทธิพลของ ทรอตสกี้  โดยกล่าวหาว่าเป็นพวกที่บิดเบือนอุดมการณ์ปฏิวัติของ เลนิน และต่อต้านพรรคบอลเชวิค ส่งผลให้ ทรอตสกี้ และผู้สนับสนุนถูกกำจัดออกจากพรรค ขณะเดียวกัน ตัว ทรอตสกี้ เองก็ถูกเนรเทศไปอยู่ในเขตรัสเซียตอนกลาง

ทั้ง ๆ ที่ คาเมเนฟ  มีศักดิ์เป็นน้องเขยของ ทรอตสกี้   แต่เมื่อต้องเล่นการเมืองแล้ว เขาก็หักหลังพี่ชายของภรรยาได้อย่างไม่ไยดีเอาเสียเลย

ครั้น เลนิน สูญสิ้นลมหายใจเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1924  ซีโนเวียฟ ออกตัวสนับสนุนให้ สตาลิน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลโซเวียตคนต่อไป ซึ่ง ทรอตสกี้ วิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ของเขาอย่างดุเดือด

ห้วงเวลาที่ ทรอตสกี้ ถูกเล่นงานทางการเมือง เขาได้อาศัยงานเขียนของตนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ซีโนเวียฟ และ คาเมเนฟ โดยยกกรณีที่ทั้งสองคนเคยต่อต้านพรรคบอลเชวิกที่นำโดย เลนิน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 จนเคยถูก เลนิน กล่าวประณามและขับไล่ ซึ่งเป็นสิ่งที่จี้ใจดำของ ซีโนเวียฟ อย่างถึงที่สุด

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1924 เจมส์ แรมเซย์ แม็คโดนัลด์ (James Ramsay MacDonald) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษได้ให้การรับรองสถานภาพของสหภาพโซเวียต ทั้งยังมีแผนการที่จะให้สหภาพโซเวียตกู้ยืมเงินอีกด้วย สิ่งนี้ทำให้นักการเมืองอังกฤษจากพรรคเสรีนิยมและพรรคอนุรักษ์นิยมไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล แม็คโดนัลด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคแรงงาน จึงจำเป็นต้องประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคมปีเดียวกัน

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญเกิดขึ้น กล่าวคือในวันที่ 25 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ Daily Mail ของอังกฤษที่สนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยมได้ตีพิมพ์เนื้อหาจดหมายซึ่งอ้างว่า ซีโนเวียฟ เป็นผู้เขียนถึงคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อังกฤษเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1924 โดยมีเนื้อความกล่าวถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของสองประเทศที่จะนำไปสู่การเริ่มต้นสนับสนุนขบวนการปฏิวัติระหว่างประเทศและการเสริมสร้างความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างกรรมกรอังกฤษกับกรรมกรโซเวียต รวมถึงมุ่งเผยแพร่แนวคิดตามลัทธิเลนิน (Leninism) ให้แพร่หลายในอังกฤษและเครือจักรภพ

ฝ่ายศักดินานิยมในอังกฤษยังพยายามประโคมอีกว่า ในจดหมายดังกล่าวมีใจความยุยงให้ชาวอังกฤษลุกฮือขึ้นทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นกษัตริย์ของอังกฤษก็คือ พระเจ้าจอร์จ ที่ 5 ซึ่งมีพระพักตร์คล้ายกันกับ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทั้งนี้เพราะพระราชชนนีของพระเจ้าจอร์จที่ 5 เป็นพี่สาวของพระราชชนนีของ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2

หากคุณผู้อ่านสนใจจะอ่านเรื่องราวของ พระเจ้าจอร์จ ที่ 5 เพิ่มเติม ก็สามารถหาอ่านได้จากบทความของผมเรื่อง “เมื่อปรีดี พนมยงค์ เอ่ยถึง พระเจ้าจอร์จที่ 5 และนิกิตา ครุสชอฟ”

จดหมายฉบับนี้เป็นที่อื้อฉาวอย่างมากและเรียกขานกันทั่วไปว่า “จดหมายซีโนเวียฟ”  ส่งผลให้ประชาชนชาวอังกฤษเชื่อว่าสหภาพโซเวียตจะเข้ามาปลุกระดมให้พวกคอมมิวนิสต์ให้ก่อการรุนแรงขึ้นในประเทศ  แม้ แม็คโดนัลด์ และสมาชิกพรรคแรงงานจะพยายามแก้ข่าวและปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับจดหมาย อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็ดำเนินการประท้วงสหภาพโซเวียตแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปกลับยังคงเชื่อถือข้อความในจดหมายอย่างแม่นมั่น และมองว่า รัฐบาลแม็คโดนัลด์ ฝักใฝ่กับสหภาพโซเวียต จนส่งผลให้พรรคแรงงานพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมชนะด้วยเสียงข้างมากในสภา

ช่วงปลายปี ค.ศ. 1924 หนังสือพิมพ์ Communist Review ที่ออกโดยพรรคคอมมิวนิสต์อังกฤษยังได้ตีพิมพ์แถลงการณ์ของโคมินเทิร์นและรัฐบาลสหภาพโซเวียต รวมถึงคำแถลงการณ์ของ ซีโนเวียฟ เองที่กล่าวว่า “จดหมายซีโนเวียฟ”  เป็นเอกสารปลอม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสหภาพโซเวียตเลย

ผลกระทบจาก “จดหมายซีโนเวียฟ” ทำให้ ซีโนเวียฟ ในฐานะผู้นำของโคมินเทิร์นต้องสูญเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างมาก ขณะเดียวกัน ช่วงเวลานั้นเอง  ซีโนเวียฟ ก็เริ่มไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของ สตาลิน โดยเฉพาะในเรื่องการรวมอำนาจการผลิตแบบนารวมซึ่งบังคับให้ชาวนาต้องเข้าร่วมโครงการ เขาจึงร่วมมือกับ คาเมเนฟ ส่งเสียงคัดค้านและต่อต้าน สตาลิน แล้วหันไปสนับสนุนแนวทางของ ทรอตสกี้ ซึ่งขณะนั้นถูกเนรเทศไปอยู่ในเขตรัสเซียตอนกลางแทน

ทว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวประสบความล้มเหลว  ต่อมา สตาลิน จึงฉวยโอกาสปลด ซีโนเวียฟ ออกจากโคมินเทิร์น แล้วแต่งตั้งให้คนอื่นซึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดการรวมอำนาจการผลิตแบบนารวมให้เป็นผู้อำนวยการโคมินเทิร์นคนใหม่แทน

ในช่วงปี ค.ศ. 1924 ที่เกิดเหตุการณ์เรื่อง “จดหมายซีโนเวียฟ” นั้น  นายปรีดี พนมยงค์ กำลังเข้ามาเรียนวิชากฎหมายในระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยปารีส หรือ Université Paris-Panthéon-Assas เป็นปีแรก  เมื่อได้รับทราบข่าวคราวอื้อฉาวดังกล่าว เขาและผองเพื่อนนักเรียนกฎหมายก็ได้ติดตามสถานการณ์พร้อมกับร่วมกันถกเถียงและแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้อย่างแข็งขัน

ซีโนเวียฟ จึงถือเป็นนักปฏิวัติคนหนึ่งที่ นายปรีดี ให้ความสนใจขณะที่เขายังเป็นนักเรียนกฎหมายอยู่ในฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม เมื่อ นายปรีดี สำเร็จการศึกษาและเดินทางหวนคืนประเทศสยามในปี ค.ศ. 1926 (ตรงกับ พ.ศ. 2469) แล้ว เขาก็ยังได้รับข่าวคราวชะตาชีวิตของ ซีโนเวียฟ มาจากแดนไกล

ภายหลังถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การโคมินเทิร์น ซีโนเวียฟ ก็เป็นบุคคลที่ถูกเพ่งเล็งเพื่อที่จะเล่นงานจาก สตาลิน อยู่เนือง ๆ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 เขาก็ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการกลางพรรคในห้วงเวลาของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปีการปฏิวัติรัสเซียในเดือนตุลาคมพอดี

ซีโนเวียฟ ตัดสินใจหันไปร่วมมือกับ ทรอตสกี้ เพื่อพยายามเคลื่อนไหวและจัดการชุมนุมต่อต้าน สตาลิน แต่ก็ล้มเหลวอีก ซึ่งทำให้เขาถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิคเลย

เมื่อทราบข่าวว่า ทรอตสกี้ จะถูกเนรเทศออกนอกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1929  ซีโนเวียฟ ก็แปรเปลี่ยนตนเองอีกหน โดยออกมายอมรับว่าที่ผ่านมาตนเองกระทำผิดพลาดในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้าน สตาลิน พร้อมทั้งเขียนประณามกลุ่มของ ทรอตสกี้ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์

ผลจากการแสดงออกข้างต้นทำให้เขาได้กลับไปเป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิคใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญใด ๆ ในพรรคอีก ตลอดช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1929-1932  ซีโนเวียฟ ถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคและแทบไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย

ช่วงต้นปี ค.ศ. 1932 ได้เกิดกรณีที่ มาร์เตเมียน นิคิติช รูย์ติน (Martemyan Nikitich Ryutin) ถูกจับกุมด้วยข้อหาต่อต้านพรรคบอลเชวิค  โดย รูย์ติน จัดทำเอกสารวิพากษ์วิจารณ์ว่า สตาลิน เป็นเผด็จการและโจมตีนโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงเรียกร้องให้มีการโค่นล้มอำนาจของ สตาลิน ด้วยการใช้กำลังอาวุธ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลับหรือเคจีบีไปจับกุมก็พบเอกสารเหล่านี้  สตาลิน ต้องการให้ลงโทษประหารชีวิต รูย์ติน ไปเลย แต่เสียงส่วนใหญ่ของคณะโปลิตบูโรไม่เห็นด้วย โทษที่ รูย์ติน ได้รับจึงเป็นการถูกจำคุก 10 ปีและเนรเทศไปยังเขตภูมิภาคอูรัลอันลำบากยากเข็ญ อย่างไรก็ดี อีกราวห้าปีต่อมา รูย์ติน ก็ถูกสังหาร

ด้วยความที่ รูย์ติน เป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิครุ่นบุกเบิกและเคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรวมอำนาจการผลิตแบบนารวมของ สตาลิน  จึงทำให้เกิดความระแวงว่าพวกสมาชิกพรรครุ่นแรก ๆ จะกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล ดังนั้น คณะกรรมาธิการกลางควบคุมแห่งพรรคจึงเรียกสมาชิกพรรครุ่นบุกเบิกมาสอบสวนว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการต่อต้าน สตาลิน และเคยอ่านเอกสารที่ รูย์ติน จัดทำหรือไม่

แน่นอนว่า ซีโนเวียฟ ย่อมจะเป็นคนหนึ่งที่ถูกเรียกตัวมาสอบสวน ซึ่งเขาปฏิเสธว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการ แต่ยอมรับว่าเคยได้อ่านเอกสารดังกล่าว นั่นทำให้ ซีโนเวียฟ ถูกตัดสินว่ามีความผิดเพราะรับรู้เรื่องเอกสารแล้ว แต่ไม่ยอมรายงานให้พรรคบอลเชวิครับทราบ ย่อมถือว่าเป็นผู้ทรยศต่อพรรค เขาจึงถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรครวมถึงถูกเนรเทศไปอยู่ในเขตภูมิภาคอูรัล

อย่างไรก็ดี ต่อมา ซีโนเวียฟ ก็ยอมรับสารภาพว่าเขาเคยเข้าร่วมในขบวนการต่อต้าน สตาลิน ดังกล่าวด้วย จึงทำให้ปลายปี ค.ศ. 1933  ซีโนเวียฟ ได้กลับมาเป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิคอีกครั้งและได้หวนคืนมายังกรุงมอสโคว์

ล่วงมาถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1934 ได้เกิดเหตุการณ์ที่เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตเลนินกราดคือ เซอร์เกย์ มิโรโนวิช คิรอฟ (Sergey Mironovich Kirov) ถูกลอบสังหาร  สตาลิน จึงมอบอำนาจให้กระทรวงมหาดไทยสามารถจับกุม สอบสวน พิจารณาคดี และสั่งประหารชีวิตผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้ทันที

เวลาผ่านไปราวสามสัปดาห์ รัฐบาลโซเวียตก็ประกาศว่าผู้ที่ดำเนินการลอบสังหาร  คิรอฟ นั้น มี ซีโนเวียฟ และ คาเมเนฟ  เป็นหัวหน้า   ดังนั้น ซีโนเวียฟ จึงถูกจับกุมและถูกขับออกจากพรรคบอลเชวิคอีกครั้ง

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1935 ซีโนเวียฟ ถูกพิจารณาคดีและถูกตัดสินให้ลงโทษจำคุก 10 ปี

กระทั่งล่วงมาถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1936 เจ้าหน้าที่ตำรวจลับหรือเคจีบีได้นำตัว ซีโนเวียฟ และพรรคพวกมาพิจารณาคดีอีกครั้งในข้อหาจัดตั้งกลุ่มก่อการร้ายซึ่งมีสายสัมพันธ์กับ ทรอตสกี้  ข้อหาการลอบสังหาร  คิรอฟ รวมถึงข้อหาการพยายามลอบสังหาร  สตาลิน และผู้นำคนสำคัญในรัฐบาลโซเวียต

การพิจารณาคดีกระทำอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนกลางกรุงมอสโคว์

ซีโนเวียฟ ได้ต่อรองว่าเขาจะยอมสารภาพผิดในทุกข้อกล่าวหา แม้จะรู้ดีว่ารัฐบาลโซเวียตกุเรื่องขึ้นมาใส่ความเขา โดยเขาจะซัดทอดความผิดให้กับสมาชิกพรรครุ่นบุกเบิกคนอื่น ๆ แต่จะต้องแลกมากับการที่เขาไม่ถูกประหารชีวิตและครอบครัวของเขาจะไม่ถูกคุกคาม

ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1936   ซีโนเวียฟ ได้รับคำพิพากษาให้มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา และถูกตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิต พอหลังเที่ยงคืน เขาก็ถูกลากตัวไปยิงเป้า ปิดฉากชีวิตลงด้วยวัย 53 ปี

