ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี พนมยงค์ กับ "สามหลวงประสาน" และการบูรณะอยุธยาช่วงทศวรรษ 2480

4
พฤษภาคม
2569

(1) เมื่อ “คนกรุงเก่า” ท่านหนึ่งเป็นผู้อภิวัฒน์

การอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เพราะแต่เดิมที่เป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการประกาศสงวนที่ดินห้ามไม่ให้รุกล้ำพื้นที่ตรงบริเวณกึ่งกลางเกาะเมือง ประชาชนจึงตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยและทำมาค้าขายกันอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำ เกิดเป็นตลาดใหญ่ที่ย่านหัวรอ พื้นที่ตอนในถูกปล่อยเป็นที่รกร้าง เป็นเช่นนั้นอยู่ช้านาน จนเกาะเมืองกลายเป็นป่า ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ โบราณสถานก็ถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่กับป่านี้เรื่อยมา   

เนื่องจากอำนาจที่ประกาศหวงห้ามสงวนที่ดินไว้นั้นเป็น “พระราชอำนาจ” ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจนี้ก็มองว่าจะต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เมื่อ “ประเทศเป็นของราษฎร” ที่ดินเกาะเมืองอยุธยาที่เคยถูกสงวนไว้เฉพาะการพระราชพิธี ก็ต้องเปลี่ยนย้ายมาเป็น “ของราษฎร” เช่นกัน

ต่อมาในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (แปลก ขีดตะสังคะ) นับเป็นช่วงสำคัญที่มีการปรับปรุงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาขนานใหญ่ ปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้มีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่กรุงเทพฯ ในช่วงนั้น ที่อยุธยา บ้านเกิดของท่านเองก็มีการปรับปรุงเกาะเมืองมาก

เริ่มจากการย้ายศาลาว่าการประจำจังหวัด จากเดิมที่ตั้งอยู่ที่พระราชวังจันทรเกษม ตำบลหัวรอ มาสร้างตึกศาลากลาง (หลังเก่า) ขึ้นที่กลางเกาะเมือง ตั้งเทศบาลนครศรีอยุธยาขึ้นที่ตลาดเจ้าพรหม ย้ายโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่ามาเป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย” (อยว.) ตั้งอยู่ที่ริมบึงพระรามด้านทิศใต้ สร้างสะพานปรีดี-ธำรง สำหรับข้ามแม่น้ำป่าสัก ตัดถนนเชื่อมจากถนนพหลโยธินผ่านวังน้อยมายังเกาะเมือง พร้อมกับตัดถนนรอบเกาะเมือง สร้างโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาขึ้นในบริเวณถัดจากตึกศาลากลางหลังเก่า ร่วมกับกรมชลประทานจัดวางระบบป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ

รวม ๆ แล้วการพัฒนาปรับปรุงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาที่ริเริ่มขึ้นโดยปรีดี พนมยงค์ นี้มุ่งเน้นไปในทางสร้างสถานที่ราชการและเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างเกาะเมืองกับภายนอก ถึงแม้เป็นงานใหญ่หลวงและเป็นรากฐานของการพัฒนาต่อมา การปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาสมัยปรีดี มักถูกมองว่าไม่ได้มีการซ่อมแซมหรือบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานอย่างใด งานบูรณปฏิสังขรณ์เริ่มในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2499

แต่ที่จริงจากหลักฐานที่ผู้เขียนค้นพบ ปรีดีได้วางรากฐานงานด้านนี้เอาไว้พอสมควรแล้วด้วย ดังจะเห็นได้จากกรณีการบูรณะสถานที่สำคัญอันเป็นหลักเป็นฐานอย่างเช่น พระราชวังโบราณ, วิหารพระมงคลบพิตร, พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระราชวังจันทรเกษม หัวรอ นอกจากนี้ยังมีการอำนวยความสะดวกแก่บุคคลสำคัญ (ทั้งชาวไทยและต่างชาติ) ที่มาเยือนมาเที่ยวชมอยุธยาเมืองเก่า การประดิษฐ์ประเพณีพิธีกรรมรำลึกทหารอาษาในอยุธยาที่วัดสวนหลวงสพสวรรย์ เป็นต้น

 

พระราชวังโบราณ กรุงเก่า

 

(2) “อยุธยากรุงเก่า” หลัง 2475 ยังคงเป็นเมืองต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง 

หลัง 2475 อยุธยายังคงเป็นเมืองสำหรับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญ ทั้งท่านและคณะที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เจ้านายและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ถึงแม้จะถือว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไปแล้วในสมัยนั้น แต่ก็ยังนิยมเดินทางมาเยี่ยมชมอดีตราชธานี เพื่อพักผ่อนตามพระอัธยาศัย ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพชนตามพระอารามหลวง ตลอดจนการเยี่ยมเยียนข้าราชการและราษฎรในท้องถิ่นที่รู้จักมักคุ้นกันมาแต่เดิม รวมถึงความนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวอยุธยาในหมู่ข้าราชการจากส่วนกลางก็มีมากในช่วงวันหยุดราชการและช่วงเทศกาล

ปรีดี พนมยงค์ กับ หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตร) ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ภายหลังในยุคจอมพลสฤษดิ์จะให้เรียกตำแหน่งนี้ว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” แทนจนถึงปัจจุบัน) ในฐานะ “พ่อเมืองกรุงเก่า” ต่างต้องคอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่บุคคลสำคัญเหล่านี้ ยิ่งเมื่อเป็นที่ทราบกันดีว่า อยุธยาเวลานั้นถือเป็น “จังหวัดของกระทรวงการคลัง” มีการบุกเบิกสร้างตลาดแห่งใหม่ขึ้น ทำให้อยุธยาเกิดเป็นทำเลทองของการค้าขาย จึงมีประชาชนจากอำเภอรอบนอกและจังหวัดข้างเคียงเดินทางมาจับจองที่ดินและตั้งร้านค้าเรือนแพกันมาก

ระหว่างนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับอยุธยาและส่งผลทำให้อยุธยามีความสำคัญสำหรับช่วงหลัง 2475 เท่าที่สังเกตได้และมีหลักฐานปรากฏก็ดังจะกล่าวรายละเอียดในลำดับต่อไปนี้

(2.1) เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เสด็จพระดำเนินประพาสทางเรือ จากพระนครมาถึงหัวรอ อยุธยา ในช่วงเที่ยงวัน พระอนุรักษ์ภูเบศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลังและคณะกรรมการจังหวัดให้จัดการอำนวยความสะดวก รับเสด็จ และถวายอารักขา ต่อมา ขุนพิเศษนครกิจ คณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีรายงานถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เล่าถึงการเสด็จฯ อย่างคร่าว ๆ ว่า: 

“เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ เวลา ๑๓ นาฬิกาเศษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์กับคณะที่ไปด้วยได้ไปถึงพระนครศรีอยุธยาโดยทางเรือ แล้วขึ้นชมอยุธยาพิพิธภัณฑ์สถานในพระราชวังจันทรเกษม เสร็จแล้วออกจากพระราชวังจันทรเกษมโดยรถจักรยาน ๓ ล้อ ไปชมพระราชวังโบราณ แล้วกลับมาลงเรือออกจากหน้าพระราชวังจันทรเกษม เวลา ๑๕ นาฬิกาเศษ ถึงพระราชวังบางปะอินราว ราวเวลา ๑๗ นาฬิกา ขึ้นชมพระราชวัง และเสวยอาหารค่ำที่บางปะอินแล้ว เวลา ๒๐ นาฬิกาเศษ เสด็จกลับกรุงเทพฯ”[1]

ต่อมา เมื่อเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้มีพระหัตถเลขาถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2481 ระบุว่า: 

“เนื่องจากที่ข้าพเจ้าได้ไปชมโบราณวัตถุและพระราชวังโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปลายเดือนที่แล้วมานั้น ข้าหลวงประจำจังหวัดและเจ้าหน้าที่ได้ต้อนรับและให้ความสะดวกแก่ข้าพเจ้าและคณะเป็นอย่างดี จึงขอขอบใจท่านและเจ้าหน้าที่เป็นอันมากที่ได้เป็นธุระช่วยให้ความสะดวกแก่ข้าพเจ้าในโอกาสนี้”[2]

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นเจ้านายที่รู้จักมักคุ้นกันดีกับข้าราชการในพระนครศรีอยุธยา เพราะเคยเสด็จมาเป็นประธานพิธีเปิดโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โรงเรียนสตรีแห่งแรกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยใน พ.ศ. 2462 ได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดโรงเรียนนี้แทนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี[3]

ถึงแม้ว่าจะเป็นการเสด็จโดยระบุวัตถุประสงค์เพื่อการเสด็จประพาสเยี่ยมชม “อยุธยาพิพิธภัณฑ์” ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ยังเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า โดยพระยาโบราณราชธานินทร์ได้รวบรวมโบราณวัตถุมาจัดเก็บรักษาและเปิดให้เยี่ยมชมอยู่ที่พระราชวังจันทรเกษม

แต่อย่างไรก็ตาม การเสด็จอยุธยาของเจ้านายระดับสูงเช่นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ก็เป็นที่จับตามองจากฝ่ายรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะเป็นช่วงเวลาไม่นานหลังจากเกิดเหตุการณ์ขบถบวรเดช ต่อมาจอมพล ป. ถูกลอบยิง แล้วดำเนินการสอบสวนและจับกุมกวาดล้างฝ่ายกษัตริย์นิยมครั้งใหญ่ แต่ในเมื่อพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบถ อีกทั้งในช่วงก่อน 2475 พระองค์ยังเป็นเจ้านายที่แสดงท่าทีเปิดกว้างต่อกลุ่มหัวก้าวหน้า ลูกศิษย์ลูกหาของพระองค์หลายคนยังเคยเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ ร.ศ. 130 อีกด้วย พระองค์จึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยและได้รับการต้อนรับจากข้าราชการฝ่ายปรีดี พนมยงค์ ในอยุธยาเวลานั้นเป็นอย่างดี   

(2.2) อาคันตุกะชาวต่างประเทศที่เข้ามาในช่วงหลัง 2475 ยังคงนิยมเดินทางมาเที่ยวชมเมืองเก่าอยุธยาเฉกเช่นที่เคยเป็นมาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คราวนี้ผู้มีหน้าที่จัดการต้อนรับอำนวยความสะดวก มิใช่พระราชวงศ์อีกต่อไป หากแต่เป็นข้าราชการส่วนกลางและในท้องถิ่นอยุธยา 

ดังปรากฏในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้พาอัครราชทูตอิตาเลียนและคณะ ไปเที่ยวชมโบราณสถานเมืองเก่าอยุธยา การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปอยุธยา ที่สะดวกในสมัยนั้นมี 2 ทาง คือ ทางรถไฟ กับทางเรือล่องขึ้นไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา คณะทูตอิตาลีจำนวน 14 คนนี้ได้แสดงเจตจำนงที่จะเดินทางไปโดยรถไฟ แต่กรมโฆษณาการก็ได้จัดเรือยนต์ไปรอรับที่ตลาดหัวรอ หน้าพระราชวังจันทรเกษม[4]

เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดว่า คณะทูตได้เดินทางไปเยี่ยมชมที่ใดบ้าง แต่จากที่กรมโฆษณาการได้จัดเรือยนต์ไปรอรับที่หน้าพระราชวังจันทรเกษม สถานที่ใน 1 วันของคณะทูตนั้นน่าจะเป็นพระราชวังจันทรเกษม เยี่ยมชมอยุธยาพิพิธภัณฑ์ (เช่นเดียวกับคณะของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) จากนั้นลงเรือที่ท่าเรือตลาดหัวรอ แล้วนั่งเรือชมรอบเกาะเมือง สถานที่ที่จะแวะได้ก็มีที่ท่าวาสุกรี สำหรับขึ้นไปวัดใหม่ไชยวิชิต ในเขตพระราชวังโบราณ วัดหน้าพระเมรุ วัดเชิงท่า วัดสวนหลวงสพสวรรย์ วัดไชยวัฒนาราม โบสถ์เซนต์ยอแซฟ วัดพุทไธสวรรย์ วัดพนัญเชิง ก่อนจะขึ้นท่าเรือที่หน้าสถานีรถไฟ   

(2.3) สมัยนั้น “มหามิตร” ของสยามประเทศไทยคือญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นได้เป็นตัวกลางในการเจรจาหาข้อยุติสงครามอินโดจีนระหว่างรัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ ฝรั่งเศสที่ปกครองอินโดจีน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2483 ญี่ปุ่นซึ่งมีนโยบาย “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” (Asia for Asia) อยู่แล้ว ผลการเจรจาจึงออกมาให้ไทยได้ดินแดนอินโดจีนส่วนหนึ่ง แต่ต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นก็รุกรานประเทศไทยเสียเอง โดยการยกพลขึ้นบกแล้วขอเจรจาผ่านแดนไปพม่า 

ในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ญี่ปุ่นก็แสดงความสนใจจะเดินทางมาเยี่ยมชมอยุธยาเมืองเก่า เพื่อตามรอยออกญาเสนาพิมุข (ยามาดะ นากามาสะ) เพราะเรื่องของยามาดะเป็นสิ่งสะท้อนว่าเคยมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเติบใหญ่ในภูมิภาคนี้มาก่อนแล้วตั้งเป็นเวลาหลายร้อยปี ยามาดะ นากามาสะ อดีตหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นในอยุธยา เป็นเจ้าของสมญา “ซามูไรอโยธยา” เขาเคยมีบทบาทเป็นถึงเสนาบดีในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ก็ไม่แปลกที่นายทหารญี่ปุ่นที่นำทัพยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย จะเห็นยามาดะเป็น “ไอดอล”

“คณะรัถทูตไหย่ประเทศยี่ปุ่น” (เขียนแบบยุครัฐนิยม) ได้สอบถามหาบ้านยามาดะ เมื่อทราบว่าอยู่ที่อยุธยากรุงเก่า ก็แสดงความจำนงที่จะเดินทางมาเยี่ยมชม ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2484 แต่กว่าที่จะได้เดินทางมาจริงก็ล่วงเลยมาจนถึงในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2485[5] ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมักมาทิ้งระเบิดที่อยุธยาอยู่หลายครั้ง

การที่มีญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่อำเภอลาดบัวหลวง ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้เกาะเมืองอยุธยามากที่สุดในบรรดาค่ายญี่ปุ่นทั้งหมด ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทางสะดวกแก่ญี่ปุ่น ที่สำคัญเวลานั้นคนที่ทราบว่าหมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ที่ไหนในอยุธยา ยังมีไม่มาก อีกทั้งตัวสถานที่ยังไม่เหลือร่องรอยสิ่งใดที่จะให้คณะทูตได้เยี่ยมชม กว่าที่คณะกรรมการจังหวัดจะดำเนินจัดเตรียมต้อนรับได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร

 

(3) การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมเกาะเมืองอยุธยา   

กรมชลประทานนับเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางที่มีบทบาทในท้องถิ่นอยุธยาค่อนข้างมาก เพราะเป็นจังหวัดที่ตั้งของ “เขื่อนพระราม 6” เขื่อนแรกของสยามประเทศไทย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2467 (สมัยรัชกาลที่ 6) ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าเรือ ตามลำน้ำป่าสัก ก่อนที่จะไหลลงมาสู่เกาะเมืองอยุธยา แต่แม้จะมีเขื่อนพระราม 6 แล้ว น้ำก็ยังท่วมตัวอยุธยา แต่สมัยนั้นไฟฟ้าถึงจะมีแล้ว (ไฟฟ้ามีใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา) แต่ยังไม่แพร่หลายทั่วทุกหัวระแหงอย่างปัจจุบัน บ้านเรือนราษฎรถ้าไม่เป็นเรือนแพอยู่กับน้ำ ก็ยังเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง ตามวิถีดั้งเดิมของการอยู่กับน้ำของคนในเขตที่ราบภาคกลาง

หลัง 2475 กรมชลประทานเริ่มเกิดมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนระบบชลประทาน โดยลดความจำเป็นในด้านการคมนาคมขนส่งลง เปลี่ยนจากการคมนาคมทางน้ำและทางรถไฟ มาเป็นทางถนนมากขึ้น ช่วงนี้กรมชลประทานจึงทำงานในลักษณะประสานงานกับกรมโยธาเทศบาล ขณะเดียวกันนโยบายของคณะราษฎรคือส่งเสริมการทำนา 2 ครั้งต่อปี[6] “น้ำท่า” จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกษตรกรรม และก็จึงต้องมีการผันน้ำมาท่วมต้นข้าว แต่ก็ต้องป้องกันไว้ไม่ให้ท่วมเกาะเมืองด้วย หรือท่วมก็ไม่ให้หนักและนานจนเสียหายมาก 

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2483 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางไปตรวจราชการที่เกาะเมืองอยุธยา พร้อมด้วยอธิบดีกรมชลประทาน และอธิบดีกรมโยธาเทศบาล หลังจากเดินทางสำรวจตรวจราชการแล้ว ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันที่คุ้มขุนแผน และเนื่องจากเวลาเดินทางกลับนั้นเป็นช่วงเย็นใกล้มืดค่ำ จึงได้แวะพักค้างแรมที่บางปะอิน[7]

ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2483 อธิบดีกรมชลประทานได้เดินทางไปสำรวจดูระบบการชลประทานบริเวณรอบ ๆ เกาะเมือง โดยมีหลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตร) ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้พาไปสำรวจดู เมื่อการสำรวจเสร็จสิ้นลง อธิบดีกรมชลประทานได้ประชุมปรึกษาวาระพิเศษแล้วอนุมัติงบประมาณเบื้องต้นจากกรมชลประทานเป็นเงิน 60,000 บาท สำหรับปรับปรุงการชลประทานป้องกันน้ำท่วมเกาะเมืองและ “ช่วยการทำนาแก่ราษฎรชาวกรุงเก่า”[8] 

อย่างไรก็ตาม แผนจัดการป้องกันน้ำท่วมและช่วยราษฎรทำนานี้มีอันต้องระงับไปชั่วขณะ เดิมผู้เขียนคิดว่าเพราะมีเหตุเกี่ยวกับสงคราม เนื่องจากอยุธยาเองได้รับพิษภัยสงครามมาก เพราะเป็นอีกจังหวัดที่มีกองทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่ย่านลาดบัวหลวง จึงเป็นเหตุให้เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรต้องมาทิ้งระเบิดอยู่หลายครั้ง ถึงแม้ว่าปรีดี พนมยงค์ ในฐานะ “รู้ธ” (ชื่อทางลับของผู้นำขบวนการเสรีไทย) จะบอกพิกัดแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรให้ทิ้งระเบิดไปตกใส่แม่น้ำ ไม่ก็ทุ่งนา ไม่ให้ทิ้งบอมบ์โดนสถานที่สำคัญก็ตาม แต่ก็ส่งผลต่อวิถีชีวิตการปรับตัวของชาวกรุงเก่ามากพอสมควร   

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนก็พบอีกเหตุปัจจัย คือ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2483 มีราษฎรในท้องที่อำเภอบางปะหันและวังน้อย พบวัตถุประหลาดชนิดแข็งในระหว่างทำนา คณะกรรมการจังหวัดเมื่อได้รับทราบเรื่องและได้รับมอบวัตถุดังกล่าวมาจากราษฎรแล้ว ก็ได้นำส่งไปให้กรมวิทยาศาสตร์ทำการตรวจสอบโดยวิธีแยกธาตุองค์ประกอบ วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ก็ได้ตอบกลับมายังข้าหลวงประจำจังหวัด ว่าวัตถุดังกล่าวคือ “แร่เหล็กชนิดหายาก”[9]

ต่อมาอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์และคณะนักวิทยาศาสตร์ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่บางปะหันและวังน้อย ก็พบว่าบริเวณดังกล่าวนี้เป็นแหล่งแร่เหล็ก ซึ่งสมัยนั้นยังพบไม่มากในภาคกลาง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ได้ดำเนินการร้องขอให้จังหวัดหยุดการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ในการป้องกันน้ำท่วมชั่วคราว จนกว่าจะสำรวจแหล่งแร่ได้จนทั่วหมดเสียก่อน

 

(4) ความกระตือรือร้นของหลวงบริหารชนบท (ส่าน สหไตร) ข้าหลวงประจำจังหวัด ตลอดจนคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการบูรณะปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยายุคปรีดี พนมยงค์ นี้กล่าวได้ว่าไม่อาจดำเนินโครงการได้ราบรื่น ถึงแม้จะเป็นจังหวัดบ้านเกิดของท่านผู้อภิวัฒน์ก็จริง แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าหลวงฯ และคณะกรรมการจังหวัดในสมัยนั้นแล้ว โครงการก็ไม่อาจดำเนินไปได้ลุล่วง 

บทบาทที่ว่านี้นำโดย “หลวงบริหารชนบท” (ส่าน สีหไตร) ข้าราชการฝ่ายนิยมปรีดีและสนับสนุนการอภิวัฒน์ในท้องถิ่นอยุธยา บางครั้งบางเรื่องหลวงบริหารชนบทก็เป็นผู้ริเริ่มแล้วปรีดีเห็นพ้องและอนุมัติเงินงบประมาณสนับสนุนมาจากส่วนกลาง (กระทรวงการคลัง) เช่น การสร้างตึกศาลากลางย้ายจากพระราชวังจันทรเกษมมาที่กลางเกาะเมืองแทน[10]

นอกจากนี้ ยังน่าสังเกตด้วยว่า โครงการปรับปรุงอยุธยาสำหรับหลวงบริหารชนบทแล้ว ยังมีการขยายออกไปนอกเกาะเมือง มีความพยายามที่จะปรับปรุงในแต่ละอำเภออีกด้วย ไม่ได้มองเฉพาะเกาะเมือง ดังจะเห็นได้จากในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2483 หลวงบริหารชนบท ข้าหลวงฯ ได้ไปตรวจท้องที่อำเภอรอบนอกแล้วมาประชุมกรมการอำเภอ เสนอแนะการปรับปรุงกิจการต่าง ๆ ของแต่ละอำเภอ[11]

การประชุมคณะกรรมการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ตึกคณะราษฎร์) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 มีหัวข้อประชุมดังนี้: 1.การบำรุงท้องที่ 2.การตั้งร้านชำ 3.การขุดบ่อเลี้ยงปลา 4.การอบรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 5.การสาธารณสุขตามท้องที่ 6.บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของราษฎร 7.การร่วมมือกับตำรวจปราบปรามโจรผู้ร้าย 8.การศึกษาประชาบาล 9.การเปิดถนนสายอยุธยา-วังน้อย 10.เงินทุนบำรุงท้องที่ 11.เครื่องหมายจังหวัด 12.เรื่องคิดทำสินค้าพิเศษสำหรับจังหวัด 13.การบำรุงสินค้าพื้นเมือง เป็นต้น 

เรื่องสำคัญที่มีการพูดคุยกันมากในการประชุมพิจารณาปรับปรุงสภาพจังหวัดเวลานั้น ก็คือเรื่อง “ส้วม” และสุขลักษณะของราษฎร จังหวัดคิดอ่านถึงกับจะสร้างส้วมให้ราษฎรได้มีใช้อย่างทั่วถึง ไม่ต้องไปขับถ่ายตามป่าเขาให้เป็นที่อุจาด เพราะจะเป็นเมืองที่มีการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างประเทศ

“ข้าหลวงประจำจังหวัดกล่าวว่า ได้ผ่านไปตามหมู่บ้านราษฎร แถววัดกะสังข์ เขตต์ติดต่อระหว่างอำเภอกรุงเก่ากับอำเภออุไทย ได้เห็นเค้าของส้วม ซึ่งราษฎรทำตามบ้านยังมีอยู่ แต่บางแห่งทรุดโทรมมากจนใช้การไม่ได้ ราษฎรไปอาศัยถ่ายตามป่าและตามพื้นดินหลังบ้าน เลอะเทอะเป็นที่น่ารังเกียจ และเสียอนามัยแก่บุคคล เข้าใจว่าสภาพการเช่นนี้อาจมีอยู่อีกในที่หลายๆ แห่ง จึงขอให้ทุกอำเภอเริ่มฟื้นฟูการสร้างส้วมกันขึ้นอีกครั้ง และคอยดูแลว่ากล่าวให้เป็นส้วมที่ถูกสุขลักษณะใช้การได้ต่อไป”

อีกเรื่องสำคัญคือการเปิดใช้ถนนสายอยุธยา-วังน้อย (ถนนโรจนะในปัจจุบัน) ถนนเส้นนี้จะเชื่อมต่อระหว่างถนนพหลโยธินที่วังน้อยมายังเกาะเมืองอยุธยา ผ่านวัดสามปลื้ม (เจดีย์นักเลง) ตรงมายังสะพานปรีดี-ธำรง เพื่อเข้าสู่เกาะเมืองอยุธยา ทั้งนี้จังหวัดจะดำเนินการตัดถนนให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้ในวันชาติ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 

“ข้าหลวงประจำจังหวัดกล่าวว่า ถนนสายอยุธยา-วังน้อย ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้นั้น จะได้เร่งรีบให้เสร็จและทำพิธีเปิดได้ทันในงานฉลองวันชาติปีนี้ ซึ่งบางทีท่านนายกรัฐมนตรี (จอมพล ป. พิบูลสงคราม-ผู้อ้าง) อาจจะมาถนนนี้ด้วย อำเภอที่มีถนนผ่านไปในเขตต์ ควรจะต้องวางกำหนดการทำพิธีเปิดเฉพาะในเขตต์ของ  ไว้เป็นอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ โอกาสเช่นนี้นานๆ จะสพสักครั้ง (สพ/สบ หมายถึง พบ-ไม่ได้เขียนผิด) ขอให้ตั้งใจรับโอกาสอันงามนี้ อำเภอไหนจะจัดทำพิธีการอย่างใดให้กะโครงการณ์มา ข้าหลวงฯ จะไปนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรีทราบ”

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งดังกล่าวนี้ ยังมีการพิจารณาลงมติให้ใช้รูปปราสาทสังข์ เป็นเครื่องหมายประจำจังหวัด ซึ่งจะเป็นตราสัญลักษณ์ที่ใช้เรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2513 สมัยนายจำนงค์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีการเพิ่มรูปต้นหมันเป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกตราหนึ่ง 

ไม่เพียงแค่ที่เกาะเมือง บริเวณอำเภอรอบนอก หลวงบริหารชนบทและคณะกรรมการจังหวัดก็ดูแลครอบคลุม ยิ่งเป็นช่วงที่อยู่ในยุคสงคราม เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง แถมสภาพอยุธยา ยังมีช่วงฤดูน้ำหลากที่น้ำจะท่วมนานอีกด้วย ปรากฏข้อมูลหลักฐาน[12] ว่าเมื่อวันที่ 10-13 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ข้าหลวงประจำจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักงานที่ดินและโลหะกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกไปสดับตรับฟังเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงสงครามอินโดจีน เพื่อรับทราบว่าราษฎรอำเภอต่าง ๆ มีความคิดเห็นและความเป็นอยู่อย่างไร   

โดยเริ่มจากท้องที่อำเภอวังน้อยและอำเภออุไทย อำเภอวังน้อย ไปตำบลบ่อตาโล่ ลำตาเสา วังน้อย ลำไทร พะยอม วังจุฬา สนับทึบ ชะแมบ หันตรา พระอินท์ราชา เป็นต้น อำเภออุไทย ไปตำบลโพสาวหาญ หนองน้ำส้ม บ้านช้าง หนองไม้ซุง สามบัณฑิตย์ บ้านหีบ เสนา ทุ่งชายเคือง อุไทย คานหาม เป็นต้น

เจ้าพนักงานสำนักงานที่ดินและโลหะกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าราษฎรมีการทำนา สวนครัว และเลี้ยงสัตว์ ในช่วงน้ำท่วม และตามที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยนั้นมีนโยบายส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยงไก่นั้น รายงานของสำนักงานที่ดินและโลหะกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เสนอว่า ควรเปลี่ยนจากเลี้ยงไก่เป็นเลี้ยงเป็ดดีกว่า เพราะเป็ดชอบน้ำ ขณะที่ไก่ในช่วงน้ำหลากท่วมไม่มีที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่จำเป็น

 

(5) บทบาทของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) และกรมศิลปากรในช่วงแรกเริ่ม 

กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2477 (สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา) ก่อตั้งขึ้นโดยการโยกย้ายเอาบุคลากรจากหน่วยราชบัณฑิตยสถานและกรมช่างเดิมมาเปลี่ยนเป้าหมายและบทบาทหน้าที่ จากการทำนุบำรุงดูแล “สมบัติของพระราชวัง” มาเป็นการปกปักรักษา “สมบัติของชาติ” โดยการตรากฎหมายออกมากำกับการปฏิบัติงานด้านนี้ที่ชื่อ “พระราชบัญญัติว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธศักราช 2477”[13] ถือเป็น “พ.ร.บ.โบราณสถานฯ” ฉบับแรกของไทย (ฉบับปัจจุบัน ร่างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) และอยุธยาก็เป็นเมืองแรก ๆ ที่กรมศิลปากรใหม่นี้ได้ทดลองใช้กฎหมายนี้โดยได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดและคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา   

ได้เริ่มมีการสำรวจวัดร้างกันตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ต่อมาในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2483-31 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 (รวม 4 วัน 4 ชั่วโมงเศษ) หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) หัวหน้ากองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้เดินทางโดยรถไฟไปสำรวจโบราณสถานวัดร้างที่อยุธยา เพื่อเตรียมการวางผังเมืองใหม่ ร่วมกับกระทรวงการคลัง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา[14]

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ไปเกาะเมือง สำรวจดูวัดโคกดอกไม้, วัดป่าโทน ตำบลหอรัตนชัย, วัดพานเงิน, วัด (ไม่มีชื่อ), วัดกระจี, เทวสถานโบสถ์พราหมณ์, วัดน้อยนางหงส์ ตำบลประตูจีน, วัดฉัททันต์, วัดแม่นางมุกด์, วัดขุนเมืองใจ, วัดท่าจีน, วัดถนนจีน, วัดซอแอ ตำบลประตูจีน, วัดกระบือ วัดโค ตำบลหอรัตนชัย เป็นต้น

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ไปสำรวจดูวัดต่าง ๆ ตั้งแต่ริมถนนซอยวัดราชประดิษฐาน วัดสุวรรณาวาส, วัดพลับพลาชัย, วัดเกษ, ศาลพระกาฬ ตำบลท่าวาสุกรี, วัดเจ้าตา, วัดป่าสัก, วัดสะพานนาค ตำบลประตูจีน, วัดบรมพุทธาราม, วัดสิงหาราม, วัดสวนหลวงค้างคาว, วัดปราสาท, วัดโคกยายมี วัดโลกยสุทธา วัดวรเชษฐาราม ตำบลท่าวาสุกรี เป็นต้น

วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ไปสำรวจดุวัดต่าง ๆ ริมถนนสายกลาโหม ตำบลท่าวาสุกรี มีวัดสุวรรณเจดีย์, วัดสัตบาป แนวถนนข้างวัดธรรมิกราช (ถนนวังตรา หรือถนนบางตรา), พระที่นั่งทรงปืน, วัดสามปลื้ม (เจดีย์นักเลง ถนนอยุธยา-วังน้อย), ตำบลไผ่ลิง, วัดมเหยงค์ ตำบลไผ่ลิง เป็นต้น

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ไปทำการขุดหารากพระที่นั่งทรงปืน แล้วไปวัดพระนครหลวง ที่อำเภอนครหลวง

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เดินทางกลับกรุงเทพฯ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง รวม 13 บาท 02 สตางค์

สมัยนั้นหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ยังไม่ได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากร คนที่ได้รับตำแหน่งนี้ช่วงนั้นคือหลวงวิจิตรวาทการ แต่ในอยุธยาสมัยนั้นหลวงวิจิตรวาทการไม่ได้มีบทบาทมากเท่าหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้ซึ่งปวารณาตนเป็นศิษย์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่ในทางปฏิบัติหน้าที่การงาน หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์กลับเป็นผู้สนองนโยบายคณะราษฎรต่อเมืองเก่าอยุธยา

นับว่าหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้มีบทบาทในการลงหลักปักฐานวางรากฐานสำคัญให้แก่งานการที่จะทำต่อมาของกรมศิลปากร ก่อนที่ความสำเร็จจากอยุธยา จะช่วยให้หน่วยงานนี้มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในแนวทาง เมื่อจะต้องไปดูแลจัดการและบริหารแหล่งประวัติศาสตร์ที่อื่นๆ

 

(6) การล้อมรั้วสร้างเขตพระราชวังโบราณ 

งานแรกที่จำเป็นเร่งด่วนตามข้อเสนอแนะของกรมศิลปากรคือการล้อมรั้วหนามขั้นเขตพระราชวังโบราณ[15] เพราะเกรงว่าหากย้ายศูนย์ราชการและหน่วยงานเข้ามาตั้งอยู่ที่กลางเกาะเมืองแล้ว จะมีการรุกล้ำเขตพระราชฐานกันขึ้น จะเกิดเป็นข้อตำหนิติฉินขึ้นมาได้

เขตพระราชวังโบราณ ที่มีการล้อมรั้วลวดหนามกั้นไว้นี้ ด้านตะวันออกติดวัดธรรมิกราช ด้านเหนือติดถนนคลองเมือง ด้านตะวันตกจรดถนนคลองธ่อ (คลองท่อ) ทิศใต้อ้อมวัดพระรามจรดถนนเดชาวุธ รวมเนื้อที่ยาวประมาณ 2,900 เมตร มีอาณาเขตรวมทั้งสิ้น 150 ไร่

 

ซากฐานพระราชวังโบราณ

 

เสารั้วที่ใช้กั้นเป็นเสาคอนกรีต ปลายเสาทำเป็นรูปใบสีมา ใช้งบประมาณ 8,000 บาท เงินสำรองการก่อสร้างทั่วไป 18,000 บาท รวมเป็นเงิน 26,000 บาท หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรสมัยนั้น อนุมัติตามที่ขอ แต่งบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดกระทรวงการคลังเป็นผู้เบิกจ่าย แต่เมื่อโอนไปเป็นความรับผิดชอบของกรมศิลปากรแล้ว กรมศิลปากรจะเป็นผู้ควบคุมดูแลและจัดสรรงบประมาณเอง

ทั้งที่ดูเป็นงานง่าย แค่ล้อมรั้ว แต่ที่จริงกลับเป็นงานยาก เพราะเกิดข้อถกเถียงกันว่า เขตพระราชฐานเดิมมีอาณาบริเวณแค่ไหน ควรควบรวมพื้นที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร และโคกพระเมรุเก่าหรือไม่ ที่สำคัญยังต้องรอให้การตัดถนนรอบเกาะเมืองซึ่งจะผ่านบริเวณทางทิศเหนือติดลำน้ำคลองเมืองแล้วเสร็จเสียก่อนด้วย งานแรกจึงกลายเป็นงานที่แล้วเสร็จล่าช้ากว่างานอื่นจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2485 จึงแล้วเสร็จ นายอี๊ด หวังคุณ หัวหน้าแผนกโบราณสถาน กองโบราณคดี กรมศิลปากร จึงเพิ่งจะได้ไปตรวจรับงานอย่างละเอียดก็เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ถึงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2485[16]   

อนึ่ง ขอให้สังเกตว่าเขตพระราชวังโบราณที่กำหนดขึ้นในช่วงนี้กลายเป็นเขตพระราชวังโบราณกรุงศรีอยุธยาในความรับรู้ชั้นหลังมาเท่าทุกวันนี้ เดิมเขตพระราชฐานกรุงศรีอยุธยาครอบคลุมบริเวณตั้งแต่คลองฉะไกรใหญ่ (คลองท่อ) ทางทิศตะวันตก วิหารพระมงคลบพิตร โคกพระเมรุเก่า ตำหนักสวนกระต่าย วัดพระศรีสรรเพชญ์ บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง ทางทิศใต้ แนวถนนวังตราและวัดธรรมิกราช ทางทิศตะวันออก (บริเวณนี้เคยมีโรงเรียนวัดธรรมิกราช) จรดคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรี) ทางทิศเหนือ ไม่ได้มีเนื้อที่แค่ 150 ไร่ ถัดจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ และพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องยอมเป็นถนนรอบเกาะ

แต่โดยรวมก็ถือได้ว่าใกล้เคียงกันมากกับเขตพระราชฐานที่เกิดจากการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4[17] อย่างไรก็ตาม โครงการเมื่อเปรียบเทียบกัน โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังโบราณเพื่อกลับฟื้นคืนพระราชวังหลวงกรุงเก่าในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นภารกิจที่ไม่เสร็จสิ้น ถึงแม้สมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) จะพยายามสานต่องานด้านนี้ แต่ก็ทำได้แค่เพียงจัดเตรียมสถานที่รองรับการจัดงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 50 ปีเท่านั้น[18]

 

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมเป็นวัดในเขตพระราชวังหลวงอยุธยา

 

(7) การซ่อมแซมวิหารพระมงคลบพิตร

วัดนี้เป็นวัดสำคัญประจำพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ มีพระพุทธรูปองค์โตคือ “พระมงคลบพิตร” ถือเป็น 1 ใน 8 พระพุทธรูปที่เป็นหลักเป็นประธานของบ้านเมือง แต่วิหารและพระพุทธรูปได้รับความเสียหายมาก เป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นผลพวงของสงครามมาตั้งแต่ครั้งสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 แต่กลับเป็นสถานที่ยอดฮิต ภาพถ่ายเก่าอยุธยาในช่วงที่มีบุคคลสำคัญทั้งชาวต่างประเทศ ข้าราชการจากส่วนกลาง หรือประชาชนทั่วไป มักจะเป็นภาพถ่ายคู่วิหารพระมงคลบพิตร เข้าใจว่าเพราะความ “วินเทจ” ของสถานที่

 

พระมงคลบพิตร

 

ปรีดี พนมยงค์ เองก็มีภาพถ่ายคู่วิหารนี้จัดแสดงอยู่ที่อนุสรณ์สถานบ้านปรีดี พนมยงค์ และที่พิพิธภัณฑ์โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย (อยว.) มีคำอธิบายภาพว่าเป็นภาพถ่ายของปรีดี พนมยงค์ สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะเดินทางมาตรวจราชการ แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นภาพสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นประธานในพิธีเปิดตึกศาลากลาง (หลังเก่า) และการดำเนินโครงการปรับปรุงเกาะเมือง เมื่อ พ.ศ. 2483 แต่เรื่องนี้เท็จจริงเป็นอย่างไร ว่ากันไปตามหลักฐานและยังถกเถียงกันได้ต่อไป

 

ภาพถ่ายเก่า ปรีดี พนมยงค์ และคณะที่วิหารพระมงคลบพิตร

 

ในส่วนของวิหารพระมงคลบพิตรนี้ก็มีแนวคิดที่บูรณะสร้างมณฑปครอบแล้วตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2480 แต่เนื่องจากมีการประเมินแล้วว่าการซ่อมแซมองค์พระและวิหารหลังนี้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมาก จึงได้มีการรักษาสภาพเอาไว้ในเบื้องต้นก่อน โดยในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2484 กระทรวงการคลังโดยปรีดี พนมยงค์ ได้อนุมัติเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพวิหารพระมงคลบพิตร ทั้งค่าวัสดุและค่าแรงช่าง เป็นเงิน 3,000 บาท โดยให้กรมศิลปากรดำเนินการส่งช่างมาซ่อมแซมโดยการดีดเสา โย้เสา ทำที่ค้ำยันไว้ จำนวน 12 ต้น และซ่อมผนังกับกำแพงแก้วทั้ง 4 ด้าน[19]

3,000 บาท สำหรับสมัยนี้อาจเป็นจำนวนที่ดูน้อย แต่สำหรับสมัยเมื่อครั้งทศวรรษ 2480 แล้ว จัดว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ และเป็นจำนวนที่พอดีกับค่าวัสดุและค่าแรง (หรือค่าช่าง) ซึ่งมีใบเสร็จแจกแจงให้เห็นทุกรายการค่าใช้จ่าย

 

วิหารพระมงคลบพิตร

 

ต่อมา สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2499 นายพลอูนุได้เดินทางมาเยือนแล้วบริจาคเงินไว้ให้เป็นค่าบูรณะพระมงคลบพิตร เป็นเงิน 200,000 บาท นอกจากซ่อมองค์พระแล้วครั้งนั้นจอมพล ป. ได้จัดสรรเงินงบประมาณเพิ่มสำหรับสร้างวิหารครอบรวมเป็นเงินกว่า 720,000 บาท[20] ทั้งนี้โดยเป็นการบูรณะต่อจากที่ได้ทำไว้บ้างแล้วตั้งแต่สมัยปรีดี พนมยงค์ อยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นการบูรณะที่ตัดขาดจากการรักษาสภาพก่อนหน้านั้น

 

(8) การบูรณะ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ในพระราชวังจันทรเกษม 

เมื่อย้ายที่ทำการศาลากลางไปยังตึกศาลากลางที่สร้างใหม่ ก็ปรับปรุงพระราชวังจันทรเกษม สำหรับเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมจากโบราณสถานเดิมที่มี เนื่องจากสมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้มีการรวบรวมโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งมาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม และเปิดให้เจ้านายและขุนนางจากกรุงเทพฯ ได้เข้าชมเป็นระยะ

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) ได้จัดส่งนักโบราณคดีมาจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุเพื่อจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะให้ประชาชนได้เยี่ยมชมเมื่อมาเที่ยวอยุธยากรุงเก่า (สมัยนั้นยังไม่มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา) แต่ขณะดำเนินงานหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์พบว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งเป็นพระที่นั่งหลังเดียวในพระราชวังจันทรเกษม ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (นอกนั้นเป็นพระที่นั่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 6) เครื่องบนซึ่งเป็นไม้นั้นผุพังเป็นบางตอน ฝาผนังปูนของเก่ามีรอยแตกร้าวหลายแห่ง พื้นและรอดชั้นบนผุ เสาไม้เต็งรังถูกปลวกกินขาดไป 2 ต้น

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์จึงแจ้งไปยังหลวงวิจิตรวาทการ และหลวงวิจิตรวาทการก็แจ้งต่อไปยังปรีดี พนมยงค์ ที่กระทรวงการคลัง ขออนุมัติงบประมาณมาซ่อมแซม ปรีดีได้อนุมัติให้ตามที่กรมศิลปากรขอมาเป็นค่าสิ่งของและค่าแรง รวมเป็นเงิน 3,000 บาท[21]

 

พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระราชวังจันทรเกษม

 

ก็เป็นอันว่า แม้จะย้ายที่ว่าการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาออกไปอยู่ที่ใหม่ที่อาคารศาลากลางแล้ว พระราชวังจันทรเกษมก็ไม่ได้ถูกละเลยแต่อย่างใด ตรงข้ามการย้ายข้าราชการจังหวัดออกไป ช่วยให้การดำเนินงานบูรณปฏิสังขรณ์และจัfแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้ง่ายขึ้น นับเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของพระราชวังจันทรเกษมที่จะสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน     

 

(9) การประดิษฐ์ประเพณีพิธีกรรมรำลึกทหารอาษา ณ วัดสวนหลวงสพสวรรย์

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น การที่อยุธยาเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ทหารอาษาในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ยังเป็นเหตุให้อยุธยาเป็นแหล่งชุมนุมที่ข้าราชการทหารต้องเดินทางมาร่วมพิธีกรรมรำลึกเป็นประจำทุกปี ในช่วงปีที่อยุธยากำลังมีโครงการปรับปรุงเกาะเมืองโดยมี “สามหลวง” (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, หลวงบริหารชนบท, หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์) เป็นตัวตั้งตัวตีดำเนินการกันอยู่นั้น ได้มีการจัดทำพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483[22]

ทั้งนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อ “ทหารอาษา” ซึ่งเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา ที่ไปพลีชีพในสมรภูมิสงครามที่ยุโรป มีสถูปอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมถนนรอบกรุง ข้างทิศเหนือใกล้เจดีย์สุริโยไท วัดสวนหลวงสพสวรรย์

“ทหารอาษา” ชาวพระนครศรีอยุธยา สองท่านที่ไปพลีชีพที่สมรภูมิยุโรปนั้นคือ

  1. นายดาบเยื้อน สังขยุทธ เกิดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงแก่กรรมในประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2461
  2. พลทหารศุข พ่วงเพิ่มพันธ์ เกิดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงแก่กรรมในประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2461

ช่วงนั้น (พ.ศ. 2483-2484) สงครามอินโดจีนกำลังก่อตัวและเป็นกระแสสร้างความเกลียดชังต่อเพื่อนบ้านในสังคมไทย แน่นอนว่า ปรีดี พนมยงค์ มีแนวคิดต่อต้านลัทธิทหาร ไม่นิยมสงคราม เรียกร้องสันติ พิธีกรรมรำลึกทหารอาษาจัดทำขึ้นในความหมายเพื่อสื่อถึงการสูญเสียมากกว่าการเฉลิมฉลองชัยชนะ เพราะทหารที่ถูกส่งไปตายนั้นก็ลูกหลานคนธรรมดาสามัญชนที่กรุงเก่านั่นเอง   

 

(10) บทสรุปและส่งท้าย: “สามหลวง” กับภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

การบูรณะปรับปรุงเกาะเมืองต้องพิจารณาควบคู่กับบริบททางสังคมการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่มีมิติอยู่เพียงเรื่องทางศิลปกรรมล้วน ๆ แต่อย่างใด เมื่อเกิดการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ในฐานะเป็น “เมืองทดลองของระบอบใหม่” จากเดิมที่เคยใช้เป็นเมืองทดลองการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 มาแล้ว

สถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็นับเป็นเหตุปัจจัยหรือนัยหนึ่งคือ “อุปสรรค” ของกระบวนการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาอยู่ไม่น้อย การเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่นที่ถึงแม้พวกเขาจะไปตั้งค่ายอยู่ที่ย่านลาดบัวหลวง แต่ก็เป็นเหตุให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรต้องมาทิ้งระเบิดลงที่อยุธยาอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่ยังดีที่ปรีดี พนมยงค์ มีอีกบทบาทในฐานะ “รู้ธ” (ผู้นำลับ ๆ ของขบวนการเสรีไทย) จึงมีการติดต่อประสานงาน แจ้งไม่ให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดลงใส่บ้านเรือนราษฎร ตลอดจนโบราณสถานในอยุธยา ทิ้งลงใส่แม่น้ำลำคลองแทน

การดำเนินงานบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยาในสมัยปรีดี พนมยงค์ ไม่อาจเกิดขึ้นและดำเนินไปได้ราบรื่น หากปราศจากความช่วยเหลือจากบุคคลสำคัญอีก 2 ท่านเป็นอย่างน้อย คือ หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตร) ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) จากกรมศิลปากร แน่นอนว่าบุคคลที่มีส่วนช่วยเหลือไม่ได้มีแค่ 2 ท่านนี้ เพียงแต่จากเอกสารหลักฐานที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นพบบทบาทของสองท่านนี้มาก นับเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของหลักฐานที่ใช้ในที่นี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรีดีเจอรัฐประหาร พ.ศ. 2490 หมดอำนาจวาสนาและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ทำให้งานบูรณะปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาต้องหยุดชะงักไปด้วยโดยปริยาย จนกระทั่ง พ.ศ. 2499 เมื่อใกล้กึ่งพุทธกาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้รื้อฟื้นโครงการมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ “เล่นใหญ่” และ “จัดหนักจัดเต็ม” กว่าสมัยปรีดีมาก เพราะอิทธิพลแนวคิดชาตินิยมบวกกึ่งพุทธกาล ทำให้เกิดความชอบธรรมและเหตุปัจจัยที่สมเหตุสมผลแก่รัฐบาลจอมพล ป. ในการผันงบประมาณมาใช้ได้มาก ประกอบกับการเมืองหลังรัฐประหารที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมสร้างความชอบธรรมจากการใส่ร้ายป้ายสีปรีดีให้เป็นผู้ร้ายของบ้านเมือง ก็ผลักดันการบูรณะอยุธยาใหม่เพื่อกลบร่องรอยบทบาทของปรีดีที่อยุธยา แต่เป็นความพยายามที่ไร้ผล แม้จะทุ่มทั้งงบประมาณและกำลังคนไปเป็นอันมาก[23]

อนึ่ง การบูรณะและทำนุบำรุงอยุธยาในสมัยปรีดี ยังน่าสังเกตว่ามิได้เน้นแต่เฉพาะบริเวณเกาะเมือง อำเภอรอบนอกก็ได้มีการให้ความสำคัญอยู่ด้วยเช่นกัน ผิดกับการทำนุบำรุงดูแลอยุธยาในช่วงหลังนับแต่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา เนื่องจากบริเวณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นคือเกาะเมืองอยุธยา สถานที่สำคัญนอกนั้น ไม่เว้นแม้แต่อย่างวัดพนัญเชิง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดหน้าพระเมรุ วัดไชยวัฒนาราม ก็ไม่ใช่โบราณสถานในมรดกโลก

เรื่องนี้กลายเป็นทั้งข้อเด่นและข้อด้อยของการบูรณะและทำนุบำรุงอยุธยาในรุ่นหลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ข้อเด่นคือทำให้เกิดการบูรณะและนำเสนออยุธยาออกสู่สายตาชาวโลกมาก แต่ข้อด้อยก็คือเป็นการบูรณะและทำนุบำรุงที่จำกัดเฉพาะพื้นที่บริเวณที่มีการขึ้นทะเบียนคุ้มครองสิทธิ ในกรณีอยุธยา ก็คือเฉพาะบริเวณเกาะเมือง แต่เมืองเก่าอยุธยาในประวัติศาสตร์ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริเวณพื้นที่เกาะเมือง จึงออกจะลักลั่นและขัดแย้งกันอยู่ดังที่เห็นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ การบูรณปฏิสังขรณ์ในทศวรรษ 2480 ก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างและเป็นรากฐานให้แก่ยุคต่อมาอยู่ในตัวแล้ว ในแง่ว่าการบูรณปฏิสังขรณ์เมืองเก่าอยุธยาเป็นงานใหญ่ ไม่อาจกระทำได้โดยลำพังเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จำเป็นต้องประสานความร่วมมือกัน การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองก็มีผลต่อแนวคิดอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งศิลปวัตถุค่อนข้างมาก หากไม่เกิดการอภิวัฒน์ 2475 ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การบูรณปฏิสังขรณ์แบบที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2480-2500 (ทั้งในสมัยปรีดี พนมยงค์ ทศวรรษ 2480 และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วง 2499-2500) ซึ่งนั่นหมายความว่าอยุธยาในปัจจุบันจะไม่เป็นอย่างที่เรารู้จักอย่างทุกวันนี้ 

 

เชิงอรรถ

[1] หจช. มท. 2.2.89 เรื่องพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เสด็จชมพระราชวังจันทรเกษม และพระราชวังโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2481).

[2] เรื่องเดียวกัน.

[3] หจช. ศธ 51.1/35 รายงานการเกิดโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดอยุธยา (3 ก.ค.-29 ส.ค. 2462).

[4] หจช. มท. 2.2.5/459 เรื่องรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศและอัครราชทูตอิตาเลียนกับคณะไปชมภูมิประเทศและโบราณสถานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[5] หจช. มท. 2.2.3/82 เรื่องข้าหลวงอยุธยารายงานการต้อนรับคณะรัฐทูตใหญ่ญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485).

[6] กำพล จำปาพันธ์. “ปรีดี พนมยงค์ กับ ชาวนาอยุธยา และพิธีเปิด “การทำนา 2 ครั้งต่อปี” เมื่อ พ.ศ.  2485” https://pridi.or.th/th/content/2025/09/2634 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568).

[7] หจช. มท. 2.2.5/456 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานเรื่องท่านรัฐมนตรีฯกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมโยธาเทศบาล ไปราชการที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[8] หจช. มท. 2.2.5/452 เรื่องอธิบดีกรมชลประทาน ไปตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[9] หจช. มท. 2.2.5/455 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งสำเนาหนังสือที่มีถึงอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ เรื่องส่งวัตถุไปให้แยกธาตุมาเพื่อทราบ (พ.ศ. 2483).

[10] กำพล จำปาพันธ์. ““ศาลากลางอยุธยาหลังเก่า” : ตึกคณะราษฎร สัญลักษณ์หลัก 6 ประการของการอภิวัฒน์ 2475” https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2514 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568).

[11] หจช. มท. 2.2.5/457 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งสำเนารายงานการประชุมกรมการอำเภอ เกี่ยวด้วยเรื่องการปรับปรุงกิจการจังหวัด (พ.ศ. 2483).

[12] หจช. มท. 2.2.5/454 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานการสดับตรับฟังเหตุการณ์และความเป็นอยู่ของราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[13] ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 52 (วันที่ 12 พฤษภาคม 2478), หน้า 394-414.

[14] หจช. ศธ. 0701.26.1.2/1 เรื่องการเดินทางไปตรวจวัดร้างที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[15] หจช. ศธ. 0701.26.1.2/2 เรื่องการทำรั้วลวดหนามกั้นเขตต์วังโบราณที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2483).

[16] หจช. ศธ. 0701.26.1.2/6 เรื่องรายงานการเดินทางตรวจการทำรั้วกั้นเขตต์วังโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ. 2485).

[17] ดูเรื่องการบุรณะพระราชวังโบราณอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้จาก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องตำนานสถานที่และวัตถุต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง. (นนทบุรี: โครงการจัดพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2567), หน้า 48-51.

[18] ดูการบูรณะพระราชวังโบราณสมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ได้จาก พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์). ประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 เรื่องกรุงเก่า. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนกร, 2479; ส่วนการจัดงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกสมัยรัชกาลที่ 5 ดูได้จากเอกสารที่กรมศิลปากรได้รวบรวมมาตีพิมพ์ไว้ใน จดหมายเหตุพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ร.ศ.126, 127. กรุงเทพฯ: กองจดหมายเหตุ กรมศิลปากร, 2527.

[19] หจช. ศธ. 0701.26.1.2/5 เรื่องแก้ไขและซ่อมเสาวิหารวัดมงคลบพิตร จังหวัดอยุธยา (พ.ศ. 2484).

[20] หจช. (4) ศธ 2.2/19 การบูรณะองค์พระมงคลบพิตรและพระวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (3 ส.ค.2499-23 ก.ย.2500).

[21] หจช. ศธ. 0701.26.1.2/4 เรื่องงบประมาณการซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยาในวังจันทรเกษม (พ.ศ. 2484).

[22] หจช. มท. 2.2.5/453 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานการจัดพิธีวางพวงมาลา อนุสาวรีย์ทหารอาษา ซึ่งได้เสียชีวิตในคราวมหาสงครามยุโรป (พ.ศ. 2483).

[23] ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน กำพล จำปาพันธ์. ““ปรีดี พนมยงค์” กับ “การเมืองว่าด้วยการบูรณะอยุธยา” ช่วงใกล้กึ่งพุทธกาล (พ.ศ. 2499-2500)” https://pridi.or.th/th/content/2025/12/2714 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568).