ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บุคคล

รำลึกถึงคุณสุโข สุวรรณศิริ

28
กันยายน
2569

สุโข สุวรรณศิริ  (27 มิถุนายน พ.ศ. 2471 – 26 กันยายน พ.ศ. 2569)

 

เมื่อปี พ.ศ. 2563 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นายสุโข สุวรรณศิริ อดีตเอกอัครราชทูตและศิษย์เตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รุ่นที่ 6 เนื่องในวาระ 120 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์ แม้ขณะนั้นท่านมีอายุย่าง 92 ปีแล้ว แต่ความทรงจำเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและท่านผู้ประศาสน์การยังคงแจ่มชัด ท่านถ่ายทอดความประทับใจด้วยความศรัทธาและสำนึกในคุณูปการของผู้เปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ตน

การสัมภาษณ์ครั้งนั้นจัดขึ้นทางออนไลน์ เนื่องจากอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 การเชื่อมต่อผ่านวิดีโอคอลเป็นเรื่องยากสำหรับท่านในวัยสูงอายุ แต่ท่านก็พยายามจนสามารถร่วมสนทนาได้สำเร็จ เราระลึกถึงความตั้งใจของท่านด้วยความขอบคุณ ที่ทำให้ได้บันทึกคำบอกเล่าอันมีค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

 

วิดีโอคอลสัมภาษณ์สุโข สุวรรณศิริ พ.ศ. 2563

 

หกปีต่อมา ในโอกาสเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สถาบันได้จัดส่งรูปปั้นปรีดีไปมอบให้คุณสุโข ท่านฝากคำขอบคุณพร้อมภาพถ่ายกลับมาด้วยความปลื้มปีติ เราดีใจที่ได้เห็นท่านประคองรูปปั้นของท่านผู้ประศาสน์การไว้ด้วยสองมือ แม้สุขภาพจะถดถอยลงตามกาลเวลา แต่แววตาของท่านยังเปี่ยมด้วยความรักและความผูกพันที่มีต่ออาจารย์ เราจึงขอเก็บภาพนี้ไว้เป็นความทรงจำ

 

สุโข สุวรรณศิริ ประคองรูปปั้นปรีดี พนมยงค์ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดส่งมอบให้

 

หลังจากนั้นเพียงสามเดือน คุณสุโขได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569 สิริอายุ 98 ปี ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ สถาบันขอน้อมรำลึกถึงชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและน้ำใจที่ท่านมอบให้แก่ธรรมศาสตร์ มูลนิธิ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ตลอดมา ด้วยความเคารพและอาลัย

สุโขเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เข้าเรียนเตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รุ่นที่ 6 ใน พ.ศ. 2486 ก่อนสำเร็จการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิตและนิติศาสตรมหาบัณฑิต ท่านเล่าว่าตัวเองไม่ได้มาจากครอบครัวมั่งคั่ง จึงสำนึกเสมอถึงโอกาสที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งท่านปรีดีก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดทางให้คนทั่วไปได้ศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับท่าน ธรรมศาสตร์จึงเป็นมากกว่าสถานศึกษา เพราะได้มอบทั้งโอกาสในชีวิตและความรู้ที่เป็นรากฐานของการทำงานในวันข้างหน้า

ในข้อเขียนเรื่อง “วิสัยทัศน์ของปรีดี พนมยงค์” คุณสุโขกล่าวถึงการศึกษาที่ให้ความรู้หลากหลาย ทั้งกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ และการทูต ส่วนหลักสูตรเตรียมปริญญาก็ครอบคลุมทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และธรรมะ ท่านเห็นว่าการศึกษาดังกล่าวช่วยวางพื้นฐานทั้งความรู้และคุณธรรม เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับการศึกษาขั้นสูงและการทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ท่านได้สัมผัสคุณค่าของการศึกษาเช่นนี้ด้วยตนเองเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา จึงกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของท่านผู้ประศาสน์การปรีดีด้วยความชื่นชมเสมอมา

ภายหลังสำเร็จการศึกษา สุโขสอบเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ พ.ศ. 2493 ได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเคยประจำการ ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 สุโขทำหน้าที่อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่รัฐบาลไทยเผชิญคำถามเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งการดำเนินคดีกับนักศึกษาและการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยชาวลาว ท่านได้บันทึกประสบการณ์การชี้แจงและเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ ไว้ในบทความ “สิทธิมนุษยชน : คำนิยามที่แตกต่างกัน” เป็นคำบอกเล่าจากชีวิตนักการทูตที่ต้องรับฟังข้อทักท้วง อธิบายจุดยืนของรัฐบาล และส่งต่อข้อเรียกร้องกลับมายังประเทศไทย