 

กริกอรี เยฟเซเยวิช ซีโนเวียฟ ก่อนจะถูกประหารชีวิต

 

ข่าวการประหารชีวิตของ ซีโนเวียฟ เป็นที่ครึกโครมไปทั่วทั้งสหภาพโซเวียตและประเทศต่าง ๆ ทั้งยังเป็นที่กล่าวขานถึงเรื่อยมาอีกหลายสิบปี  กว่าที่เขาจะพ้นมลทินและได้รับการกู้เกียรติยศกลับคืนมาว่าไม่ได้มีความผิดใด ๆ เลยตามข้อกล่าวหา กาลเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี ค.ศ.1988 ตรงกับในสมัยรัฐบาลของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev)

พูดง่าย ๆ ก็คือวิญญาณของนักปฏิวัติระบือนามผู้นี้ต้องรอคอยความเป็นธรรมถึง 52 ปี

แน่นอนว่า อีกกรณีหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของ ซีโนเวียฟ  ต้องได้รับความมัวหมองในโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกก็เห็นจะมิพ้นเรื่อง  “จดหมายซีโนเวียฟ”   เพราะคนจำนวนมากในยุคทศวรรษ 1920 พากันเชื่อว่าเป็นจดหมายที่เขียนโดยเขาจริง ๆ

กระทั่งต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีนักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษได้ศึกษาเบื้องหลังจนค้นพบว่าจดหมายฉบับดังกล่าวนั้นเป็นของปลอมแน่ ๆ และได้ปลอมแปลงขึ้นที่กรุงเบอร์ลินโดยพวกที่ต่อต้านรัฐบาลพรรคบอลเชวิคร่วมมือกับฝ่ายอนุรักษ์ในอังกฤษ และเอกสารนี้ก็ไม่ได้ส่งมาจากสหภาพโซเวียต รวมถึงอันที่จริงแล้วกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษก็รู้มานานแล้วว่าเป็นของปลอม แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงให้ฝ่ายสาธารณชนได้รับทราบ  โดยปล่อยให้ ซีโนเวียฟ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรต้องกลายเป็นแพะรับบาปมาอย่างยาวนาน

การที่ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งพำนักอยู่ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีสได้เอ่ยพาดพิงถึง “จดหมายซีโนเวียฟ”  ในการสนทนากับ ร.ท. สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ลูกศิษย์ของตนผ่านคำนิยมที่เขียนให้กับหนังสือ พุทธปรัชญาประยุกต์ ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ก็เพื่อยกมาแสดงเป็นตัวอย่างในประเด็นว่าด้วยความเข้าใจผิดจากการหลงเชื่อหลักฐานพยานเท็จและเล่ห์กลทางการเมืองอันส่งผลร้ายแรงอย่างยิ่ง ดังนั้น คนเราจึงจำเป็นอาศัยความใคร่ครวญไตร่ตรอง และยึดมั่นตามหลัก “กาลามสูตร” ทางพระพุทธศาสนาเพื่อใช้วินิจฉัยว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไร้ศีลไร้สัตย์

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เรื่องราวของนักปฏิวัติแห่งรัสเซียผู้อื้อฉาวเยี่ยง กริกอรี เยฟเซเยวิช ซีโนเวียฟ ซึ่งมีชีวิตโลดโผนและพลิกผันอย่างน่าสนใจนั้น จะสามารถโยงใยมาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ นายปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญของสังคมไทยได้เช่นกัน แต่นั่นก็ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความน่าสนุกของการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่จะสร้างสรรค์ให้การศึกษาประวัติศาสตร์เปี่ยมล้นด้วยชีวิตชีวา

 

 

 

เอกสารอ้างอิง :

  • สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. พุทธปรัชญาประยุกต์ / โดย สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง. ปาฐกถาเรื่อง พุทธศาสนาในต่างประเทศ / โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์). พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : สันติธรรม, 2528.
  • Agnew, Jeremy; McDermott, Kevin. The Comintern: A History of International Communism from Lenin to Stalin. London: Macmillan, 1996.
  • Egge, Asmund. Grigory Zinoviev: Lenin's Right-Hand Man. London: Tayor & Francis, 2025.
  • Klein, George, McCrea, Barbara P., Plano, Jack C..The Soviet and East European Political Dictionary. Oxford: Clio Press, 1984.
  • Lenin, V. I..  Collected Works. 4th English Edition. Moscow: Progress Publishers, 1964.
  • Moss, J. and Wilson, G. Peoples of the World Eastern Europe & Post Soviet RepublicsLondon: Gale Research, 1993.
  • The Soviet Union: A Biographical Dictionary. edited by Archie Brown. London: Weidenfeld and Nicolson, 1990.