ต่อมาท่านดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศเม็กซิโก อธิบดีกรมพิธีการทูต และเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่าง พ.ศ. 2527–2531 เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ด้านชีวิตครอบครัว สุโขสมรสกับนางจรูณศรี สุวรรณศิริ

 

สุโข สุวรรณศิริ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2527–2531
ที่มา: ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน — สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน⁠ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

เมื่อเกษียณอายุราชการ สุโขได้นำความรู้และประสบการณ์กลับมาถ่ายทอดแก่นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมกับทำงานในฐานะประธานชมรม ต.ม.ธ.ก. สัมพันธ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์ งานเหล่านี้เปิดโอกาสให้ท่านได้กลับมาร่วมแรงร่วมใจกับเพื่อนและศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ผู้ยังคงระลึกถึงคุณูปการของผู้ประศาสน์การด้วยศรัทธาและกตเวทิตาเช่นเดียวกัน

ผู้ที่ร่วมงานกับสุโขอย่างใกล้ชิดคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ เพื่อนตั้งแต่วัยเรียนที่เข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศในปีเดียวกัน สุโขบันทึกเรื่องราวของมิตรภาพอันยาวนานนี้ไว้ในบทความ “แด่ วิเชียร วัฒนคุณ ‘เพื่อนรักคู่แฝด’” เมื่อเกษียณอายุราชการ ทั้งสองได้พบกันบ่อยขึ้น วิเชียรเป็นผู้แนะนำให้สุโขไปสอนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทนตน และยังได้ร่วมงานกันในชมรม ต.ม.ธ.ก. สัมพันธ์ มูลนิธิ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ ความเป็นเพื่อนจึงแน่นแฟ้นขึ้นตลอดหลายช่วงชีวิต

ในข้อเขียนเดียวกัน สุโขยังบันทึกว่า ชมรม ต.ม.ธ.ก. สัมพันธ์ เป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ยูเนสโกยกย่องปรีดีในวาระ 100 ปีชาตกาล โดยเสนอเรื่องผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อการพิจารณาประสบอุปสรรค วิเชียรได้เดินทางไปกรุงปารีสและร่วมกับเตช บุนนาค ชี้แจงจนข้อเสนอได้รับความเห็นชอบ สุโขกล่าวถึงความสามารถและความทุ่มเทของเพื่อนด้วยความชื่นชม พร้อมบันทึกความพยายามเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนั้นไว้ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง

นอกจากงานที่รับผิดชอบ สุโขยังถ่ายทอดความคิดผ่านบทความหลายชิ้น โดยให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์สุจริต ความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ของผู้ทำงานเพื่อส่วนรวม ในบทความ “3 คุณลักษณะของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่พึงเอาเป็นแบบอย่าง” ท่านยกการประพฤติปฏิบัติของอาจารย์ปรีดีเป็นตัวอย่าง พร้อมเสนอว่าการแก้ปัญหาสังคมควรเริ่มจากการลดอัตตา ละความเห็นแก่ตัว และถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ในบทความ “นักการเมืองในดวงใจ” สุโขกล่าวถึงความซื่อสัตย์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉะนั้นถ้าใครโกง ผมให้สอบตกตั้งแต่แรกเลย” สำหรับท่าน ความสุจริตเป็นคุณสมบัติข้อแรกที่ขาดไม่ได้ ผู้มีความรู้ความสามารถต้องใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อบ้านเมืองและประชาชน ความเสียสละและการถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ท่านยกย่องอาจารย์ปรีดีให้เป็นนักการเมืองในดวงใจ

เมื่อย้อนมองภาพคุณสุโขประคองรูปปั้นปรีดีไว้ด้วยสองมือ เรานึกถึงความกตัญญูที่ท่านมีต่อผู้ประศาสน์การ ผู้มอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่ชีวิต ท่านจดจำพระคุณนั้นและตอบแทนด้วยกำลังความรู้ความสามารถ ทั้งร่วมสืบสานงาน รักษาเกียรติคุณ และถ่ายทอดเรื่องราวของอาจารย์ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก ความศรัทธาที่มั่นคงและกตเวทิตาที่ปรากฏในการกระทำของท่าน สมควรแก่คำว่า “ลูกธรรมศาสตร์ที่แท้จริง”

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวสุวรรณศิริ และขอรำลึกถึงคุณสุโขด้วยความเคารพและอาลัย เราจะจดจำความปรารถนาดีที่ท่านมอบให้ ตลอดจนคุณูปการที่ท่านฝากไว้แก่มูลนิธิและสถาบัน พร้อมกับส่งต่อคำบอกเล่าและข้อเขียนอันมีค่าของท่านให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ได้รู้จัก และได้ระลึกถึง

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: